ReadyPlanet.com


ขอความช่วยเหลือเด็กม 6 เรื่อง o-net


เรียน พญ.กมลวรรณ ที่เคารพ

ผมขอเรียนปรึกษาเรื่องข้อสอบ o-net ด้วยครับ อย่างที่เราๆทราบกันว่าข้อสอบ o-net ที่ออกโดย สทศ ปีนี้ไม่มีมาตราฐานและเป็นข้อสอบที่วัดอะไรไม่ได้เลยเพราะกำกวม ออกเกินหลักศูตร โดยเฉพาะวิชาสุขศึกษา แต่ทั้งๆที่เด็กออกมาโวยทาง สทศ ก็ไม่สนใจโดยชี้แจงใน web site สทศ แค่ว่าออกตามหลักสูตรทุกอย่างและออกเน้นวิเคราะห์ ทั้งที่โจทย์เป็น one best แต่คำตอบที่ถูกกลับมีได้หลายข้อ สทศ ไม่ได้คำนึงว่าเด็กเหล่านี้ต้องใช้คะแนน o-net ไปแข่งกับเด็กรุ่นเก่าที่สอบข้อสอบ o-net แบบเดิมซึ่งจะมีคะแนนได้สูงกว่าปีนี้แน่นอน ทำให้โอกาสที่เด็กปีนี้จะติดคณะที่ต้องการน้อยกว่าเด็กที่ซิ่ว ซึ่งประเด็นนี้ สทศ ไม่ยอมชี้แจง

ผมจึงอยากเรียนปรึกษาว่าจะมีวิธีใดที่จะชี้แจงให้ผู้ที่มีอำนาจมากกว่า สทศ เช่น รัฐ นายก หรือ ศาลปกครอง ได้ทราบเพื่อจะได้แก้ไขให้การคิดคะแนน o-net ปีนีมีความเป็นธรรมต่อเด็ก เช่น คิด o-net เพียง 5 หมวดไม่นับวิชาสุขศึกษา หรือลดสัดส่วนที่ใช้คะแนน o-net มาเป็นเกณฑ์คัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

หวังว่าคงได้รับความกรุณาในเรื่องคำแนะนำจากคุณหมอด้วยครับ



ผู้ตั้งกระทู้ คุณพ่อนักเรียน ม 6 รุ่นหนูทดลอง :: วันที่ลงประกาศ 2010-02-25 14:40:40 IP : 119.160.214.146


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3141837)

เรียนท่านผู้ปกครอง

อยากจะได้หลักฐานต่อไปนี้

ช่วยหาให้ได้จะดีมากๆในการยื่นข้อร้องเรียน ต่อทุกหน่วยงานรวมถึงศาลต่างๆ คือ

1หลักฐานที่แสดงว่าออกเกินหลักสูตร

2 หลักฐานที่แสดงว่้า ออกข้อสอบผิด

3 หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การออกข้อสอบ GAT PAT มีความยากง่ายไม่เท่ากัน ไม่มีมาตรฐานในแต่ละครั้ง

4 หลักฐานการประกาศให้สอบ ONET   เช่นประกาศเดือน มค แต่ ให้สอบ กพ โดย ที่ไม่มีการให้ทดลอง  หรือฝึกหัดทำในระยะเวลาอันพอควร หรือมีการวิเคราะห์วิจัยว่าข้อสอบได้มาตรฐาน

5 วันที่ประกาศ ให้สอบ และใช้ GAT PAT ทั้ง4 -5 ครั้ง

โปรดกรุณา ช่วยหาข้อมูลเหล่านี้ให้ได้เร็วสุดยิ่งดี เพราะดิฉัน มีภาระกิจมากต้องขออภัยด้วยคะ

อยากให้เด้กๆหรือผู้ปกครองช่วยสืบหาข้อมูลที่ต้องการเหล่านี้มาให้ด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง

หากได้แล้วโปรดส่งไปที่ที่อยู่ของสมาคมฯหรือเครือข่ายข้างต้นคะ

 

อยากให้มัการล่ารายชื่อไม่เอา ONET GPAX กันเพื่อส่งให้รัฐบาลไม่ทราบว่าจะเห้นด้วยหรือไม่

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2010-02-26 07:22:05 IP : 124.121.227.154


ความคิดเห็นที่ 2 (3142492)

ผมจะพยายามรวบรวมให้นะครับ แต่เบี้ยงต้นเด็กๆ ม 6 เขารวบรวมมาให้ในกระทู้ดังนี้ครับ

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1603432&pageno=1

 http://www.thaipost.net/news/250210/18456

ผู้แสดงความคิดเห็น พ่อน้องม6รุ่นหนูทดลอง วันที่ตอบ 2010-02-26 14:33:20 IP : 119.160.214.146


ความคิดเห็นที่ 3 (3142735)

4 หลักฐานการประกาศให้สอบ ONET   เช่นประกาศเดือน มค แต่ ให้สอบ กพ โดย ที่ไม่มีการให้ทดลอง  หรือฝึกหัดทำในระยะเวลาอันพอควร หรือมีการวิเคราะห์วิจัยว่าข้อสอบได้มาตรฐาน

http://www.niets.or.th/upload-files/uploadfile/5/a4723fa745eff8f6d314a7357c1b5ead.pdf
อันนี้เป็นตัวอย่างของโจทย์ที่ทาง สทศ. ลงไว้ในเวบครับ
สังเกต!!!~
ไม่มีลงวันที่ในเอกสารครับ!!!~

ผู้แสดงความคิดเห็น brighty (bright_bank-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-02-27 23:30:35 IP : 61.7.129.31


ความคิดเห็นที่ 4 (3143670)

 

 
 

    

 

                                วันที่     มีนาคม  ๒๕๕๓

เรื่อง       ขอเพิ่มเติม คำร้องเรียน  หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่    ละเมิดสิทธิเยาวชน    เพื่อประกอบการพิจารณาใหม่        

กราบเรียน       คณะกรรมการ ปปช.

อ้างถึง      หนังสือที่ ปช.     ๐๐๑๒/๐๑๘๓    ลงวันที่ ๑๒ กพ ๒๕๕๓                                          สิ่งที่ส่งมาด้วย /เอกสารแนบ     

                 หนังสือ อุทธรณ์คำฟ้องศาลอาญา

                ๒ เอกสารนโยบายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร  ปี   ๒๕๔๘

                 รายชื่อกฎหมายที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย

                ๔ ความไม่เป็นธรรมและเดือดร้อนของเยาวชนจากการสอบONET

                 จาก หนังสือผลการไต่สวนของ ปปช ข้างต้น ที่สรุปประเด็นเรื่องนายจุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์ รวมทั้ง คณะที่ประชุมอธิการบดี กลุ่มคณะแพทย์ศาสตร์    ไม่ได้กระทำความผิด        ข้าพเจ้า พท.พญ.กมลพรรณ   ชีวพันธ์ศรี     สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง         ในฐานะประชาชนคนไทย  มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ชาติ    ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๑       และในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจและได้รับเรื่องร้องเรียนจากเยาวชนจากผู้เดือดร้อนจากระบบแอดมิชชั่น และ จากประกาศเกณฑ์การสอบคัดเลือกเข้าคณะแพทย์              เนื่องจาก หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่    ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ   ไม่มีหลักวิชาการ     ละเมิดสิทธิเยาวชน     ประมาทเลินเล่อ           ทำให้เยาวชนผู้ได้รับผลกระทบ  และประเทศชาติ เสียหาย   

                    ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมจากข้อมูลเดิมเพื่อประกอบการพิจารณาใหม่ ดังนี้

  ประเด็น ระบบแอดมิชชั่น เป็นนโยบบายของของกระทรวงศึกษาธิการ  เพื่อให้สอดรับกับนโยบายปฏิรูปการศึกษาของประเทศ   

ข้อเท็จจริง  คือ ไม่มีการประกาศให้ระบบแอดมิชชั่นเป็น นโยบายในการ ปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร    ในปี ๒๕๔๘     เอกสารแนบ ๒     รวมทั้งไม่มีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ตามพรบ.ข้อมูลข่าวสาร และ พรบ.การศึกษา     ระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.  ๒๕๔๖     จึงบังคับใช้ไม่ได้  

 

  ระเด็น นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว 

ข้อเท็จจริง   เนื่องจากผลของการกระทำดังกล่าว อยู่ในระยะเวลาที่นายจุรินทร์เป็นรัฐมนตรี ต้องกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่จัดการศึกษา มหาวิทยาลัยรัฐ   ตามกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาฉบับต่างๆที่รมต ศึกษา  มีหน้าที่ เป็นผู้กำกับดูแล   ติดตามวางแผนนโยบายการศึกษา ทุกระดับ ทุกประเภทให้ปฏิบัติเป็นไปตาม กฎหมายนั้นๆ      ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมพ..๒๕๔๕   มาตรา ๔๐       กระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาส่งเสริมและประสานงานการศาสนา ศิลป วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

              รวมทั้งนายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ ในฐานะรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ  เป็นผู้ที่ต้องกำกับดูแล ให้ปฏิบัติไปตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัย ทุกมหาวิทยาลัย     และกฎหมายการศึกษากว่า ๔๖ ฉบับ

(เอกสารแนบ๓)

              และมีกฎหมายเกี่ยวกับการติดตามประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ข้าราชการพลเรือนใน สถาบันอุดมศึกษา เช่น  อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    ตามพรบ .ระเบียบวินัยข้าราการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา รายละเอียดดังที่เคยชี้แจงไปแล้วนั้น    ซึ่ง แม้นนายจุรินทร์ ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มกำหนด แต่ความเสียหายเกิดขึ้นในสมัยที่นายจุรินทร์เป็นรัฐมนตรี แต่กลับไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่แก้ไขให้ทันเวลา ยังเพิกเฉย  ทั้งๆที่มีอำนาจกระทำได้ แต่ไม่กระทำในสิ่งที่สร้างความเสียหายให้แก่การศึกาษชาติ    การที่ไม่สั่งการให้ยกเลิกทั้งๆที่ทราบว่าสร้างความเสียหายให้แก่ระบบการศึกษาทั้งในระดับการศึกาษขั้นพื้นฐาน  และอุดมศึกษา ถือว่า ให้การสนับสนุน  และ  กลับให้ข่าวว่าไม่มีอำนาจ เป็นอำนาจของอธิการบดี          ละเลยล่าช้า ทำให้ประชาชน เยาวชนเดือดร้อน ต้องวิ่งไปสอบรับตรงหลายที่   เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มภาระ   และเสียหายแก่งบประมาณแผ่นดิน ในการที่ต้องสูญเสียไปเมื่อเด็ก ลาออกมากขึ้นเพราะเรียนไม่ไหว  

            อีกทั้งไม่มีคำชี้แจงหรือข้อวิจัยจากหน่วยงานใดๆ ที่สนับสนุนการประกาศใช้ ระบบแอดมิชชั่น ว่ามีข้อดีอย่างไรต่อประเทศชาติ  ในการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องมีการวิเคราะห์วิจัยอย่างดีก่อนประกาศใช้ต่อประชาชนทั้งประเทศ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  ตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖   

               อีกทั้งกรณีย์การฟ้องอาญานายจุรินทร์   ลักษณะวิศิษฏ์   ซึ่งศาลอาญาได้รับอุทธรณ์   ในเรื่องที่ ข้าพเจ้า และนักเรียนได้ฟ้องอาญา นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฐ์   ไว้แล้ว  ตามเอกสารแนบ 

 

 ๓ ประเด็น กลุ่มคณะที่ประชุมอธิการบดี ฯ   กลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์ มิใช่บุคคลหรือคณะบุคคล ซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบอำนาจทางการปกครอง ให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามกฎหมาย  การมีมติร่วมกัน จึงไม่มีผลทางกฎหมาย      

ข้อเท็จจริง

ประเด็น กลุ่มคณะที่ประชุมอธิการบดี  มีมติตกลงกันไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ อธิการบดีแต่ละท่าน นำมติที่เป็นโมฆะและมิชอบ(คือไม่มีผลทางกฎหมาย )    ไปปฏิบัติ แล้วสร้างความเสียหายแก่ งบประมาณแผ่นดิน (เมื่อเด็กพักการเรียนเพิ่มขึ้น )    เสียหายแก่คุณภาพการศึกษา (คะแนนมาตรฐานการศึกษาชาติลดลง)     ไม่มีข้อวิจัยสนับสนุนข้อดี    สร้างภาระแก่ประชาชน ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง   ในกลุ่มอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐ  เมื่อรู้แล้วว่าระบบแอดมิชชั่นสร้างความเสียหาย  ยังคงมีมติยืนยันปล่อยให้ดำเนินการต่อไป (ปี ๒๕๕๓ )      รวมทั้ง มหาวิทยาลัยตนเอง แต่ละแห่งยังหันไปรับนักเรียนตรง  ในสัดส่วนที่มากกว่าระบบกลางเสียส่วนใหญ่      โดยยังเดินหน้าใช้ระบบแอดมิชชั่นกลาง  ที่ตนเองมีมติร่วมกันให้จัดให้มีเกณฑ์การสอบในระบบแอดมิชชั่น       หากระบบดีจริงทำไม มหาวิทยาลัยแต่ละที่จึง ต้องหันไปรับตรงเพิ่ม  บางแห่งถึง๑๐๐  % เช่นอักษรศาสตร์จุฬา    สาเหตุที่แท้จริงเพราะได้เด็กไม่ตรงสาขาคณะ เด็กคุณภาพลดลง และพักการเรียนมากขึ้น

               ที่สำคัญมีการจ่ายหัวคิว หัวละ ๑๐-๒๐ บาทต่อเด็กหนึ่งคน ต่อครั้งที่สอบ ของกลุ่มอธิการบดี (ข้อมูลจาก  สื่อมวลชน  )   ซึ่งน่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน และ แอบแฝง    ยิ่งให้สอบมากครั้ง ยิ่งได้เงินเพิ่มมากขึ้น     แต่สร้างภาระและเพิ่มการกวดวิชา เช่นการให้สอบGAT PAT เดือน กรกฎาคม ของทุกปี    ซึ่งเพิ่งเปิดเทอม  เด็กยังไม่มีความรู้   ต้องไปกวดวิชา การอ้างเพื่อเด็กซิ่วก็ไม่มีเหตุผลเพราะเด็กซิ่ว มีปริมาณไม่มาก   และคงไม่สอบต้นปีการศึกษา    รวมทั้งความยากง่ายของข้อสอบที่ไม่เหมือนกันทุกครั้ง  เด็กจึงต้องสอบทุกครั้งที่มีการประกาศ เพราะ ไม่รู้ครั้งไหนยาก ครั้งไหนง่าย

              รวมทั้งโปรดตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง และรายได้ของมหาวิทยาลัยจากการรับสมัครตรงของแต่ละมหาวิทยาลัย   (และการจัดซื้อจัดจ้างของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ในการจัดสอบ GAT PAT  ONET )    เพื่อความโปร่งใส ไม่ใช่สร้างเกณฑ์ขึ้นมาให้ยุ่งยาก แล้ว แต่ละมหาวิทยาลัย หันไปรับตรง เพื่อหารายได้เข้ามหาวิทยาลัยของตนเองทางอ้อม และเกิดความไม่โปร่งใสได้สูง      แต่ประชาชนเดือดร้อน หลายครอบครัวต้องเอาเสื่อมานอนในมหาวิทยาลัย    เพราะไม่มีค่าเช่าที่พักเมื่อมาสอบตรงในแต่ละมหาวิทยาลัย 

 

 ประเด็น    กลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์ มิใช่บุคคลหรือคณะบุคคล ซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบอำนาจทางการปกครอง ให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามกฎหมาย  การมีมติร่วมกัน จึงไม่มีผลทางกฎหมาย  

ข้อเท็จจริง ตัวแทนกลุ่มแพทย์ ในแต่ละมหาวิทยาลัยได้รับแต่งตั้งจากอธิการบดี ให้จัดการคัดเลือกเด็กนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย และเมื่อมีมติร่วมกันแม้นไม่มีกฎหมายรองรับคณะบุคคลก็ตาม     แต่ ในแต่ละมหาวิทยาลัยกลับนำมตินี้ไป ใช้ตามอำนาจหน้าที่ที่มีในมหาวิทยาลัย   ถือว่า ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งทางปกครอง และสร้างความเสียหาย ละเมิดต่อประชาชน  

  ประเด็นการประกาศใช้เกณฑ์ในระบบแอดมิชชัน เป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย แต่ละแห่งที่ปฏิบัติได้ตามกฎหมายของมหาวิทยาลัย

 ข้อเท็จจริง  มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง มีพรบ.ของตนเอง  แต่มิใช่กฎหมายฉบับเดียวที่จะทำให้มหาวิทยาลัยกระทำอย่างไรก็ได้ในการจัดการศึกษาชาติ    ยังมีกฎหมายพรบ.การศึกษา     กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ต้องปฏิบัติตาม   เช่นรัฐธรรมนูญมาตรา ๓   มาตรา ๗๔  เรื่องการปฏิบัติการบริหารราชการบ้านเมืองที่ดี   (พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖   มาตรา    มาตรา ๘(๓)     ()  มาตรา ,   )      การมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ในเรื่องที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน มาตรา  ๕๑  มาตรา ๕๘              มาตรา ๗๘        ( )      ๗๘    มาตรา ๘๑  รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังต่อไปนี้

() ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็วเป็นธรรม และทั่วถึง 

() คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

และโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน

                   ทั้งยังมีกฎหมายอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  พรบ.คุ้มครองเด็ก ที่ผู้บริหารราชการแผ่นดินทุกคน ต้องปฏิบัติตาม

                และกฎหมายพรบ. มหาวิทยาลัย เป็น กฏหมายรองจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรม มาตรา ๓ และ   พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน   ในสถาบันอุดมศึกษา   พ.ศ. ๒๕๔๗                มาตรา ๓๘ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย แปลว่าต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน

             มาตรา ๓๙  ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความ

ซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ขยันหมั่นเพียร และดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของทางราชการ    ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรง  หรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น   แต่ การประกาศแอดมิชชั่น ของกลุ่มอธิการบดี ทำให้รร.กวดวิชาได้ประโยชน์ แต่ไม่มีวิจัยใดสนับสนุนว่าเกิดข้อดีอย่างไร แก่ประชาชน

                  มาตรา ๔๒   ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาต้องไม่กระทำการ หรือยอมให้ผู้อื่น

กระทำการหาประโยชน์

                   การอ้างเพียงกฎหมายฉบับเดียวสำหรับกลุ่มอธิการบดี ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สูงสุดของประเทศ   และแบบอย่างที่ดีให้คนทั้งชาติถือว่า เป็นการอ้างเพื่อให้ตนเองรอดจากความผิด  และถือว่าใช้ดุลย์พินิจโดยมิชอบและใช้อำนาจบิดผัน

 

                   อีกประการหนึ่งการเปลี่ยนแปลงจากเกณฑ์ในระบบแอดมิชชั่น ๒๕๔๙-๒๕๕๒ จากเดิมใช้ ANET ๓๕ %  ONET๐-๗๐%   GPAX ๑๐%  GPA  ๒๐%   โดยมีค่าใช้จ่าย ANET ๑๐๐ บาทต่อครั้งต่อปี  ทุกวิชา           มาเป็น GAT PAT  ๕๐%    ONET ๓๐%   GPAX๒๐%   ในปี ๒๕๕๓- ๒๕๕๔  โดยมีค่าใช้จ่ายของGAT PAT ตั้งแต่ ๔๐๐-๕๖๐๐ ต่อปี       ซึ่งเพิ่มภาระอย่างมากแก่ประชาชน  รวมทั้ง มาตรฐานของข้อสอบ GAT PAT  ONET ยากง่ายไม่เท่าเทียมกัน ทุกครั้ง        มีการปรับเปลี่ยนแนวข้อสอบอยู่เรื่อยๆ โดยใช้ชะตาชีวิต และ อนาคตของเด็กเป็นเครื่องทดลอง  ลองผิดลองถูก  รวมทั้งข้อสอบ ONET สอบวันที่ ๒๐-๒๑ กพ ๒๕๕๓     ในครั้งที่ผ่านมานี้  ก็มีการโวยวายว่า ไม่ได้เตรียมเด็กล่วงหน้า ประกาศแนวข้อสอบเพียงเดือนเดียว คือเดือน มค ๒๕๕๓  ให้สอบเดือน กพ ๒๕๕๓      คือสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ยังเตรียมบุคคลากร และระบบไม่พร้อม    แต่อธิการนำผลการทดสอบไปใช้คัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย  โดยที่ไม่จัดเตรียมทำระบบให้ดีเสียก่อน    หรือให้เด็กทดลองทำให้ชำนาญ  ก่อนนำไปใช้จริง    เท่ากับทำร้ายเด็กทางอ้อม จนมีการโวยวายว่า   ออกข้อสอบไม่มีมาตรฐาน          เกิดความได้เปรีบยเสียเปรียบ          เด็กเดือดร้อนทั่วประเทศ   ตามเอกสารแนบ    ทั้งๆที่อธิการบดีที่ประกาศนำระบบแอดมิชชั่นไปใช้น่าจะมีการเตรียมหน่วยงานและระบบให้ดีเสียก่อนคือ  ควรมีการวิเคราะห์วิจัย แนวข้อสอบและให้เด็กลองฝึกทำล่วงหน้า  เป็นเวลาอันสมควร      คือ ไม่ได้ทำตาม    พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖   

 

  ประเด็น คุณจุรินทร์  ไม่ได้กระทำการเอื้อแก่โรงเรียนกวดวิชาและโรงพิมพ์หนังสือ

ข้อเท็จจริง เนื่องจาก การประกาศใช้เกณฑ์ในระบบแอดมิชชั่น  ที่ให้ใช้คะแนนจากหลายวิชา  และการใช้ ONET GPAX   และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากหลายวิชาในแปดหมวดสาระ (๒๐กว่าวิชายบ่อยๆไม่มีประเทศไหนในโลก

ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2010-03-01 18:06:30 IP : 124.122.178.62



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.