ReadyPlanet.com


ใครจะไปประท้วงหน้าบ้านนายกบ้าง วันอาทิตย์ที่


มีใครจะประท้วงเกณฑ์แอดมิอชชั่น กันบ้างอย่ามัวแต่บ่นในเวบช่วยออกมาประท้วงกันเลย 

มีใคนจะไปบ้าง

บ้านเมือง ประชาชน  เสียหาย  เป้นเหยื่อของการกวดวิชา  แต่ มัวนิ่งเฉย  หรือ บ่นแต่ในเวบ แล้วจะเกิดอะไรขึ้บ้าง

วันพูธ ที่25  สค  ยื่นหนังสือ และนั่งประท้วง ที่ สำนักงานองค์มนตรี   ใกล้  กระทรวงกลาโหม  

และที่ กระทวงศึกษาธิการ

วันอาทิตย์ที่  30 สค   หน้าบ้านคุณ อภิสิทธิ์

ใครจะร่วมกันบ้าง  



ผู้ตั้งกระทู้ กมลพรรณ :: วันที่ลงประกาศ 2009-08-23 12:11:25 IP : 124.122.180.199


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3043618)

อยากไปครับ กี่โมง

ผู้แสดงความคิดเห็น ญุฑฒ วันที่ตอบ 2009-08-26 11:10:22 IP : 124.120.203.66


ความคิดเห็นที่ 2 (3043799)

พรุ่งนี้ 27 สค 2552 เวลา 10.30 น ยื่นหนังสือต่อยูเอ็น เรื่องละเมิดสิทธิเด็ก ใครสนใจโทรมาที่ 0812980284 กมลพรรณ

วันอาทิตย์ที่ไปบ้านนายก ฯ  ให้โทรมานัดหมายคะ

 

จดหมายร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ (ยู.เอ็น.)

 

วันที่  ๒๗  เดือนสิงหาคม  พุทธศักราช  ๒๕๕๒

 

      ข้าพเจ้า พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี   อยู่บ้านเลขที่ ๕๑ หมู่ ๑๗ ถนนบางนาตราดกม. ๑๐  อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ  ๑๐๕๔๐ โทร ๐๘๑-๒๙๘๐๒๘๔       ในฐานะ นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ    และประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา     กับผู้มีรายชื่อแนบท้ายจดหมายร้องเรียนนี้   มีความประสงค์ขอร้องเรียนต่อสหประชาชาติ   เพื่อขอความช่วยเหลือแก่เยาวชนไทยที่ถูกละเมิดสิทธิ   

 

      ตามที่มีอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก     โดยรัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามอนุสนธิสัญญาดังกล่าวในประเด็น   การเคารพสิทธิของเด็กและ เยาวชน  รายละเอียด มีดังนี้

 

     ในการจัดระบบการศึกษาของรัฐบาลไทย  เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ  กลับ  ทำให้เยาวชนต้องตกเป็นเหยื่อในเชิงธุรกิจ   ไม่ว่าในเรื่องการกำหนดหลักสูตรการศึกษา   หรือการกำหนดวีธีการคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  หากแต่คุณภาพการศึกษา   ศักยภาพทางความคิด   ทักษะชีวิต  และความสุขของเยาวชน   รวมทั้งระดับไอคิวกลับลดลง  สุขภาพจิตแย่ลงเมื่อเรียนสูงขึ้น  เยาวชนถูกละเมิดสิทธิหลากหลายประการ เช่น

1.                                    ๑.  ด้านหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  การจัดระบบการศึกษาของรัฐบาลไทยเพื่อการพัฒนาเด็ก  ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักวิชาการและผลวิจัยทางสมอง   และหลักจิตวิทยา พัฒนาการเด็ก    หลักพหุปัญญา   (Theory of multiple intelligences )    และหลักกฎหมาย       แต่กำหนดไม่มีหลักวิชาการรองรับ   เช่น  กำหนดให้เยาวชนเรียนรู้สาระเนื้อหามากมายซ้ำซาก ทุกปี  ในทุกวิชาเป็นส่วนใหญ่    ไม่ได้เน้นให้เยาวชนเกิดกระบวนการคิด  หรือสร้างทักษะชีวิต  หรือการนำไปปฏิบัติจริง    เช่น  กำหนดให้เด็กทุกคนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ ๑  จนถึงระดับชั้นมัธยมปีที่ ๖   เรียนวิชา ๘ หมวดสาระ ได้แก่ 

·        หมวดคณิตศาสตร์ (พิชคณิต เรขาคณิต ฯ)

·        หมวดวิทยาศาสตร์ (ชีวะ เคมี ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์)

·        หมวดสังคมศึกษา (วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศาสนา เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย)

·        หมวดศิลปศึกษา (นาฏศิลป์ ดนตรี ทัศนศิลป์)

·        หมวดภาษาต่างประเทศ

·        หมวดสุขศึกษา พละศึกษา

·        หมวดการงานอาชีพและเทคโนโลยี (มีวิชางานบ้าน งานประดิษฐ์ งานช่าง งานเกษตร  งานธุรกิจ)

·        หมวดภาษาไทย

 

                    รวมแล้วเป็นวิชาย่อย ๆ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ วิชาและมี ๖๗  เกณฑ์มาตรฐาน   หลายวิชามีเนื้อหาการเรียนซ้ำ ๆ โดยเพิ่มเนื้อหาให้ลึกขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็ลึกเกินกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้     ทำให้ศักยภาพทางสมองของเด็กไทยยิ่งเรียนสูงขึ้นไอคิวยิ่งลดลง   ขาดทักษะชีวิต และกระบวนการคิด   ซึ่ง ไม่มีประเทศไหนในโลกที่เจริญแล้ว  จะมีหลักเกณฑ์เช่นนี้   

 

         ๒.  ระบบสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ที่เรียกกันว่า แอดมิชชั่น (Admission) ”  ซึ่งแท้ที่จริงก็คือการเอาคะแนนสอบ ทุกวิชาทั้งหมด  โดยใช้องค์ประกอบในปี ๒๕๕๓   ดังต่อไปนี้

-  ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า (GPAX)
ให้ค่าน้ำหนัก  ๒๐% (คะแนนจากทุกวิชา) เฉลี่ย ๓ ปีการศึกษา (จากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔
๖)

-  ผลการสอบทางศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test : O–NET)
ให้ค่าน้ำหนัก  ๓๐%     ใน
    หมวดสาระ

-  ผลการสอบ  GAT  และ   PAT       ๕๐%

 

 

 การกำหนดหลักเกณฑ์ในการสอบ O-NET  ให้สอบ   เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต  ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  กล่าวคือ

๒.๑   การจำกัดสิทธิ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๒ ขึ้นไป หรือผู้ที่ถูกรีไทร์ หรือผู้ที่ไม่ชอบในสาขาคณะเดิมที่เรียนอยู่ ไม่สามารถเข้าสมัครใหม่เพื่อเลือกเรียนสาขาคณะอื่นได้ เพราะให้สอบ ONET ได้เพียงครั้งเดียว   หากสอบได้เท่าใดก็ต้องเท่านั้นตลอดชีวิต   โดยเฉพาะ การเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ที่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ๖๐%  หากนักเรียนสอบได้เพียง ๕๙.๙% ก็จะหมดสิทธิ์เป็นแพทย์ตลอดชีวิต

 

 ซึ่ง ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ทำตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของสหประชาชาติ  โดยเฉพาะมาตรา ๑๙  ๒๘  ๓๑  ๓๒  ว่าด้วยสิทธิเด็ก

 

 แนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการในขณะนี้ ยังไม่มีผลวิจัยใด ๆ หรือหลักฐานใดๆ ยืนยันว่าการเรียนการสอนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กำหนด  หรือการให้เด็กเรียนในห้องเรียน  จะเป็นการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนเก่งคนดี มีความสุข ความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ และสติปัญญา (มีแต่การวิจัยว่าไอคิวลดลงเรื่อย ๆ เมื่อยิ่งเรียนสูงขึ้น)

     แต่กลับทำให้ เยาวชนไทยได้รับความเดือดร้อนเสียหายด้านการถูกละเมิดสิทธิในด้านโอกาสทางการศึกษา  และการควรได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ  ตามความถนัด และความสนใจของผู้เรียน

 

ข้าพเจ้าได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  อาทิเช่น  นายกรัฐมนตรี   รัฐมนตรีผู้มีรับผิดชอบด้านการศึกษาในทุกรัฐบาล   อธิการบดี       กระทรวงศึกษาธิการ   ศาลปกครอง   ผู้ตรวจการแผ่นดิน  คณะกรรมการกฤษฎีกา  คณะองคมนตรี           สมาชิกวุฒิสภา  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  แต่ปัญหาเรื่องระบบการศึกษาก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาร่วมกันแก้ไข       มีเพียงการพิจารณาจากสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

โดยจดหมายร้องเรียนฉบับนี้  ข้าพเจ้าจึงขอร้องเรียน และขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ      โปรดกรุณาไต่สวน หา ข้อเท็จจริง เพื่อหาหนทางปกป้องสิทธิเด็กไทย อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางการปกครองที่ไม่เป็นธรรม      ซึ่งหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขเด็กและเยาวชนเป็นล้านๆคน   ยังคงตกเป็นเหยื่อทางการพาณิชย์      ทั้งเรื่องเรียนสาระมากมาย  ซ้ำซาก   ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาเยาวชนให้เต็มตามศักยภาพ    การขาดการใช้ชีวิตตามวัยเด็ก    และถูกละเมิดสิทธิด้านคุณภาพ  การเข้าถึงสิทธิอันเท่าเทียมกันในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในคณะแพทยศาสตร์

 

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ    ขอกราบขอบพระคุณเป้นอย่างสูง

 

ขอแสดงความนับถือ

 

 

พท.พ.ญ.กมลพรรณ     ชีวพันธ์ศรี

 

ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

 

ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2009-08-26 20:12:45 IP : 124.120.120.48


ความคิดเห็นที่ 3 (3043801)

                                                                                                                             วันที่  26  สิงหาคม  2552

 

หนังสือแถลงการณ์/จดหมายเปิดผนึก

ถึง  นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีฯ  ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

ท่านสมาชิกวุฒิสภา  ผู้มีอำนาจที่รักชาติทุกท่าน

 

เรื่อง     ขอความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

 

  จากการจัดการศึกษาโดยเฉพาะ เรื่องการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ใช้องค์ประกอบหลายตัวมาก   ซ้ำซ้อน    เพิ่มภาระแก่เด็ก และ ยิ่งกวดวิชามากขึ้น   สร้างความกดดัน   เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายสูงต่อเยาวชน ผู้ปกครอง   แต่ไม่ได้สร้างศักยภาพเยาวชนในชาติให้เพิ่มขึ้น    ตรงข้ามกลับมีคุณภาพลดลง เช่น  นักศึกษามหาวิทยาลัยปี 1 กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์      เกรดเฉลี่ยตกต่ำจาก 1.94   เป็น 1.22      อัตราการพักการเรียน(drop)  วิชาฟิสิกส์ของเด็กปี 1 คณะวิทยาศาสตร์       จากการคัดเลือกโดยระบบ แอดมิชชั่นเมื่อปี พศ .2549   เพิ่มจากเดิมในระบบเอ็นทร้านซ์ สูงถึง สี่เท่า               อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องลดมาตรฐานการศึกษาลง     ทำให้สูญเสีย  งบประมาณแผ่นดิน 

 แต่เจ้าของโรงเรียนกวดวิชารวยเอาๆ ธุรกิจกวดวิชาเพิ่มขึ้นจากวงเงิน 6,000 ล้านเป็น  2.5 หมื่นล้าน   คุณภาพการศึกษาในมหาวิทยาลัยลดลง เด็กเรียนไม่ไหวต้องพักการเรียน ลาออกมากขึ้น        

 

  การใช้ GPA    ONET ในการคัดเลือกเข้ามหาลัยคือการบังคับให้เด็กเรียนทุกวิชา ชอบไม่ชอบก็ต้องเรียน      จึงทำให้ผลการสอบ ONET ลดลง  เพราะไม่ได้เรียนในวิชาที่ชอบได้สุดๆ        ต้องเสียเวลาไปเก็บคะแนน GPA    สามปี     และ ONET  จากวิชาอื่นๆ ทุกวิชาเพื่อให้คะแนนรวมเข้ามหาวิทยาลัยได้สูงๆ     

การ กำหนดหลักเกณฑ์ ใน ONET    ให้สอบทุกวิชา ในแปดหมวดสาระ (กว่า20 วิชา)    สอบได้ครั้งเดียวตลอดชีวิต   ถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก  ที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกของสหประชาชาติ  

ในปี 2553  ที่จะเปลี่ยนเป็น  ONET  GPAX   GAT PAT   ซึ่งยังคงมีปัญหา เพราะสัดส่วนยังไม่ตรงกับสาขาคณะ   เด็กเก่งสายศิลป์สามารถสอบเข้าเรียนวิทย์ได้

สัดส่วนวิชาที่ไม่ตรงกับสาขาคณะ และ การบังคับให้เด็กเรียนทุกวิชาในแปดหมวดสาระ     โรงพิมพ์หนังสือรวย    แต่ ไอคิวยิ่งเรียนสูงขึ้น ยิ่งลดลง  มีประเทศไหนบ้าง ?????       ทักษะชีวิต และจิตสาธารณะหดหาย  

           แนวทางที่กระทรวงศึกษา  และมหาวิทยาลัยใช้ระบบแอดมิชชั่น   ที่ได้ดำเนินการในขณะนี้ ยังไม่มีผลวิจัยใดๆ หรือหลักฐานใดๆ ยืนยันว่าการเรียนการสอนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน       หรือการใช้ระบบแอดมิชชั่นแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร    มีแต่กลับมีผลการวิจัยพบว่าไอคิวลดลงเรื่อยๆเมื่อยิ่งเรียนสูงขึ้น   
                  

การกำหนดให้มีวิชาสาระมากมายให้เรียน จนสอนและเรียนไม่ทัน รวมทั้งต้องสอบวิชามากมายในการเข้ามหาวิทยาลัย   ข้อสอบเอาเนื้อหาในมหาวิทยาลัยมาออก    และครูที่มีคุณภาพไม่เพียงพอ   เป็นการเอื้อต่อการกวดวิชา โรงเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ไม่ส่งประโยชน์ใดๆต่อศักยภาพของ เยาวชน        

                             

นายกรัฐมนตรี รู้เรื่องดี แต่การสั่งการล่าช้าไม่เด็ดขาด    รัฐบาลมีเป้าหมายในการปฏิรูปการศึกษา   แต่แก้ไขไม่ตรงประเด็น  ปล่อยให้เยาวชนอนาคตของชาติถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า    การแก้ไขล่าช้า  สร้างความเสียหายต่อเนื่อง     ผู้ที่มีอำนาจที่รักบ้านเมืองไม่ใส่ใจแก้ไข    มัวแต่จ้องมองว่าสีแดง-สีเหลืองจะทำอะไร   แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาประเทศ  เสียเวลาอนาคตของชาติ

ประชาชนอ่อนแอเกินไป ไม่มีสื่อที่จะสามารถร่วมตัวกันได้   ได้เพียงแต่บ่นๆ เท่านั้น

ดังนั้น ข้าพเจ้าใคร่ขอวิงวอนท่านที่รักชาติอย่างบริสุทธิ์ใจ   โปรดเร่งแก้ไขปัญหาการศึกษาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้คนในชาติมีศักยภาพ และเด็กๆไม่ตกเป็นเหยื่อของการกวดวิชา  

ขอวิงวอนประชาชน ผู้มีอำนาจที่รักชาติ โปรดตื่นตัว อย่าให้ใครมาทำร้ายเยาวชนลูกหลานไทยต่อไปอีกเลย        และข้าพเจ้าขอเรียกร้องดังต่อไปนี้

 

1  ในปี 2554 ให้ยกเลิกการใช้คะแนน  ONET   และ   GPAX แปดหมวดสาระ  หรือ  ลดการใช้ O-NET  GPAX     เหลืออย่างละ ร้อยละ 10          เพราะ มีผลวิจัยออกมาแล้วว่าสร้างความเสียหาย แก่เยาวชนและงบประมาณแผ่นดิน และอนาคตของชาติ     ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการประกาศใช้  หรือให้ ONET    GPAX ไปเลย    แต่ใช้เกณฑ์ขั้นต่ำแทน

2  ตั้งศูนย์วิเคราะห์ความถนัดเด็ก  ตั้งแต่ ม. 1 ถึง ม.3 ซึ่งในประเทศอังกฤษมีศูนย์ ISSCR     เพื่อให้เด็กรู้จักตัวตน และความถนัด ของตนเอง    ซึ่งจะได้ รู้ตัวว่าชอบ ไม่ชอบอะไร จะได้ไม่มีเด็กซิ่ว  ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน  และเสียเวลาเด็ก

 

3  ตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพมนุษย์แห่งชาติ เพื่อพัฒนาเด็ก  ครู  ผู้ปกครอง ในการเลี้ยงลูกอย่างถูกทาง   โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่าย แพทย์  นักวิชาการ  นักจิตวิทยา  ผู้นำศาสนา  ฯลฯ ร่วมกันวางแผนพัฒนาประเทศระยะยาว ทั้งระบบการคัดเลือก  การพัฒนาศักยภาพเยาวชน ครู พ่อแม่

 

4  ให้ยกเลิกการยุบรวมสายวิทย์  สายศิลป์ ให้มีการแยกสายเหมือนหลักสูตรนำร่องปี  2548  สอบONET ทั่วประเทศ ห้าหมวดสาระก็เพียงพอ   เพราะวิชาที่เหลือ สามหมวดสาระ(สุขศึกษา  การงาน และศิลปะ พละ ) เป็น ภาคปฏิบัติมากกว่าทฤษฏี  หากเอาเข้าร่วมสอบเท่ากับ ส่งเสริมการกวดวิชา    ขอโอกาสให้เยาวชนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ  ตามกระแสพระราชเสาวนีย์

 

ดังนั้น ข้าพเจ้า จึงใคร่ขอความกรุณาต่อประชาชนที่รักชาติ ทุกท่าน โปรดตื่นตัว   โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบ การบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมด    โปรดดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน     เพราะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเยาวชนที่เป็นกำลังของบ้านเมืองในอนาคต  

 

 

                          พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ  ชีวพันธ์ศรี    สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง

 

รายละเอียดเพิ่มเติม ที่   www.parent-youth.net,   thai9lee@gmail.com

 

             โทร  08-6367-1004    08-1298-0284  โทรสาร  02-7637722

 

หมายเหตุ         วันที่ 27 สิงหาคม  2552 เวลา 10.30 น ไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ยู.เอ็น.

 

ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2009-08-26 20:14:11 IP : 124.120.120.48


ความคิดเห็นที่ 4 (3044398)

อยากไป อะ คับ แต่ อยู่ ต่างจังหวัด แต่ ขอเป็นกำลังใจให้นะคับ ขอบคุณ คุณหมอมากที่ทำเพื่อพวกเรา

ผู้แสดงความคิดเห็น เคยพลาดไป (physician_baby-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-08-28 12:50:19 IP : 115.87.102.154



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.