ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




กิจกรรม

 
เว็บบอร์ด
ในส่วนการจัดการเว็บบอร์ดนี้ ท่านสามารถดำเนินการ ตอบกระทู้ ย้ายกระทู้ ลบกระทู้และคำตอบของกระทู้ หรือเปลี่ยนสถานะของกระทู้และคำตอบของกระทู้ได้(กรณีกำหนดให้มีการอนุมัติก่อน)

สรุปกิจกรรมสัมมนาทั้ง 5 เรื่อง

 

มีดังนี้

1. เรื่อง แผนป้องกันภัยพิบัติ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร

2. เรื่อง  ก๊าซไทย เพื่อใคร ขายหุ้น ปตท. 2% เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร

3. เรื่อง ปัญหาประเทศไทย  แก้ไขรัฐธรรมนูญ   คือคำตอบ??

4.  เรื่อง องค์กรอิสระ  ควรยุบหรือไม่ยุบ  และอย่างไรประชาชนจึงพึ่งได้

5. เรื่อง  ทางออก   ทางรอด ของเยาวชนยุคเหยื่อของระบบการศึกษา  แนวคิดและวิธีปฏิบัติ เพื่อปฏิวัติ 

   การศึกษาไทย

6. เรื่อง

1.            เรื่อง  แผนป้องกันภัยพิบัติ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2555   เวลา 08.30 น. - 16.00 น. ณ.ห้องประชุมสภาพัฒนาการเมือง

มีข้อสรุปดังนี้

1.             จัดทำแผนที่การป้องกันภัยพิบัติ เขตพื้นที่ แผนที่บูรณาการหน่วยงานเพื่อประสานงานความเข้าใจในการดำเนินงานของรัฐบาล

2.             สร้างระบบฐานข้อมูล ข้อเท็จจริงในอดีต-ปัจจุบันเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลของปริมาณน้ำ

3.              แผนการเตือนภัย และการพยากรณ์สถานการณ์ และธรรมชาติต่างๆ สร้างศูนย์เตือนภัย เป็นศูนย์กลาง

4.             สร้างคู่มือเขื่อนรับรองน้ำ  เพื่อใช้เป็นข้อมูลหลัก เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำที่หลากหลายและแตกต่างกัน เช่น การใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรม พลังงาน ปล่อยน้ำ เก็บน้ำ ตามฤดูกาลของประชาชน และความจำเป็นของหน่วยงานที่ดูแลรักษาน้ำเพื่อการป้องกันน้ำท่วม เป็นต้น ควรมีเกณฑ์ควบคู่ และควบคุม ให้การดำเนินการเกิดประโยชน์สูงสุด

5.             ระบบการสื่อสาร แจ้งข่าว การประสานงานความเชื่อมโยงหน่วยงานและพื้นที่ต่างๆ เพื่อสะดวกในการป้องกัน เตรียมพร้อม และอพยพเคลื่อนย้าย

6.             การบูรณาการ (ตั้งหน่วยงาน) พิเศษ เพื่อการมีส่วนร่วม บริหาร จัดการน้ำ เพื่อเอกภาพ ประกอบด้วย ภาคส่วนราชการ สถาบันการศึกษา นักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น เขตพื้นที่ และชุมชน

7.             สร้างศูนย์อบรมอาสาสมัครป้องกันภัยพิบัติ ศึกษางานทั้งในและต่างประเทศ การศึกษาองค์ความรู้ ทฤษฎี – ปฏิบัติ

8.             การเตรียมศูนย์พักพิง (อพยพ) รักษาพยาบาล อาหาร การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และกิจกรรม

9.             กรมฉุกเฉิน เตรียมบุคลากร ผู้บัญชาการภายใต้วิกฤตคนเดียว (Single Command) ที่มีความรู้ ความสามารถ ฉลาด รอบรู้ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจ สั่งการที่ดีที่สุด และเกิดเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน

10.       การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างสาธารณูปโภค เช่น ขยายเขตพื้นที่คลอง
การขุดอุโมงค์ เอนกประสงค์ขังเก็บน้ำ ระบายน้ำ และใช้ในการจราจรได้ เขื่อน
อ่างเก็บน้ำ แก้มลิง และอื่นๆ โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และประชาชน ในระดับต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการมีส่วนร่วมในระดับเบื้องต้น ได้แก่ ความเข้าใจ รับรู้ การเข้าร่วมวางแผน การตัดสินใจเลือก ติดตามและประเมินผล ตรวจสอบ จนกระทั่งถึงการมีส่วนร่วมในระดับสูงสุด ที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

11.      การตั้งคณะทำงานบูรณาการร่วมภาครัฐ ราชการ ประชาชน ประชาสังคม เอกชน ธุรกิจและองค์กรกลไกทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีเอกภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล รวมทั้งให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนสูงสุด

12.      การแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลต่อภาคประชาชน อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งถึงประชาชน อย่างน้อยทุก 3 เดือน เพื่อเป็นการประเมิน ติดตามแผน การส่งเสริมและสนับสนุนให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน ให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงในทุกระดับ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการวางแผน ติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล

13.      ควรแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านน้ำ นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง จากสภาวิศวกรแห่งประเทศไทย และภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมใน กยน. มากขึ้น เพื่อร่วมวิเคราะห์สาเหตุ สถานการณ์ และวางแผนจัดการ และการแก้ไขปัญหา อาทิ เช่น

1)            ดร. สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายกสภาวิศวกรแห่งประเทศไทยฯ

2)            อ.คมสันต์ มาลีสี ผู้ดูแลและเสนอแนวทางป้องกันอุทกภัยฝั่งตะวันออก

3)            นายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้มีประสบการณ์ในการช่วยเหลือคนประสบภัย รวมทั้งมีความรู้ในการป้องกันภัยพิบัติในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และอเมริกา

4)            นักวิชาการ จากสาย ดร. สมิทธ ธรรมสโรจน์ ซึ่งผ่านประสบการณืทั้งจากต่างประเทศ และมีความเชี่ยวชาญ เช่น ดร.สมชาย ใบม่วง ดร.สงกรานต์ อักษร ดร.วัฒนา กันบัว และ ดร.สมพร ช่วยอารีย์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.)

 

2.            เรื่อง  ก๊าซไทย เพื่อใคร ขายหุ้น ปตท. 2% เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555   เวลา 12.00 น. - 17.00 น. ณ.ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์

มีข้อสรุปดังนี้

1.             กล่าวปาฐกถาถึงเรื่องอารยะสนทนา ประกอบด้วย 12 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
1) ประชาสดับ (
Public Listening) ซึ่งประชาสนทนา หรืออารยะสนทนา ต้องเข้าใจสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง การสนทนาต้องฟังแล้วจับใจความได้อย่างแท้จริง 2) ประชาปุจฉา เมื่อฟังแล้วต้องมีการถาม โดยตั้งคำถามจากข้อมูล ถามเพื่อความกระจ่าง การตั้งคำถามเป็น จะช่วยลดความขัดแย้ง 3) ประชาปริทรรศน์ เกิด Perspective บางอย่าง เกิดทัศนะเบื้องต้น จากการฟังและถาม 4) นำไปสู่ประชาถกแถลง (Public Discussion) คือ การถกจุดยืนที่แตกต่าง เอาหลักฐาน สถิติ หลักการ ทั้งภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ภาคการเมือง ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ด้วยฐานที่เปิดกว้าง 5) ประชาพิจารณา (Public Consideration) การพิจารณาโดยสาธารณะ สามารถเอาสิ่งที่ถกแถลงมาชี้แจงความเป็นมาเป็นไป เปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ เกิดประชาพิจารณา คิดให้ครบถ้วน บูรณาการ 6) ประชาวาที (Public Debase) การถกวาทีได้ เมื่อมีจุดยืนคนละฟาก ควรเกิดจากการถกแถลง ใคร่ครวญ พิจารณาอย่างชัดเจน ว่าจะทำอย่างไร 7) ประชาปรึกษา (Public Consultation) การปรึกษาแบบฉันท์มิตร สังคมต้องไม่แยกข้าง 8) ประชาเสวนา (Public Dialogue) ต้องผ่านหลายขั้นตอน การสานเสวนาให้ประชาชนยอมรับ ด้วยเหตุผล มีบรรยากาศฉันท์มิตร 9) ประชาญัตติ มีข้อเสนออะไรบ้าง 10) ประชามติ เป็นมติมหาชน 11) ประชาวิสัชนา (Public Response) ได้ข้อสรุปแล้ว ยอมรับมติแล้ว ต้องมีการตอบสนอง หรือสนองตอบต่อสิ่งที่รับรู้ และ 12) ประชาพันธกิจ (Public Mission) สอดรับกับการตอบสนองที่ดี มีเหตุผล เกิดเอกภาพร่วมกัน เกิด Action จริง จึงสู่คำตอบที่ดี

2.             รัฐบาลมีนโยบายที่จะขายหุ้น โดยเอาหุ้นของกระทรวงการคลังที่ถือไว้ของ ปตท. และการบินไทย จำนวนร้อยละ 2 ให้แก่กองทุนวายุภักษ์ เพื่อไม่ให้เป็นรัฐวิสาหกิจ คือ รัฐถือหุ้นไม่มาก โดยแรงจูงใจที่รัฐบาลทำ คือ การทำให้หนี้สาธารณะลดลง ซึ่งเป็นกลวิธีทางเทคนิค เพื่อเป็นการถ่ายโอนไม่ให้ชื่อเป็นรัฐวิสาหกิจ จะมีผลทำให้สัดส่วนต่อ GDP ลดลง เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถกู้เงินได้มากขึ้น ไม่ชนเพดาน รวมทั้งทำให้เครดิต หรือ Rating ของประเทศดูดีขึ้น

3.             เหตุผลคือ การที่รัฐบาลมี Commitment ที่ให้ไว้แก่ประชาชนมากมาย ต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมหาศาล จึงจำเป็นต้องก่อหนี้มากขึ้น แต่ตามกฎหมายรัฐบาลไม่สามารถก่อหนี้เกินเพดานที่ตั้งไว้ได้ รัฐบาลจึงต้องหาการถ่ายโอนหนี้เดิมที่มีอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้กู้หนี้ได้อีก

4.             ประเด็นข้อที่ 1 การขายหุ้น ปตท. และการบินไทย เพื่อให้หลุดจากสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ (แต่รัฐยังควบคุมอยู่) และทำให้หนี้สาธารณะลดลงดีหรือไม่? ประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่?

ดร.วีรพงศ์ กล่าวไว้ว่า ประเทศได้ประโยชน์ คือ ทำให้หนี้ลด สามารถกู้ได้มากขึ้น และเครดิตของประเทศดีขึ้น กล่าวคือ 1) การปลดหนี้ ปตท. และการบินไทย จะช่วยลดหนี้ ได้จำนวน 1 ล้านล้านบาท (10% ของ GDP) รวมการโยกหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไปอยู่กับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสามารถลดหนี้สาธารณะลงได้ 20% 2) หนี้ ปตท. ไม่จำเป็นต้องรวมอยู่ในหนี้ภาครัฐ เพราะไม่ได้ใช้งบรัฐลงทุน และไม่ได้ให้รัฐบาลไปค้ำประกันหนี้ และ ปตท. ได้ประโยชน์ เพราะมีหลักธรรมาภิบาลขึ้น และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้คล่องตัวขึ้น

แต่นายธีระชัย กล่าวไว้ว่า ในระยะยาวประเทศจะเสีย เนื่องจากวินัยทางการคลังมีปัญหา บิดเบือนนโยบาย พฤติกรรม  และการที่มีหนี้สาธารณะต่ำ ทำให้รัฐบาลไม่กดดัน ในการต้องหารายได้เพิ่มขึ้น จึงไม่ต้องขึ้นอัตราภาษี โดยเน้นการใช้นโยบายประชานิยมได้ต่อ

ประเด็นที่ 1 : ดร.โกร่ง ถูกที่บอกว่า ไม่นับรวมหนี้ ปตท. ในหนี้ภาครัฐทำได้ และสอดคล้องกับเกณฑ์ของ IMF/ World Bank

ประเด็นที่ 2: ดร.โกร่งไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะ IMF/World Bank ระบุเกณฑ์ 6 เกณฑ์ คือ 1) Managerial independence , including pricing and employment policies พบว่า เกณฑ์ข้อที่ 1 ปตท. และการบินไทยไม่ผ่าน เนื่องจากโครงสร้างกรรมการของ ปตท. ส่วนใหญ่พบแต่ข้าราชการ เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงได้ และค่าตอบแทนของคณะกรรมการสูง และโครงสร้างคณะกรรมการของการบินไทยเช่นกัน มีการแบ่งโควต้าเข้ามานั่งเป็นบอร์ด และส่วนใหญ่มักมาจากราชการ 2) Relations with the government พบว่า เกณฑ์ข้อที่ 2 ปตท. และการบินไทยไม่ผ่าน เพราะว่า ปตท. รับการอุดหนุนทางอ้อมจากรัฐ และการขึ้นราคาก๊าซ LPG 1 บาท/ กิโลกรัม สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆ ขึ้น 12 บาท นอกจากนี้ ปตท. ยังได้รับสิทธิพิเศษในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ คือ ควบคุม 5 โรงกลั่น สามารถตั้งราคา / ปรับราคาขึ้นได้ และไม่ผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ส่วนการบินไทยได้รับสิทธิพิเศษ ในการจำหน่ายตั๋วให้หน่วยงานราชการ 3) Periodic audits พบว่า เกณฑ์ข้อที่ 3 ปตท. และการบินไทยไม่ผ่าน 4) Publication of comprehensive annual reports and protection of shareholders’ rights พบว่า เกณฑ์ข้อที่ 4 ปตท. และการบินไทยผ่าน 5) Financial conditions and sustainability พบว่า เกณฑ์ข้อที่ 5 ปตท. ผ่าน ส่วนการบินไทยไม่ผ่าน เนื่องจากผลประกอบการของ ปตท. ค่อนข้างดี ส่วนผลประกอบการของการบินไทยผันผวน คือ ปี 2551 ขาดทุนสุทธิถึง -10.55% และปี 2554 (ม.ค.-ก.ย.) ขาดทุน -3.26%
6) Absence of other risk factors พบว่า เกณฑ์ข้อที่ 6 ปตท. และการบินไทย ไม่ผ่าน เพราะ การบินไทยมีปัญหาเรื่อง Currency Mismatch ส่วน ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงพลังงาน

ประเด็นที่ 3 : ปัญหาอาจไม่ร้ายแรงเหมือนที่นายธีระชัยกล่าว หากทำตามหลักเกณฑ์สากล

ประเด็นที่ 4 : เห็นด้วยกับนายธีระชัย ว่า หนี้สาธารณะลด ไม่ต้องหารายได้ และไม่ต้องขึ้นอัตราภาษี และหากสำแดงตัวเลขต่ำ แสดงว่า รัฐบาลใช้นโยบายประชานิยมได้เรื่อยๆ

บทสรุป : ควรนำหนี้ ปตท. และการบินไทยออกจากหนี้สาธารณะหรือไม่? หากรัฐต้องการทำแยกหนี้ ปตท. และการบินไทยจริง ต้องทำตามเงื่อนไข 6 ประการของ IMF/ World Bank แต่หากไม่ทำตามเงื่อนไขนี้ ไม่ควรแยกหนี้ ปตท. และการบินไทย

5.             ประเด็นข้อที่ 2 : ขายหุ้น ปตท. และการบินไทยให้วายุภักษ์เป็นการขายสมบัติแผ่นดินให้นักลงทุนหรือไม่?

 ความเห็น ดร.วีระพงษ์ เห็นว่า ปตท. และการบินไทยยังเป็นของรัฐ อยู่ใต้กระทรวงการคลัง ซึ่งกระทรวงการคลังควบคุมวายุภักษ์ 100% ยังกำหนดทิศทางนโยบายได้เหมือนเดิม

ส่วนความเห็นของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เห็นว่า อนาคต ไม่แน่เสมอไป กองทุนวายุภักษ์ เป็นกองทุนปิด มีอายุครบกำหนดในปี 2556 ต้องขายหุ้นที่ซื้อไป ซึ่งกระทรวงการคลังมีสิทธิ์ซื้อลำดับแรก ถ้ากระทรวงการคลังไม่ซื้อ ต้องนำหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นการเปิดช่องให้นายทุน ซึ่งหากรัฐทำกองทุนวายุภักษ์เป็นกองทุนเปิด ก็ไม่รอถึงปี 2556 รัฐสามารถนำกองทุนเข้าตลาดหุ้น เป็นการเปิดช่องให้นายทุนเช่นกัน หากรัฐทำกองทุนวายุภักษ์เป็นกองทุนเปิด ไม่ต้องรอถึงปี 2556 รัฐสามารถนำกองทุนเข้าตลาดหุ้น ก็เป็นการเปิดช่องว่างให้นายทุนเช่นกัน

6.             ข้อเสนอ ควรขายหุ้น ปตท. และการบินไทยหรือไม่? ควรขายให้ใคร? พิจารณาเป็นกรณี

การบินไทย ขายหุ้นบางส่วนให้เอกชน มิใช่กองทุนวายุภักษ์ อาจถูกต่อต้านจากสหภาพ แต่มีผลดีหลายอย่าง คือ 1) ลดการถูกล้วงลูก แทรกแซงจากการเมือง 2) ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้การบินไทย

ปตท. กระทรวงการคลังไม่ควรขายหุ้น เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย และมีผลประโยชน์มหาศาล เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ

7.             ประเด็นข้อที่ 3 : ขายหุ้น ปตท. จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น หรือลดลง? ประชาชนได้รับผลกระทบหรือไม่? ราคาน้ำมันถูกกำหนดโดย 2 ส่วน คือ 1) อุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก ควบคุมไม่ได้ และระยะนี้ ราคาน้ำมันจะยังคงสูง ซึ่งประเทศทางยุโรปหนาว Demand เพิ่ม และปัญหาอิสราเอล สหรัฐ ขัดแย้งกับอิหร่าน ถ้าเกิดสงคราม ราคาน้ำมันดิบจะขึ้น 2) การดำเนินนโยบายพลังงาน รัฐสามารถควบคุมได้ แต่ยังมีปัญหานโยบายพลังงานอยู่ คือ (1) การกำกับดูแลกิจการ ไม่สนับสนุนให้เกิดการแข่งขัน ปตท. เทกโอเวอร์ธุรกิจกลั่นน้ำมัน เป็นการผูกขาดธุรกิจปั๊มน้ำมัน (2) โครงสร้างราคาที่บิดเบือน การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน รัฐบาลเก็บภาษีน้ำมันสูง เพื่อชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน การเก็บภาษีซ้ำซ้อน เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และ VAT ต้องเสีย 2 ครั้ง

8.             แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่รัฐบาลมีแนวคิดขายหุ้น ปตท. สัดส่วนร้อยละ 2 ให้แก่กองทุนวายุภักษ์ เพราะถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในวงกว้าง และเกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งยังมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องมหาศาลหากมีการขายหุ้น

9.             ส่วนการขายหุ้นการบินไทยนั้นได้แสดงความเห็นด้วย เนื่องจากธุรกิจการบินต้องการความคล่องตัวในการแข่งขัน และปัจจุบันนี้สายการบินหลักทั่วโลกไม่ได้มีสถานะเป็นของรัฐแล้ว

 

3.            เรื่อง ปัญหาประเทศไทย  แก้ไขรัฐธรรมนูญ   คือคำตอบ??

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์  2555 เวลา 12.00 น-17.00น. ห้องสีดา โรงแรมรอยัลรัตนโกสินทร์

มีข้อสรุปดังนี้

 

1.             กล่าวถึง องค์ประกอบของ สสร. ประกอบด้วย ตัวแทน สสร ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จังหวัดละ 1 คน จำนวน 77 คน และผู้แทน สสร ที่สรรหา จำนวน 22 คน คือ ผู้แทนจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 8 คน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน และผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 6 คน จำนวนรวมทั้งสิ้น 99 คน

2.             หลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า จะแก้ไขมาตราอะไร ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ สสร. ว่า จะพิจารณาแก้ไขมาตราใดแล้วแต่ความเหมาะสม พรรคเพื่อไทยไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของ สสร. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

3.             หลักใหญ่ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหลักการสำคัญรัฐธรรมนูญจะยึดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุด และต้องการแก้ไขมาตรา 237 ในกรณีสมาชิกพรรคการเมืองกระทำผิดในการเลือกตั้ง ให้มีการยุบพรรคการเมืองนั้น ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นว่า มาตรานี้มีบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปและมีหลักการที่ไม่ถูกต้อง ควรจะแก้ไขเพียงให้มีบทลงโทษสมาชิกที่กระทำผิดเท่านั้น

 

4.  เรื่อง  องค์กรอิสระ  ควรยุบหรือไม่ยุบ  และอย่างไรประชาชนจึงพึ่งได้

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม  2555  เวลา 12.00 น-17.00น.  ห้องลำพอง 2  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

 

มีข้อสรุปดังนี้

1.             องค์กรอิสระ   ไม่มีปัญหา   และไม่ควรยุบ เพราะเป็นที่พึ่งของประชาชน  แต่ ตัวปัญหาคือ ตัวคณะกรรมการที่นั่งใน องค์กรอิสระ และการคัดสรร คณะกรรมการสรรหา ต้องปรับแก้ เช่นมาจาก ภาคประชาชน  แรงงาน   ตัวแทนองค์กรศาสนา  ไม่ควรให้ผู้นำฝ่ายค้าน และผู้นำฝ่ายรัฐบาลมาเป็นคณะกรรมการสรรหา  และการสรรหาต้องโปร่งใส สาธารณะชนรับรู้ เช่นการถ่ายทอดทางทีวี เวลาสัมภาษณ์ มีประชาชนร่วมตรวจสอบและให้ข้อมูลประวัติ ผลงาน ของผู้ถูกสรรหา 

2.             ระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการขององค์กรอิสระ   ไม่ควรนานเกินไป เช่น  สี่ปี ห้าปี พอ ปัจจุบัน 7-9 ปี 

3.              องค์กรอิสระจะมีหรือไม่มีก็  ได้ หากผู้ปกครองบ้านเมือง ปกครองด้วยศีลธรรม จริยธรรมและ   มีทศพิศราชธรรมไม่เอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง และยึดผลประโยชน์ส่วนรวม

หากนักการเมือง และข้าราชการสามารถตรวจสอบ ถ่วงดุลย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรอิสระ   และหากบ้านเมืองเรามีการบริหารจัดการที่ดีก็เดินไปได้ แต่บ้านเมืองใดที่ปกครอง โดยผู้มีอำนาจใช้ อำนาจกดขี่ข่มเหงเบียดบังผลประโยชน์ของประชาชนบ้านเมืองก็อยู่ ลำบาก  เช่น ณปัจจุบัน    การเมืองฝ่ายบริหารยังเป็นเสียงข้างมาก ลากไป เช่นอภิปรายว่าผิด แต่ตอนยกมือโหวต กลับผ่าน สบายๆ ไม่มีการนำความผิดไปสานต่อเพื่อแก้ไขความถูกต้อง  

4.  องค์กรอิสระ จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ต้องมีองค์ประกอบสามส่วนคือ

4.1  ที่มาของตัวแทนองค์กรอิสระที่ต้องโปร่งใสเป็นธรรม  ตรงไปตรงมา ไม่เอียงข้างไม่เลือกพรรคพวก  

4.2 งบประมาณ ขององค์กรอิสระ ต้องเป็นสัดส่วน   โดยไม่ต้องมีอิทธิพลของ ฝ่ายบริหาร หรือการเมือง

4.3  องค์กรอิสระที่มีประสิทธิภาพได้ หน่วยสำนักงานเลขานุการของหน่วยงาน ต้องโปร่งใส และมีประสิทธิภาพเช่นกัน ในการสนับสนุน  การนำเสนอข้อมุล การสรุป การเสนอแนะ    เพราะฉะนั้น ที่มาของเจ้าหน้าที่สำนักงานก็มีความจำเป็นที่ต้องคัดสรร ให้ได้คนที่มีจิตใจเพื่อส่วนรวม ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่รับใช้ฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มทุน หรือเอียงข้าง

5   องค์กรอิสระ ต้องได้รับการตรวจสอบ ถ่วงดุลย์  และสมควรให้มีการประเมินองค์กรอิสระ เพราะองค์กรอิสระบางหน่วงงานไม่มีผลงานปรากฏ  และต้องมีการถ่วงดุลย์ทุกองค์กรออิสระ เช่นศาลรัฐธรรมนูญต้องมีการตรวจสอบได้

6   องค์กร อิสระมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร   ไม่ได้เป็นอิสระ ร้อยเปอร์เซ็นต์      เช่นการผ่านงบประมาณต้องขอผ่านฝ่ายบริหาร ซึ่งทำให้การทำหน้าที่ไม่เป็นอิสระ ไม่กล้าหักหาญ เกรงว่าจะถูกตัดลดงบประมาณ   เพราะฉะนั้น ควรจะมีงบประมาณสำหรับองค์กรอิสระที่อิสระจริงๆไม่ต้องผ่านการอนุมัติของฝ่ายบริหาร   แต่สามารถถูกตรวจสอบและมีระเบียบการใช้เงินงบประมาณ เหมือนหน่วยงานรัฐทั่วไป เช่นงบประมาณที่เป็นสัดส่วนของกองทุน เช่น  กองทุน สสส .เหมือน ช่องทีวี TPBS

 

สรุป องค์กรอิสระไม่ควรยุบ แต่แก้ไขการสรรหา การให้งบประมาณ  การสนับสนุนของเจ้าหน้าที่สำนักเลขาฯ   มีการตรวจสอบถ่วงดุลย์ คานอำนาจ   และประเมินผลงาน

 

5.  เรื่อง  ทางออก   ทางรอด ของเยาวชนยุคเหยื่อของระบบการศึกษา  แนวคิดและวิธีปฏิบัติ เพื่อปฏิวัติการศึกษาไทย

วันที่ 27  เมษายน 2555 เวลา 8.30 น. – 16.30 น. ณ.ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร บุญชนะ อัตถากร นิด้า

มีข้อสรุปดังนี้

ข้อเสนอแนะของนักเรียน นักศึกษา

-         หลักสูตรเนื้อหามุ่งเน้นวิชาการมากเกินไป

-         การทำงานการบ้านให้เยอะ เวลาเรียนน้อยเกินไปแต่เนื้อหาวิชาเยอะ

-         เนื้อหาแต่ละเทอมเยอะเกินไปนักเรียนอาจจะเรียนไม่ทัน

-         อาจารย์สอนไม่ตรงตามหลักสูตร

-         บางกล่มไม่ตั้งใจเรียนทำให้เพื่อนที่ตั้งใจเรียนอาจไม่รู้เรื่องที่อาจารย์สอน

-         ระบบการศึกษาหนักแต่ไม่สามารถปรึกษาอาจารย์ได้ทำให้นักเรียนเครียดไม่อยากมาโรงเรียน

-         หลักสูตรให้เรียนอย่างเดียวแต่ไม่ให้ปฏิบัติ

-         อาจารย์สอนแค่ที่ปากพูดแต่ไม่กระตุ้นให้นักเรียนคิด

 

 
 
 
 



สรุปกิจกรรมสัมนา 5 เรื่อง โดยคณะกรรมการเผยแพร่ประชาธิปไตย และประชาสัมพันธ์ สภาพัฒนาการเมือง article
สรุปกิจกรรมเสวนา เรื่อง “ขึ้นค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร เป็นธรรม??” ในวันที่ 4 พค 55 ที่ผ่านมา article
ขอเชิญร่วมเวทีระดมสมอง “ ทางออก ทางรอด ของเยาวชนเหยื่อของระบบการศึกษา แนวคิด และวิธีปฏิบัติ เพื่อปฏิวัติการศึกษาไทย article
โครงการ “อ่าน เขียน เรียน คิด
ขอเชิญร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา
หน้า 1/5
1 2 3 4 5  [ถัดไป]
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com