ReadyPlanet.com


คดีฟ้องเรื่องน้ำมันแพง


คำชี้แจงเพิ่มเติม และแก้ไขคำฟ้อง
คดีหมายเลขดำที่ 990 /2550

ศาลปกครอง กลาง

วันที่ 5 เดือน กค. พุทธศักราช 2550

ข้าพเจ้า พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ผู้รับมอบอำนาจ จาก นางเพ็ญจิต ปัญญวรรณศิริ ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน ผู้ฟ้องคดี
มีความประสงค์จะขอฟ้อง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่ 1
กับพวกรวม 10 คน (รายละเอียดปรากฎตาม สำนวนคำฟ้องเดิม) ผู้ถูกฟ้องคดี

รายละเอียดของการกระทำ ข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ เกี่ยวกับการกระทำ ที่เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายที่พอเข้าใจได้ ขอสรุปประเด็น คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจน เพื่อให้ เข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้ (โดยขอเอา สำนวนฟ้องเดิม แต่ยกเลิกคำขอเดิม แต่ขอคำขอใหม่ )

ข้อ 1. ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 9 คน ได้มอบอำนาจให้
พ.ท.หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี เป็นผู้รับมอบอำนาจ ให้เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น

ข้อ 2. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีฐานะเป็นคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 5 มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กล่าวคือ

1. เสนอนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศต่อคณะรัฐมนตรี
2. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ
3. ติดตาม ดูแล ประสานงาน สนับสนุนและเร่งรัด การดำเนินงานของคณะกรรมการทั้งหลายที่มีอำนาจเกี่ยวกับพลังงาน ส่วนราชการ การรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เพื่อให้มีการดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหาร และพัฒนาพลังงานของประเทศ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2. คณะรัฐมนตรี มีฐานะเป็นผู้อนุมัติ หรือไม่อนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันและอนุมัติแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตามอำนาจหน้าที่ตาม ข้อ 1 มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535


ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นองค์กร ตามมาตรา 10,11 แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และมีอำนาจหน้าที่ กล่าวคือ มาตรา 10 เก็บรวบรวมข้อมูล ติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ด้านพลังงาน วิเคราะห์แนวโน้ม และประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ และเผยแพร่สถิติที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน

มาตรา 11 ในการปฏิบัติตามหน้าที่ของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ตามมาตรา 10 อาจขอให้กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลใดๆ เสนอรายละเอียดทางวิชาการ การเงิน สถิติ และเรื่องต่างๆ ที่จำเป็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ และมีอำนาจเชิญบุคคล มาเสนอความเห็นได้ตามมาตรา 12


ผู้ถูกฟ้องคดีที่สาม เป็น กรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ที่อยู่ในกำกับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1


ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ที่แต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหน้าที่ เสนอแนะ และมาตรการทางด้านราคาพลังงาน และกำกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าไฟฟ้า เอฟที และ กำกับดูแลราคา น้ำมันเชื้อเพลิง

และมีฐานะและอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 14 พระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน 2535 และมาตรา 6,16,17,34 พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และมาตรา 5 ,7 (1),9(5)พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542


ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 คณะกรรมการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเป็นผู้กำหนด ราคาก๊าซจากปากหลุมเท่านั้น ไม่ใช่ราคาขายตามท้องตลาด โดยราคาขายตามท้องตลาด ก็จะเป็นระบบการค้า เสรี ผู้ค้าเป็นผู้กำหนด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ควบคุมโรงกลั่น กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) มีหน้าที่จัดระบบการค้าปิโตรเลียม หลังจากที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้สำรวจและผลิตขึ้นมาแล้ว โดยจะควบคุมดูแลโรงกลั่นน้ำมัน ปั๊มน้ำมัน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ( กกร. ) มีฐานะเป็นคณะกรรมการ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และมีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 9, 12 13 16 18 24 25 26 27 28 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
และ พระราชบัญญัติ กำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2522
มาตรา 7,8,9 ,15,16,23,24,25,32,33


ผู้ถูกฟ้องคดี่ที่ 8 สำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ และ มาตรา 16 มีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นผู้บังคับบัญชา และเป็น เลขาธิการ สำนักงาน กกร. และมีอำนาจ 6 ข้อ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และมีอำนาจตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติ กำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2522 มาตรา 7,8,9 ,15,16,23,24,25,32,33


ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 9 คณะกรรมการปิโตรเลียม ดูแลเรื่องการให้สัมปทานพลังงาน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นหน่วยงานของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และเป็นบริษัท ผู้ประกอบการปิโตรเลียมภายในหรือนอกประเทศ ได้รับสัมปทานจากรัฐ เป็นผู้ขายหรือผลิตน้ำมัน และก๊าซ ( ซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ภายใต้การกำกับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7,8 ) รายใหญ่ของประเทศ

ซึ่งเป็นผู้เสนอข้อเท็จจริงในการขึ้นราคาน้ำมันต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐโดยตรง นับตั้งแต่มีการประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน จึงถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือคู่กรณีโดยตรงกับประชาชนทั่วไปผู้ใช้น้ำมัน

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องทั้ง 10 คน กล่าวคือ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 ได้มีคำสั่งที่ 4/2545 แต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ลงวันที่ 19 ธค. 2545 ซึ่งมี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็น ประธานกรรมการ (มีกรรมการและเลขานุการคือ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ผู้ถูกฟ้องดีที่ 3 ) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ควบคุมกำหนดราคา และอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง, เสนอนโยบาย และมาตรการราคาพลังงาน ต่างๆ กำกับการเปลี่ยนแปลงค่าไฟฟ้าเอฟที และอื่นๆตามที่ ผู้ถูกฟ้องดีที่ 1 มอบหมาย เอกสารแนบ ..1

ใน ปัจจุบัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 และผู้ค้าน้ำมัน เป็นผู้กำหนด ราคาน้ำมันและควบคุมราคากลไกการตลาด ภายใต้การกำกับ ของ ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ซึ่ง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมตรวจสอบ กำกับ อนุมติ เสนอ มาตรการกำหนดราคาน้ำมัน ในรูปของคณะกรรการบริหารนโยบายพลังงาน

ซึ่งปตท. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 ได้นำเสนอ ข้อมูล สู่สาธารณะ บนพื้นฐานที่ไม่ถูกต้อง ไม่แจ้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ราคาค่าการกลั่น + ต้นทุน+ค่าการตลาด นำเสนอข้อมูล และต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 1 โดยอาศัยมติ ครม .เมื่อวันที่ 21 พค. 2521 ให้ลอยตัวค่าน้ำมัน และมีมติ และการควบคุมดูแลของ ของคณะกรรมการริหารนโยบายพลังงาน ที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ

การบริหารและกำกับ ควบคุม ดูแลของผู้ถูกฟ้อง คดี ที่1,2,3,4,7,8, มีการละเลยทำให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 ได้ใช้ช่องว่างของการประกาศ การปรับน้ำมันลอยตัว จาก มติ ครม. และประกาศ ของผู้ถูกฟ้อง 1,2,3,4, เอื้อประโยชน์ ต่อ โรงกลั่นน้ำมันต่างๆ ที่มีเอกชนถือหุ้น หรือเป็นของเอกชน ใน***ส่วน 40- 80 % รวมทั้งคณะกรรมการบางคน มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยังผลให้ โรงกลั่นกำไรมหาศาล แต่ ทำให้ ปัมพ์น้ำมันรายเล็ก รายย่อยต้องปิดตัวลง เพราะ มีการควบคุม ราคาค่าการตลาด แต่ไม่ควบคุม ค่าการกลั่น ดังเอกสารที่เคยแนบ ในคำฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 เป็นคณะกรรมการมีอำนาจ หน้าที่คอย กำกับราคาสินค้าควบคุมให้เป็นธรรมต่อประชาชน ป้องกันการค้ากำไรเกินควร ผู้ถูกฟ้องที่ 3 และ 8 เป็นหน่วยงานของรัฐในการดูแลควบคุม ซึ่งองค์กร หรือผู้ถูกฟ้อง 3,4,7,8, 10 จะต้องรายงานหรืออาศัยอำนาจหรือถูกควบคุม โดยผู้ถูกฟ้องที่ 1 ตามมาตรา 6 ข้อ 3 พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อนำเสนอต่อ ครม. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 )
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติ ลอยตัวราคาน้ำมัน เมื่อ 21 พค. 2534 เอกสารแนบ 2 แต่ ในระยะต่อมามีผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนเป็นระยะๆ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงประกาศ ตรึงราคาน้ำมัน เป็นครั้งคราว และสุดท้ายประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน เบนซิน 95 ,91 เมื่อ 21 ตค. 2547 และ 1 มิย 2548 สำหรับน้ำมัน ดีเชลล์ โดย รมต กระทรวงพลังงาน ในฐานะของประธาน คณะกรรการบริหารนโยบายพลังงาน ภายใต้การดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และมีการแก้ไขกฎหมาย ออกกฎหมาย เพื่อการบริหาร กิจการของปตท.(แปรรูป) และการกำหนดบุคคลผู้รับผิดชอบ ในการควบคุม กำกับ และกำหนดราคาน้ำมัน เชื้อเพลิง และพลังงาน ชนิดต่างๆ เป็นระยะๆ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 ได้จัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่บิดเบือน โดยนำเสนอข่าวอ้างอิงราคาน้ำมัน ที่เท็กซัส หรือราคาน้ำมันตะวันตกว่าราคาเพิ่มขึ้น และสุดท้ายอาศัยอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ ตามมติ และประกาศของผู้ถูฟ้องคดีที่ 1 ,2, 3,4 และผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นๆ ร่วมกันฮั้วราคาหน้าปัมพ์ เช่นเอสโซ่ ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบัน ราคาน้ำมันหน้าปัมพ์ จะมีราคาเดียวกันเท่ากันหมด และเวลาขึ้น ก็ขึ้นพร้อมกัน เวลาลง ก็ลงพร้อมกัน ( แต่ไม่ค่อยมีลดลง )

จากรายงานประจำปีของ บมจ. ปตท. พบว่า ได้รับผลกำไรตอบแทนเพิ่มขึ้นทุกปี กำไรส่วนใหญ่ จะมาจากค่าการกลั่น และการขายก๊าซ ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม รวมแล้วกว่า 70 % แต่ตรงกันข้าม ประชาชน ทั่วประเทศ เดือดร้อนอย่างถ้วนหน้าทุกชนชั้น ทุกอาชีพ เพราะต้องใช้สินค้าอุปโภค บริโภค ค่าไฟฟ้า และบริการทุกชนิดที่เป็นต้น เหตุมาจากราคาน้ำมัน ประชาชนต้องเป็นหนี้ เป็นสิน เพราะ รายได้ ไม่เพียงพอต่อ ค่าใช้จ่าย ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกวันๆ โดยที่รัฐผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1,2,3,4, 5,7,8 มิได้กำกับดูแล แก้ไข ต่อ ความเดือดร้อนเหล่านี้ แต่ปล่อยให้ปตท.ทำกำไรให้แก่ โรงกลั่น ที่ผู้ถือหุ้น มีทั้งเอกชน โดยขาดการควบคุมดูแล กำกับให้เป็นธรรมแก่ประชาชน

โดยปตท.ถือความได้เปรียบที่ว่า เป็นผู้ถือส่วนแบ่งในตลาด มากกว่า 80 % ของโรงกลั่น ผลิตน้ำมันสำเร็จรูป สามารถ กำหนดค่าการกลั่นให้สูง โดยหมกเม็ดราคาค่าการกลั่น ไปไว้ ที่ราคาหน้าโรงกลั่น ไม่บอกว่าราคาน้ำมันดิบเท่าใด ราคาค่าการกลั่นเท่าใด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากสาธารณะ หรือหลบการถูกเป็นจำเลยของสังคม ในแง่ของการค้ากำไรเกินควร แต่สำหรับ ปัมพ์น้ำมันรายย่อย แล้ว ปตท ถือ***ส่วนอยู่ที่ 40-50 % ของตลาด และมีผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปตท. ปตท. จึงพยายามที่จะทำให้ค่าการตลาด ราคาที่ปัมพ์ กำไร ลดลงไปเรื่อยๆ ปตท อาศัย โอกาสที่ ตนเอง เองมีโรงกลั่นใน***ส่วนที่สูง และไม่ส่งให้ค้าส่ง แต่ส่งให้ค้าปลีก ปล่อยให้ ปัมพ์รายย่อยเจ๊ง เพื่อให้ ปตท เข้ามาช้อนซื้อเพื่อให้มีการยึดถือใน***ส่วนของตลาด มากกว่าผู้อื่นๆ

เมื่อน้ำมันแพง พ่อค้าคนกลางส่วนใหญ่ จะฉวยโอกาส ขึ้นราคาค่ารถโดยสารแพง ค่าอาหาร ค่าขนส่ง ต้นทุนสินค้าทุกชนิด ค่าสินค้าบริโภค อุปโภค สินค้า ทุกอย่างแพง โรงงานผลิตสินค้าก็ต้องเพิ่มต้นทุนในราคาสินค้า เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลทำให้ราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลถึงค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย (ทั้งๆที่ ใช้ก๊าซที่ขุดจากในประเทศ เป็นหลัก) เพราะราคาก๊าซ อิงกับราคาน้ำมัน ทำให้ เดือดร้อนกันถ้วนหน้า แต่เวลาน้ำมันลง ค่าโดยสาร ค่าสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้ลงตาม จึงทำให้ ผู้ฟ้องคดี และประชาชนเดือดร้อน เพราะ ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด

จากการได้ติดตามรายละเอียดข้อมูลใน บมจ. ปตท. พบว่า ปตท. ไม่เสนอ ข้อเท็จจริงต่อสาธารณะให้ชัดเจน ว่าซื้อน้ำมันดิบ มาจากแหล่งใด ราคาต้นทุน น้ำมันดิบเท่าใด เวลาที่จะขึ้นราคาน้ำมัน รวมทั้งวิธีการคำนวณ ราคาน้ำมัน ให้ชัดเจน แต่มักจะอ้าง ราคาน้ำมันสำเร็จรูป จากราคาสิงคโปร์ ณ วันที่จะขึ้นราคา แต่เป็นราคาในอดีตเมือ 60 วันหรือ 45 วันที่ผ่านมา และบมจ. ปตท. มีการใช้เครื่องมือทางการเงิน ซื้อน้ำมันดิบ(วัตถุดิบ)ให้คงที่ ทำให้มีการเก็งกำไรจาก สต๊อกน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ค่าการกลั่น

ทำให้บริษัท ที่เกี่ยวข้องกับการกลั่น มีรายได้มหาศาล เช่นไทยออยล์ ที่มีผู้ถือหุ้นเอกชน เกือบ 50% ในปี48 กำไรสองหมื่นกว่าล้าน บาท เพิ่มขึ้นทุกปี
(โรงกลั่นต่างๆ บางโรงเป็นของเอกชนกว่าครึ่ง เช่นบางจาก มีผู้ถือหุ้น เป็นเอกชนเกือบ 80 % )

หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เกี่ยวกับหลักการของการกำหนดนโยบายราคาก๊าซธรรมชาติ การกำหนดราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ระหว่างการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) กับผู้ใช้ก๊าซฯ รายต่างๆ และการกำหนดอัตราค่าผ่านท่อ ตลอดจนแนวทางในการกำกับดูแลการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าผ่านท่อ และได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) เพื่อให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
( เติม .....เอง..... แต่ประชาชนเดือดร้อน ธุรกิจล่มจม เจ๊ง อันไหนจะช่วยประชาชน และประเทศชาติ ได้ มากกว่า และสุดท้ายกำไรไปตกที่ เอกชน ที่ถือหุ้น ปตทและ โรงกลั่น ด้วย )

. ราคาก๊าซที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้ประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NPC) และบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด (TOC) ในเรื่องการกำหนดราคาก๊าซ ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และ ปตท. ได้ดำเนินการปรับสูตรราคาก๊าซอีเทน โพรเพน และ LPG ที่จำหน่ายให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จากเดิมที่ใช้หลักการ Cost Plus หรือการกำหนดราคาตามต้นทุนการผลิตจริง เป็นใช้สูตรราคา Net back จากราคาผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีผลทำให้ราคาก๊าซที่เป็นวัตถุดิบดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลง อิงตามราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก โดยให้มีผลบังคับย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี 2539 เป็นต้นมา
คำสั่งหรือการออกประกาศดังกล่าว เป็นการออกประกาศแล้วมีสภาพบังคับ กับประชาชนส่วนมาก กระทบต่อประชาชนทั่วไป จึงถือว่าเป็นกฎ


ส่วนทางด้านธุรกิจขุดเจาะ สำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมนั้น ผู้กำกับดูแลก็คือกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (เดิมคือกรมทรัพยากรธรณี) โดยอาศัย พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ซึ่งมีสาระสำคัญว่า ราคาก๊าซฯ ที่ ปตท. จำหน่ายให้ผู้ใช้ก๊าซฯ นั้น ประกอบด้วยราคาเฉลี่ย ณ ปากหลุมที่ ปตท.ซื้อจากผู้รับสัมปทาน บวกด้วยค่าการตลาด และค่าบริการผ่านท่อ โดยมอบหมายให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ 3 ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator)


ทั้งนี้ในการทำสัญญาซื้อขายก๊าซฯ จากผู้รับสัมปทานนั้น ปตท.ต้องขออนุมัติ กพช. แต่ราคาจะเป็นเท่าใดก็ตาม ปตท.ก็จะผ่านราคานี้ให้ผู้ใช้ก๊าซ

ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดอัตราค่าผ่านท่อ ตั้งแต่ปี 2539 และก่อนการแปรรูปในปี 2544 กพช.ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน ตามที่ปรากฏในประกาศ กพช.ฉบับที่ 1 พ.ศ.2544 เรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ ลงวันที่ 24 ต.ค.2544 เอกสารแนบ

การที่ราคาก๊าซอ้างอิง กับราคาน้ำมัน ทั้งๆที่ ก๊าซ ส่วนใหญ่ขุดเจาะได้ภายในประเทศ ยังผลให้ กำไรจากการขายก๊าซสูงมาก จากการให้ข่าวของ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์กล่าว ว่า ปี 2547 บริษัทมีกำไร 6 หมื่นล้านบาท กำไรจากการขายก๊าซ 35% และกำไรที่เหลืออีกเกือบ 60% นั้นมาจากการที่ปตท.ร่วมทุนกับบริษัทอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศในด้านปิโตรเคมี และเชื้อเพลิง โดย บริษัทปตท.มีส่วนแบ่งกำไรจากการขายก๊าซเพียง 21 บาทต่อล้านบีทียู ณ ปี 2547 ขณะที่ราคาก๊าซอยู่ที่ 150 บาท ต่อล้าน บีทียู ปัจจุบัน ปี 2550 ราคาก๊าซอยู่ที่ 220 บาท ต่อล้านบีทียู แสดงว่ามี กำไรมหาศาล แก๊สธรรมชาติที่ขุดได้ในประเทศไทย ที่ ปตท. ได้รับสัมปทานแต่ผู้เดียวในการผลิต และจำหน่ายนั้น มีต้นทุนจริงเท่าไร ไม่ใช่คำนวณต้นทุนกับราคาแก้สธรรมชาติในตลาดโลก ซึ่งการกำหนดราคาหน้าปากหลุม ควบคุม โดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5

เมื่อมาดูผลประกอบการของ บมจ.ปตท กำไรส่วนหนึ่งมาจาก การขายก๊าซ ทั้งผูกขาดการขายให้การไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม แต่ไม่เคยปรากฏว่า ต้นทุนที่แท้จริง บมจ.ปตท.ไป ผูกขาด ซื้อจากแหล่งขุดเจาะ ราคาเท่าใด แต่ บมจ.ปตท. มาขายให้การไฟฟ้า 220บาทต่อล้านบีทียู)

ทั้งที่กำไรมากมาย ขนาดนี้ ผู้ว่าการไฟฟ้า ยังออกข่าว ว่าการไฟฟ้าลดค่าไฟft ไม่ได้ เพราะยังค้างต้นทุนก๊าซค้างจ่ายให้ บมจ.ปตท. 6000 ล้านบาท ซึ่งแสดงว่า ปตท ค้ากำไรเกินควร โดยตั้งราคาก๊าซให้สูงล่วงหน้า แต่ประชาชนถูกมัดมือชก เพราะปตท. ผูกขาด การซื้อก๊าซจาก แหล่งผลิต

และ ประชาชน โดนหมกเม็ดข้อมูล มาโดยตลอด โดยการไฟฟ้า บมจ.ปตท ผ่านทางสื่อมวลชนที่ตามไม่ทัน ซึ่งมีคณะกรรมการกำกับค่าไฟฟ้า ทับซ้อนกันกับของปตท

ประชาชนต้องบริโภคน้ำมันแพง ค่าสาธารณูปโภคแพง แต่ โรงกลั่น และ บมจ.ปตท กำไรมากมายเพิ่มขึ้นทุกปี โดยที่รัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1,2,3,4,5,7,8,10) มิได้ให้ความเป็นธรรม ประมาทเลินเล่อ ละเลย ไม่นำพาต่อการควบคุม ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ แต่ปล่อยปะละเลยให้บมจ.ปตท. ขึ้นราคาน้ำมัน และราคาก๊าซตามอำเภอใจ โดยใช้ข้อมูลหลอกลวงอ้างกลไกตลาดต่างประเทศ กลไกตลาดเสรี การใช้ สื่อ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนดูว่าราคาน้ำมันต่างประเทศแพงขึ้น

แม้นจะอ้างอิง ราคาต่างประเทศ แต่ ที่น้ำมันของเราแพง เพราะ การไม่ได้ควบคุม หรือกำหนดค่าการกลั่น การให้อ้างอิงราคาน้ำมันต่างประเทศ เช่น ก๊าซ ผลิตได้ในไทย แต่อ้างอิงราคาฝรั่ง เหมือนกับเราขาย ข้าวหนึ่งจาน ผลิตในเมืองไทย ขายให้คนไทย ในบริบท และค่าครองชีพของคนไทย แต่ อ้างอิงราคาแพงเหมือนขายใน ประเทศอเมริกา แล้วจะเกิดความเป็นธรรมอย่างไร


ราคาน้ำมันดิบ กับราคาหน้าโรงกลั่นต่างกัน
ราคาขายน้ำมันไม่รวมภาษี 18.6697 - 12.55 ราคาต้นทุน =6.1197 บาทต่อลิตรนั่นคือ ราคาค่า การกลั่น โดยประมาณ ของเฉพาะ เบนซิน ในปี 2548 รายละเอียดตาคำฟ้องเดิม
ราคาขายปลีก = ราคาต้นทุน (น้ำมันดิบ + ค่าการกลั่น ) =ราคาหน้าโรงกลั่น + ค่าการตลาด( ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ + ค่าขนส่ง + ค่าส่งเสริมการตลาด + ค่าผลตอบแทนการดำเนินธุรกิจ)
ตั้งแต่เดือน กพ 50 ถึง 12 พค. 50 น้ำมันเบนซิน 95 ขึ้นไป เกือบ ห้าบาท จาก ราคา 25บาท ขึ้นไปถึง 30 บาท แต่ราคาน้ำมันดิบต่างประเทศ ดูไบและ โอมาน เฉลี่ยประมาณ 14.22 บาทต่อลิตร(ที่มาหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ) ณ วันที่30 เมษายน 2550 เดือน กพ. ปี 50 ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ 12.57 (เท่ากับราคาน้ำมันเฉลี่ยเมื่อ ปี 2548 ) ราคาต้นทุน เพิ่มขึ้นบาทกว่า แต่ราคาขาย เพิ่มขึ้น เกือบ ห้าบาท

โรงกลั่นคิด ค่าการกลั่น อยู่ที่เกือบ ห้าบาท (12 พค. 50 ราคาขายน้ำมันเบนซิน อยู่ที่ 29.99 บาทต่อลิตร ราคาต้นทุน อยู่ที่ 12-14 บาท ) แต่ราคาที่ปัมพ์กำไร แค่ 0.441 บาทต่อลิตร
นี่แค่ผลผลิต เพียงอย่างเดียว หากแต่ว่านั้นดิบ หนึ่งลิตร สามารถ ผลิต ออกผลมาเป็นสิบ ผลิตภัณฑ์ แต่ละอัน มีค่าการกลั่นเฉพาะตัว จึงเป็นเหตุให้ โรงกลั่น กำไรมากขึ้นทุกปี หนึ่ง แต่มาบีบราคาหน้าปัมพ์ ที่ลดลงเรื่อยๆ ทำให้ปัมพ์ น้ำมันเจ๊ง ซึ่งขัดกับพรบ.แข่งขันทางการค้า.......

การอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ เพื่อให้ดูว่าราคาแพง แต่จริงๆซื้อน้ำมันดิบ มา กลั่น ซึ่งจากข้อมูลพบว่าน้ำมันดิบ หนึ่งลิตรจะกลั่น ได้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก กว่าสิบผลิตภัณฑ์ เช่น เบนซีน 95 , เบนซีน 91 , ดีเซลหมุนเร็ว ดีเซลหมุนช้า, เจพี1, LPG , ก๊าซหุงต้ม, ยางมะตอย,แนปตร้า) และแต่ละผลิตภัณฑ์ก็คิดค่าการกลั่นเฉพาะตัว ทั้งๆที่กลั่นออกมาครั้งเดียวกัน
การคิดค่าการกลั่น แต่ละตัว เช่น ปี 2004 มูลค่ารวม 137 บาทต่อลิตร ผลต่างระหว่างน้ำมันดิบ กับผลิตภัณฑ์ ประมาณ 137-12 = 125 บาทต่อลิตร รายได้ กว่าสิบเท่าตัว

จากการตอบจดหมายของ ปลัดกระทรวงพลังงานคุณเชิดพงษ์ สิริวิทย์ (เอกสารแนบ ) กล่าวว่า ค่า การกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.06 บาทต่อลิตร แต่ไม่ได้แสดงว่ ตัวไหน ราคาเท่าไร โรงกลั่นจึงกำไร มากมาย มหาศาล จากน้ำมันดิบ หนึ่งลิตร แปรสภาพเป็นน้ำมัน เตา และอื่นๆ สิบผลิตภัณฑ์

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2,7,8 ไม่มีการควบคุมราคา ค่าการกลั่น ทั้งๆที่น้ำมัน เป็นสินค้าควบคุม ที่จำเป็นต่อการบริโภค และอุปโภคที่สำคัญยิ่ง ขัดกับพรบ.ว่าด้วยราคาสินค้า และบริการ พศ2542 มาตรา 24,25,26,27,29,44และพรบ กำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด พศ 2522 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1,2,3,4 ไม่ได้ดูแลกำกับราคาน้ำมัน และเชื้อเพลิงอื่นๆให้มีความเป็นธรรมกับประชาชน ปล่อยให้ประชาถูกขูดรีด แต่ให้เอกชน และปตท กำไมหาศาล เป้นการละเลยทำให้เกิดความเสยหายต่อผู้ฟ้องคดี และประชาชนทั้งประเทศ




จากข้อเท็จจริง บมจ.ปตท. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 มีกำไรดังจะกล่าต่อไปนี้
จากการแปรรูป บมจ.ปตท.จำกัด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมีผลให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันราคาแพงเกินควรอย่างมาก เนื่องจากการแปรรูป ปตท. ส่งผลให้เปลี่ยนแปลงผู้ผูกขาดธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศจากเดิมโดยรัฐ เป็นผูกขาดโดยบริษัท ปตท. โดยประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมดรวม ๗ แห่ง บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ๋ในโรงกลั่นน้ำมันเหล่านี้ถึง ๕ แห่ง จึงทำให้บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กินส่วนแบ่งของผู้ผลิต น้ำมัน ในท้องตลาดกว่า 80 % ทำให้มีอำนาจในการควบคุมตลาดเสมือนหนึ่งการผูกขาดในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน การกำหนดราคาน้ำมันที่ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องรับภาระเกินควรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยผู้ฟ้องคดีขอนำเสนอข้อเท็จจริง คือ กำไรของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ๙ เท่า ใน
1ปี โดยในปี พ.ศ.2544 ก่อนการแปรรูป ปตท. กำไร 2,953 ล้านบาท และในปีพ.ศ. 2545 มีกำไร 24,506 ล้านบาท เอกสารแนบ
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมากำไรของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยในปี พ.ศ. 254 9 กำไร 95,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจาก กำไร โรงกลั่น การขายก๊าซ

การละเลยไม่กำกับดูแล ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1,2,3,4,5,7,8, ทำให้ผู้บริโภคน้ำมัน และเชื้อเพลิงอื่นๆ ต้องรับภาระหนักเกินควร ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจคัดค้านหรือต่อรองใด ๆ ได้ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) แลบริษัทในเครือ และผู้ประกอบการค้น้ำมัน อื่นๆ ต้องการให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งมีเอกชน ถือหุ้น ใน***ส่วน 30- 80 % โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนและเศรษฐกิจประเทศชาติ เพราะเมื่อราคา ค้ำมันเชื้อเพลิงแพงส่งผลให้ต้นทุนเพิ่ม เช่นการท่องเที่ยวซบเซา จนต้องหยุดกิจการ หรือ สินค้าและบริการ ขายไม่ค่อยจะได้ ต้องปิดกิจการลง
นอกจากการกำหนดราคาขายน้ำมันที่ไม่เป็นธรรมแล้ว ส่งผลให้บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และโรงกลั่นน้ำมันในเครือ รวมทั้งโรงกลั่น ของเอกชนอื่นๆ มีกำไรอย่างมากแล้ว กำไรอีกส่วนหนึ่งของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) มาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ซึ่งผูกขาดโดยบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เช่นเดียวกัน โดยส่วนก๊าซธรรมชาติยังขาดการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ขาดการถ่วงดุล ไม่มีการแข่งขันจากผู้ประกอบการรายอื่น ไม่คำนึงถึงการคุ้มครองผู้บริโภค กำไรที่เพิ่มขึ้นนี้ก็คือภาระของผู้บริโภคที่ต้องจ่ายแพงขึ้น


สรุปจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กล่าวคือ
1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องที่ 10 เป็นรัฐวิสาหกิจ ได้กระทำการฉ้อฉลข้อมูลแจ้งให้หรือร่วมกันเสนอข้อมูลบิดเบือนจากความจริง ต่อสาธารณะ และขาดการควบคุมดูแลกำกับ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ,3,4,5,7,8
บมจ.ปตท. มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ โดยเข้ามาตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 และบมจ. ปตท.ได้สร้างราคาน้ำมันลวงหรือ ราคาน้ำมันอำพราง โดยที่อาศัยอำนาจรัฐในการซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า จึงเกิดสต็อกน้ำมันดิบกลางทะเล ทำให้ บมจ.ปตท. ปั่นราคาน้ำมันได้ ซึ่ง การผลิตสินค้าโดยทั่วไปจะต้อง มีการผลิตก่อ น แล้วจึงมีสต็อก กล่าวคือ มีสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่แล้ว ปกติทางการค้าแล้ว การกำหนดราคาสินค้าจะต้องกำหนดจากแหล่งวัตถุดิบเป็นหลักนำมากำหนดราคา แต่เป็นเรื่องแปลกของประเทศไทย เอาน้ำมันดิบมาจากที่หนึ่ง แต่นำมาอิงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปอีกที่หนึ่ง ซึ่งที่เอาราคาน้ำมันสิงค์โปรมามาอ้างอิง เพื่อเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง การนำเอาน้ำมันจากแหล่งที่ซื้อได้มาอ้างอิงก็กลับไม่ทำ นี้คือ พฤติกรรมฉ้อฉล ของ บมจ.ปตท. ด้วยความเห็นชอบ และละเลยปฎิบัติหน้าที่ของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, 2,3,4,5 7,8

ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 2,7,8 เป็นผู้รักษากฎหมาย พรบ.ว่าด้วยสินค้า และบริการ พศ. 2542 และ พระราชบัญญัติ กำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2522
และน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเรื่องการกำหนดสินค้า และบริการควบคุม ข้อสาม ประกาศ เมื่อ 31 มกราคม 2550 ด้วยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อำนาจ ตามมาตรา 24 แต่ผู้ฟ้องคดี ที่ 7,8 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ดูแล ราคาน้ำมันให้เป็นธรรมต่อประชาชน ปล่อยให้ปตท. และผู้ค้าน้ำมัน กำหนดราคาโดย ไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงในราคาต้นทุนที่แท้จริง ของแหล่งน้ำมันดิบ สู่สาธารณะ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2,7 ,8 ได้ ละเลย ข้อกฎหมายของ พระราชบัญญัติ กำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2522 มาตรา 7,15,16,23,24,25,32,33,34,35 พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 18 ,24,25,26,27,29,30, เอกสารแนบท้ายฟ้องหมายเลข........
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2,7 ,8 ไม่ทำตามกฎหมาย คือ ละเลย ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ กำหนด ราคากำไรสูงสุดต่อหน่วย หรือไม่ กำหนด อัตราส่วน ระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย สินค้า หรือบริการควบคุมตาม ม. 25 (2) หรือไม่กำหนดให้แจ้งปริมาณ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย แผนการนำเข้าส่งออก แผนการจำหน่าย แผนการเปลี่ยนแปลงราคาตาม ม. 25 (5) และตามมาตรา 26 ที่กกร . มีอำนาจประกาศให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย แจ้งราคาจำหน่าย และลักษณะอย่างอื่นของสินค้าหรือบริการควบคุม ไม่ได้ ติดตามตรวจสอบ ราคาข้อเท็จจริง หรือกำหนด ราคากำไรสูงสุดต่อหน่วย ในราคาสินค้าควบคุม ตามที่กำหนดในประกาศกรมการค้าภายใน ให้น้ำมันเป็นสินค้าควบคุม


2 ข้อเท็จจริง ปตท. และผู้ค้าน้ำมันเอกชนรายอื่นๆ มีความผิด ตาม พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 มาตรา 25,26,27,29,30
มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจ อันอาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ

รายละเอียดข้อห้าม ในมาตรา 27 และ . 29 รายละเอียดคือ ปตท .กำหนดกำไร หน้าปัมพ์ ให้ต่ำ เพื่อทำลายคู่แข่ง ซึ่งขัดกับ มาตรา 27 ว่า “ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจใด ร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจอื่น กระทำการใด ฯ อันเป็นการ ผูกขาด หรือ ลดการแข่งขัน หรือ จำกัดการแข่งขัน ในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่ง หรือบริการใดบริการหนึ่ง ”
มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจใดร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจอื่นกระทำการใด ๆ อันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่ง หรือบริการใดบริการหนึ่งในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) กำหนดราคาขายสินค้าหรือบริการเป็นราคาเดียวกัน หรือตามที่ตกลงกัน หรือจำกัดปริมาณการขายสินค้าหรือบริการ
(2) กำหนดราคาซื้อสินค้าหรือบริการเป็นราคาเดียวกัน หรือตามที่ตกลงกัน หรือจำกัดปริมาณการรับซื้อสินค้าหรือบริการ
(3) ทำความตกลงร่วมกันเพื่อเข้าครอบครองตลาดหรือควบคุมตลาด
(4) กำหนดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในลักษณะสมรู้กัน เพื่อให้ฝ่ายหนึ่งได้รับการประมูลหรือประกวดราคาสินค้าหรือบริการ หรือเพื่อมิให้ฝ่ายหนึ่งเข้าแข่งขันราคาในการประมูลหรือประกวดราคาสินค้าหรือบริการ
ข้อห้ามตามมาตรา 27 นี้อาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะเป็นข้อห้ามเด็ดขาด (Per Se illegality) เนื่องจากเกิดเป็นความผิด ก็เพราะว่า การะทำดังกล่าวเป็นการทำลายการแข่งขันเสรีในตลาดในระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่ร่วมกันกระทำลงอย่างสิ้นเชิง ต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้
(1)กำหนดราคาซื้อสินค้าหรือบริการเป็นราคาเดียวกัน หรือตามที่ตกลงกัน ซึ่งเราจะเห็นว่า ไม่ว่า ราคาของน้ำมันปัมพ์ ไหนๆ ก็จะกำหนดราคาเท่ากันทุกปัมพ์ เวลา
( 2)กำหนดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในลักษณะสมรู้กัน หรือบริการกำหนดค่าการตลาดให้ต่ำ เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสถานีบริการอยู่ไม่ได้ปิดกิจการทั้งหมด ในรอบ หก ปี ปิดแล้วมากว่า ๒๔,๐๐๐ สถานี

รวมทั้ง บมจ.ปตท. ได้ทำสัญญาจัดหาน้ำมันดิบและจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปให้กับโรงกลั่น ห้าโรงกลั่นใ ครอบงำตลาดผู้ผลิต (โรงกลั่น) 84.4 % มีอำนาจเหนือตลาดของผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย ไม่มีการแข่งขันอย่างเสรีในตลาดผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย มีการผูกขาด ลด หรือจำกัด การแข่งขันในตลาดผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย ไม่มีการส่งเสริมการแข่งขัน ขัดกับ มาตรา 30 พระราชบัญญัติ การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542

รวมทั้งปตท .เอง ยังขายราคาก๊าซ ชนิดเดียวกัน แต่ ขายราคาต่างกัน โดยขายให้บริษัทลูกของตนเอง ถูกกว่า ขายให้การไฟฟ้า ที่จะต้องมาเก็บค่าไฟฟ้าจากประชาชน เอกสารแนบ .....

มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการใด ฯ อันมิใช่การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และมีผลเป็นการทำลาย ทำให้เสียหาย ขัดขวาง กีดกัน หรือจำกัดการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจอื่น หรือเพื่อมิให้ผู้ประกอบธุรกิจ หรือต้องล้มเลิกการประกอบธุรกิจ ซึ่งปรากฎว่า ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือผู้ประกอบการสถานีน้ำมัน (ปั๊มน้ำมันรายย่อย) ปัมพ์อื่นๆที่ไม่ใช่ ปตท. ขาดทุน ต้องปิดตัวลงจำนวนมาก และถูกฟ้องร้องเรื่องหนี้สินเป็นจำนวนมาก อันเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องจาก ค่าการตลาด ที่ลดลงมาก เป็นการกระทำที่กำหนดค่าการตลาดให้ต่ำ โดยอาศัย ว่าปตทเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ มีบทบาทสูงต่อ ราคาในตลาด











ข้อ 3 การควบคุม ราคาน้ำมัน มีขั้นตอนอย่างไร และ มีผู้ถูกฟ้องคดีใดเกี่ยวข้องบ้าง

ข้อเท็จจริง ในอดีตทางกระทรวงพาณิชย์ใช้สูตรอิง การกำหนดราคาน้ำมันตาม กฎหมาย พรบ .การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พศ 2543 และ พรบ.น้ำมันเชื้อเพลิง พศ . 2521 กำหนดว่าราคาน้ำมันต้องคำนวณ จาก ประกาศราคาน้ำมันดิบ ของปิโตรเลียม ณ Ras Tanura เป็นฐาน (ราคาน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปค) ที่ตะวันออกกลาง และ ราคา ณ โรงกลั่น โดยใช้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปประกาศต่ำสุด ณ โรงกลั่นสิงค์โปร (ไม่ใช่ราคาสูงสุด ) อย่างละครึ่ง มาคิดรวมกันตามหลักเกณฑ์ ตาม พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2543 มาตรา 3ให้ยกเลิก (1) ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 แต่ให้คงไว้ในมาตรา 66 บรรดากฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ คำสั่ง หรือเงือนไขที่ออกหรือกำหนดตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่องอัตราการแปลงปริมาณน้ำมันปิโตรเลียม ดิบ เป็นน้ำมันสำเร็จรูปและ***ส่วนการผสมน้ำมันองค์ประกอบเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ตามประกาศ ณ วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ในหน้าที 119 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 113 ตอนพิเศษ 23ง 16 สิงหาคม 2539 และมีอัตราการแปลงปริมาณน้ำมันปิโตรเลียมดิบเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ที่ทางโรงกลั่นจะต้องรายงานต้นทุนโรงกลั่นให้กับทางกระทรวงพาณิชย์ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงราคา ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2,7,8 ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ได้ละเลย ละเมิด จนประชาชนผู้ประกอบการต้องบริโภคน้ำมันแพงจากกลอุบายฉ้อฉล ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 เพราะตลอดเวลาที่มีการตั้งกระทรวงพลังงาน ไม่เคยปรากฎเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1,2,3,4,7,8, จะใช้อำนาจตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ให้กระทำต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 เนื่องจากมีการกระทำผิดหลายอย่าง ต่างกรรมต่างวาระ

ทำให้ตลอดหกปีที่ผ่านมาก่อนมีการปฏิวัติ 19 กันยายน2549 ทำให้ราคาน้ำมันแพงกว่าเดือนมกราคมปีพ.ศ 2544 จากราคาน้ำมันดีเซล 7 บาท เป็น 25 บาท มากกว่า 300 % ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดิบ ปี 2544 อยู่ที่ 5 บาท (22-24 $ ต่อบาร์เรล) ราคาขายเบนซินอยู่ที่ 8-10 บาท

ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 12-15บาท ราคาน้ำมันดิบ ขึ้นมา 10 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายน้ำมันสำเร็จรูป ขึ้นมา จาก 10 บาท เป็น 30 บาท ขึ้นมา 20 บาท

ประทานกราบเรียนศาลปกครองกลางที่เคารพ ผู้ถูกฟ้องที่ 10 เป็น รัฐวิสาหกิจได้นำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จของสื่อมวล และออกสื่อโดยอาศัยอำนาจรัฐ โดยการให้ข้อมูลของหน่วยงานของรัฐบาลสมัยที่ผ่านมา รวมทั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1,2,3,4,5,7,8, และ บริษัท ปตท. มหาชน จำกัด เป็นผู้มีส่วนสนับสนุน และตัวการให้ข้อมูลที่ไม่ค่อยตรงกับข้อเท็จจริง และปกปิดข้อมูลที่แท้จริง ต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และเจ้าพนักงานตามกฎหมายหรือคณะกรรมการ ไม่ตรวจสอบ/สอบสวนแหล่งที่มาของราคาน้ำมันดิบ ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่มหาชน

ซึ่งผู้ ฟ้องทั้งหมดขอยืนยันว่าเดือดร้อนจริง จากเหตุการณ์ออกประกาศ/ออกระเบียบ/ออกกฎ ในการขึ้นราคาน้ำมัน ของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการ และการไม่ควบคุมดูแลตามกฎหมาย ซึ่งไม่ว่า โดยการโคมประโคมข่าว ว่าน้ำมันต้องเป็นไปตามกลไก ตลาดโลก และไปผูกราคาน้ำมันไว้ที่ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงค์โปร หรือการแสดงราคาน้ำมันที่ใกล้เคียง มาเปรียบเทียบ ในการกำหนดอัตราค่าน้ำมัน โดยขาดการดูแลควบคุม ปล่อยปละละเลย จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีอยู่ เป็นกระบวนการทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการออกกฎระเบียบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานหรือกระทรวงพลังงานหรือคณะกรรมการพลังงานอื่น และคณะกรรมการกนโยบายพลังงาน อันมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่นำพาใส่ใจความเดือดร้อนประชาชนที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันในราคาค่าน้ำมันค่าแก๊ชและค่าไฟฟ้าและค่าสินค้าอื่นที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะเหตุราคาน้ำมันแพง
จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ,2,3,4,5,7,8,10 ได้กลอุบายฉ้อฉล อ้างเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบน้ำมัน จากแหล่งหนึ่ง(ตะวันออกกลาง) ใช้ราคาอีกแหล่งหนึ่ง(สิงค์โปร) เพื่อให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยไม่เป็นธรรมและไม่ตรงต่อข้อเท็จจริงในการซื้อน้ำมันดิบ ทำให้ผู้ฟ้องคดีกับพวก ประกอบกับประชาชนผู้ใช้น้ำมัน และผู้นำน้ำมันไปใช้เพื่อการพาณิชย์ และอุตสาหกรรม รวมตลอดถึงประชาชนทั่วไป ผู้ใช้รถโดยสารสาธารณะ ต้องแบกรับภาระค่าโดยสาร แบกรับภาระต้นทุนราคา สินค้า อุปโภค บริโภค ทุกชนิดที่จะทยอยกันขึ้นราคา ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ ไม่ค่อยจะดี ทำให้เกิด ภาระ จะยิ่งซ้ำเติม และเพิ่ม ความทุกข์ยาก ขัดสน มากขึ้น แก่ประชาชน
การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกระทำทางปกครอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสาธารณะชนผู้ใช้นำมันทั่วไปรวมทั้งการพยายามลดค่าการตลาด โดยมิได้ ลดค่าการกลั่น ( แต่ตรงข้ามกลับเพิ่มค่าการกลั่นจากสองเป็นสิบเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลสร้างกำไรให้กับ บมจ. ปตท.) การกระทำหน่วยงานของรัฐเป็นการกระทำหรือกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามหลักกฎหมายปกครอง ซึ่งหน่วยงานของรัฐ ไม่มีมาตรการตรวจสอบ หรือมีแต่เจ้าหน้าที่ละเลย ตามหลักกฎหมายปกครอง โดยมี บมจ.ปตท. สำนักงานโยบายและแผนพลังงาน กรมเชื้อเพลิง กรมการค้าภายใน กระทรวงพลังงาน เป็นตัวการและสนับสนุน ปกปิดข้อมูลความจริง ไม่เปิดเผยให้สาธารณะชนได้รับรู้ ซึ่งความจริงดังกล่าวไม่มีกฎหมายห้ามมิให้เปิดเผยต่อประชาชนแต่อย่างใด การออกคำสั่งหรือระเบียบหรือประกาศ หนังสือดังกล่าวแม้นจะออกมาในรูปใด แต่เมื่อมีสภาพบังคับต่อประชาชนทั่วไป ไม่ส่งผลกระทบต่อบุคคลคลใดบุคลหนึ่งหรือเฉพาะเจาะจง เอกสารดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย โดยคนหมู่มากส่วนรวม เอกสารหรือหนังสือดังกล่าวมีสภาพเป็นกฎ หมายถึง เป็นคำสั่งที่บังคับไม่ว่าทางตรงและทางอ้อมกับประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งการขึ้นราคาน้ำมัน จึงถือว่ากระทบตัวผู้ฟ้องคดีกับพวก และประชาชนทั่วประเทศ ตามมาตรา 5 (2) พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และรัฐมนตรี สำนักงานนโยบายและแผนพัฒนาแห่งชาติ หรือคณะกรรมการควบคุมเชื่อเพลิง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ปฏิบัติกฎหมาย และเป็นเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 3 พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาทางปกครอง พ.ศ. 2542

การกระทำทางปกครองดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีกับพวก รวมตลอดทั้งผู้ใช้นำมัน หรือผู้นำน้ำมันไปใช้ในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ตลอดทั้งประชาชนทั่วไปผู้ใช้รถบริการสาธารณะ (บขส) ผู้ที่ต้องซื้อสินค้า อุปโภค บริโภค ทุกชนิด เป็นผู้ได้รับความเสียหายเดือดร้อน หรืออาจจะเดือนร้อนเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันแพงเกินความจริง ซึ่งมาจากการการกระทำของหน่วยงานของรัฐ หรือการงดเว้นไม่กระทำการของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ไม่ตรวจสอบสืบสวน องค์กรที่เสนอ ขออนุมัติขึ้นราคาน้ำมัน คือ บมจ.ปตท. และหน่วยงานของรัฐไม่เสนอแนวทางการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือนร้อนจนถึง ณ เวลา ปัจจุบันที่ยื่นฟ้องตามมาตรา 42 พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาทางปกครอง พ.ศ. 2542

การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 10 คน ดังจะกล่าวต่อไปนี้
1. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ,2 ,4, 5 เป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย มีหน้าที่ตรวจสอบควบคุมก่อนที่จะลงนามในคำสั่ง หรือมีอำนาจออกระเบียบตามที่คณะกรรมการกำหนด เจ้าหน้าที่ดังกล่าว ไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบราคาน้ำมัน ที่แท้จริงซึ่งกฎหมายให้อำนาจ ปล่อยปะละเลยทำให้ บมจ. ปตท. ขึ้นราคาน้ำมันแพงเกินกว่าความเป็นจริง จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และตามมาตรา 9 (2) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
2. การกระทำของผู้ถูกฟ้องที่ 10 และทั้งหมดเป็นกระบวนการออกประกาศทางปกครองส่งผลให้เกิดสภาพบังคับกับประชาชนโดยทั่วไป เป็นสาเหตุให้นำมันแพง จึงเป็นกระบวนการทางปกครองในการออกฎ การออกกฎดังกล่าวเป็น เป็นการละเมิด เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดรู้อยู่ว่า เป็นราคาน้ำมันที่แท้จริง จงใจหรือประมาทเลนเลอ ไม่ตรวจสอบหาข้อมูลให้แน่ใจเสียก่อนที่จะออกคำสั่ง ทั้งที่มีอำนาจจึงถือว่า ละเมิดต่อประชาชนและผู้ฟ้องคดีทั้งหมด ตามมาตรา 9 (3) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
3. การกระทำของผู้ถูกฟ้องที่ 3, 8 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบและมีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ปฏิบัติ ไม่ดำเนินการแสวงหาข้อมูลและนำบุคคลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบและสอบถาม จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ตามาตรา 9 (2) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
4. การกระทำของผู้ถูกฟ้องที่ 1,2,3,4,7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการผู้มีอำนาจออกกฎระเบียบ/ประกาศ/ตรวจสอบ/ควบคุมราคาน้ำมัน/ราคาแก๊ช/ราคาสินค้าต่างๆ เป็นการออกประกาศลอยตัวน้ำมันที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระบวนการการออกประกาศไม่ครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมายและเป็นการใช้ดุลยพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีเหตุผลรับรองแต่อย่างใด ตามมาตรา 9 (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ข้อ 5. การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งหมด ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย และประชาชนทั่วไป และรัฐ เนื่องมาจาก
1. เสียสิทธิในการใช้น้ำมันในราคาที่ถูกต้อง เหมาะสม ตรงกับความเป็นจริง
2. แบกรับภาระสินค้า ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าน้ำมัน และบริการอื่นๆที่ปรับราคาแพงขึ้นเนื่องน้ำมันแพง
3. แบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่ปรับราคาแพงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมัน
4. แบกรับภาระค่าน้ำประปาที่ปรับราคาแพงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมัน
5. แบกรับภาระค่าแก๊ชหุงต้มและแก๊ชอื่นๆ ที่ปรับราคาแพงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมัน


ดังนั้น ผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ศาล โปรดพิจารณา ไต่สวน และดำเนินการดังนี้
1. ให้บรรเทาทุกข์ชั่วคราว ให้ยับยั้งการขึ้นราคาน้ำมันทันที และให้ลดราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ และผลิตภัณฑ์ อื่นๆ ลง 20 % และ ไปสู่ การค้าที่เป็นธรรมต่อประชาชน โดยแสดงวิธีการคิดราคา ที่โปร่งใส และขอไต่สวนฉุกเฉิน ใน คำบรรเทาทุกข์ ชั่วคราวนี้

2. ยกเลิกมติ ครม .วันที่ 21 พค. 2534 และมติและประกาศของถูกฟ้องคดีที่ 1,2,3,4 เรื่องค่าน้ำมันลอยตัว ให้เลิกอ้างอิงราคาน้ำมันที่สิงคโปร์ แต่ให้ใช้ฐานต้นทุน จากแหล่งน้ำมันดิบที่ ซื้อมาอย่าง แท้จริงบวกค้าการกลั่น ไม่เกิน 1บาทต่อลิตร ไม่ใช่ค้ากำไรเกินควร และค่าการตลาดที่สถานประกอบการรายย่อยสามารถอยู่รอดได้ เช่นกำหนดไม่ต่ำกว่า 1บาท หรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7,8 เป็นผู้กำหนด

3 ให้กระทรวงพลังงาน ชี้แจงข้อเท็จจริง ในราคา การขึ้นลงค่าน้ำมัน ว่าทำไมต้องขึ้นเท่ากัน สี่สิบสตางค์ ทุกครั้งและ ทุกปัมพ์ ให้ ชัดเจน โปร่งใส ยุติธรรม รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์ อื่นๆ ที่บมจ.ปตท กำหนดราคา เช่น เบนซีน 91 , ดีเซลหมุน เร็ว ดีเซลหมุนช้า, เจพี1, LPG , ก๊าซหุงต้ม, ยางมะตอย, แนปตร้า ) ปัจจุบัน ราคา น้ำมัน เท่ากันทุกปัมพ์ ทั่วประเทศ ไม่ได้เกิดการแข่งขันด้านราคา ไม่ได้มีเสรี ด้านการแข่งขัน ( แต่เมื่อก่อน จะมีการตั้งราคาของ บางจาก บมจ.ปตท. ต่ำกว่าปั๊มเอกชนทั่วๆไป )

4 ให้ ถูกฟ้องคดีที่ 1,2,3,4 , 5 , 10 ชี้แจง เกณฑ์ในการกำหนดราคาค่าก๊าซ ว่าทำไม
บมจ.ปตท. ขายให้การไฟฟ้า 220 บาทต่อล้านบีทียู และให้ บมจ.ปตท. แสดงต้นทุน ที่แท้จริงของการซื้อก๊าซจากแหล่ง ผลิต
5 ให้รัฐบาล(ครม) หรือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1,2,3,4 ,7,8 กรมการค้าภายใน กำหนด หรือควบคุมอัตรา ค่าการกลั่น ซึ่งรัฐบาลควรจะ ควบคุมค่าการกลั่น ทันที และควบคุมราคาค่าก๊าซและก๊าซหุงต้ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ ต่างๆที่เป็นผลผลิตจาก การกลั่น น้ำมัน ดิบหนึ่งลิตร เพื่อจะทำให้ ราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ลดราคาลง ประชาชนและข้าพเจ้า ผู้ฟ้องคดี จะได้ แบกภาระ ค่าครองชีพลดลง
6 ขอให้เปิดเผย ต้นทุน กำไร ในการซื้อน้ำมันดิบและ ขายน้ำมันสำเร็จรูป ที่ บมจ.ปตท. ทำกับโรงกลั่น 5 โรงกลั่นการจัดซื้อวัตถุดิบน้ำมัน และรับซื้อน้ำมันสำเร็จรูบออกมาเพื่อจำหน่าย

7 ให้มีการยกเลิกการผูกขาดการซื้อก๊าซ จาก บมจ.ปตท.และ ยกเลิกประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2 / 2544 เรื่องการลอยตัวราคาก๊าซ แต่ให้การไฟฟ้า สามารถซื้อจากแหล่งขุดเจาะได้เลยโดยตรงไม่ตองผ่านคนกลาง คือ ปตท.
การแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน โดยเปิดให้มีการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ โดยตรงระหว่างผู้ผลิต และผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติ และยกเลิกกฎเกณฑ์การค้าน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม และอาศัยอำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์ไม่ว่ารูปแบบใดๆ สร้างให้

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและสาธารณะชนทั่วประเทศ หมดนี้ จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาจักเป็นพระคุณยิ่ง และ ขออนุญาตไต่สวนฉุกเฉิน ขอคุ้มครองชั่วคราวบรรเทาความเดือดร้อน

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ลงชื่อ……………………………………ผู้ฟ้องคดีที่ 9
(พ.ท.หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี)
ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดีที่ 1, 2,3,4,5,6,7,8
นายกฤษณธ ปิยะชื่นทองกุล ทนายที่ปรึกษา


ผู้ตั้งกระทู้ ผู้ร่วมชะตากรรม :: วันที่ลงประกาศ 2007-07-11 21:53:00 IP : 202.139.223.18


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.