ความผิดพลาดในการบริหารประเทศ
รัฐ และผู้บริหารประเทศ ได้เปิดโอกาสให้ นายทุน และกลุ่มประกอบการธุรกิจ กอบโกบกำไรจากประชาชน อย่างไม่เป็นธรรม
โดยเสนอข้อมูลโกหกประชาชน ผ่านสื่อมวลชน และทีวี บางแห่ง เพื่อให้ได้ความชอบธรรมในการค้ากำไรเกินควร โดยหมกเม็ด ต้นทนที่แท้จริง ผลประกอบการ และกำไร ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค รวมถึงกลุ่ม พลังงาน
ยกตัวอย่างการค้า น้ำมัน
1 ออกกฎหมายให้ปตท สามารถผูกขาด และจะตั้งราคาเท่าไรก็ได้ คือลอยตัวราคาน้ำมัน ไม่ต้องควบคุม อ้างกลไกตลาด แต่ ตลาดบางแห่งก็ราคาถูกกว่าไทย เช่นมาเลเซีย จีน แต่กลับไม่อ้างอิง แต่อิงสิงคโปร์
รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์เปลี่ยนน้ำมันเชื้อเพลิงจากสินค้าควบคุมเป็นสินค้าไม่ต้องควบคุม ในปี 2550 ทำให้น้ำมันดีเซลล์ ขึ้นราคาจนกำไรจากการกลั่น สิบบาทต่อลิตร (ที่มา ข่าวจากรมต. พลังงาน ใน หนังสือพิมพ์ ธุรกิจ และ ไทยรัฐ)
หากวันหนึ่งขายดีเซลล์ได้ 300,000ลิตร โรงกลั่นจะกำไร วันละ 3 ล้านบาท หนึ่งเดือนกำไร 90 ล้าน โรงกลั่นมีเอกชนถือหุ้นด้วยในสัดส่วน 40-100 %เช่น Esso บางจาก ใครเป็นผู้ถือหุ้นบ้างลองไปตรวจสอบดู
ที่ กลุ่มผู้ค้าน้ำมันเช่นเชลล์ ออกมาออกข่าวทางทีวีว่าขาดทุนค่ากาตลาด คือราคาหน้าปัมพ์ เพราะเชลล์ไม่มีโรงกลั่นของตนเอง
พวกโรงกลั่นบวกค่าการกลั่นสูงมาก จนไม่สามารถบวกค่าการตลาดได้มากนัก จึงเป็นเหตุให้เชลล์ต้องนำร่องขึ้นราคาน้ำมัน เกือบทุกครั้ง แต่กลุ่มอื่นๆมีโรงกลั่นของตนเอง จึงไม่เดือดร้อนจากการขายน้ำมัน แต่ฉวยโอกาสขึ้นราคาไปกับเขาด้วย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจ คิดว่า ผู้ค้าน้ำมันขาดทุน ราคาน้ำมันโลกขึ้นจริงแต่ มีผู้ฉวยโอกาสด้วย
โครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบัน
โครงสร้างราคาน้ำมันประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น และราคาขายปลีก
ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นโครงสร้างราคา จะประกอบด้วย
1. ราคาหน้าโรงกลั่น
2. ภาษีสรรพสามิต
3. ภาษีเรียกเก็บเพื่อกระทรวงมหาดไทย
4. เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
5. เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
6. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
2 ราคาขายปลีกโครงสร้างราคา จะประกอบด้วย
1. ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น
2. ค่าการตลาด คือกำไรหน้าปัมพ์น้ำมัน
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
รวมแล้ว เฉพาะ ภาษีและเงินกองทุน ต่าง ๆประมาณ สิบบาทต่อลิตร
ไม่รวมค่าการกลั่น ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์จะไม่เท่ากัน เช่นดีเซลล์ สิบบาทต่อลิตร
สำหรับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง สมัยก่อนๆ กำหนดให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้
การยกเว้นภาษี
- ยกเว้นภาษีสำหรับน้ำมันที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร
- อุตสาห กรรมเคมีปิโตรเลียมและอุตสหกรรมตัวสารละลาย (โซลเว้นท์)
- ยกเว้นภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่นำไปใช้ในโรงกลั่นน้ำมันที่มีเอกชนถือหุ้นบางแห่งเกือบ 100 %
นายโสภณ กล่าวต่อว่า นอกจาก คนไทยต้องเผชิญกับหากำไรจากจากการกำหนดราคาน้ำมันของ คณะกรรมการนโยบายพลังงาน ที่มีนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ 5-6 คนเป็นทั้งผู้ถือหุ้น เป็นประธาน หรือกรรมการบริษัทน้ำมัน 7 บริษัท
ประกอบด้วยโรงกลั่นในเครือปตท.4 บริษัท คือ สตาร์ , ระยอง , ไทยออย์ ,บางจาก บริษัทน้ำมัน ESSO , RPC , TPI และบริษัท ปตท. ด้วยการกำหนดควบคุมราคาขายน้ำมันของบริษัทน้ำมันให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ 13 กพ. 46 เป็นต้นมา ทำให้ตลอดระยะเวลา 3 ปี ผลกำไรของ ปตท.และบริษัทน้ำมันทั้ง 7 แห่ง มีตัวเลขกำไรรวมจาก 22,099 ล้านบาท เมื่อปี 2545 (ก่อนกำหนดควบคุม) เป็นกำไร 56,686 ล้านบาทในปี 2546 กำไร 120,989 ล้านบาท ในปี 2547 และมีกำไรสูงถึง 202,020 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2548 ที่ผ่านมา
ปี 2549 กำไร 95000 ล้าน
ปี 2550 กำไรเกือบ แสน ล้าน
รวมทั้งน้ำมันดิบส่วนหนึ่งขุดในประเทศ ราคาน้ำมันขึ้น พวกที่ได้สัมปทาน แหล่งน้ำมันดิบในประเทศ ได้ประโยชน์ มีใครบ้างต้องไปดูว่ามีรายชื่อใครบ้างที่ได้สัมปทานแหล่งน้ำมันดิบในประเทศ
และการอภิปรายบอกว่าส่งเงินให้รัฐ สี่หมื่นล้าน แน่นอน คือภาษี (และเงินกองทุน)
ที่เก็บจากน้ำมันแต่ละลิตร เกือบสิบบาท วันหนึ่ง ขายน้ำมันได้160 ล้านลิตร ก็ได้เงินวันละ 1600 ล้านบาท ปีหนึ่งควรอยู่ที่ 584,000 ล้านบาท เงินภาษี ต้องส่งรัฐแน่นอน 100 % (เงินที่เหลือไปอยู่ที่ไหนบ้าง )
แต่กำไรจากการกลั่นและกำไรอื่นๆ ปี 2549 ปตท. ส่งคลัง แค่ 8,000 ล้าน ที่เหลือ นำไปลงทุน บางครั้งก็ขาดทุนเช่นไปงที่เกาะเคย์แมน ขาดทุน 6,000 ล้าน (ที่มา บทความของคุณรสนา โตสิตระกูลในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ)
2 ซื้อราคาน้ำมันดิบเท่าไรไม่บอกแต่บอกราคาปัจจุบัน ที่ขายอยู่ และอ้างอิงบางแห่งที่ราคาแพง แต่ไม่ได้ซื้อจากแหล่งนั้นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการขึ้นราคา และชอบอ้างค่าการตลาด (ราคาหน้าปัมพ์) ติดลบ แต่ไม่ได้บอกว่า โรงกลั้นกำไรไปแล้วลิตรละกี่บาท เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการขึ้นราคา โดยที่ผู้บริหารเองร่วมกันออกนโยบาย และเปิดช่องทางให้เกิดความถูกต้องตามกฎหมายที่ตนเองร่วมกันร่างขึ้นมา
3 กระทรวงพาณิชย์ เปิดโอกาสให้พ่อค้าค้ากำไรเกินควร เริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาลคมช .ที่เปิดให้พ่อค้าคิดต้นทุนในการบริหารกว่าครึ่ง เช่น 60-70% หลังคุณมิ่งขวัญเข้ามา ก็ลดราคาสินค้าบางอย่างลง(ต้องขอบคุณ ) แต่ยังคงให้ค่าบริหารที่สูง ลังคงาไม่ประกาศน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นสินค้าควบคุม ทำให้มีผลกระทบต่อประชาชนทุกระดับ
4 รัฐบาลประกาศจะให้เงินค่าครองชีพ คนละ 500 บาท แต่บริหารประเทศ แบบปล่อยให้พ่อค้าขูดรีดประชาชน ได้ประโยชน์แก่พ่อค้า เงินเพียงห้าร้อยบาทคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ความจริงคณะรัฐมนตรี รัฐบาล ควรหันมาควบคุมราคาสินค้าจริงจัง อย่าให้ค้ากำไรเกินควรจะเป็นการ แก้ปัญหาให้ตรงจุด
ไม่ใช่ให้พ่อค้ากำไรเกินควร เงินเข้ากระเป๋า นายทุน แต่รัฐเอาเงินภาษีรัฐ ไปแจกแก่ประชาชน เพื่อหาเสียง ซึ่งเท่ากับการบริหารประเทศที่เอื้อประโยชน์แก่นายทุน
ทางออกของการควบคุมราคาสินค้า
1รัฐบาลควรประกาศให้สินค้าน้ำมันเป็นสินค้าควบคุม ทันที โดยให้กำไรคาการกลั่นไม่ควรเกิน สองบาทต่อลิตร ทันที น้ำมันควรลดราคาลงลิตรละกว่าห้าบาท จะทำให้เกิดมรรคผลต่อราคาสินค้าอื่นๆ พ่อค้าน้ำมัน และผู้บริหาร ที่เกี่ยวข้อง ควรจะเสียสละ บ้างเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องฆ่าตัวตายไปวันละคนสองคน
หากท่านคิดกอบโกยมากเกินไป ระวังว่ากรรมจะตามสนอง ไม่วันนี้ก็วันหน้า
การแก้ปัญหาง่ายนิดเดียวกระทรวงพาณิชย์ประกาศให้สินค้าที่จำเป็นเป็นสินค้าควบคุม รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่ปล่อยให้ มีค่าบริหารจัดการสูงเกินจริง(ซึ่งคงรวมค่าโฆษณา )
ทำไปทำมาประชาชนไม่ได้อะไรเลยจากการทะเลาะกันไม่ว่าฝ่ายไหน
ประชาชนมีแต่ตายกับตายเพราะถูกขูดรีด ไม่มีใครจริงใจที่จะแก้ไข
และประชาชนเองก็นิ่งนอนใจกนมาก รวมทั้งไม่มีสื่อที่ดีที่จะสื่อถึงกัน
เพื่อร่วมมือกันคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
คุณคิดว่าอย่างไร ใครที่รักชาติ ขอให้ออกมาช่วยกันหน่อย
รวมถึงผู้ใหญ่ที่รักชาติ คนที่รักชาติ และคนที่ไม่ชอบความไม่เป็น ธรรม ทั้งหลายโปรดช่วยเหลือประชาชนด่วน ท่านกำลังคิดและทำอะไรอยู่
นี่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก เพื่อกันเงินเฟ้อ แก้ปัญหาไม่ถูกจุด
ร้องเรียนผ่านเวบ 1111 ก็ถูกบล็อก
|