ReadyPlanet.com


ค่า GAT PAT และสมาคม ปทอ.


มติชนรายวัน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ
เพื่อคุณภาพของประเทศ

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11457 มติชนรายวัน
ทปอ.เปล่าหักหัวคิว"GAT-PAT" สทศ.ให้20บ.จัด"แอดมิสชั่นส์"





เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ เปิดเผยว่า ชมรมได้รับร้องเรียนว่าการสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือ GAT และการสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ หรือ PAT โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ที่ผ่านมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) หักค่าหัวคิวผู้เข้าสอบวิชาละ 20 บาท เพื่อใช้ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือระบบแอดมิสชั่นส์ เนื่องจาก ทปอ.โดยสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นเจ้าภาพแทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 จึงต้องตอบข้อสงสัยว่าทำไมจัดสอบ GAT และ PAT หลายครั้ง โดยให้นักเรียน ม.4 ขึ้นไปเข้าสอบ ที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายที่ ทปอ.ใช้ดำเนินการเกี่ยวกับแอดมิสชั่นส์ น่าจะหลักร้อยล้านบาท น่าสงสัยว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะตรวจสอบการใช้งบฯ ได้หรือไม่ เพราะ สอท.ไม่ใช่หน่วยงานราชการ

นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะเลขาธิการ ทปอ.กล่าวว่า สทศ.จัดสรรเงินให้ ทปอ.วิชาละ 20 บาทจริง แต่ให้เฉพาะ GAT ส่วน PAT ให้เพียง 1-2 วิชา ไม่ใช่ทุกรายวิชา เพื่อให้ ทปอ.เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดแอดมิสชั่นส์ จัดตั้ง สอท.และบริหารจัดการองค์กร บุคลากร และสถานที่ ซึ่งไม่ใช่การหักหัวคิว

"ที่ผ่านมา เมื่อ สกอ.จัดสอบเสร็จ จะจัดสรรเงินให้มหาวิทยาลัย และ ทปอ.ทุกปีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ทปอ.ยินดีให้ สตง.ตรวจสอบค่าใช้จ่าย แม้จะตรวจสอบไม่ได้ เพราะ สอท.ไม่ใช่หน่วยงานราชการ" นายชาญณรงค์กล่าว

หน้า 22



ผู้ตั้งกระทู้ ลอกมา :: วันที่ลงประกาศ 2009-07-24 14:23:17 IP : 124.120.125.199


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3033846)

http://infocenter.deqp.go.th/theme5/data.php?index=2

สิทธิการรับทราบข้อมูลข่าวสารตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสารฯ

 

 

1. กฎหมายกำหนดให้สิทธิอะไรบ้างแก่ประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ? 
     พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดสิทธิสำคัญ ๆ แก่ประชาชนดังนี้
          1. สิทธิ “ได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการพระราชบัญญัติได้รองรับสิทธิไว้ในมาตรา 7 มาตรา 9 มาตรา 11 และมาตรา 26
          2. สิทธิ  “คัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารกรณีมีส่วนได้เสีย”  ตามมาตรา 17
          3. สิทธิ  “ร้องเรียนหน่วยงานของรัฐ”  ตามมาตรา 13
          4. สิทธิ  “อุทธรณ์คำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ”  ตามมาตรา 18 และมาตรา 25
          5. สิทธิ  “อุทธรณ์คำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ”  ตามมาตรา 18 และมาตรา 25

2. หากประชาชนไม่รู้ว่าหน่วยงานของรัฐแห่งใด  เป็นผู้จัดเก็บหรือครอบครองข้อมูลข่าวสารที่ต้องการดู  ประชาชนจะทำอย่างไร?
     ในกรณีที่ประชาชนต้องการทราบข้อมูลข่าวสารของราชการเรื่องหนึ่ง เรื่องใด ให้ศึกษาและพิจารณาก่อนว่าข้อมูลข่าวสารที่ต้องการทราบนั้นเกี่ยวข้องและอยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐแห่งใด แต่ในกรณีที่ไม่ทราบจริงๆ ว่า หน่วยงานของรัฐแห่งใดเป็นผู้ครอบครองข้อมูลข่าวสารนั้น ให้ไปยื่นคำขอดูข้อมูลข่าวสารที่ต้องการ ณ หน่วยงานของรัฐที่อยู่ใกล้และสะดวกที่สุด โดยกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับคำขอจะต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้องเพื่อไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมข้อมูลข่าวสารนั้นโดยไม่ชักช้า

3. หากหน่วยงานของรัฐไม่พิจารณาคำขอข้อมูลข่าวสาร ประชาชนจะทำอย่างไร?
     ในกรณีที่ประชาชนได้ไปใช้สิทธิขอดูข้อมูลข่าวสารที่ต้องการจากหน่วยงานของรัฐแห่งใดแล้ว   หน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ยังทำเพิกเฉยไม่พิจารณาคำขอในเวลาอันสมควร ประชาชนควรปฏิบัติดังนี้
          1. ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ โดยทำหนังสือหรือโดยวาจา ขอทราบผลการพิจารณาโดยยกสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ขึ้นอ้าง และให้เวลาพอสมควรในการพิจารณาแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
          2. ติดตามทวงถามผลการพิจารณา เมื่อครบกำหนดเวลาอันสมควรตามข้อ 1 หากพบว่าเป็นปัญหาระดับเจ้าหน้าที่ให้ขอพบผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น เพื่อเร่งรัดการพิจารณา และแก้ไขปัญหาในระดับหน่วยงาน
          3. หากดำเนินกิจการตาม และยังไม่บังเกิดผลให้ใช้สิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยทำเป็นหนังสือถึง

4. หากประชาชนทราบว่า ตนเองมีส่วนได้เสียในข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีผู้อื่นมาขอใช้สิทธิตรวจดูข้อมูลข่าวสารนั้น  จะทำอย่างไรเพื่อมิให้การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น?
     ไม่ว่ากรณีใด ๆ หากผู้ใดทราบว่าการที่หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดอันกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของตนเองก็อาจยื่นคำคัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่เสียก่อน ในการนี้เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาคำขอของผู้ขอดูข้อมูลและคำคัดค้านของผู้ที่มีส่วนได้เสียประกอบกัน ถ้าเจ้าหน้าที่มีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้าน ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง (มาตรา 18) ในการนี้เจ้าหน้าที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นยังมิได้ จนกว่าจะล่วงพ้นระยะเวลาให้อุทธรณ์ได้ ดังกล่าวเพื่อจะได้ทราบว่าผู้นั้นได้ยื่นอุทธรณ์หรือไม่ และหากมีการยื่นอุทธรณ์ก็จะยังเปิดเผยไม่ได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (มาตรา 17 วรรคสาม)

5. สิทธิในการขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารของราชการ ประชาชนผู้ขอจำเป็นต้องมีส่วนได้เสียในข้อมูลข่าวสารนั้นด้วยหรือไม่? เพราะเหตุใด?
     บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของทางราชการนี้อย่างไรก็ตาม สิทธิได้รู้นี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของการจัดการปกครองในรัฐ สิทธินี้จึงเป็นของคนไทยโดยเฉพาะสำหรับคนต่างด้าวหากจะมีก็จะอยู่ในเรื่องการปกป้องสิทธิของตนเท่านั้นมาตรา 9 วรรคสี่ซึ่งวางหลักว่าคนต่างด้าวจะมีสิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 9 ได้หรือไม่ เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คนต่างด้าวนี้ไม่รวมถึงผู้ไม่มีสัญชาติไทยแต่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (มาตรานิยามคำว่า คนต่างด้าว”) เพราะกรณีนั้นผู้นั้นมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยแล้วสมควรมีสิทธิอย่างคนไทยในเรื่องข้อมูลข่าวสารของราชการได้

6.  ประชาชนจะใช้สิทธิร้องเรียนหน่วยงานของรัฐได้ในกรณีใดบ้าง?
     ประชาชนสามารถใช้สิทธิร้องเรียนได้ต่อเมื่อเห็นว่าหน่วยงานของรัฐมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในกรณีต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้
           1. กรณีไม่นำข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
           2. กรณีไม่จัดข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 9 ให้ประชาชนตรวจดูได้
           3. กรณีไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 9 ให้ประชาชนตรวจดูได้
           4. กรณีไม่ให้คำแนะนำที่ถูกต้องหรือไม่ส่งคำขอให้หน่วยงานผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารพิจารณาตามมาตรา 12
           5. กรณีไม่แจ้งให้ผู้มีประโยชน์ได้เสียเสนอคำคัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 17
           6. กรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการจัดระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตามมาตรา 23
           7. กรณีเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลตามมาตรา 24
           8. กรณีกระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 25 (ยกเว้นเป็นกรณีตามมาตรา 25 วรรคสี่)
           9. กรณีไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารประวัติศาสตร์ให้กับหอจดหมายเหตุเพื่อคัดเลือกไว้ให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าตามมาตรา 26
          10. กรณีหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า  หรือไม่ให้บริการข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 13
          11. กรณีไม่ได้รับความสะดวกในการใช้สิทธิรู้ข้อมูลข่าวสารโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรตามมาตรา 13
          12. กรณีหน่วยงานของรัฐปฏิเสธว่าไม่มีข้อมูลข่าวสารตามที่ร้องขอและผู้ร้องขอไม่เชื่อว่าเป็นความจริง  (มาตรา  33)

7.  ประชาชนจะร้องเรียนหน่วยงานของรัฐได้อย่างไร และร้องเรียนกับใคร?
     ประชาชนมีสิทธิยื่นคำร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
     กฎหมายไม่ได้ระบุว่าให้ร้องเรียนด้วยวิธีใด ประชาชนอาจไปร้องเรียนด้วยตนเอง ณ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยให้เจ้าหน้าที่จดบันทึกไว้ให้หรือส่งทางไปรษณีย์ ถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือร้องเรียนด้วยวิธีการอื่น

  • การเขียนคำขอข้อมูลข่าวสารของราชการ
         ประชาชนจะใช้สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการได้ โดยต้องยื่นคำขอ แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าคำขอนั้นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตาม การเขียนคำขอก็เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และทำให้มีหลักฐานชัดเจนทั้งผู้ขอและส่วนราชการ ในกรณีที่ต้องการเขียนคำขอควรเขียนให้ถูกต้องครบถ้วนในรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ขอข้อมูล และรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลที่ขอให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น การขอดูเอกสารสัญญาขององค์การบริหารส่วนตำบล ควรระบุว่าสัญญาเรื่องอะไร ทำสัญญาเมื่อวันที่เท่าใด หรือการขอรายงานการประชุมของ อบต. ควรเขียนให้ชัดเจนว่าเป็นรายงานการประชุมเกี่ยวกับเรื่องอะไร หรือเป็นการประชุมของกรรมการชุดใด และเป็นการประชุมครั้งที่เท่าใด เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


FAQ (Frequently Asked Questions) คือคำถามที่ได้รับการสอบถามเป็นจำนวนมาก หน่วยงานจึงนำมาแสดงในรูปแบบคำถาม-คำตอบ ที่เป็นที่สนใจ

 

 

1. ถาม

 เกี่ยวกับขั้นตอนการส่งข้อมูลข่าวสาร

 

 ขั้นตอนการส่งข้อมูลข่าวสาร ตามมาตรา 7 (1) (2) (3) ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา

ตอบ

 แนวทางปฏิบัติในการส่งเรื่องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษามีดังนี้

 

     1.มีหนังสือนำส่งเรื่องไปถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และลงนามโดยหัวหน้าหน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่า
     2.
เอกสารที่ส่งไปประกาศ ให้จัดส่งต้นฉบับหรือสำเนาคู่ฉบับซึ่งปรากฎลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงนามในเรื่องนั้น จำนวน 1 ชุด และสำเนาต้นฉบับที่มีข้อความชัดเจน จำนวน 4 ชุด โดยให้จนท. ตั้งแต่ระดับ 5 ขึ้นไปหรือเทียบเท่า ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง และระบุชื่อตำแหน่งให้ชัดเจน
     3.
การพิมพ์เอกสารให้พิมพ์แนวตั้งเป็นหลัก
     4.
เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิมพ์ และแก้ไขข้อความให้ถูกต้อง จึงให้หน่วยงานที่ส่งประกาศ ส่งแผ่นข้อมูล (disk) ที่บันทึกข้อมูลในลักษณะข้อความ Word มิใช่รูปภาพไปด้วย
       
สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนราชกิจจานุเบกษา สำนักนิติธรรม สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โทร.02-280-9000 ต่อ 124-6

 

 

2. ถาม

 เกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการถ่ายสำเนาเอกสาร

 

 การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการถ่ายสำเนาเอกสารข้อมูลข่าวสารของราชการ

ตอบ

 เรื่องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นไปตามมาตรา

 

9 วรรคสาม กล่าวคือ หากมีกฎหมายใดกำหนดเกี่ยวกับการเก็บค่าธรรมเนียมไว้โดยเฉพาะอยู่แล้วก็ให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการสำเนาทะเบียนบ้านก็เป็นไปตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร์ หรือการสำเนาโฉนดที่ดินก็เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่หากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะก็จะเป็นตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ กล่าวคือ หากหน่วยงานใดจะเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าตรวจดู การสำเนาข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือการสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้อง จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเสียก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงจะเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯได้ออกเกณฑ์กลางขึ้นมาในการเก็บค่าสำเนาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ตามประกาศลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 ซึ่งถือเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบไว้แล้ว เช่น การสำเนาข้อมูลด้วยกระดาษขนาด A4 เก็บไม่เกินแผ่นละ 1 บาท หรือค่ารับรองสำเนาถูกต้องเก็บครั้งละไม่เกิน 5 บาท รวมที้งการเก็บค่าธรรมเนียมตามต้นทุนที่แท้จริง นอกจากนี้หากหน่วยงานใดจะเก็บค่าธรรมเนียมก็ต้องขอความเห็นชอบเป็นรายๆไป ในทางปฏิบัติมีบางหน่วยงานให้เอกชนตั้งเครื่องถ่ายเอกสารไว้บริการ นั่นเป็นการบริการของเอกชนซึ่งไม่ถูกผูกพันตามประกาศหรือกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งหน่วยงานของรัฐน่าจะดำเนินการให้เกิดความเหมาะสมในเรื่องนี้ต่อไป

 

 

3. ถาม

 เกี่ยวกับใบประมาณราคาก่อสร้าง

 

 ในกรณีสอบราคา สามารถเปิดเผยราคาในใบประมาณการราคาก่อสร้างให้แก่ผู้รับเหมาได้หรือไม่

ตอบ

 ปัจจุบันเรื่องการเปิดเผยราคากลางในการก่อสร้างถือว่าต้องเปิดเผยในประการศประกวดราคาหรือ

 

ประกาศสอบราคาได้เลย นอกจากนี้รายละเอียดการคำนวณราคากลางดังกล่าวก็สามารถขอได้ ณ หน่วยงานเจ้าของเรื่องด้วย ทั้งนี้มีมติ ครม.ในเรื่องนี้สั่งการไว้ด้วย

 

 

4. ถาม

 เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 9 ของ พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ

 

     1. ตามมาตรา 9(2) ระบุว่า "นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7(4) หมายความว่าให้นำมติคณะรัฐมนตรี นอกเหนือจาก มาตรา 7(4)มาบรรจุไว้ใช่หรือเปล่าหรือหมายความว่าอย่างไร
     2.
ถ้าจะนำนโยบายของนายก อบต.มาบรรจุไว้ได้หรือเปล่าครับถ้าไม่ได้ให้เก็บไว้ในข้อใดครับ
     3.
ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดตาม มาตรา 9(8) มีอะไรบ้างครับขอความอนุเคราะห์ข้อมูลด้วย

ตอบ

 กรณีเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีที่นำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นไปตามมาตรา 9(7) ซึ่งต้อง

 

นำลงประกาศฯ สำหรับมาตรา <

ผู้แสดงความคิดเห็น ลอกมา วันที่ตอบ 2009-07-25 12:47:11 IP : 124.122.180.242


ความคิดเห็นที่ 2 (3036146)

ถกทปอ.เหลว ไร้ข้อสรุปสัดส่วนแอดมิชชัน 54
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 สิงหาคม 2552 16:16 น.

 เวทีถกแอดมิชชัน ปี 2554 ยังไร้ข้อสรุป เหตุความเห็นหลากหลาย เตรียมประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์ www.cuas.or.th ยังไม่ชัวร์ชี้ขาดสัดส่วน ค่าน้ำหนัก องค์ประกอบ ยันการประชุม ทปอ. ครั้งหน้า 22 ก.ค.นี้
       
       วันนี้(1 ส.ค.) ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี รศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี ประธานคณะกรรมการศึกษาแอดมิชชันฟอรั่ม กล่าวภายหลังการประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) เรื่องระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ว่า ที่ประชุมฯ ได้มีมติชัดเจนว่าในการสอบคัดเลือกรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือแอดมิชชัน ปี 2553 ยังคงยืนยันสัดส่วนองค์ประกอบตามเดิม คือ ใช้การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET 30%, คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร หรือ GPAX 20%, ความถนัดทั่วไป GAT 10-50% และความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ PAT 0-40% ส่วนในปี 2554 - 2555 จะมีการปรับเปลี่ยนค่าน้ำหนักสัดส่วนคะแนนในแต่ละองค์ประกอบ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้แต่ละกลุ่ม อาทิ สภาคณบดี สภาวิชาชีพ องค์กรอิสระ ประชาชน และนักเรียน นักศึกษา เสนอความคิดเห็น ซึ่งในแต่ละข้อเสนอนั้นมีความหลากหลาย ดังนั้น ทปอ.จะทำการรวบรวมข้อสรุปทั้งหมด พร้อมทำประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์ www.cuas.or.th ของสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(สอท.) เพื่อทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และนำมาสรุปต่อไป ในส่วนของปี 2556 นั้นจะมีการปรับครั้งใหญ่อีกครั้ง
       
       รศ.ดร.มณฑล กล่าวต่อว่า จากการรับฟังข้อคิดเห็นดังกล่าว ทำให้ทราบว่าขณะนี้ มีความคิดเห็นที่หลากหลาย และขัดแย้งกัน เช่น การเพิ่ม PAT ที่มีจำนวนมากขึ้น นักเรียนที่จะสอบนั้นต้องอยู่ในช่วงชั้นไหน จำนวนครั้งในการทดสอบ GAT/PAT ในแต่ละปีว่าต้องลดลงหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งในการสอบ PAT ที่แต่ละกลุ่มสาขาวิชาชีพเสนอมานั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น คณะทำงานแอดมิชชั่นส์ จะทำการพูดคุยกับสภาคณบดี สภาวิชาชีพในแต่ละคณะ เนื่องจากการให้เสนอความคิดเห็น เพื่อต้องการลดการสอบให้เหลือจำนวนน้อยครั้ง และลดจำนวนวิชาสอบลง ส่วนการสอบGAT/PAT จะเหลือ 2 ครั้งหรือไม่นั้น ที่ประชุมกลุ่มย่อยได้เสนอให้สอบ 2 ครั้ง ในเดือนมีนาคม และ ตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ครั้งแรกเดือนตุลาคม ปี 2553 อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้จะมีข้อสรุปอีกครั้ง
       
       ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ ในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวว่า สำหรับข้อสรุปแอดมิชชัน ปี 2554 -2555 ซึ่งเดิมกำหนดไว้ว่าวันที่ 22 ส.ค. จะมีการประชุม ทปอ.ที่มหาวิทยาลัยนครพนมนั้น เท่าที่ดูข้อเสนอ คาดว่าอาจจะไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจากเมื่อนำข้อมูลลงเว็บไซต์ อาจต้องเลื่อนการตัดสินออกไปก่อน
       
       อย่างไรก็ตาม ในจำนวนครั้งการสอบ GAT/ PAT ตลอดจนจะให้นักเรียนชั้น ม.5 หรือ ม.6 ที่สามารถสอบ GAT/PAT ได้นั้นจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแน่นอนในการประชุม ทปอ.วันที่ 22 ก.ค.นี้
       

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนการประชุมกลุ่มย่อยด้านการบริหารจัดการ ที่ประชุมมีข้อเสนอที่น่าสนใจ อาทิ ควรจัดการสอบ GAT / PAT ปีละ 2 ครั้ง โดยให้สอบเฉพาะเด็ก ม.6 สำหรับคะแนน GAT ซึ่งข้อสอบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ GAT 1 / GAT 2 นั้น ให้ใช้คะแนนรวมของการสอบในครั้งเดียวกัน นอกจากนี้ในการเลือกอันดับ 4 อันดับนั้นมีความเหมาะสม แต่พบว่า บางครั้งผู้สมัครสอบเลือกอันดับที่ 4 ไว้เพื่อเผื่อเลือก และเมื่อสอบได้แล้วมักสละสิทธิ์ จึงเสนอ ทปอ.ให้เก็บเงินการเลือกอันดับที่ 4 เพิ่มขึ้นจาก 50 บาท เป็น 100 บาท
 

ผู้แสดงความคิดเห็น ลอกมาคะ วันที่ตอบ 2009-08-02 07:07:35 IP : 124.122.178.88


ความคิดเห็นที่ 3 (3036148)

หลายคณะแห่เพิ่มองค์ประกอบแอดมิชชั่น

 

 

ทปอ.สรุปองค์ประกอบ และค่าน้ำหนักของแอดมิชชั่นกลาง ในอนาคต รวม 7 กลุ่ม 31 องค์กร ต่อคณะทำงานแอดมิชชั่นฟอรั่มแล้ว

จากการประชุมวิชาการของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เรื่องระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาหรือแอดมิชชั่น ที่ ม.บูรพา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมกลุ่มสาขาวิชา คณะ สภาคณบดี และสภาวิชาชีพต่างๆ ได้สรุปองค์ประกอบและค่าน้ำหนักของแอดมิชชั่นกลางในอนาคตต่อคณะทำงานแอดมิชชั่นฟอรั่มแล้ว จำนวน 7 กลุ่ม 31 องค์กร ซึ่งกลุ่มที่มีข้อเสนอเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ กลุ่มสภาคณบดีทางศิลปะ ซึ่งเสนอขอเพิ่ม PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์ ออกเป็น 12 วิชา ได้แก่ PAT 6.1 ทฤษฎีความรู้ทั่วไปทางศิลปะ PAT 6.2 ศิลปะการแสดง PAT 6.3 นาฏศิลป์ไทย PAT 6.4 นาฏศิลป์สากล PAT 6.5 ดนตรีไทย PAT 6.6 ดนตรีสากล PAT 6.7 ออกแบบทัศนศิลป์ PAT 6.8 ออกแบบภายใน PAT 6.9 ออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ PAT 6.10 ออกแบบ 3 มิติ PAT 6.11 วาดเส้น PAT 6.12 องค์ประกอบศิลป์สร้างสรรค์

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กลุ่มวิทยาศาสตร์, กลุ่มเกษตรศาสตร์, กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น ทันตแพทยสภา, สภากายภาพบำบัด, ภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ขอให้ PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ โดยแยก 3 วิชาคือ PAT 2.1 เคมี PAT 2.2 ชีววิทยา PAT 2.3 ฟิสิกส์ ส่วนกลุ่มคณะด้านพลศึกษาขอเพิ่ม PAT พละ สภานิติศึกษา ขอเพิ่ม PAT นิติ คณะรัฐศาสตร์ ขอเพิ่ม PAT  สังคมศึกษา และ PAT ภาษาอังกฤษ คณะนิเทศศาสตร์ ขอเพิ่ม PAT นิเทศศาสตร์

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การขอเพิ่ม PAT 6 เป็น 12 วิชาย่อย เพื่อวัดความสามารถผู้เข้าเรียน หากไม่สอบก็ได้ แต่พบผู้ที่สอบเข้าได้แล้วเรียนไม่ไหวถูกรีไทร์จำนวนมาก การวัดจะทำโดยตั้งสำนักมาตรฐานศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อสอบวัดด้านต่างๆ เช่น รำไทย ดนตรีไทย วาดภาพ ซึ่งเด็กนำคะแนนไปใช้สอบเข้าคณะต่างๆได้ต่อไป ส่วน รศ.ดร.ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า สภานิติศึกษาเห็นว่านิติศาสตร์เป็นวิชาชีพน่าจะมีการวัดศักยภาพผู้ที่จะเข้าศึกษาด้านนี้ ระยะแรกจะใช้ PAT นิติ คู่กับ PAT คณิตศาสตร์ และ PAT ด้านภาษา เพื่อไม่ให้นักเรียนสับสน ส่วนข้อสอบ PAT นิติขณะนี้หลายแห่งที่สอบรับตรงก็มีข้อสอบวัดศักยภาพอยู่แล้ว

สำหรับการประชุมกลุ่มย่อยพิจารณาค่าน้ำหนักและองค์ประกอบ ปรากฏว่า คณะ วิชา ได้ขอเสนอเพิ่มการสอบ PAT อีกหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เห็นว่า การสอบ PAT 5 ความถนัดความเป็นครู ถือเป็นการวัดศักยภาพพื้นฐานของคนที่จะเป็นครู  ซึ่งทุกคนต้องสอบ และควรเพิ่มตามวิชาเอก เช่น ศิลปะ ดนตรี วิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเพิ่มเป็น PAT 5.1-5.9 กลุ่มสถาปัตยกรรมศาสตร์ ขอเพิ่ม PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะความถนัดทางชีววิทยาด้านสภาพแวดล้อม กลุ่มนิติศาสตร์ ขอเพิ่ม PAT 2 ความถนัดทางวิทย์ ซึ่งเดิมเคยคัดเด็กสายวิทย์เข้ามา จึงอยากขอเหมือนเดิม

ด้าน รศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี ประธานแอดมิชชั่นฟอรั่ม กล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ จะพิจารณาและนำเข้าทปอ.อีกครั้งวันที่ 22 ส.ค.นี้ที่ ม.นครพนม.

ทีมข่าวการศึกษา  ไทยรัฐ

ผู้แสดงความคิดเห็น ลอกมาคะ วันที่ตอบ 2009-08-02 07:14:02 IP : 124.122.178.88

ความคิดเห็นที่ 4 (3036149)

ที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:41:55 น.  มติชนออนไลน์
 

 


แอดมิสชั่นส์54ยังไม่ยุติแนะใช้โอเน็ตแทนสอบไล่ม.6

 

 


"จะดำเนินการสรุปผลจากการประชุมวิชาการเสนอต่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อนำเผยแพร่บนเว็บไซต์ให้ประชาคมได้ร่วมกันวิพากษ์อีกครั้ง ทั้งนี้ได้แจ้ง ทปอ. แล้วว่า ทปอ. คงจะไม่สามารถตัดสินใจได้ทันตามกำหนดเดิมในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ โดยยังมีเวลาพิจารณาอยู่บ้าง เพราะต้องประกาศให้ได้ภายในเดือนตุลาคม 2553 แต่เชื่อว่าน่าจะเสร็จในช่วงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้"

 


นายมณฑล กล่าวอีกว่าในที่ประชุมยังหารือกันถึงการให้โรงเรียนใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) มาแทนการสอบปลายภาคเรียนสุดท้ายของนักเรียนชั้น ม.6 เพื่อลดจำนวนครั้งการสอบให้นักเรียนและยังทำให้นักเรียนตั้งใจสอบโอเน็ต ทำให้โอเน็ตประเมินสัมฤทธิผลทางการศึกษาได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

 


“นักเรียนต้องสอบทั้งโอเน็ต สอบปลายภาคและยังต้องสอบ การสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT) จึงเสนอกันว่าให้เด็กเอาคะแนนโอเน็ตมาใช้สอบปลายภาคแทนการสอบไล่ ซึ่งได้เสนอแนะเรื่องนี้ผ่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว ที่ผ่านมาเด็กบางส่วนมาสอบโอเน็ต ก็ไม่รู้ว่าสอบไปทำไม จึงไม่อ่านหนังสือมาสอบ ทำให้วัดผลไม่ได้จริง ถ้านำมาใช้แทนสอบไล่ โรงเรียนก็ไม่ต้องออกข้อสอบเอง แต่ก็ให้ใช้ในอัตราส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 และไม่สูงเกินไปจนกระทบโรงเรียน”
 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ลอกมาคะ วันที่ตอบ 2009-08-02 07:18:43 IP : 124.122.178.88


ความคิดเห็นที่ 5 (3036653)

รพล นิติไกรพจน์

อธิการบดี มธ.ยืนยัน การปรับองค์ประกอบแอดมิชชั่น สามารถประกาศใช้ได้ทันที เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว..

จากการอภิปรายเรื่องระบบแอดมิชชั่น ในการประชุมวิชาการของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่มหาวิทยาลัยบูรพา ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสอบตรงของแต่ละคณะวิชา ถือว่าเป็นการทำลายโอกาสของเด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ต่างจังหวัด ทั้งนี้ ในส่วนของ มธ.ช่วง 5 ปีมานี้ ยืนยันที่จะไม่เพิ่มจำนวนการรับตรง ซึ่งที่ผ่านมาคณะต่างๆ ของ มธ.จำนวน 7 คณะ ได้เสนอเรื่องมาที่ตน เพื่อขอรับตรงเพิ่มขึ้น แต่ตนก็ส่งเรื่องกลับไปทั้งหมด สำหรับกรณีที่มีผู้สงสัยว่า การปรับเปลี่ยนค่าน้ำหนักองค์ประกอบแอดมิชชั่น ทั้งการปรับใหญ่และปรับเล็ก หากไม่มีการประกาศล่วงหน้า 3 ปี อาจขัดต่อกฎหมายและถูกฟ้องร้องได้นั้น ตนขอชี้แจงว่า เรื่องการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จะจัดระบบการสอบคัดเลือก ซึ่งต้องมีเหตุผล มีความถูกต้อง เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ สามารถที่จะประกาศใช้ ได้ทันที แต่ที่ผ่านมาเนื่องจาก ทปอ.เกรงว่าการประกาศเกณฑ์ใหม่ใดๆ และใช้ทันที จะทำให้นักเรียนและผู้ปกครองเสียความรู้สึก เพราะเตรียมตัวมานาน จึงได้ผูกพันตนเองไว้ว่า จะประกาศให้เด็กๆทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ถือเป็นความผูกพันทางศีลธรรม ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของเด็ก

"ทปอ.สามารถเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า แต่ที่ประกาศล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เด็กเสียความรู้สึก ซึ่งสามารถปรับลดหรือปรับขึ้นในส่วนของค่าน้ำหนักได้ และที่ผ่านมาไม่ว่า ทปอ.จะเปลี่ยน แปลงเพียงเล็กน้อย ก็ถูกฟ้องร้องตลอด แต่ก็ยืนยันว่า ไม่ว่าจะฟ้องร้องอย่างไร ก็ไม่มีทางชนะ ทปอ.ได้" ศ.ดร.สุรพลกล่าว

ด้าน ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ เลขาธิการ ทปอ.กล่าวว่า ขณะนี้ ทปอ. มีคดีอยู่ที่ศาลปกครองจำนวน 14 คดี ส่วนใหญ่เป็นการฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงระบบการสอบคัดเลือกจากระบบเอ็นทรานซ์เป็นระบบแอดมิชชั่น โดยเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเด็ก หรือร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบโอเน็ตครั้งเดียวเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก เป็นต้น.

ผู้แสดงความคิดเห็น copy from Thairath วันที่ตอบ 2009-08-03 21:03:23 IP : 124.120.126.44


ความคิดเห็นที่ 6 (3036655)

ENTRANCE IS THE BEST CHOICE

 

ผู้แสดงความคิดเห็น parent วันที่ตอบ 2009-08-03 21:04:16 IP : 124.120.126.44



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.