ReadyPlanet.com


คำพิพากษาคดี ดำที่ 1436 /2549


คำพิพากษาคดี ดำที่ 1436 /2549
คดี แดงที่ 1083 /2550
วันที่ 6 กค 2550
ผู้ฟ้องคดี เยาวชน 48 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี เลขา สกอ . ทปอ. และ กสพท.

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 โดยพันโทแพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ผู้รับมอบอำนาจ ฟ้องและฟ้องเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประกาศหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 ในระบบแอดมิชชั่นตรงของคณะแพทย์ศาสตร์ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย รวม 12 สถาบัน
โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2

ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ประกาศมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบดังนี้ คือ ข้อ1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือหลักสูตรอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่าหรือกำลังศึกษาอยู่และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนเมษายน 2550 โดยในขณะสมัครต้องมีคะแนนการศึกษา 4 ภาคการศึกษามากกว่าหรือเท่ากับ 2.75 และในเดือนเมษายน 2550 ต้องมีคะแนนการศึกษาตลอดหลักสูตร (GPAX) มากกว่าหรือเท่ากับ 3.00

และข้อ 4 . ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักศึกษาร่วมกับ สกอ. (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร) รวมทั้งได้มีการกำหนดให้ผู้สมัครสอบจะต้องได้คะแนน O-NET มากกว่าหรือเท่ากับ 60 %

สำหรับในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีการประชุมเกี่ยวกับการใช้ระบบแอดมิชชั่นในปีการศึกษา 2550 โดยได้มีมติและประกาศตามสื่อมวลชน ในวันที่ 18 มิถุนายน 2549 ว่าให้ใช้ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นระบบแอดมิชชั่น คือ ใช้คะแนน GPA และ GPAX รวม 30 % คะแนนสอบ O-NET และ A-NET อีก 70 % โดยให้ยกเลิกการรับสมัครแบบแอดมิชชั่นตรง

และให้มหาวิทยาลัยรับเองได้ไม่เกิน 50 % รวมทั้งห้ามมีการสอบคะแนน O-NET ใหม่

ซึ่งการประกาศกฎเกณฑ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 ข้างต้นนั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่ได้ผ่านการวิจัยถึงข้อดีข้อเสีย ไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้รับรู้ข้อติดขัดเดือดร้อนของเยาวชน และขาดการมีส่วนร่วมตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย

และขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 59 มาตรา 60
และเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในมาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 53 มาตรา 80

และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 6 มาตรา 8(2) มาตรา 9 (6) มาตรา 10 มาตรา 22 มาตรา 24 และมาตรา 28

รวมทั้งการกำหนดให้ใช้ระบบแอดมิชชั่นเป็นการกำหนดเกณฑ์ที่มีผลย้อนหลัง

ส่วนการกำหนดให้สอบ O-NET ได้ครั้งเดียวเป็นการจำกัดสิทธิของนักศึกษาชั้นปีที่สองขึ้นไปหรือผู้ที่จะถูกรีไทร์หรือผู้ที่ไม่ชอบในสาขาหรือคณะเดิมซึ่งอยากจะเปลี่ยนสาขาหรือย้ายคณะไม่สามารถสมัครได้และไม่สามารถสอบแก้ตัวได้ใหม่

สำหรับการห้ามนักศึกษาที่ได้คะแนน GPAX ต่ำกว่า 3.00 สมัครสอบนั้นเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเกรดแต่ละโรงเรียนเชื่อถือไม่ได้ เพราะจากผลการสอบ O-NET ในปีการศึกษา 2549 พบว่ามีโรงเรียนที่ให้เกรดเฟ้อกว่าร้อยโรงเรียน

รวมทั้งการจำกัดสิทธิดังกล่าวไม่เป็นการจัดการศึกษาให้สอดคล้อง กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 53 และมาตรา 80

เป็นการผิดหลักความเสมอภาค และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย

ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 จึงนำคดีฟ้องต่อศาลโดยมีคำขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1. ขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัคร
สอบตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประกาศในข้อ 1 และข้อ 4
2. ขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ใช้ O-NET ขั้นต่ำ 60 % หากไม่
ยกเลิกขอให้มีการสอบ O-NET ได้ใหม่หลายครั้ง โดยให้เลือกใช้ครั้งที่คะแนนสูงสุดแต่ถ้าหากไม่ให้สอบ O-NET ใหม่

ขอให้ศาลสั่งให้สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติเปิดเผยกระดาษเฉลยคำตอบให้ผู้สมัครสอบทั้งประเทศได้ตรวจสอบความถูกต้อง
นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ยื่นคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2549 เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิสมัครสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ในวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2549 และขอให้มีสิทธิสอบ O-NET ใหม่

ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอของผู้ฟ้องคดีเนื่องจากเห็นว่าในขณะนี้ยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าการกำหนดคุณสมบัติดังกล่าวเป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

และหากศาลให้ทุเลาการบังคับตามกฎโดยให้ผู้ฟ้องคดีหรือนักเรียนทั่วไปสามารถสมัครสอบคัดเลือกในครั้งนี้ได้ก็จะก่อให้เกิดเป็นภาระของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

อันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต่อมาผู้ฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 21 ได้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีรวมทั้งยื่นคำขอไต่สวนฉุกเฉินและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ลงวันที่ 5 กันยายน 2549 โดยไม่ได้ระบุคำขอที่ชัดเจนหากแต่ระบุเพียงว่า ขอให้บรรเทา ทุกข์ชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินตามแต่ศาลจะโปรดพิจารณา ซึ่งต่อมาศาลได้พิจารณาคำขอไต่สวนฉุกเฉินดังกล่าวแล้ว มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน

ส่วนคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวนั้นจะได้พิจารณาต่อไป หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีที่ 22 ถึงที่ 47 ได้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีพร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินและขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลได้พิจารณาคำขอให้บรรเทาทุกข์ชั่วคราวของผู้ฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 21 และคำขอให้บรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน และขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ฟ้องคดีที่ 22 ถึงที่ 47 แล้วเห็นว่า คำขอดังกล่าว

"เป็นคำขอที่มิได้มีการอ้างอิงข้อเท็จจริงใหม่หรือมีเหตุผลเพิ่มเติมจากคำขอเดิม " อันจะทำให้เป็นคำขอที่สมควรได้รับการพิจารณา

ด้วยเหตุนี้จึงมีคำสั่งไม่รับคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของผู้ฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 21 และคำขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ฟ้องคดีที่ 22 ถึงที่ 47ไว้พิจารณา

หลังจากนั้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ศาลได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณา

ต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม 2549 ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดได้ยื่นฟ้องเพิ่มเติมต่อศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีหรือหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ให้บริการสาธารณะทางด้านการศึกษาต่อประชาชนโดยทั่วไป ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถอ้างเหตุใด ๆ เช่น การกำหนดว่าจะต้องได้ GPAX 3.00 จึงจะมีคุณสมบัติมาเพื่อลดภาระงานของตน แต่ไปละเมิดสิทธิหรือจำกัดสิทธิของผู้อื่น

ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเข้าเป็นรัฐภาคีในมาตรา 28 ที่บัญญัติว่ารัฐภาคีตระหนักในสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษา และเพื่อที่บรรลุสิทธินี้อย่างเต็มที่ และบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ และหากต้องการศึกษาชั้นมัธยมก็ควรจะมีโรงเรียนรองรับอย่างเพียงพอและอยู่บนพื้นฐานของความสามารถที่เด็กสามารถจะเรียนต่อได้

ซึ่งในกรณีที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัตินั้น ศาลปกครองก็เคยมีคำพิพากษาในคดีที่สำนักงานศาลปกครองได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครสอบเข้าเป็นพนักงานคดีปกครองว่าจะต้องเป็นผู้ที่ได้เกียรตินิยมว่ากรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไม่ปรากฏชัดว่าการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในกรณีใดที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า เหตุอันเป็นที่มาของความเดือดร้อยหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ คือ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประกาศหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 โดยมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่อย่างใด

สำหรับการพิจารณารับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งตามพระราชบัญญัติของสถาบันอุดมศึกษา

ดังนั้น สภาสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจึงมีอำนาจในการวางนโยบายวางระเบียบออกข้อบังคับ และประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อพิจารณารับบุคคลเข้าศึกษาเองได้โดยหาจำต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่อย่างใด

ส่วนกรณีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีการจัดการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พระมงกุฎเกล้า ได้กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อพิจารณารับบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดไม่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า การยกเลิกการสอบแบบแอดมิชชั่นและให้กลับไปใช้จำนวนวิชาเหมือนระบบเอ็นทรานซ์เดิมนั้นไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากการคัดเลือกเข้าศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นสิทธิที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติของแต่ละมหาวิทยาลัยในการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครที่แสดงสามารถและศักยภาพในการเรียนในมหาวิทยาลัยของตน

ส่วนการใช้ GPA มาร่วมพิจารณาในการรับผู้สมัครเข้าศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยก็เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 สนใจเรียนในชั้นเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อจะได้มีความรู้มาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ส่วนการที่ GPA ไม่สามารถเชื่อถือได้นั้น

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการคิดค่า GPA แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1


ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า กลุ่มสถาบันแพทยศษสตร์แห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเมื่อ 7 เมษายน 2532 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับการรับรองจากแพทยสภาตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณารับรองหลักสูตรและสถาบันผลิตแพทย์ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2547 ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 14 สถาบัน มีบทบาทและหน้าที่ดังต่อไปนี้ คือ

1. กำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานให้ตอบสนองวัตถุประสงค์
ของการจัดตั้งกลุ่มสถาบันและความประสงค์ของสถาบันสมาชิก

2. เป็นตัวแทนสถาบันสมาชิกทั้งหมด หรือแต่ละสถาบันในการดำเนิน
กิจกรรมที่ได้รับมอบหมายและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกลุ่มสถาบัน

3. ดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการอำนวยการเห็นสมควร และไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกลุ่มสถาบัน โดยคณะกรรมการอำนวยการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ทุกสถาบันได้มีการประชุมเป็นประจำทุก 2 เดือน และมติของที่ประชุมดังกล่าวถือเป็นความตกลงร่วมกันที่ทุกสถาบันการศึกษาแพทย์จะปฏิบัติตามอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่หากสถาบันใดไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีมาตรการบังคับหรือบทลงโทษ เนื่องจากมติของคณะกรรมการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองอย่างรอบคอบและมุ่งประโยชน์เพื่อการสาธารณสุขไทยโดยรวมอย่างแท้จริง

ในการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศษสตรบัณฑิตระบบรับตรงร่วมกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แทนการรับผ่านระบบแอดมิชชั่นกลาง นั้น ได้มีการดำเนินการในหลายสถาบันมาก่อนหน้าปีการศึกษา 2549

เช่นคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการรับตรงบางส่วนมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2536 และมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกว่าจะต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ทบวงมหาวิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สอบคัดเลือก

เว้นแต่จะได้ลาออกจากสถาบันอุดมศึกษานั้นก่อน ส่วนการกำหนด GPAX ขั้นต่ำของผู้สมัครสอบคัดเลือกเท่ากับหรือไม่ต่ำกว่า 3.00 นั้น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มีการกำหนดมาตั้งแต่ประมาณปี 2538

และได้มีการกำหนดเกณฑ์ดังกล่วด้วยเช่นกันในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งรวมถึงคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในปี 2548 ด้วย

สำหรับการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ ระบบรับตรงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เริ่มครั้งแรกในปีการศึกษร 2549 เนื่องจากคณะกรรมการบริหารกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยพิจารณาว่าในปีการศึกษา 2549 จะเป็นปีแรกที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้ยกเลิกระบบการสอบคัดเลือกรวม (ระบบเอ็นทรานซ์) มาเป็นระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางหรือระบบแอดมิชชั่นกลางโดยใช้คะแนน O-NET และ A-NET ซึ่งจัดสอบโดยสำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.)

และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักทดสอบกลางและที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ได้แจ้งให้สถาบันการศึกษาทตราบกรณีการใช้คะแนน O-NET และ A-NET ในการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษา โดยจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการกำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้และรายวิชาสอบสำหรับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิต/นักศึกษา (แอดมิชชั่น) ปีการศึกษา 2548 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2548 ณ ห้องราชาแกรนด์บอลรูม โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ ถนนมหานาค กรุงเทพมหานคร

และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้มีมติเห็นชอบร่วมกันเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2548 ในการกำหนดองค์ประกอบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง รวมทั้งเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ดำเนินการสอบคัดเลือกระบบรับตรงในจำนวนที่ตกลงได้

รายละเอียดปรากฏตามสรุปรายงานการประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 ประกอบกับในปีการศึกษา 2547 มีคณะแพทยศาสตร์หลายสถาบันเปิดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในระบบรับตรง ทำให้มีนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีศักยภาพและมีความประสงค์จะเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์ต้องตระเวนสอบคัดเลือกระบบรับตรงตามคณะแพทยศาสตร์ต่าง ๆ ของแต่ละมหาวิทยาลัย

ซึ่งเป็นภาระทั้งต่อนักเรียนและผู้ปกครอง ประกอบกับมีนักเรียนที่มีศักยภาพสูงหลายคนสอบผ่านได้รับการคัดเลือกและมอบตัวเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์หลายสถาบัน

ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการและเกิดความเสียหาย เพราะรับนักศึกษาไม่ได้เต็มตามจำนวน และเป็นการตัดสิทธิบุคคลอื่นในการเข้าศึกษา

จึงมีข้อเสนอแนะจากนักเรียนและผู้ปกครองบางส่วนขอให้เป็นการจัดสอบร่วมกันครั้งเดียว ดังนั้น คณะกรรมการอำนวยการบริหารกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยจึงมีมติดำเนินการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตระบบรับตรงร่วมกัน 9 สถาบัน

โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นปีแรก การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะหลักสูตรแพทยศาสตร์ ระบบรับตรง

เป็นอำนาจหน้าที่ที่สามารถกระทำได้โดยได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดของคณะแพทยศาสตร์ที่เป็นสมาชิกกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของแต่ละสถาบันเป็นคณะกรรมการอำนวยการของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย

และได้มีการเสนอมหาวิทยาลัยบรับทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น ในปีการศึกษา 2549 อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีคำสั่งมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ 808/2548 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลในระบบรับตรง ประจำปีการศึกษา 2549

และในปีการศึกษา 2550 อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีคำสั่งมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ 1468/2549 ลงวันที่ 6 กันยายน 2549 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลระบบโควตา ประจำปีการศึกษา 2550

และการดำเนินการดังกล่าวได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โพยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้เป็นประธานเปิดแถลงข่าวการสอบคัดเลือกระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ทั้งในปีการศึกษา 2549 และปีการศึกษา 2550


การสอบคัดเลือกระบบรับตรงของผู้ฟ้องคดีที่ 3 เมื่อปีการศึกษา 2549 มีเกณฑ์การตัดสินโดยใช้***ส่วนคะแนนจากคะแนน A-NET 70 %

และจากการสอบวิชาเฉพาะ 30 % เนื่องจากผู้ที่จะเรียนหลักสูตรแพทยศาสตร์ได้ดีจำเป็นต้องมีทักษะความสามารถในการจับใจความ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณและแนวคิดทางจริยธรรม รวมทั้งการตรวจสุขภาพจิตอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการสอบวิชาเฉพาะของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย รวม 3 ฉบับ (ในปีการศึกษา 2550 เพิ่มเป็น 4 ฉบับ เนื่องจากมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเข้าร่วมด้วย)

และมีการตรวจร่างกายและสุขภาพจิตเพื่อประเมินทักษะและสุขภาพจิตดังกล่าว นอกจากความรู้ความสามารถในสาระวิชาหลักจากการสอบ O-NET และ A-NET ของระบบแอดมิชชั่นกลางเพียงอย่างเดียว

และการที่คณะแพทยศาสตร์ของทุกสถาบันใช้ข้อสอบวิชาเฉพาะฉบับเดียวกัน มีหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกแบบเดียวกัน นักเรียนที่เข้าสอบทุกคนย่อมได้รับความยุติธรรมเสมอภาคเท่าเทียมกันในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตระบบรับตรงร่วมกันนี้

สำหรับเหตุผลในการกำหนดคุณสมบัติขั้นต่อของผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตระบบรับตรงที่ต้องมี GPAX เมื่อสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับหรือมากว่า 3.00

เนื่องจากศาสตร์ทางการแพทย์มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วและไม่หยุดนิ่ง ผู้ที่สามารถเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์จึงควรผ่านการคัดกรองเบื้องต้นว่ามีศีกยภาพเพียงพอที่จะสามารถศึกษาได้สำเร็จตามหลักสูตรและสามารถรักษามาตรฐานวิชาชีพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

จากการพิจารณาข้อมูลย้อนหลังของผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ในระบบรับตรงที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับอนุมัติดำเนินการจากสภามหาวิทยาลัยมหิดลตั้งแต่ปีการศึกษา 2536 เป็นเวลากว่า 10 ปีพบว่า นักเรียนที่อยู่ในระบบการศึกษาปกติที่สอบผ่านร้อยละ 99 จะมี GPAX ไม่ต่ำกว่า 3.50

หรือข้อมูลคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำสุดของผู้ผ่านการคัดเลือก 3 ปี ย้อนหลังของคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

หรือเมื่อมีการสอบระบบรับตรงร่วมกัน 9 สถาบันในปีการศึกษา 2549 ปรากฏข้อมูลว่า GPAX ของนักเรียนที่สอบผ่านก็ล้วนเกิน 3.50 ทั้งสิ้น

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ GPAX เมื่อสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับหรือมากกว่า 3.00 นั้น เป็นการกำหนดบนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ได้เป็นการกำหนดที่เป็นการกลั่นแกล้งหรือมีเจตนาที่ไม่สุจริตตัดสิทธินักเรียนที่จะสมัครสอบคัดเลือกแต่อย่างใด

ในปีการศึกษา 2550 การเปิดรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ ระบบรับตรงในวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักเรียนยังไม่ได้สอบภาคต้นของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ดังนั้น คณะกรรมการบริหารของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยจึงได้ลดหย่อนเกณฑ์ที่กำหนด โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีผลการเรียน 4 ภาคการศึกษา เท่ากับหรือมากกว่า 2.75 สามารถสมัครสอบได้

แต่ต้องมี GPAX เท่ากับหรือมากกว่า 3.00 เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ทำให้มีจำนวนนักเรียนผู้สมัครสอบคัดเลือกมากกว่าปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 70 นอกจากนั้นแล้ว ในการผลิตบัณฑิตแพทย์แต่ละคนมีงบประมาณค่าใช้จ่ายสูงมาก ประเมินต้นทุนไว้ประมาณเกือบ 2,000,000 บาทต่อคน

ดังนั้น การผลิตแพทย์ที่สามารถประกอบวิชาชีพและจริยธรรมจึงทำได้ในจำนวนที่จำกัดระดับหนึ่ง การเรียนการสอนเป็นการฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยโดยการควบคุมดูแลจากอาจารย์แพทย์อย่างใกล้ชิด จำนวนนักศึกษาแพทย์ต่ออาจารย์แพทย์ได้กำหนดไว้เพื่อคงมาตรฐานการศึกษา ทำให้ไม่สามารถรับนักศึกษาเข้าเรียนเกินกว่าจำนวนที่กำหนดได้ ดังนั้น การแข่งขันในกรเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์จึงมีอัตราที่สูงอยู่แล้วโดยสภาพความเป็นจริง การสูญเสียนิสิตนักศึกษา ในระหว่างการเรียนหลักสูตรแพทยศาสตร์เพราะศักยภาพไม่เพียงพอที่จะเรียนสำเร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือเรียนตกซ้ำชั้น จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลเพราะค่าใช้จ่ายในการศึกษาแพทย์ที่รัฐต้องสนับสนุนมีมากถึงกว่าปีละ 300,000 บาทต่อคน

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อแผนกำลังคนด้านสาธารณสุขของประเทศ เนื่องจากแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีนั้น จะต้องไปปฏิบัติงานเพื่อชดใช้ทุน ดังนั้น จึงต้องมีกระบวนการคัดกรองบุคคลอันมีลักษณะที่พึงประสงค์ในการเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์อย่างรอบคอบ และลดปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้ จึงมิใช่เป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด


ส่วนการกำหนดคะแนน O-NET ทุกรายวิชาไม่ต่ำกว่า 30 คะแนน คะแนนรวมแล้วเฉลี่ยเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 60 เป็นเกณฑ์คุณสมบัติผู้สมัคร

เนื่องมาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้ยกเลิกระบบการสอบคัดเลือกรวบระบบเอ็นทรานซ์มาเป็นระบบรับผ่านแอดมิชชั่นกลางโดยใช้คะแนน O-NET และ A-NET ในปีการศึกษา 2549 ซึ่งเป็นปีแรกนั้น

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้ขอความร่วมมือผ่านทางผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขอให้คณะวิชาที่จัดสอบระบบรับตรงพิจารณาใช้คะแนน O-NET และ A-NET ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาแทนการจัดสอบเองเพื่อให้การสอบ O-NET และ A-NET มีผลในการพัฒนามาตรฐานการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษา

และเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการเรียนรู้กลุ่มสาระวิชาทุกกลุ่ม ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอและมีความรู้รอบด้าน รวมทั้งเพื่อเป็นการบรรเทาภาระของผู้ปกครองและนักเรียนในการสมัครเข้าสอบคัดเลือกโดยสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์

และเพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดกรณีนักเรียนเกิดความคาดหวังที่ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้จึงได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังกล่าว


การกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครที่จะต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาเกินกว่าชั้นปีที่ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้นเป็นข้อกำหนดที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนดและใช้มาโดยตลอด ตั้งแต่การสอบคัดเลือกระบบเอ็นทรานซ์เดิม จนถึงการสอบคัดเลือกระบบการรับผ่านแอดมิชชั่นกลาง

ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงใช้เกณฑ์การกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครกรณีดังกล่าวด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ประกอบกับการที่นิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะสอบผ่านได้ จำนวนนับหมื่นมาสมัครสอบเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ในเวลาที่เหลืออยู่จำกัด

นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองเงินค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองโดยเปล่าประโยชน์แล้วยังเป็นการเสียเวลาในการศึกษาของนิสิตนักศึกษาดังกล่าว

ในการที่จะสำเร็จเป็นบัณฑิตในสาขาที่กำลังศึกษาอยู่ และก่อให้เกิดความคาดหวังในสิ่งที่ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและทรัพยากรการศึกษาของประเทศ ตลอดจนทำให้เกิดความสูญเสียในแผนการผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาอื่น ๆ ด้วย


ส่วนเรื่องการประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครสอบและหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ระบบรับตรงได้มีการกระทำโดยกว้างขวางและหลากหลายรูปแบบเพื่อให้นักเรียนได้ทราบล่วงหน้าอย่างทั่วถึง อาทิเช่น เกณฑ์ GPAX ไม่ต่ำกว่า 3.00 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลประกาศใช้มาตั้งแต่การสอบคัดเลือกระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา 2548

หรือการสอบในปีการศึกษา 2549 ก็ได้มีการประกาศเกณฑ์ดังกล่าวอย่างกว้างขวางในทุกสื่อ

และปีการศึกษา 2550 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เรื่องหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเชิญผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมแถลงในส่วนของระบบรับตรง สาขาแพทยศาสตร์ด้วย ณ ที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

อีกทั้งมีการประกาศใน website ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และ website ของคณะแพทยศาสตร์ทุกคณะตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2549 การแจ้งต่ออาจารย์แนะแนวโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศที่เรียนเชิญมาร่วมงาน Open house ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2549

การแจ้งและตอบปัญหาต่อที่ประชุมผู้ปกครองนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในงาน Open house ผู้ปกครองเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2549 การจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ การจัด Road show ตามโรงเรียนมัธยมศึกษา การเข้าค่ายอยากเป็นหมอ หรือเส้นทางสู่หมอที่สถาบันต่าง ๆ จัดขึ้น สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นต้น


ต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องสอดของผู้ฟ้องคดีที่ 48 และในวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ศาลได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 3 ถึงที่ 9 ไว้พิจารณา


ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า จากหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ประกาศว่า “ผ่านระบบ Direct Admissions โดยได้รับความเห็นชอบจาก ทปอ./สกอ.” แสดงว่าการรับสมัครนักศึกษาแพทย์ต้องผ่านกระบวนการเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ซึ่งการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวทำให้ผู้ที่ต้องการสมัครถูกละเมิดสิทธิเนื่องจากไม่รู้ล่วงหน้าว่าคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่กำหนดเกรดเฉลี่ยในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ไม่ต่ำกว่า 3.00

ซึ่งแต่เดิมก่อนหน้านี้มีบางมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำดังกล่าว เช่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีหรือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำให้ผู้ฟ้องคดีถูกละเมิดสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกในมาตรา 28 ที่กำหนดให้เด็ก ๆ ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งการที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้กำหนดให้มีการนำ GPA ที่ไม่สามารถเชื่อถือได้มาเป็นคุณสมบัติของผู้สมัครนั้น ทำให้มหาวิทยาลัยได้นิสิตนักศึกษาที่ไม่มีศักยภาพบางส่วนเข้าไปศึกษาซึ่งไม่ตรงตามเจตนารมณ์ทีทางมหาวิทยาลัยต้องการให้เด็กที่มีความรู้มาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
และทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดินหากนิสิตนักศึกษานั้นไม่จบการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ดังกล่าว โดยจะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีผู้
สมัครที่มีเกรดเฉลี่ย 2.60 สามารถสอบเข้าศึกษาในคณะแพทย์ศาสตร์ได้ ในขณะที่ผู้สมัครบางคนที่มีเกรดเฉลี่ย 3.90 ไม่สามารถสอบเข้าในคณะดังกล่าวได้

จึงแสดงให้เห็นว่า การกำหนดเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำของผู้ถูกฟ้องคดีนั้นไม่เป็นธรรมเนื่องจากอาจจะมีผู้สมัครที่มีความรู้ดีแต่ถูกจำกัดสิทธิ ข้อกำหนดดังกล่าวจึงมีขึ้น เพื่อไม่ต้องการแบกภาระในการจัดสอบเท่านั้น

สำหรับคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ว่าผู้ที่สอบผ่านในคณะแพทยศาสตร์ในระบบรับตรงปีการศึกษา 2549 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้น มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.50 แต่จากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบจากเอกสารท้ายคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พบว่ามีผู้ที่สอบผ่านบางรายได้เกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 3.50 จึงเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและไม่ต้องการแบกภาระในการจัดสอบเท่านั้น

ในส่วนการกำหนดคะแนน O-NET ขั้นต่ำในปี 2549 นั้นไม่น่าเชื่อถือเนื่องจากผู้สมัครบางรายไม่มีคะแนนในส่วนอัตนัยของ O-NET เลย บางรายที่ได้คะแนน O-NET ต่ำแล้วไปขอตรวจดูกระดาษคำตอบจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติก็ปรากฏว่าถูกปฏิเสธ

ความผิดพลาดดังกล่าวทำให้คะแนน O-NET ของปี 2549 ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนการกำหนดให้ผู้ที่กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐต้องลาออกก่อนนั้นเป็นการจำกัดคุณสมบัติของผู้สมัคเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กต้องดูว่าระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร ทำไมถึงไม่ให้มีการย้ายคณะได้

แต่คณะแพทยศาสตร์อาจจะมีการให้ชดใช้เงินหากมีการลาออกเพื่อสอบใหม่ รวมถึงการกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกควรแจ้งให้รู้ก่อนล่วงหน้าว่าเมื่อเข้าไปแล้วต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง และมีประสบการณ์ในสาขาวิชาที่เรียนจริงสักสองสามเทอมเพื่อให้เด็กรู้ว่า เมื่อจบการศึกษาไปแล้วจะต้องประกอบอาชีพหรือทำงานอย่างไร รวมทั้งครูแนะแนวก็ควรต้องแนะนำเด็กให้เลือกคณะให้ตรงตามความต้องการของตน

และไม่ว่าคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีจะมีประเด็นแห่งข้อเท็จจริงครบถ้วนสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหารต้องผูกพันตนต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีกับต่างประเทศตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549

เช่นเดียวกับองค์กรผู้ใช้อำนาจอันมีลักษณะเป็นการกระทำทางปกครอง ออกกฎหรือคำสั่งทางปกครองที่จำกัดสิทธิของเด็กและเยาวชนในการศึกษาและตราบใดที่ประเทศไทยต้องผูกพันตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแล้วการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย


ศาลออกนั่งพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของตุลาการเจ้าของสำนวน คำแถลงของคู่กรณีและคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี ลงวันที่ 5 เมษายน 2550 ด้วยแล้ว


ศาลได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว


ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกันของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ 7 สถาบัน และผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2532 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาวิจัยและบริการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานและแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการด้านการศึกษาของแพทยศาสตร์ และเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อคิดเห็นเสนอต่อรัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้นดำเนินการโดยคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการดำเนินการ ทั้งนี้ โดยคณะกรรมการอำนวยการมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสมาชิก 14 สถาบัน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประกาศหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2549 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2

ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบ ดังนี้ คือ ข้อ 1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือหลักสูตรอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่าหรือกำลังศึกษาอยู่และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนเมษายน 2550

โดยในขณะสมัครต้องมีคะแนนการศึกษา 4 ภารการศึกษามากกว่าหรือเท่ากับ 2.75 และในเดือนเมษายน 2550 ต้องมีคะแนนการศึกษาตลอดหลักสูตร (GPAX) มากว่าหรือเท่ากับ 3.00

และข้อ 4.ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักศึกษาร่วมกับ สกอ. (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร) รวมทั้งได้มีการกำหนดให้ผู้สมัครสอบจะต้องได้คะแนน O-NET มากกว่าหรือเท่ากับ 60 % โดยในปีการศึกษา 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้เริ่มดำเนินการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในระบบรับตรงร่วมกันแทนการรับผ่านระบบแอดมิชชั่นกลางซึ่งมีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเช่นเดียวกับในปีการศึกษา 2550 ยกเว้นกรณีการลดหย่อน GPAX 4 ภาคการศึกษา มากว่าหรือเท่ากับ 2.75 มีสิทธิสมัครสอบคัดเลือกและในขณะนั้นมีสมาชิกที่เข้าร่วมจำนวน 9 สถาบัน

นอกจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ทำการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาและคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตระบบรับตรงอย่างกว้างขวางและหลายรูปแบบ โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นเจ้าภาพจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เรื่อง หลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยเชิญผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมแถลงในส่วนของระบบรับตรง สาขาแพทยศาสตร์ด้วย ณ ที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

อีกทั้งมีการประกาศใน website ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และ website ของคณะแพทยศาสตร์ทุกคณะตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2549 รวมถึงการแจ้งต่ออาจารย์แนะแนวโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ การจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์การจัด Road show ตามโรงเรียนมัธยมศึกษาและการเข้าค่ายอยากเป็นหมอหรือเส้นทางสู่หมอที่สถาบันต่าง ๆ จัดขึ้นสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการประชาสัมพันธ์ในทุกสื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2548


คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า หลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในข้อ 1 และข้อ 4 เป็นกฎที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ใช้คะแนน O-NET มากว่าหรือเท่ากับ 60 % ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
โดยที่ผู้ฟ้องคดีได้กล่าวฟ้องว่า หลักเกณฑ์ในข้อ 1 และข้อ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ที่จะสมัคร ผิดต่อหลักความเสมอภาคไม่เป็นการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขัดกับมาตรา
53 และมาตรา 80 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไม่ได้ผ่านการวิจัยถึงข้อดีข้อเสียและไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ขาดการมีส่วนร่วมตามการปกครอบในระบอบประชาธิปไตย ขัดต่อมาตรา 59 มาตรา 60และไม่ปฏิบัติตามมาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราชการ 2540 รวมทั้งมาตรา 6 มาตรา 8(2) 9(6) มาตรา 10 มาตรา 22 มาตรา 24 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

นอกจากนั้น ยังเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ย้อนหลังและเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 28 ด้วยเหตุนี้ จึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า หลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 กำหนดนั้นมีลักษณะเป็นไปตามคำฟ้องหรือไม่


พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ และมาตรา 30 ได้บัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน จากบทบัญญัติทั้งสองแสดงให้เห็นว่า สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้นั้น ผู้ใดจะกระทำการใด ๆ อันเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นย่อมไม่อาจกระทำได้และทุกคนย่อมได้รับการคุ้มครอบตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ซึ่งมีสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้นั้น ได้บัญญัติอยู่ในมาตรา 43 ความว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

จากบทบัญญัติในเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา คือ สิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเสมอภาคกัน ทั้งนี้ โดยรัฐจะต้องเป็นผู้จัดการศึกษาโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายด้วย


ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกันของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ 7 สถาบัน และผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2532 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา วิจัยและบริการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานและแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการด้านการศึกษาของแพทยศาสตร์และเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อคิดเห็นเสนอต่อรัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้นดำเนินการโดยคณะกรรมการอำนวยการคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการดำเนินการ

ทั้งนี้ โดยคณะกรรมการอำนวยการมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสมาชิก 14 สถาบัน ซึ่งจากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้มีสถานะในทางกฎหมายและไม่มีกฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้แต่อย่างใด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประชุมและมีมติร่วมกันจึงไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย หากแต่เป็นเพียงความตกลงร่วมกันเท่านั้น การที่สถาบันอุดมศึกษาใดไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีมาตรการลงโทษแต่อย่างใด

ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการศึกษาเป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งและเป็นไปตามที่บทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้กำหนดไว้ ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษานี้ย่อมรวมไปถึงอำนาจในการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย แต่โดยที่มหาวิทยาลัยของรัฐที่ประสงค์จะรับบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ของตนนั้นมีข้อจำกัดในการรับบุคคลเข้าศึกษาในคณะดังกล่าว เนื่องจากเป็นคณะที่มีค่าใช้จ่ายสูงจึงไม่สามารถเปิดรับสมัครให้ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาในคณะดังกล่าวได้ทุกคน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเข้าศึกษาในคณะดังกล่าวถือเป็นวิธีการหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้าศึกษาอันอยู่ในอำนาจของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่จะกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกดังกล่าวได้ตามกฎหมาย

แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทย์ศาสตร์ได้รวมกลุ่มกันเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ทั้งนี้ โดยมีคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัยเป็นคณะกรรมการอำนวยการและได้ตกลงร่วมกันที่จะกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์เป็นหลักเกณฑ์เดียวกันอันเป็นอำนาจที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย

ถึงแม้ว่าหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 กำหนดจะมีมีสถานะในทางกฎหมายและไม่มีผลผูกพันมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกก็ตาม แต่เนื่องจากในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกทั้งหมอยอมผูกพันตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกมาทั้งหมด

รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาแทนมหาวิทยาลัยเหล่านั้น กรณีจึงถือได้ว่า การกำหนดหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้กำหนดขึ้นนั้นเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองอย่างหนึ่งที่ศาลปกครองสามารถพิจารณาพิพากษาได้

สำหรับในประเด็นที่ว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิและขัดต่อหลักความเสอมภาคหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้ห้ามการจำกัดสิทธิของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้คุ้มครองไว้ แต่เนื่องจากสิทธิของบุคคลในการได้รับการศึกษาตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ในมาตรา 43 มีแต่เฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับเท่านั้นที่รัฐมีหน้าที่จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นมิใช่การศึกษาภาคบังคับและไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องของความสมัครใจที่จะศึกษาต่อไป รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกในกรณีนี้เป็นอำนาจตามกฎหมายของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่สามารถกำหนดขึ้นได้ อันถือเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะใช้อาจตามกฎหมายเฉพาะกำหนดคุณสมบัติอันเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลได้ และการกำหนดคุณสมบัติในกรณีนี้ก็เป็นความจำเป็นของมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถรับบุคคลที่ประสงค์จะเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ได้ทุกคนเนื่องจากมีข้อจำกัดในการรับนักศึกษา

รวมทั้งเมื่อได้พิจารณาหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้กำหนดในข้อ 1 ที่กำหนดว่า ผ้าสมัครต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือหลักสูตรอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่าหรือกำลังศึกษาอยู่และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนเมษายน 2550 โดยในขณะสมัครต้องมีคะแนนการศึกษา 4 ภาคการศึกษามากกว่าหรือเท่ากับ 2.75 และในเดือนเมษายน 2550 ต้องมีคะแนนการศึกษาตลอดหลักสูตร (GPAX) มากกว่าหรือเท่ากับ 3.00

ทั้งนี้โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้เหตุผลในการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวว่าเนื่องจากได้พิจารณาข้อมูลย้อนหลังของผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่ปีการศึกษา 2536 พบว่าผู้ที่สอบผ่านร้อยละ 99 จะมีคะแนน GPAX ไม่ต่ำกว่า 3.50 และจากข้อมูลคะแนนเฉลี่ยสะสมของผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 3 ปีย้อนหลังพบว่าผู้ที่สอบผ่านมีคะแนนเกิน 3.50 ทั้งสิ้น ซึ่งในประเด็นนี้ศาลได้พิจารณาเหตุผลของการกำหนดหลักเกณฑ์ในข้อ 1 แล้วเห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมากำหนดเป็นหลักเกณฑ์ที่จะใช้ในการคัดเลือกที่มีความเหมาะสมแล้ว ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีนักเรียนบางคนที่ได้คะแนนต่ำกว่า 3.50 สามารถสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ก็ตาม

ถือเป็นเพียงข้อมูลส่วนน้อยที่ไม่อาจนำมารับฟังเพื่อหักล้างข้อมูลส่วนใหญ่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลเท่าที่มีความจำเป็นแล้ว สำหรับหลักเกณฑ์ในข้อ 4 ที่กำหนดว่าต้องไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักศึกษาร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร) นั้น

เห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐอยู่แล้ว เข้าสมัครสอบในคณะแพทยศาสตร์ในลักษณะเผื่อเลือกเพราะนอกจากจะทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการตัดโอกาสของนักศึกษารุ่นต่อไปผู้ที่ยังไม่มีที่เรียนอีกด้วย แต่หากเป็นกรณีที่นักศึกษาผู้นั้นไม่ชอบคณะที่ตนกำลังศึกษาอยู่จริง ๆ ก็สามารถลาออกเพื่อมาสอบเข้าได้โดยไม่มีอุปสรรคแต่ประการใด ประกอบกับหลักเกณฑ์ในข้อ 4 นี้เป็นหลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดและใช้มาโดยตลอดตั้งแต่การสอบคัดเลือกในระบบเอ็นทรานซ์เดิม ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว
สำหรับประเด็นที่ว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่ได้ผ่านการวิจัยถึงข้อดีข้อเสียและไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ขาดการมีส่วนร่วมตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการขัดต่อมาตรา 59 และมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น

เห็นว่า มาตรา 59 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ และในมาตรา 60 ได้บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน

ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงสิทธิของบุคคลในการได้รับข้อมูลและแสดงความคิดเห็นรวมทั้งสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ทว่า สิทธิดังกล่าวจะมีอยู่แค่ไหนเพียงใดนั้น ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายเฉพาะในเรื่องนั้นได้บัญญัติไว้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจะต้องมีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิในเรื่องนั้นไว้บุคคลจึงจะใช้สิทธิเช่นว่านั้นได้ตามกฎหมาย แต่โดยที่ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีได้มีการกล่าวอ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวโดยมิได้แสดงให้ศาลเห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในกรณีนี้จำต้องทำการศึกษาวิจัยหรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามกฎหมายใดก่อนจึงจะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่อาจรับฟังได้


ส่วนประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 26 มาตรา 27 และมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยมิได้แสดงให้ศาลเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติหรือละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล รวมทั้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวอย่างไร ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้เช่นเดียวกัน
ในประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ขัดกับมาตรา 53 และมาตรา 80 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้น เห็นว่ามาตรา 53 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้เด็ก เยาวชน มีสิทธิได้รับการคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมส่วนมาตรา 80 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่กำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็ก และเยาวชนแต่โดยที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตราโดยมิได้บรรยายว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นการขัดกับบทบัญญัติดังกล่าวอย่างไร

และกรณีของผู้ฟ้องคดีถือได้ว่าเป็นการไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างไร ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวศาลจึงไม่อาจพิจารณาให้ได้
สำหรับคำฟ้องที่กล่าวอ้างมาตรา 6 มาตรา 8 (2) มาตรา 9 (6) มาตรา 10 มาตรา 22 มาตรา 24 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยมิได้มีรายละเอียดเพียงพอที่จะให้ศาลพิจารณาได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่จำต้องรับฟังแต่อย่างใด
ส่วนประเด็นที่กล่าวอ้างว่า การกำหนดให้ใช้ระบบแอดมิชชั่นเป็นการกำหนดเกณฑ์ที่มีผลย้อนหลัง นั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์ตามระบบแอดมิชชั่นนี้ประสงค์จะให้ใช้บังคับกับนักเรียนที่ประสงค์จะเข้ารับการคัดเลือกในปีการศึกษาปัจจุบัน มิได้มีผลใช้บังคับย้อนหลังดังที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง หากแต่มีการนำผลของคะแนนเฉลี่ยสะสมของนักเรียนในช่วงชั้นที่ 4 ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีที่ 5 และปีที่ 6 มาใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดคะแนน GPAX ซึ่งถือเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับผลการศึกษาของนักเรียนคนนั้น มิได้มีลักษณะเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ใช้บังคับโดยให้มีผลย้อนหลังตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด


ในส่วนที่กล่าวฟ้องว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 28 นั้น เห็นว่า เมื่อได้พิจารณามาตรา 28 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่กำหนดว่า รัฐภาคียอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษา และเพื่อที่จะให้สิทธินี้บังเกิดผลตามลำดับและบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกันรัฐภาคีจะ

ก) จัดการศึกษาระดับประถมเป็นภาคบังคับที่เด็กทุกคนสามารถเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ข) สนับสนุนการพัฒนาของการศึกษาระดับมัธยมในรูปแบบต่าง ๆ

ค) ทำให้การศึกษาในระดับสูงเปิดกว้างแก่ทุกคนบนพื้นฐานของความสามารถโดยทุกวิธีการที่เหมาะสม ฯลฯ จากบทบัญญัติของอนุสัญญาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ารัฐภาคีมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้การศึกษาในระดับสูง (ซึ่งหมายถึงในระดับอุดมศึกษา) นั้น เปิดกว้างแก่ทุกคน ซึ่งจากข้อเท็จจริงในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยได้มีการเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าศึกษาได้อยู่แล้วและก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถของแต่ละคน ประกอบกับบทบัญญัติของอนุสัญญาดังกล่าวมิได้ห้ามมิให้มีการสอบคัดเลือกหรือกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครสอบเข้าในคณะที่มีความสำคัญหรือคณะที่ต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถในระดับดีเข้าทำการศึกษาแต่อย่างใด

แต่ตรงกันข้ามกลับยอมรับว่าการเปิดกว้างในการให้การศึกษาระดับสูงนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถของผู้ที่จะเข้าศึกษาในเรื่องนั้น ๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้อวงคดีดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้


ส่วนในประเด็นที่กล่าวฟ้องว่า การกำหนดให้ใช้คะแนน O-NET ขั้นต่ำ 60 % รวมทั้งให้สามารถสอบ O-NET ได้ครั้งเดียว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้นเห็นว่า การจัดสอบ O-NET มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนแต่ละเคน รวมทั้งวัดระดับมาตรฐานในการวัดผลทางการศึกษาของโรงเรียน ทั้งนี้

โดยจะนำมาใช้เปรียบเทียบกับคะแนน GPAX ของนักเรียนที่ได้รับจากโรงเรียนนั้นโดยหากนักเรียนได้คะแนน GPAX สูง แต่เมื่อสอบ O-NET กลับได้คะแนนต่ำ ย่อมแสดงว่าโรงเรียนนั้นมีมาตรฐานในการวัดผลทางการศึกษาที่ไม่ดี แต่หากนักเรียนที่ได้คะแนน GPAX สูง และสอบ O-NET ได้คะแนนสูงเช่นเดียวกันก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนนั้นมีมาตรฐานในการวัดผลทางการศึกษาที่ดี ด้วยเหตุนี้ การสอบ O-NET จึงสามารถสอบได้เพียงครั้งเดียว (เช่นเดียวกับการสอบไล่)

เพราะหากให้สามารถสอบได้ปลายครั้งย่อมไม่สามารถวัดมาตรฐานของโรงเรียนในแต่ละปีการศึกษาได้ เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์ว่าให้สามารถสอบ O-NET ได้ครั้งเดียวจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผลและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนในประเด็นที่เกี่ยวกับการกำหนดให้ใช้คะแนน O-NET ขั้นต่อ 60 % นั้น

เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่จะกำหนดให้ใช้คะแนน O-NET จำนวนเท่าใด ศาลไม่อาจก้าวล่วงไปพิจารณาว่าการกำหนดดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในประเด็นดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้


จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงเห็นว่า หลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครไว้ในข้อ 1 และข้อ 4 รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องได้คะแนน O-NET ขั้นต่อ 60 % และให้สามารถสอบ
O-NET ได้ครั้งเดียวนั้นเป็นกฎที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคำขออื่นให้ยก


สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นั้น เมื่อได้พิจาณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงในสำนวนแห่งคดีแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกในกรณีนี้ และไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ต้องมีการเสนอเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 พิจารณาให้ความเห็นชอบ รวมทั้ง ความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องในคดีนี้มิได้เป็นผลที่เกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 โดยตรงแต่อย่างใด
พิพากษายกฟ้อง

นายไพโรจน์ มินเด็น ตุลาการศาลปกครอบกลาง ตุลาการเจ้าของสำนวน

นายประนัย วณิชชานนท์ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง

นายสมยศ วัฒนภิรมย์ ตุลาการศาลปกครองกลาง

นายอภิรัฐ ปานเทพอินทร์ : ตุลาการผู้แถลงคดี


ผู้ตั้งกระทู้ กมลพรรณ :: วันที่ลงประกาศ 2007-07-10 11:05:00 IP : 202.139.223.18


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1099937)
Do something worth remembering
: Preley, Elvis

ผู้แสดงความคิดเห็น ไม่ช้อบ ไม่ชอบ วันที่ตอบ 2007-07-18 21:17:00 IP : 125.25.100.215


ความคิดเห็นที่ 2 (1099938)
---> "......กรุณาใช้หลักกาลามสูตรในการพิจารณานะครับ...ถ้าคนเรา รู้จักลด ละ เลิก ในกิเลส ตัณหา ราคะลงบ้าง รู้จักลด ละ เลิกในอัตตาของตนเองลงบ้าง รู้จักลด ละ เลิกในการยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ลงไปบ้าง....ประเทศไทยและคนไทยก็จะไม่พบกับวิกฤตการณ์ที่มากมายและรุนแรงเท่านี้...... " <---
คุณหมอกมลพรรณ น่าจะจัดหลักสูตรการลดมั่นถือมั่นในตัวกูให้สมาชิกด้วยก็จะดี
ผู้แสดงความคิดเห็น แฟนคลับคุณหมอพันธ์แท้ วันที่ตอบ 2007-07-18 21:09:00 IP : 125.25.100.215


ความคิดเห็นที่ 3 (1099939)
---> "......กรุณาใช้หลักกาลามสูตรในการพิจารณานะครับ...ถ้าคนเรา รู้จักลด ละ เลิก ในกิเลส ตัณหา ราคะลงบ้าง รู้จักลด ละ เลิกในอัตตาของตนเองลงบ้าง รู้จักลด ละ เลิกในการยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ลงไปบ้าง....ประเทศไทยและคนไทยก็จะไม่พบกับวิกฤตการณ์ที่มากมายและรุนแรงเท่านี้...... " <---

เห็นด้วยมาก ๆ ครับ ไม่ว่าใครก็ควรลดอัตตาของตัวเองลงครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ประมวล วันที่ตอบ 2007-07-18 17:45:00 IP : 202.28.19.75


ความคิดเห็นที่ 4 (1099940)
เรียนคุณหมอ

เพื่อโปรดพิจารณา 2 ประเด็นนี้ในการอุทธรณ์คดี กสพท 1436/2549

1) เทียบเคียงคดีเกียรตินิยม 2051/2545

2) ศาลต้นไม่ได้พิจารณาเอกสารชี้แจงที่ยื่นวันพิจารณาคดีเมื่อ 28 พค 50 เลย

ขอให้โชคดีนะครับ ถ้าชนะจะได้เป็นบรรทัดฐานว่าหน่วยงานรัฐต้องทําตามกฎหมาย ไม่ใช่อยากออกกฎอะไรก็ได้ตามใจชอบ


ผู้แสดงความคิดเห็น na วันที่ตอบ 2007-07-11 13:30:00 IP : 125.25.204.141


ความคิดเห็นที่ 5 (1099941)
ใครอย่า มาลบกระทู้นี้ออก อีก นะคะ
สองกระทู้สองอันบน ต้นๆ ไม้รู้หายไปไหน

ทำให้ ต้องทำใหม่
ผู้แสดงความคิดเห็น เซ็ง วันที่ตอบ 2007-07-11 13:45:00 IP : 125.25.204.141


ความคิดเห็นที่ 6 (1099942)
การประชุมสัมมนา

เรื่อง “วิกฤติการศึกษาไทย”


หลักการและเหตุผล

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีข้อถกเถียงมากมายในวงวิชาการเกี่ยวกับการคัดเลือกเด็กเข้าสู่มหาวิทยาลัย ด้วยการวัดและประเมินผลโดยใช้ผลคะแนน O-NET A-NET และ GPA เป็นตัวตัดสินการเข้าสู่มหาวิทยาลัยหรือที่เรียกกันว่าแอดมิชชั่น และมีคำถามที่น่าคิดว่าระบบดังกล่าวสามารถเสาะหาเด็กที่มีความสามารถเข้าสู่มหาวิทยาลัยตรงตามสาขาวิชาต่างๆ ที่เด็กตั้งใจจะเรียนได้จริงหรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปประเด็นปัญหา รวมทั้งข้อเสนอแนะและแนวทางออกของปัญหาแอดมิชชั่น ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในปัญหาวิกฤติในวงการศึกษา คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงเห็นควรให้มี การจัดการประชุมสัมมนา เรื่อง “วิกฤติการศึกษาไทย” ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกส่วนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลประเด็นปัญหาตลอดจนผลกระทบและข้อเสนอแนะ เพื่อนำประเด็นของปัญหา ผลกระทบและข้อเสนอแนะทางออกของปัญหาที่ได้จากการสัมมนาเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาแก้ปัญหาต่อไป

อนึ่ง ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ให้สัมภาษณ์ในงานสัมมนาที่จังหวัดเชียงรายเมื่อไม่นานมานี้ว่า การศึกษาของไทยตกต่ำทุกระดับ คณะกรรมาธิการ จึงได้ถือโอกาสนี้เชิญผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาชี้ประเด็นปัญหาที่ทำให้การศึกษาไทยตกต่ำ เช่น ปัญหาของครู หลักสูตร ตำรา วิธีการเรียนรู้ของเด็ก การวัดประเมินผล การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาในแต่ละด้าน รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานต่อไป


วัตถุประสงค์

๑. เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบ แอดมิชชั่น

๒. เพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาที่ทำให้การศึกษาไทยตกต่ำ เช่น ปัญหาเรื่องครู หลักสูตร ตำรา วิธีการเรียนรู้ การวัดประเมินผล ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนและแนวทางแก้ไขปัญหาในการดำเนินงาน

๓. เพื่อสรุปผลจากการสัมมนาตามประเด็นปัญหาโดยสรุปวิเคราะห์พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ เพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป





องค์กรรับผิดชอบดำเนินการ

คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ



ผู้เข้าร่วมการสัมมนา ประมาณ ๑๐๐ คน ประกอบด้วย

นักเรียน นิสิต และนักศึกษา
อาจารย์ผู้สอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
ผู้แทนสมาคมครูและผู้ปกครอง
ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้แทนคณะวิทยาศาสตร์
ผู้แทนคณะวิศวกรรมศาสตร์
ผู้แทนคณะครุศาสตร์, คณะศึกษาศาสตร์
ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฎ
ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ผู้แทนสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์
คณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา
คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ
สื่อมวลชน


วิธีดำเนินการ

จัดประชุมในรูปแบบของการสัมมนาและมีการอภิปรายและระดมความคิด เพื่อให้ข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไขปัญหา โดยมี ๒ ภาค คือ

ภาค ๑ การนำเสนอหลักการแอดมิชชั่น O-NET A-NET GPA ปัญหา ผลกระทบและแนวทางแก้ปัญหา โดย

- ศาสตราจารย์ ดร.อุทุมพร จามรมาน

ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน)


- รองศาสตราจารย์ ดร.กำจัด มงคลกุล

อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- รองศาสตราจารย์ ดร. พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์

คณบดีคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน

อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

และการระดมความคิดจากผู้ร่วมสัมมนา


ภาค ๒ การนำเสนอประเด็นปัญหาวิกฤติการศึกษาด้านครู หลักสูตร ตำรา วิธีการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล โดย

- ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

- รองศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ ยศยิ่งยวด

- ดร.ยติ กฤษณังกูร

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วุทธิพันธุ์ ปรัชญพฤทธิ์

- ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ หาญหนองบัว

อุปนายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย

- รองศาสตราจารย์ เย็นใจ สมวิเชียร

อดีตรองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

และกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์

ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.)

- ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์

และการระดมความคิดจากผู้ร่วมสัมมนา


ผู้ดำเนินการสัมมนา

- รองศาสตราจารย์ ดร.อุมา สุคนธมาน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ

- พลอากาศเอก วัลลภ มีสมศัพย์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง

- ศาสตราจารย์กิตติคุณ ศักดา ศิริพันธุ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง

วัน เวลา สถานที่
วันศุกร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๐๖-๓๐๗ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒




กำหนดการประชุมสัมมนา

เรื่อง “วิกฤติการศึกษาไทย”

วันศุกร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐

ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๐๖ - ๓๐๗ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒

------------------------------------------


08.30-09.00 น. ลงทะเบียนและรับเอกสาร

09.00-09.15 น. พิธีเปิด

โดย นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

09.15-1๑.๔๕ น. การสัมมนาในหัวข้อ “วิกฤติการศึกษาไทย”

- ภาค ๑ การนำเสนอหลักการแอดมิชชั่น ปัญหา ผลกระทบ

รวมทั้งแนวทางแก้ปัญหา

- ภาค ๒ การนำเสนอประเด็นปัญหาวิกฤตการศึกษา ด้านครู

หลักสูตร ตำรา วิธีการเรียนรู้ และแนวทาง การแก้ปัญหาดังกล่าว

และการระดมความคิดจากผู้ร่วมสัมมนา

๑๑.๔๕-๑๒.๐๐ น. การสรุปผลการสัมมนา โดย ศ.ศักดา ศิริพันธุ์

รองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้มีความสามารถพิเศษ

และการกล่าวปิดการสัมมนา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อุมา สุคนธมาน

ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาเด็กและเยาวชน

ผู้มีความสามารถพิเศษ


--------------------


เรื่อง “วิกฤติการศึกษาไทย”

วันศุกร์ที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๐

ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๐๗-๓๐๘

ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒

ฟรี
คนทั่วไปก็เข้าฟังได้คะ


ผู้แสดงความคิดเห็น รัฐสภา วันที่ตอบ 2007-07-11 13:53:00 IP : 125.25.204.141


ความคิดเห็นที่ 7 (1099943)
อย่าเพิ่งเซ็งซิ ใจเย็นๆ นี้เพิ่งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังอุทธรณ์ต่อศาลสูงได้ อีกอย่างคุณหมอกมลพรรณคนสวยของพวกเราก็มีทนายมือหนึ่ง กับนักวิชาการที่ 1ของประเทศเป็นทีมงาน รอฟังผลดีกว่า
ผู้แสดงความคิดเห็น บอย ท่าน้ำนนท์ วันที่ตอบ 2007-07-11 19:30:00 IP : 203.113.0.222


ความคิดเห็นที่ 8 (1099944)
ขอบพระคุณคับคุณหมมอ
ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กขอนแก่น วันที่ตอบ 2007-07-12 12:45:00 IP : 202.12.97.116


ความคิดเห็นที่ 9 (1099945)
คดีหมายเลขดำที่ /๒๕๔๖
คดีหมายเลขแดงที่ /๒๕๔๗
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลปกครองสูงสุด
วันที่ ๓๐ เดือน ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
8
เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(อุทธรณ์คำพิพากษา)
ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำ พิพากษา ในคดีหมายเลขดำ ที่ ๔๑๑๙/๒๕๔๔
หมายเลขแดงที่ ๘๑๖/๒๕๔๖ ของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง)
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีประกอบวิชาชีพทนายความมาตั้งแต่ปี
พ.ศ. ๒๕๓๙ จนถึงปัจจุบัน โดยผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายเนื่องจาก
เมื่อประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ประกาศรับสมัคร
สอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔
คำพิพากษา
(อุทธรณ์)
(ต. ๒๒)
ระหว่าง
/ซึ่งผู้ฟ้องคดี...
นายศิริมิตร บุญมูล
คณะกรรมการอัยการ
ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดี
อ.๑๑๖
อ.๑๔๒

ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศดังกล่าว จึงได้
ยื่นใบสมัครต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับใบสมัครสอบคัดเลือกเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔
ได้ลำดับหมายเลขสมัครที่ ๑๒๗๙/๒๕๔๔ โดยหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นใบสมัครแล้ว นายสุเทพ
สนชัยเลิศ อัยการจังหวัดกำแพงเพชรได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๔ ถึงคณะ
อนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการใน
ตำแหน่งอัยการผู้ช่วย รับรองสุขภาพและความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีว่า
ผู้ฟ้องคดีได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความเลขที่ ๗๑๔/๒๕๓๙ ปัจจุบันประกอบวิชาชีพ
ทนายความประจำ ณ ศาลจังหวัดกำแพงเพชร มีสุขภาพแข็งแรง และความสามารถที่จะ
ปฏิบัติงานในตำแหน่งอัยการได้อย่างสมบูรณ์ ขอให้คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ
ของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ รับหนังสือรับรองฉบับดังกล่าวเพื่อใช้ประกอบดุลพินิจในการตรวจ
สอบคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีต่อไป แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบกลับ
ปรากฏว่าไม่มีรายชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิสอบ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือลงวันที่
๙ สิงหาคม ๒๕๔๔ ถึงเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการอัยการ ขอทราบเหตุผลที่
ไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้มีคุณสมบัติในการสอบคัดเลือกครั้งนี้ แต่สำนักงาน ก.อ. ได้มี
หนังสือ ที่ อส (บท.) ๐๐๐๓/๒๐๓๐ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ แจ้งเหตุผลในการไม่รับ
สมัครสอบอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ แก่ผู้ฟ้องคดีว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ
ของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ ได้รับรายงานผลการตรวจร่างกายจากคณะกรรมการแพทย์ว่า
ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีรูปกายพิการ เดินขากะเผลก กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึงปลายมือทั้งสองข้าง
กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด ได้รับการผ่าตัดดามเหล็กที่
กระดูกสันหลังไว้เพื่อให้ไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน จึงมีมติไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเป็น
ผู้มีบุคลิกภาพและร่างกายไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ ตามมาตรา ๓๓ (๑๑)
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ในการนี้ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่รับสมัครสอบอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ ของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างเหตุผล
ดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกาย
บทบัญญัติมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑
ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำ มาใช้พิจารณ า เป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓๐
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งสุขภาพร่างกายของผู้ฟ้องคดีก็แข็งแรงมาก
/พอที่จะ...

พอที่จะปฏิบัติงานในตำแหน่งอัยการได้อย่างไม่มีอุปสรรค ทั้งนี้ ตามที่นายสุเทพ อัยการ
จังหวัดกำแพงเพชรได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๔ รับรองสุขภาพและความ
สามารถในการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีไว้แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงนำ เรื่องนี้มาฟ้องต่อ
ศาลปกครองชั้นต้น
ขอให้ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
๑. ให้บทบัญญัติมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
ฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือก
เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ไม่ชอบด้วย
บทบัญญัติมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
๒. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติเปิดให้ผู้ฟ้องคดีสอบทดแทนการตัดสิทธิสอบในครั้งนี้
เป็นกรณีพิเศษ
ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่ามาตรา ๓๓ (๑๑)
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓๐
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่
เกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยมาก่อน จึงรอการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไว้ชั่วคราวและส่งคำโต้แย้ง
ของผู้ฟ้องคดีตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยต่อไป ทั้งนี้ ตามมาตรา ๒๖๔
วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๔๔/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ ว่า
แม้มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะได้บัญญัติเป็นหลักการว่า บุคคล
ย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ไม่ว่าชายหรือ
หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน จะเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่าง
ในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล
ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็น
ทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้ แต่ต้องยอมรับว่าในการที่
หน่วยงานใดจะรับบุคคลเข้าทำ หน้าที่ในตำ แหน่งใดย่อมต้องพิจารณาถึงความรู้
ความสามารถ ความเหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้นด้วย ซึ่งการรับสมัครสอบคัดเลือก
/เพื่อบรรจุ...

เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยนั้น นอกจากจะพิจารณาถึง
ความรู้ ความสามารถแล้ว ยังต้องพิจารณาสุขภาพของร่างกายและจิตใจว่ามีความสมบูรณ์
สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีบุคลิกลักษณะที่ดีพอที่จะเป็นข้าราชการอัยการ การปฏิบัติหน้าที่
ของข้าราชการอัยการมิใช่เพียงปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาคดีหรือในสำนักงานเท่านั้น
บางครั้งต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นอกสำนักงาน เช่น เพื่อเดินเผชิญสืบ เพื่อสืบพยานที่
ไม่อาจมาศาลได้ การร่วมชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวน การออกไปเผยแพร่ความรู้
ทางกฎหมายแก่ประชาชนในชนบท เป็นต้น การพิจารณาเพื่อรับสมัครสอบคัดเลือก
เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยจึงมีมาตรฐาน
ที่แตกต่างและเข้มงวดกว่าการคัดเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งอื่นอยู่บ้าง ซึ่งมาตรา ๒๙
วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า การจำกัดสิทธิ
และเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบท
บัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะ
กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ และวรรคสองรับรองไว้ว่า
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่
กรณีใดกรณีหนึ่งหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย ซึ่งบทบัญญัติวรรคหนึ่งและ
วรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ
แห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม เมื่อพิจารณาถึงมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ คำว่า มีกาย....ไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ
จะใช้ควบคู่กับมาตรา ๓๓ (๑๒) ที่บัญญัติว่า เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่า
สามคนซึ่ง ก.อ. จะได้กำหนดได้ตรวจร่างกายและจิตใจแล้ว และ ก.อ. ได้พิจารณารายงาน
ของแพทย์ เห็นว่าสมควรรับสมัครได้ บทบัญญัติมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นไปตามความจำเป็นและความเหมาะสมของ
ฝ่ายอัยการ จึงเห็นว่ามาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นลักษณะตามข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ซึ่งไม่กระทบกระเทือนถึงสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและ
ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง
/และไม่เป็น...

และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แต่อย่างใด
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ ประธานคณะกรรมการ
อัยการโดยมติของผู้ถูกฟ้องคดี ได้ออกประกาศ ก.อ. เรื่อง กำหนดการสอบคัดเลือก
เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยมีขั้นตอนดำเนิน
การ ดังนี้ (๑) กำหนดให้ผู้สมัครสอบคัดเลือกขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่วันที่ ๑๒
ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ (๒) เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับใบสมัครสอบคัดเลือกได้ตรวจรับใบ
สมัครไว้แล้ว จะจัดให้คณะกรรมการแพทย์ ซึ่ง ก.อ.กำหนด ตรวจร่างกายและจิตใจของผู้
สมัครสอบคัดเลือกตามมาตรา ๓๓ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
ฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ตามวันและเวลาที่เจ้าหน้าที่ผู้รับใบสมัครสอบคัดเลือกจะกำหนด
และ (๓) เมื่อ ก.อ. ได้ตรวจพิจารณาคุณสมบัติและพื้นความรู้ของผู้สมัครสอบคัดเลือกตาม
ความในมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ เสร็จแล้ว
จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือกให้ทราบพร้อมกับวัน เวลา สถานที่สอบ และ
กำหนดวันจับสลากหมายเลขประจำตัวสอบโดยจะประกาศไว้ ณ สำนักงานอัยการสูงสุด
หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่ง ก.อ. ที่ ๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๔ แต่งตั้ง
คณะกรรมการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย
พ.ศ. ๒๕๔๔ มีคำสั่ง ก.อ. ที่ ๓/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้
รับสมัครและอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราช
การอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนิน
การให้เป็นไปตามระเบียบ ก.อ. ว่าด้วยการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อ
บรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย และมีคำสั่ง ก.อ. ที่ ๕/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๕
มกราคม ๒๕๔๔ แต่งตั้งคณ ะกรรมการแพทย์ในการตรวจร่างกายและจิตใจของ
ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ ในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔
โดยให้คณะกรรมการแพทย์ตรวจร่างกายและจิตใจผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราช
การอัยการ ซึ่งในการรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่ง
อัย ก า รผู้ช่ว ย ใน ค รั้งนี้ มีผู้ม า ส มัค ร ส อ บ คัด เลือ ก ทั้งสิ้น จำ น ว น ๑,๔๐๔ ค น
โดยผู้ฟ้องคดีได้ยื่นใบสมัครสอบได้หมายเลขสมัครที่ ๑๒๗๙ ในการนี้คณะกรรมการแพทย์ฯ
/ได้มี...

ได้มีห นังสือที่ ยธ. ๐๒๑๔.๓๐๒/๘๑๖ ลงวันที่ ๒๘ พ ฤษ ภ าคม ๒๕๔๔ รายงานผล
การตรวจร่างกายและจิตใจของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการใน
ตำ แหน่งอัยการผู้ช่วย พ .ศ. ๒๕๔๔ ต่ออธิบดีอัยการฝ่ายคณ ะกรรมการอัยการ
โดยได้รายงานข้อสังเกตจากผลการตรวจร่างกายและจิตใจของผู้ฟ้องคดีว่า รูปกายพิการ
เดินขากะเผลก กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึงปลายมือทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเท้า
ทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด (แจ้งว่าเป็นโปลิโอตั้งแต่อายุประมาณ ๙ ขวบ) ได้รับการผ่า
ตัดดามเหล็กที่กระดูกสันหลังไว้เพื่อให้ไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน (จากโรงพยาบาลพระมงกุฎ) จิต
ใจปกติ และคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ ได้สรุป
ทำความเห็นเสนอผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อพิจารณาว่า เห็นควรรับสมัครผู้สมัครสอบคัดเลือกจำนวน
๑,๓๖๕ คน ไม่ควรรับสมัครจำนวน ๓๙ คน ซึ่งมีผู้ฟ้องคดีรวมอยู่ในจำนวน ๓๙ คน
ดังกล่าวด้วย โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ พิจารณาแล้ว
เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๓๓ (๑๑) และ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้า
ราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงมีมติไม่ควรรับสมัครผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้นำเรื่อง
การพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่ง
อัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ และกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบ เข้าพิจารณาในการ
ประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ แล้ว มีมติเห็นชอบด้วยกับ
ผลการตรวจสอบคุณสมบัติและพื้นความรู้ของผู้สมัครสอบคัดเลือกตามรายงานของคณะ
อนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ และเห็นชอบด้วยกับ
รายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือก วัน เวลา และสถานที่สอบคัดเลือก และให้สำนักงาน
อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย
ที่ ๔๔/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ แล้วว่า มาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ไม่ขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา
ค ณ ะรัฐม น ต รี ศ าล แ ล ะอ งค์ก รอื่น ข อ งรัฐต าม ม าต รา ๒๖๘ ข อ งรัฐธรรม นูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงขอถือเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็น
ส่วนหนึ่งของคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี สำหรับคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดี
ในการสอบอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกประกาศรับสมัคร
/สอบคัดเลือก...

สอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔
โดยเปิดรับสมัครสอบเป็นการทั่วไป มีการพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครสอบทุกรายตามข้อ
กำหนด ระเบียบ ข้อบังคับ รูปแบบ ขั้นตอน วิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้
และใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้สมัครสอบคัดเลือกทุกราย มิได้มีการเลือกปฏิบัติแต่เฉพาะ
ผู้ฟ้องคดีเท่านั้น และได้ใช้กฎระเบียบนี้มาโดยตลอด ซึ่งเมื่อคราวรับสมัครสอบเมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีก็ได้มาสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่ง
อัยการผู้ช่วย และผู้ถูกฟ้องคดีได้ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีโดยเหตุผลเดียวกันกับครั้งนี้มาแล้ว
ดังนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้า
ราชการอัยการในตำ แหน่งอัยการผู้ช่วย ประจำ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงเป็นคำ สั่งที่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด และเป็นการใช้ดุล
พินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย ผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนอย่างละเอียดรอบคอบ
โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราช
ก ารอัย ก ารใน ตำ แ ห น่งอัย ก ารผู้ช่ว ย ป ระจำ ปี พ .ศ . ๒๕๔๔ เป็น คำ สั่งที่ช อ บ
ด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีเปิดให้
ผู้ฟ้องคดีสอบทดแทนการตัดสิทธิสอบในครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษได้ ขอให้ศาลปกครองชั้นต้น
พิพากษายกฟ้องหรือมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ฟ้องคดี
ในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครองชั้นต้น ผู้ฟ้องคดียื่นคำแถลง
เป็นหนังสือนำส่งหนังสือรับรองสุขภาพและความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี
จำนวน ๓ ฉบับ ดังนี้
๑. หนังสือลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๔ ซึ่งนายมนตรี นักเป่า ข้าราชการ
ฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลมีถึงคณะกรรมการแพทย์ฯ
ให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาในการตรวจร่างกายและจิตใจของผู้ฟ้องคดีว่า นายมนตรี
เป็นเพื่อนกับผู้ฟ้องคดีโดยรู้จักคุ้นเคยกันมาประมาณ ๕ ปี ในเรื่องความแข็งแรงของ
ช่วงแขนผู้ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีจะใช้แขนและนิ้วข้างซ้ายหยิบและจับของหนัก ส่วนแขนขวา
จะใช้เขียนหนังสือ นายมนตรีเคยเห็นผู้ฟ้องคดีใช้แขน (น่าจะเป็นแขนซ้าย) เกาะโหนท้ายรถสองแถว
/ได้อย่าง...

ได้อย่างเหนียวแน่นทั้งที่ขณะนั้นรถได้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างแรงและรวดเร็ว และเคย
เห็นผู้ฟ้องคดีใช้แขนทั้งสองข้างบังคับพวงมาลัยรถยนต์ได้เช่นคนปกติทั่วไป และ
การเขียนหนังสือก็สามารถเขียนได้นานนับชั่วโมงเช่นคนปกติทั่วไป สำหรับในเรื่อง
ความแข็งแรงของช่วงขาผู้ฟ้องคดีนั้น นายมนตรีเคยเห็นผู้ฟ้องคดีปั่นจักรยานจากบ้านพัก
ตำบลไทรงาม อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ไปถึงบริเวณที่ว่าการอำเภอไทรงาม
ซึ่งห่างกันประมาณ ๕ กิโลเมตร ทั้งไปและกลับ อีกทั้งยังปั่นจักรยานไปที่อื่น ๆ อีก และ
ยังสามารถใช้ขาและเท้าทั้งสองข้างในการขับขี่รถยนต์ได้ดีอีกด้วย กรณีความทรหดอดทน
ของร่างกายผู้ฟ้องคดีโดยรวมนั้น นายมนตรีเคยเดินเท้ากับผู้ฟ้องคดีหลายครั้ง เช่น
จากหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังอู่รถเมล์สาย ๒ ซึ่งอยู่หลังศาลอาญ าใต้
รวมระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ผู้ฟ้องคดีไม่มีท่าทางอ่อนแรงหรืออ่อนล้าแต่อย่างใด
และเคยเห็นผู้ฟ้องคดีนั่งอ่านและเขียนหนังสือจนดึกได้อย่างคนปกติทั่วไป ส่วนสุขภาพ
ด้านจิตใจผู้ฟ้องคดีนั้น เท่าที่นายมนตรีพบเห็นผู้ฟ้องคดีเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี ยิ้มง่าย
เป็นที่รักของเพื่อนฝูง มีความโอบอ้อมอารี เป็นที่พึ่งของญาติพี่น้องได้ตามสมควร
เป็นคนตั้งใจทำ งาน และรักความยุติธรรม ทั้งนี้ นายมนตรียืนยันว่าข้อมูลดังกล่าว
เป็นความจริงและพร้อมจะไปชี้แจงต่อคณะกรรมการแพทย์ฯ ด้วย
๒. หนังสือสำนักงานสภาทนายความจังหวัดกำแพงเพชร ที่ สท.กพ. ๑๘/๒๕๔๖
ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งนายสาต ดีเลิศ ประธานทนายความจังหวัดกำแพงเพชร
มีถึงตุลาการศาลปกครองชั้นต้น รับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดี ทนายความ
ใบอนุญาตเลขที่ ๗๑๔/๒๕๓๙ เป็นทนายความประจำ ศาลจังหวัดกำ แพงเพชรและ
ปัจจุบันยังประกอบอาชีพทนายความอยู่ ซึ่งโดยสภาพทางกายแล้วไม่มีอุปสรรคใด ๆ ในการ
ปฏิบัติงานในตำแหน่งทนายความ อีกทั้งเคยเป็นทนายความอาสาประจำส่วนราชการ และ
ทนายความอาสาประจำสถานีตำรวจ กรณีทนายความอาสาเข้าฟังการถามคำให้การผู้ต้อง
หาเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี และปัจจุบันยังเป็นทนายความอาสาให้คำปรึกษาประจำศาลจังหวัด
กำแพงเพชร เคยร่วมกิจกรรมกับทางชมรมในการออกไปเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายให้กับ
ประชาชนที่อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ทั้งนี้ นายสาตรับรองว่าข้อความดังกล่าวเป็น
ความจริง
/๓.หนังสือ...

๓. หนังสือลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งนายจักรกฤษณ์ คงบุญ หัว
หน้าสำ นักกฎหมายธุรกิจและการบัญ ชีทนายจักรกฤษณ์ คงบุญ มีถึงตุลาการ
ศาลปกครองชั้นต้นรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นทนายความประจำ
สำนักกฎหมายธุรกิจการบัญชีทนายจักรกฤษณ์ คงบุญ การปฏิบัติงานในหน้าที่ของทนาย
ความไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัด ตามประเด็นหรือ
เผชิญสืบพยาน อีกทั้งเป็นบุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่การงาน ทั้งนี้
นายจักรกฤษณ์รับรองว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริง
นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดียังได้นำส่งหนังสือรับรองการประกอบวิชาชีพเป็นทนาย
ความ ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำหน้าที่หรือมีส่วนร่วมทำหน้าที่ทนายความอย่างแท้จริง ในการ
ที่ศาลยุติธรรมออกนั่งพิจารณาคดี ซึ่งมีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีรับรอง จำนวน ๑๕ คดี
โดยเป็นคดีอาญาจำนวน ๑๔ คดี และคดีแพ่งจำนวน ๑ คดี
ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า
บทบัญ ญัติมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญ ญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พ.ศ. ๒๕๒๑ ไม่ขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่เด็ดขาดผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
ตามมาตรา ๒๖๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ
เพราะมีกายไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการตามมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา ๓๑ (๑๑) และ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราช
การฝ่ายอัยก าร พ .ศ. ๒๕๒๑ ป ระกอบ กับ ข้อ ๒ และ ข้อ ๓ ของป ระกาศ ก .อ.
เรื่อง กำหนดการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย
พ.ศ. ๒๕๔๔ แล้ว ทำให้เห็นถึงเหตุผลหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของ
การสอบคัดเลือกว่า ต้องการให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการอัยการต้องมีพื้นฐานสภาพ
ร่างกายและจิตใจที่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่พนักงานอัยการได้ หากบุคคลใดมีกาย
หรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ โดยมีสภาพร่างกายและจิตใจไม่อยู่ใน
ลักษณะที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพนักงานอัยการได้ การรับบุคคลเช่นว่านั้นก็ย่อมเป็น
/การขัดต่อ...
๑๐
การขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการคัดเลือกบุคคลเพื่อ
ให้เข้ามาทำหน้าที่พนักงานอัยการได้ นอกจากนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการอัยการมิใช่
ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเท่านั้น จะต้องมีการไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องพิจารณาคดีในศาล
บางครั้งจะต้องมีการไปเดินเผชิญสืบนอกสำนักงานเพื่อสืบพยานที่ไม่อาจมาศาล การร่วม
ชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งการออกไปเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่
ประชาชน ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีมีรูปกายพิการเดินขากะเผลก กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึง
ปลายมือทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด แจ้งว่า
เป็นโปลิโอตั้งแต่อายุประมาณ ๙ ขวบ และได้รับการผ่าตัดดามเหล็กที่กระดูกสันหลังไว้เพื่อ
ให้ไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน ตามรายงานผลการตรวจร่างกายของคณะกรรมการแพทย์ดัง
กล่าว จึงเป็นความแตกต่างที่ถึงขั้นเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการที่จะปฏิบัติหน้าที่ใน
ลักษณะงานของพนักงานอัยการได้เมื่อเทียบกับบุคคลปกติทั่วไป การที่ผู้ถูกฟ้องคดีเห็น
ชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อ
บรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็น
ผู้มีสภาพร่างกายไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการตามมาตรา ๓๓ (๑๑) (๑๒)
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๔๒๑ และมีมติไม่รับสมัคร
ผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นการพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและเป็นการใช้ดุล
พินิจอย่างเป็นธรรมและชอบด้วยเหตุผล ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีในการ
สอบอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะมี
คำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติเปิดให้ผู้ฟ้องคดีสอบทดแทนการถูกตัดสิทธิสอบในครั้งที่
ผ่านมาเป็นกรณีพิเศษ
ศาลปกครองชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง
ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ศาลปกครองชั้นต้นไม่เคยมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดี
ทราบว่าได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง
แก้คำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงจะทำให้คำวินิจฉัย
ของศาลรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นไม่ได้ส่งคำโต้แย้งของ
ผู้ฟ้องคดีไปยังศาลรัฐธรรมนูญ คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงไม่ชอบ
ด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความ นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ศาลปกครองชั้นต้น
/จะวินิจฉัย...
๑๑
จะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีในการสอบอัยการผู้ช่วย ประจำปี
พ.ศ. ๒๕๔๔ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น ศาลปกครองชั้นต้นควรนำ บทบัญญัติ
มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาประกอบในการวินิจฉัยด้วย และ
จะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า มาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ไม่ขัดต่อมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยไม่ได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าว
ไม่มีข้อความขัดหรือแย้งกันแต่ประการใด แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะใช้ดุลพินิจตัดสิทธิสอบผู้
สมัครรายใด โดยอ้างแต่เพียงว่ามีกายไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการตาม
มาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยมิได้
พิจารณาถึงความสามารถในการปฏิบัติงาน จะกลายเป็นว่าบทบัญญัติมาตรา ๓๓ (๑๑)
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ดุลพินิจได้
อย่างกว้างขวาง จึงเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตและขัดต่อเจตนารมณ์ตามมาตรา ๓๐
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งหากปล่อยให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ดุลพินิจในการพิจารณา
ได้โดยไม่มีขอบเขตแล้ว บทบัญญัติมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ย่อมไม่อาจมีสภาพบังคับได้ การที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า วัตถุประสงค์ของ
การสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย เพื่อต้องการให้
ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการอัยการมีพื้นฐานสภาพทางกายและจิตใจที่สามารถปฏิบัติ
งานในหน้าที่พนักงานอัยการได้ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการอัยการมิใช่
ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเท่านั้น แต่จะต้องมีการปฏิบัติงานในห้องพิจารณาคดี บางครั้ง
ต้องเดินเผชิญสืบ ต้องร่วมชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งต้องออกไปเผยแพร่
ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนด้วย นั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ลักษณะการทำงานของทนาย
ความในหลาย ๆ เรื่องจะเหมือนกับการทำ งานของพนักงานอัยการ ซึ่งผู้ฟ้องคดี
ก็ได้เคยปฏิบัติงานเช่นว่านั้นมาแล้ว โดยยืนซักถามและถามค้านพยานในศาลโดยไม่เคย
ขออภิสิทธิ์กรณีใดเป็นพิเศษ อีกทั้งผู้ฟ้องคดียังเป็นทนายความอาสาประจำส่วนราชการให้
คำปรึกษาแก่ประชาชนประจำศาลจังหวัดกำแพงเพชร และเคยเป็นทนายความอาสาประจำ
สถานีตำรวจจังหวัดกำแพงเพชร เข้าฟังการสอบคำให้การผู้ต้องหาเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี
ร่วมกับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ และเคยออกไปเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมาย
/แก่ประชาชน...
๑๒
แก่ประชาชนมาแล้ว นอกจากนี้ การปฏิบัติงานของพนักงานอัยการในส่วนที่แตกต่างกับ
ทนายความ กล่าวคือ ในส่วนของการเริ่มต้นคดีและการดำเนินคดีโดยแยกเป็นคดีแพ่งและ
คดีอาญานั้น การดำเนินงานของพนักงานอัยการจะง่ายกว่าการดำเนินงานของทนายความ
มาก โดยในส่วนของการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นคดี
หรือการดำเนินคดี เช่น การตรวจสถานที่เกิดเหตุ การรวบรวมพยานหลักฐาน การติดต่องาน
กับหน่วยงานอื่นเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานมาลงโทษผู้กระทำผิด การติดตามพยานมา
เบิกความต่อศาล ล้วนแล้วแต่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสิ้น แต่ทนายความจะต้อง
ดำเนินการเองตั้งแต่การตรวจสถานที่เกิดเหตุ การรวบรวมพยานหลักฐาน การติดต่อ
เพื่อขอเอกสารหรือวัตถุพยานกับหน่วยงานอื่น หรือแม้แต่การติดตามพยานมาเบิกความชั้นศาล
หรือในส่วนของการดำเนินคดีแพ่ง เช่น การนำ หมาย การส่งหมาย การติดตามผล
หมาย การติดตามพยาน การทำแผนที่พิพาท เป็นต้น การทำงานของทนายความจะยาก
กว่าการทำงานของพนักงานอัยการเช่นกัน ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้เคยปฏิบัติงานดังกล่าวมาแล้วทั้ง
สิ้น อีกทั้งยังเคยเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัดเป็นประจำ การที่ผู้ถูกฟ้องคดี
ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีโดยเพียงแต่ดูรายงานผลการตรวจร่างกายของคณะกรรมการแพทย์ฯ
ซึ่งมิได้ระบุว่าสภาพทางกายของผู้ฟ้องคดีสามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งอัยการได้หรือไม่
โดยไม่เคยทดสอบสภาพทางกายของผู้ฟ้องคดี ซึ่งสภาพทางกายของผู้ฟ้องคดีแม้จะไม่
สมบูรณ์แต่ก็สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ของทนายความได้อย่างสมบูรณ์ แม้แต่การเดินทาง
ไปว่าความต่างจังหวัดหรือตามประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น ผู้ฟ้องคดีก็เคยขับรถยนต์ส่วน
ตัวไปปฏิบัติงานอยู่เป็นประจำ หรือแม้แต่การขับขี่รถจักรยานผู้ฟ้องคดีก็สามารถขับขี่ได้
ปรากฏตามหนังสือรับรองสุขภาพและใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลที่ผู้ฟ้องคดีเคยอ้าง
นำส่งต่อศาลปกครองชั้นต้นแล้ว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีโดยอ้าง
เหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกายว่าผู้ฟ้องคดีมีกายไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราช
การอัยการ จึงเป็นการกระทำ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งศาลปกครองชั้นต้น
มิได้ส่งสำเนาคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีให้ผู้ฟ้องคดีเพื่อได้มีโอกาสโต้แย้งคำให้การดังกล่าว
ผู้ฟ้องคดีจึงมิอาจต่อสู้คดีในศาลปกครองชั้นต้นได้อย่างเต็มที่ ขอให้ศาลปกครองสูงสุด
มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี
/ตัดสิทธิ...
๑๓
ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่ง
อัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ไม่ชอบด้วยมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ผู้ถูกฟ้องคดีแก้อุทธรณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๔๔/๒๕๔๕
เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ แล้วว่า มาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราช
ก ารฝ่าย อัย ก าร พ .ศ . ๒๕๒๑ ไม่ขัด ห รือ แ ย้งต่อ ม าต รา ๓๐ ข อ งรัฐ ธ รรม นูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ รวมทั้งผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงขอถือเอา
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำแก้อุทธรณ์ กรณีที่ผู้ฟ้องคดี
อ้างว่า ศาลปกครองชั้นต้นไม่เคยมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่าได้ส่งเรื่องไปให้
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญไม่เคยแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปชี้แจงข้อเท็จ
จริงเพิ่มเติม ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแก้คำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีได้ ซึ่ง
หากผู้ฟ้องคดีได้มีโอกาสทราบและมีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงจะทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐ
ธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลปกครองชั้นต้นไม่ได้ส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีไปยังศาล
รัฐธรรม นูญ คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรม นูญ ดังก ล่าวจึงไม่ชอบ ด้วยกฎ ห ม าย
วิธีพิจารณาความ นั้น กรณีนี้มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติว่า ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่
ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไม่มี
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณา
พิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญ
จะได้พิจารณาวินิจฉัย ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นจึงเป็นไป
ตามกฎหมายแล้ว ส่วนกระบวนการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ
อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง ศาลปกครองไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายอำนาจหน้าที่
ของศาลรัฐธรรมนูญได้ คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในกรณีนี้จึงเป็นคำอุทธรณ์ที่ปราศจากเหตุ
ผลและขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับข้อโต้แย้งของ
ผู้ฟ้องคดีที่ว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็น
ข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย นั้น กรณีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้า
/ข้าราชการ...
๑๔
ราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยเปิดรับสมัครสอบเป็น
การทั่วไป มีการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบทุกรายตามข้อกำหนด ระเบียบ ข้อ
บังคับ รูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ โดยใช้หลักเกณฑ์เดียว
กันทุกคน มิได้มีการเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะเจาะจงสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งจากการตรวจ
ร่างกายของคณะกรรมการแพทย์ฯ ผู้ฟ้องคดีมีรูปกายพิการ เดินขากะเผลก กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึง
ปลายนิ้วทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด ได้รับการ
ผ่าตัดดามกระดูกสันหลังไว้เพื่อให้ไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ
ของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ.
๒๕๔๔ จึงมีม ติไม่รับ สมัครผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเป็นผู้มีบุคลิกภ าพ และร่างกาย
ไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ ตามมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีเห็นชอบกับรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัด
เลือกและไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีตามมติคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของ
ผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ ดังกล่าว โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันนี้กับผู้สมัครสอบ
คัดเลือกทุกรายมิได้มีการเลือกปฏิบัติแต่เฉพาะผู้ฟ้องคดีเท่านั้น และใช้กฎระเบียบนี้
มาโดยตลอด คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ตัดสิทธิสอบผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็น
ข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
ไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด และเป็นการใช้ดุลพินิจ
โดยชอบด้วยกฎหมาย ผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนอย่างละเอียดรอบคอบ
โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตาม
คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น
ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดีเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๗
โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของตุลาการเจ้าของสำนวน และคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบ
คำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว
/ข้อเท็จจริง...
๑๕
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ ประธานคณะ
กรรมการอัยการโดยอาศัยมติของผู้ถูกฟ้องคดี ได้ออกประกาศ ก.อ. เรื่อง กำหนดการสอบคัด
เลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยกำหนดขั้น
ตอนการดำเนินการไว้ ดังนี้ (๑) กำหนดให้ผู้สมัครสอบคัดเลือกขอรับใบสมัครและ
ยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ (๒) เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับ
ใบสมัครสอบคัดเลือกได้ตรวจรับใบสมัครไว้แล้วจะจัดให้คณะกรรมการแพทย์ซึ่ง ก.อ.
กำ หนดตรวจร่างกายและจิตใจของผู้สมัครสอบคัดเลือก ตามมาตรา ๓๓ (๑๒)
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ตามวันและเวลาที่เจ้าหน้า
ที่ผู้รับใบสมัครสอบคัดเลือกจะกำหนด และ (๓) เมื่อ ก.อ.ได้ตรวจพิจารณาคุณสมบัติและ
พื้ น ค ว า ม รู้ข อ ง ผู้ส มั ค ร ส อ บ คัด เ ลือ ก ต า ม ค ว า ม ใ น ม า ต ร า ๓๓
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จแล้ว จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือกให้ทราบ
พร้อมกับวัน เวลา สถานที่สอบ และกำ หนดวันจับสลากหมายเลขประจำ ตัวสอบ
โดยจะประกาศไว้ ณ สำนักงานอัยการสูงสุด หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่ง ก.อ.
ที่ ๒/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๔ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็น
ข้าราชการอัยการ ในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ มีคำสั่ง ก.อ. ที่ ๓/๒๕๔๔ ลงวันที่
๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับสมัครและอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้
สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔
โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ ก.อ. ว่าด้วย
การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการใน
ตำแหน่งอัยการผู้ช่วย และมีคำสั่ง ก.อ. ที่ ๕/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ แต่งตั้ง
คณะกรรมการแพทย์ในการตรวจร่างกายและจิตใจของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้า
ราชการอัยการ ในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยให้คณะกรรมการแพทย์ฯ ตรวจ
ร่างกายและจิตใจผู้สมัครสอบ คัดเลือกเพื่อบ รรจุเป็นข้าราชการอัยการ ซึ่งใน
การรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยในครั้งนี้
มีผู้มาสมัครสอบคัดเลือกทั้งสิ้นจำนวน ๑,๔๐๔ คน ในการนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งมีรูปกายพิการ
โดยประกอบวิชาชีพทนายความมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ตามใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
เลขที่ ๗๑๔/๒๕๓๙ ได้ยื่นใบสมัครสอบในครั้งนี้ด้วย ได้หมายเลขสมัครที่ ๑๒๗๙/๒๕๔๔
/หลังจากที่...
๑๖
หลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นใบสมัครแล้ว นายมนตรี ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม
ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาล ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๔ ถึงคณะกรรมการ
แพทย์ฯ ให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาในการตรวจร่างกายและจิตใจของผู้ฟ้องคดีว่า
นายมนตรีเป็นเพื่อนกับผู้ฟ้องคดีโดยรู้จักคุ้นเคยกันมาประมาณ ๕ ปี ในเรื่องความแข็งแรง
ของช่วงแขนผู้ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีจะใช้แขนและนิ้วข้างซ้ายหยิบและจับของหนัก
ส่วนแขนขวาจะใช้เขียนหนังสือ นายมนตรีเคยเห็นผู้ฟ้องคดีใช้แขน (น่าจะเป็นแขนซ้าย)
เกาะโหนท้ายรถสองแถวได้อย่างเหนียวแน่นทั้งที่ขณะนั้นรถได้พุ่งทะยานไปข้างหน้า
อย่างแรงและรวดเร็ว เคยเห็นผู้ฟ้องคดีใช้แขนทั้งสองข้างบังคับพวงมาลัยรถยนต์ได้เช่น
คนปกติทั่วไป การเขียนหนังสือก็สามารถเขียนได้นานนับชั่วโมงเช่นคนปกติทั่วไป สำหรับ
ความแข็งแรงของช่วงขาผู้ฟ้องคดีนั้น นายมนตรีเคยเห็นผู้ฟ้องคดีปั่นรถจักรยานจากบ้าน
พักตำบลไทรงาม อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ไปถึงบริเวณที่ว่าการอำเภอไทรงามซึ่งอยู่
ห่างกันประมาณ ๕ กิโลเมตร ทั้งไปและกลับและปั่นรถจักรยานไปที่อื่น ๆ ด้วย อีกทั้ง
สามารถใช้ขาและเท้าทั้งสองข้างในการขับขี่รถยนต์ได้ดี กรณีความทรหดอดทนของ
ร่างกายผู้ฟ้องคดีโดยรวมนั้น นายมนตรีเคยเดินเท้ากับผู้ฟ้องคดีหลายครั้ง เช่น จากหน้า
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังอู่รถเมล์สาย ๒ ซึ่งอยู่หลังศาลอาญาใต้ รวมระยะทาง
ประมาณ ๒ กิโลเมตร ผู้ฟ้องคดีไม่มีท่าทางอ่อนแรงหรืออ่อนล้าแต่อย่างใด และเคยเห็น
ผู้ฟ้องคดีนั่งอ่านและเขียนหนังสือจนดึกได้อย่างคนปกติทั่วไป ส่วนสุขภาพด้านจิตใจของ
ผู้ฟ้องคดีนั้น นายมนตรีเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความโอบอ้อมอารี และ
ตั้งใจทำงาน และนายสุเทพ อัยการจังหวัดกำแพงเพชร ได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ เมษายน
๒๕๔๔ ถึงคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้า
ราชการอัยการฯ รับรองสุขภาพและความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีว่า ปัจจุบัน
ผู้ฟ้องคดีประกอบวิชาชีพทนายความประจำ ณ ศาลจังหวัดกำแพงเพชร มีสุขภาพแข็งแรง
และความสามารถที่จะปฏิบัติงานในตำแหน่งอัยการได้อย่างสมบูรณ์ หลังจากนั้น คณะ
กรรมการแพทย์ฯ ได้มีหนังสือ ที่ ยธ. ๐๒๑๔.๓๐๒/๘๑๖ ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ราย
งานผลการตรวจร่างกายและจิตใจของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการฯ
ต่ออธิบดีอัยการฝ่ายคณะกรรมการอัยการ โดยได้รายงานข้อสังเกตจากผลการตรวจร่างกาย
และจิต ใจผู้ฟ้องคดีว่า รูป กายพิการ เดิน ขากะเผ ลก กล้าม เนื้อแขน ลีบ จน ถึง
/ปลายมือ...
๑๗
ปลายมือทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด
(แจ้งว่าเป็นโปลิโอตั้งแต่อายุประมาณ ๙ ขวบ) ได้รับการผ่าตัดดามเหล็กที่กระดูกสันหลังไว้
เพื่อให้ไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน (จากโรงพยาบาลพระมงกุฎ) จิตใจปกติ และคณะอนุกรรมการ
พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ ได้สรุปทำความเห็นเสนอผู้ถูกฟ้องคดี
เพื่อพิจารณาว่า เห็นควรรับสมัครผู้สมัครสอบคัดเลือกจำนวน ๑,๓๖๕ คน ไม่ควรรับสมัคร
จำนวน ๓๙ คน ซึ่งมีผู้ฟ้องคดีรวมอยู่ในจำนวน ๓๙ คนดังกล่าวด้วย โดยคณะอนุกรรมการ
พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติ
ตามมาตรา ๓๓ (๑๑) และ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงมีมติไม่ควรรับสมัครผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้นำเรื่องการพิจารณาคุณ
สมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ.
๒๕๔๔ และกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบ เข้าพิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๔๔ เมื่อ
วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ แล้วมีมติเห็นชอบด้วยกับผลการตรวจสอบคุณสมบัติและ
พื้นความรู้ของผู้สมัครสอบคัดเลือกตามรายงานของคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ
ของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ และเห็นชอบด้วยกับรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือก วัน เวลา
และสถานที่สอบคัดเลือก หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ
โดยไม่มีรายชื่อของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิสอบ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๙ สิงหาคม
๒๕๔๔ ถึงเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการอัยการ ขอทราบเหตุผลที่ไม่ได้รับ
การพิจารณาให้เป็นผู้มีคุณสมบัติในการสอบคัดเลือกครั้งนี้ ในการนี้สำนักงาน ก.อ.
ได้มีหนังสือ ที่ อส (บท.) ๐๐๐๓/๒๐๓๐ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ แจ้งเหตุผลในการ
ไม่รับสมัครสอบอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ แก่ผู้ฟ้องคดีว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาคุณ
สมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ ได้รับรายงานผลการตรวจร่างกายจากคณะกรรมการ
แพทย์ฯ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีรูปกายพิการ เดินขากะเผลก กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึงปลายมือ
ทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด ได้รับการผ่าตัด
ดามเหล็กที่กระดูกสันหลังไว้เพื่อให้ไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน จึงมีมติไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดี
เนื่องจากเป็นผู้มีบุคลิกภาพและร่างกายไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ ตามมาตรา ๓๓
(๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า
สภาพทางกายของผู้ฟ้องคดีแม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็สามารถทำงานได้ โดยผู้ฟ้องคดีเคยปฏิบัติ
/ปฏิบัติงาน...
๑๘
งานในห้องพิจารณ าคดีโดยยืน ซักถามและถาม ค้าน พ ยานในศาลโดยไม่เคย
ขออภิสิทธิ์ใดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังเป็นทนายความอาสาประจำส่วนราชการให้คำปรึกษา
แก่ประชาชนประจำศาลจังหวัดกำแพงเพชร และเคยเป็นทนายความอาสาประจำสถานี
ตำรวจจังหวัดกำแพงเพชร เข้าฟังการสอบคำให้การผู้ต้องหาเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ร่วมกับ
พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ และเคยออกไปเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายแก่
ประชาชนมาแล้ว อีกทั้งยังเคยเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัดหรือตามประเด็นไปสืบ
พยานที่ศาลอื่นโดยขับรถยนต์ส่วนตัวไปปฏิบัติงานอยู่เป็นประจำ หรือแม้แต่กรณีขับขี่รถ
จักรยานผู้ฟ้องคดีก็สามารถขับขี่ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงนำเรื่องนี้มาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น
ในการนี้สภาทนายความจังหวัดกำ แพงเพชร โดยนายสาต ประธานทนายความ
จังหวัดกำแพงเพชร ได้มีหนังสือ ที่ สท. กพ.๑๘/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖ รับ
รองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นทนายความประจำ
ศาลจังหวัดกำแพงเพชรและปัจจุบันยังประกอบอาชีพทนายความอยู่ ซึ่งโดยสภาพทางกาย
แล้วไม่มีอุปสรรคใด ๆ ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งทนายความ อีกทั้งเคยเป็นทนายความ
อาสาประจำส่วนราชการ และประจำสถานีตำรวจกรณีทนายความอาสาเข้าฟังการถามคำให้
การผู้ต้องหาเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี และปัจจุบันยังเป็นทนายความอาสาให้คำปรึกษาประจำ
ศาลจังหวัดกำแพงเพชรเคยร่วมกิจกรรมกับทางชมรมในการออกไปเผยแพร่ความรู้ทางด้าน
ก ฎ ห ม า ย ใ ห้กับ ป ร ะ ช า ช น ที่อำ เ ภ อ ไ ท ร ง า ม จัง ห วัด กำ แ พ ง เ พ ช ร
และนายจักรกฤษณ์ หัวหน้าสำ นักกฎหมายธุรกิจและการบัญชีทนายจักรกฤษณ์
ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖ รับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีต่อ
ศาลปกครองชั้นต้นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นทนายความประจำสำนักกฎหมายธุรกิจการบัญชี
ทนายจักรกฤษณ์ การปฏิบัติงานในหน้าที่ของทนายความไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น
การเดินทางไปต่างจังหวัด ตามประเด็นหรือเผชิญสืบพยาน อีกทั้งยังเป็นบุคคลซึ่งมี
ความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่การงาน
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีใน
การสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔
โดยใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีกายที่ไม่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการอัยการ เป็นการกระทำ
/ที่ชอบด้วย...
๑๙
ที่ชอบด้วยมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.๒๕๒๑
และมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๔๔/๒๕๔๕
ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ ว่า บทบัญญัติมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้า
ราชการฝ่ายอัยการ พ .ศ. ๒๕๒๑ ไม่ขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่เด็ดขาด มีผลผูกพัน
รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ตามมาตรา ๒๖๘ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย ดังนั้น จึงฟังเป็นที่ยุติว่าบทบัญญัติมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ไม่ขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงมีประเด็นแห่งคดีที่จะต้องพิจารณาว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี
ไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่ง
อัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีกายที่ไม่เหมาะสม
จะเป็นข้าราชการอัยการ เนื่องจากมีรูปกายพิการ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วย
มาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ และเป็น
การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
หรือไม่
เมื่อ พิจ ารณ าบ ท บัญ ญัติม าต รา ๓๐ วรรค ห นึ่ง ข อ งรัฐธรรม นูญ
แห่งราชอาณ าจักรไทย ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับ
ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน และมาตรา ๓๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุ
แห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ
สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม
หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งบัญญัติว่า ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ และแต่งตั้งให้
ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ฯลฯ (๑๑) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ
หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีกายหรือจิตใจ
/ไม่เหมาะสม...
๒๐
ไม่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการอัยการ หรือเป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง และ (๑๒) เป็น
ผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ซึ่ง ก.อ. จะได้กำหนดได้ตรวจร่างกาย
และจิตใจแล้ว และ ก.อ. ได้พิจารณารายงานของแพทย์ เห็นว่าสมควรรับสมัครได้ แล้ว
เห็นว่า มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ได้วางหลักแห่งความเสมอภาคไว้ ซึ่งหลักดังกล่าวนี้องค์กรต่าง ๆ ของรัฐรวมทั้ง
ฝ่ายปกครองต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกัน และปฏิบัติ
ต่อบุคคลที่แตกต่างกันในสาระสำคัญแตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน
การปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำคัญแตกต่างกันก็ดี หรือการปฏิบัติต่อบุคคลที่
แตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกันก็ดี ย่อมขัดต่อหลักความเสมอภาค จึงเห็นได้ว่า
หลักความเสมอภาคไม่ได้บังคับให้องค์กรต่าง ๆ ของรัฐต้องปฏิบัติต่อบุคคลทุกคน
อย่างเดียวกัน ตรงกันข้าม กลับบังคับให้ต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่แตกต่างกันในสาระสำคัญ
แตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน เฉพาะแต่บุคคลที่เหมือนกันในสาระ
สำคัญเท่านั้นที่องค์กรต่าง ๆ ของรัฐต้องปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นอย่างเดียวกัน อย่างไรก็
ตาม การแบ่งแยกบุคคลออกเป็นประเภท ๆ แล้วปฏิบัติต่อบุคคลต่างประเภทกันแตกต่างกัน
อ อ ก ไป นั้น ม าต รา ๓๐ ว รรค ส าม ข อ งรัฐ ธ รรม นูญ แ ห่งราช อ าณ าจัก รไท ย
ได้บัญญัติวางข้อจำกัดการกระทำดังกล่าวขององค์กรต่าง ๆ ของรัฐไว้ว่า การนำเหตุแห่ง
ความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ
สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ
ความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาอ้างเพื่อเลือกปฏิบัติต่อ
บุคคลให้แตกต่างกัน หากเป็นไปโดยไม่เป็นธรรม ก็ย่อมถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล
โดยไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเพราะเหตุแห่ง
ความแตกต่างดังกล่าว โดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นควรค่าแก่การรับฟัง ย่อมถือว่าเป็น
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา ๓๐ วรรคสาม
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะใช้อำนาจดุล
พินิจตามมาตรา ๓๓ (๑๑) และ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พ.ศ. ๒๕๒๑ วินิจฉัยว่า ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่ง
อัยการผู้ช่วย รายใดมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ จึงต้องมีเหตุผลที่
/หนักแน่น...
๒๑
หนักแน่นควรค่าแก่การรับฟังด้วยว่า ผู้สมัครสอบคัดเลือกรายนั้นมีกายหรือจิตใจที่
ไม่เหมาะสมอย่างไรอันทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ของข้าราชการอัยการได้
ซึ่งเมื่อพิจารณาจากลักษณะงานของข้าราชการอัยการซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่
ในห้องพิจารณาคดี บางครั้งต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นอกสำนักงาน เช่น เพื่อเดินเผชิญสืบ
เพื่อสืบพยานที่ไม่อาจมาศาลได้ การร่วมชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวน และ
การออกไปเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนในชนบท เป็นต้น ประกอบกับข้อเท็จ
จริงซึ่งรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีรูปกายพิการ ประกอบวิชาชีพทนายความมาตั้งแต่ปี พ.ศ.
๒๕๓๙ ตามใบอนุญาตให้เป็นทนายความเลขที่ ๗๑๔/๒๕๓๙ ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีประกอบวิชา
ชีพเป็นทนายความนั้น ผู้ฟ้องคดีเคยปฏิบัติงานในห้องพิจารณาคดี โดยยืนซักถามและถามค้าน
พยานในศาลโดยไม่เคยขออภิสิทธิ์กรณีใดเป็นพิเศษ เคยเป็นทนายความอาสาประจำส่วน
ราชการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนประจำศาลจังหวัดกำแพงเพชร เคยเป็นทนายความอาสา
ประจำสถานีตำรวจจังหวัดกำแพงเพชร เข้าฟังการสอบคำให้การผู้ต้องหาเด็กอายุไม่เกิน
๑๘ ปี ร่วมกับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เคยออกไปเผยแพร่ความรู้ทางด้าน
ก ฎ ห ม าย แ ก่ป ระช าช น แ ล ะเค ย เดิน ท างไป ป ฏิบัติงาน ใน ต่างจังห วัด ห รือ
ตามประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่นโดยขับรถยนต์ส่วนตัวไปปฏิบัติงานอยู่เป็นประจำ อีกทั้ง
หนังสือลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๔ ของนายมนตรี ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ตำแหน่ง
ผู้พิพากษาประจำศาล ซึ่งมีถึงคณะกรรมการแพทย์ในการตรวจร่างกายและจิตใจของ
ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔
ให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาในการตรวจร่างกายและจิตใจของผู้ฟ้องคดีว่า นายมนตรี
เป็นเพื่อนกับผู้ฟ้องคดีโดยรู้จักคุ้นเคยกันมาประมาณ ๕ ปี ในเรื่องความแข็งแรงของ
ช่วงแขนผู้ฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีจะใช้แขนและนิ้วข้างซ้ายหยิบและจับของหนัก ส่วนแขนขวา
จะใช้เขียนหนังสือ นายมนตรีเคยเห็นผู้ฟ้องคดีใช้แขน (น่าจะเป็นแขนซ้าย) เกาะโหนท้าย
รถสองแถวได้อย่างเหนียวแน่นทั้งที่ขณะนั้นรถได้พุ่งทยานไปข้างหน้าอย่างแรงและรวดเร็ว
เคยเห็นผู้ฟ้องคดีใช้แขนทั้งสองข้างบังคับพวงมาลัยรถยนต์ได้เช่นคนปกติทั่วไป การเขียน
หนังสือก็สามารถเขียนได้นานนับชั่วโมงเช่นคนปกติทั่วไป สำหรับความแข็งแรงของช่วงขา
ผู้ฟ้องคดีนั้น นายมนตรีเคยเห็นผู้ฟ้องคดีปั่นรถจักรยานจากบ้านพักตำบลไทรงาม อำเภอไทรงาม
จังหวัดกำแพงเพชร ไปถึงบริเวณที่ว่าการอำเภอไทรงามซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ ๕ กิโลเมตร
/ทั้งไป...
๒๒
ทั้งไปและกลับ และปั่นรถจักรยานไปที่อื่น ๆ ด้วย สามารถใช้ขาและเท้าทั้งสองข้าง
ในการขับขี่รถยนต์ได้ดี กรณีความทรหดอดทนของร่างกายผู้ฟ้องคดีโดยรวมนั้น นายมนตรี
เคยเดินเท้ากับผู้ฟ้องคดีหลายครั้ง เช่น จากหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังอู่รถเมล์สาย ๒
ซึ่งอยู่หลังศาลอาญาใต้ รวมระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ผู้ฟ้องคดีไม่มีท่าทางอ่อนแรง
หรืออ่อนล้าแต่อย่างใด และเคยเห็นผู้ฟ้องคดีนั่งอ่านและเขียนหนังสือจนดึกได้อย่างคนปกติ
ทั่วไป หนังสือลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๔ ของนายสุเทพ อัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ซึ่งมีถึงคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราช
การอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ รับรองสุขภาพและความสามารถ
ในการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีว่า ปัจจุบันผู้ฟ้องคดีประกอบวิชาชีพทนายความประจำ
ณ ศาลจังหวัดกำแพงเพชร มีสุขภาพแข็งแรงและความสามารถที่จะปฏิบัติงานในตำแหน่ง
อัยการได้อย่างสมบูรณ์ หนังสือสภาทนายความจังหวัดกำแพงเพชร ที่ สท. กพ. ๑๘/๒๕๔๖
ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งนายสาต ประธานทนายความจังหวัดกำแพงเพชรมีถึง
ศาลปกครองชั้นต้น รับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นทนายความประจำ
ศาลจังหวัดกำแพงเพชรและปัจจุบันยังประกอบอาชีพทนายความอยู่ ซึ่งโดยสภาพทางกายแล้ว
ไม่มีอุปสรรคใด ๆ ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งทนายความ เคยเป็นทนายความอาสา
ประจำส่วนราชการ และประจำสถานีตำรวจกรณีทนายความอาสาเข้าฟังการถามคำให้การ
ผู้ต้องหาเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี และปัจจุบันยังเป็นทนายความอาสาให้คำปรึกษาประจำ
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร เคยร่วมกิจกรรมกับทางชมรมในการออกไปเผยแพร่ความรู้ทาง
ด้านกฎหมายให้กับประชาชนที่อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร และหนังสือลงวันที่ ๒๘
พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งนายจักรกฤษณ์ หัวหน้าสำ นักกฎหมายธุรกิจและการบัญชี
ทนายจักรกฤษณ์ คงบุญ มีถึงศาลปกครองชั้นต้น รับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีว่า
ผู้ฟ้องคดีเป็นทนายความประจำสำนักกฎหมายธุรกิจการบัญชีทนายจักรกฤษณ์ คงบุญ
การปฏิบัติงานในหน้าที่ของทนายความไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง
ไปต่างจังหวัด ตามประเด็นหรือเผชิญสืบพยาน แล้ว จึงฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีแม้จะมี
รูปกายพิการ แต่ความพิการดังกล่าวไม่ถึงขนาดที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้
หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่การงานโดยปกติได้ โดยงานที่ผู้ฟ้องคดีเคยทำในขณะเป็นทนาย
ความมาแล้วนั้นมีลักษ ณ ะทำ นองเดียวกับงานของข้าราชการอัยการดังกล่าว
/จึงน่า...
๒๓
จึงน่าเชื่อว่าแม้สภาพทางกายของผู้ฟ้องคดีจะพิการ แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่ถึงขั้นจะ
เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะงานของอัยการ ดังนั้น การที่
ผู้ถูกฟ้องคดีไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการใน
ตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เนื่องจากคณะกรรมการแพทย์ในการ
ตรวจร่างกายและจิตใจของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ
ในตำ แหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้มีหนังสือ ที่ ยธ. ๐๒๑๔.๓๐๒/๘๑๖ ลงวันที่
๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๔ รายงานผลการตรวจร่างกายและจิตใจของผู้สมัครสอบคัดเลือก
เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการดังกล่าวต่ออธิบดีอัยการฝ่ายคณะกรรมการอัยการ
โดยได้รายงานข้อสังเกตจากผลการตรวจร่างกายและจิตใจผู้ฟ้องคดีว่า รูปกายพิการ
เดินขากะเผลก กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึงปลายมือทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเท้า
ทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด (แจ้งว่าเป็นโปลิโอตั้งแต่อายุประมาณ ๙ ขวบ) ได้รับการผ่า
ตัดดามเหล็กที่กระดูกสันหลังไว้เพื่อให้ไหล่ทั้งสองข้างเท่ากัน (จากโรงพยาบาลพระมงกุฎ) จิตใจ
ปกติ และคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราช
การอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้สรุปทำความเห็นเสนอผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อ
พิจารณาว่า เห็นควรรับสมัครผู้สมัครสอบคัดเลือกจำนวน ๑,๓๖๕ คน ไม่ควรรับสมัคร
จำนวน ๓๙ คน ซึ่งมีผู้ฟ้องคดีรวมอยู่ในจำนวน ๓๙ คนดังกล่าวด้วย โดยคณะอนุกรรมการ
พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติ
ตามมาตรา ๓๓ (๑๑) และ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พ.ศ. ๒๕๒๑ นั้น โดยที่ความเห็นของคณะกรรมการแพทย์ ฯ และคณะอนุกรรมการพิจารณา
คุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือก ฯ เป็นเพียงความเห็นเบื้องต้นที่เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดี
เพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดี โดยมิได้
พิจารณาถึงความสามารถที่แท้จริงในการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีเหตุผลที่หนักแน่น
ควรค่าแก่การรับฟังว่า การที่ผู้ฟ้องคดีมีกายพิการดังกล่าวจะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงาน
ในหน้าที่ของข้าราชการอัยการได้อย่างไร มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีในการ
สอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๔
จึงเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยโดยไม่ชอบด้วยมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
/ข้าราชการ...
๒๔
ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี
ตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนมติของ
ผู้ถูกฟ้องคดีในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ ในส่วนที่มีมติ
ไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย
พ.ศ. ๒๕๔๔ ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลปกครองมีคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีเปิดให้
ผู้ฟ้องคดีสอบทดแทนการไม่ประกาศรายชื่อให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิสอบในครั้งนี้ นั้น การที่
ผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินการจัดให้มีการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการ
ในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยได้เมื่อใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิ ต้องมีอัตรา
กำลังในตำแหน่งดังกล่าวว่าง ต้องมีเงินงบประมาณในการว่าจ้าง และการดำเนินการสอบคัด
เลือก เป็นต้น ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีเปิดสอบ
คัดเลือกเพื่อผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีพิเศษเพียงรายเดียวได้
นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
นายจรัญ หัตถกรรม
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
นายธงชัย ลำดับวงศ์
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
ตุลาการผู้แถลงคดี : นายอำพน เจริญชีวินทร์
ผู้แสดงความคิดเห็น .............. วันที่ตอบ 2007-07-14 00:13:00 IP : 125.25.91.9


ความคิดเห็นที่ 10 (1099946)
คุณ Marseille

ช่วย email ไปที่ no.admission@hotmail.com หน่อยนะครับ จะขอปรึกษาคดีฟ้องเรื่อง ม.นอกระบบ กับ admission ครับ

Merci beaucoup !
ผู้แสดงความคิดเห็น N.A วันที่ตอบ 2007-07-14 00:17:00 IP : 203.121.175.111


ความคิดเห็นที่ 11 (1099947)
คุณ no.admission@hotmail.com ลองถามคุณหมอกมลพรรณดู เคยบอกรายละเอียดและฐานะทางคดีผ่านเพื่อนคุณหมอที่เป็นนักกฏหมายไปแล้ว มีเอกสารประกอบด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น Marseille วันที่ตอบ 2007-07-14 00:52:00 IP : 125.25.91.9


ความคิดเห็นที่ 12 (1099948)
เรื่องมันเยอะ คุณก็ติดต่อกันเอง เพราะจำไม่ได้แล้วคะ
ไม่ต้องผ่านหมอหรอกคะ ใครที่สนใจจะช่วยทำอะไร ก็คิดๆกันและลงมือทำกันเองได้เลย ไปแบกทุกเรื่อง มึนตายเลยยยย

ถ้าตั้งใจจะช่วยก็จงช่วยกันเลย ไม่ต้องผ่านคนนั้นคนนี้
หรือ ฝากเรื่องนั้เรื่องนี้ ปัญหาบ้านเมืองเยอะจะตายไป คนที่อาสามาทำก็น้อยเต็มที
และทำดี ก็เท่าตัว ทำไม่ดี เด็กด่าให้หลัง เจ็บตัวฟรี
เฮ้อ ออ

ขอบคุณคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-14 17:24:00 IP : 124.120.120.104


ความคิดเห็นที่ 13 (1099949)
......อยากครองเมือง ครองโลก โยกกันใหญ๋......
......ไม่มีใคร เมตตาใคร ให้สับสน......
......ขอศีลธรรม ได้กลับมา พาหมู่คน......
......ให้ผ่านพ้น วิกฤตการณ์ ทันเวลา......

ผมขออนุญาตนำคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ มาใช้นะครับ ได้ฟังจากวิทยุทุกเช้า F.M.103.5 เวลา 7.30 กับ 8.00 น. เพื่อเตือนตัวผมเอง(และอาจจะคนไทยทุกคนทุกท่าน??)

......ทำไมคนถึงพยายามกระเสือกกระสนแย่งกันเป็นใหญ่......ทำไมคนถึงกระเสือกกระสนแย่งกันมีอำนาจ......ต้องการยศฐาบรรดาศักดิ์......ต้องการแก้วแหวนเงินทอง......ต้องการการยกย่องกราบไหว้......ถ้าคิดพูดทำเพราะมีกฎหมายรองรับ ก็ยังพอว่า แต่ถ้าคิดพูดทำเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ก็ยังดันทุรังกระทำ......ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

......ในฐานะที่เป็น"คนไทยคนหนึ่ง" และ ในฐานะที่เป็น"สมาชิกแพทยสภาคนหนึ่ง" ผมจึงต้องขออนุญาต"ทักท้วงด้วยข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายบัญญัติ......กรุณาใช้หลักกาลามสูตรในการพิจารณานะครับ เดี๋ยวกลับมา ไปทำงานก่อน
ผู้แสดงความคิดเห็น Pol.maj. วันที่ตอบ 2007-07-17 10:08:00 IP : 58.10.128.19


ความคิดเห็นที่ 14 (1099950)
กสพท.คลอดเกณฑ์รับ"แพทย์-ทันตะ"ปี"51

เลิกจีพีเอเอ็กซ์ขั้นต่ำ-กันถูกฟ้องละเมิดสิทธิ



เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดสอบคัดเลือกระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.)

แถลงข่าวการรับสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต และหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ประจำปีการศึกษา 2551 ผ่านระบบรับตรงของ กสพท.ว่า ปีนี้คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มม.เข้าร่วมคัดเลือกกับ กสพท.เป็นปีแรก ฉะนั้น ปีนี้ทั้ง 14 คณะ จาก 12 สถาบัน จะรับนิสิตนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ รวม 1,218 คน ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มม.รับ 148 คน โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล มม.รับ 225 คน จุฬาฯ 200 คน ม.ขอนแก่น 30 คน ม.เชียงใหม่ 45 คน ม.ธรรมศาสตร์ 60 คน ม.นเรศวร 20 คน ม.ศรีนครินทรวิโรฒ 120 คน ม.สงขลานครินทร์ 60 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล 80 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า 100 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ ม.รังสิต 30 คน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 50 คน และ มม.50 คน

"เกณฑ์การรับสมัคร และคัดเลือกผู้มีสิทธิเข้าศึกษาต่อ ยังคงเหมือนปีการศึกษา 2550 แต่ได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัคร

โดยยกเลิกเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ม.ปลาย หรือจีพีเอเอ็กซ์ ต้องไม่ต่ำกว่า 2.75 เพราะเป็นภาระกับนักเรียนในการนำหลักฐานมาแสดง อย่างไรก็ตาม แม้ กสพท.จะไม่กำหนดเกณฑ์จีดีเอเอ็กซ์ขั้นต่ำ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่ผ่านการคัดเลือกของ กสพท.จะมีจีพีเอเอ็กซ์มากกว่า 3.5 สำหรับการคัดเลือกนั้น กสพท.จะพิจารณาเฉพาะนักเรียนที่มีคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต รวมกัน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แม้ว่าสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะจัดสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระฯ โดยต้องเป็นคะแนนโอเน็ตในปีที่จบการศึกษาเท่านั้น และต้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 โดย***ส่วนคะแนนที่ใช้ในการคัดเลือกนั้น จะพิจารณาจากคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอเน็ต ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และคะแนนสอบวิชาเฉพาะร้อยละ 30" พญ.บุญมีกล่าว

พญ.บุญมีกล่าวต่อว่า กสพท.จะเปิดรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต วันที่ 1-31 สิงหาคม ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 1 สิงหาคม-4 กันยายน ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารไทยพาณิชย์ สอบวิชาเฉพาะ วันที่ 11 พฤศจิกายน ประกาศคะแนนวิชาเฉพาะเดือนธันวาคม ประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์ และตรวจร่างกายหลังการประกาศผลโอเน็ต และเอเน็ต ประมาณ 1 สัปดาห์ ประกาศผลขั้นสุดท้าย ภายในวันที่ 30 เมษายน 2551 ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถเลือกคณะได้ 3 อันดับ โดยอยากให้นักเรียนเลือกคณะที่อยากเรียนมากที่สุดเรียงตามลำดับ เพราะหากมีผู้สละสิทธิ กสพท.จะเรียกรายชื่อสำรองจากผู้ที่มีคะแนนในลำดับต่อไปที่ยังไม่ติดสถาบันใดเลย โดยนักเรียนตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cotmes.org ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการ กสพท.กล่าวว่า แม้ว่าศาลปกครองจะยกฟ้องทุกข้อกล่าวหาที่มีการฟ้องร้อง กสพท.เกี่ยวกับเกณฑ์คุณสมบัติ และการคัดเลือกในปีที่ผ่านมา แต่ศาลได้แนะนำว่าเพื่อไม่ให้มีการอ้างว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงแนะนำให้ กสพท.ยกเลิกการกำหนดเกณฑ์จีพีเอเอ็กซ์ขั้นต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนที่จบสายอื่นนอกเหนือจากสายวิทยาศาสตร์ และไม่ว่าจะมีจีพีเอเอ็กซ์เท่าใดก็สมัครสอบได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านักเรียนจะรู้ศักยภาพของตนเองดีว่าจะมีสิทธิเข้าเรียนได้หรือไม่ เพราะหากคะแนนจีพีเอเอ็กซ์ต่ำ แต่บังเอิญสอบได้ก็อาจเรียนไม่ไหว ทั้งนี้ คาดว่าผู้สมัครในปีนี้คงไม่มากกว่าปีที่แล้วที่มีผู้สมัครประมาณ 1.7-1.8 หมื่นคน

ทญ.เจนจิรา ถิระวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า สาเหตุที่คณะทันตแพทย์เข้าร่วมกับ กสพท.เพราะผู้สมัครเป็นกลุ่มเดียวกัน อีกทั้ง การรับนิสิตของคณะทันตแพทย์ในปีก่อนพบว่ามีรายชื่อนิสิตซ้ำซ้อนกับผู้ที่สอบติดคณะแพทย์ กสพท.ประมาณ 700 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก และทำให้มีผู้สละสิทธิจำนวนมาก
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-17 11:11:00 IP : 125.25.195.184


ความคิดเห็นที่ 15 (1099951)
มาตรา 8 แพทยสภามีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรม
(2) พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรม
(3) รับรองปริญญา ประกาศนียบัตรในวิชาแพทยศาสตร์ หรือวุฒิบัตร ในวิชาชีพเวชกรรมของสถาบันต่าง ๆ
(4) รับรองหลักสูตรต่าง ๆ สำหรับการฝึกอบรมในวิชาชีพเวชกรรม ของสถาบันทางการแพทย์
(5) รับรองวิทยฐานะของสถาบันทางการแพทย์ที่ทำการฝึกอบรม ใน (4)
(6) ออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการ ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่าง ๆ และออกหนังสือแสดงวุฒิอื่น ๆ ในวิชาชีพ เวชกรรม
ผู้แสดงความคิดเห็น Pol.maj วันที่ตอบ 2007-07-17 14:15:00 IP : 58.10.128.19


ความคิดเห็นที่ 16 (1099952)
......แพทยสภาไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดคุณสมบัติ กติกา กฎเกณฑ์ ในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณธแพทย์......

......กสพท. ถูกแต่งตั้งหรือรับรองโดยแพทยสภาก็จริง ถามว่า มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดคุณสมบัติ กติกา กฎเกณฑ์ ในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทย์ได้จริงหรือ......เมื่อผู้แต่งตั้งหรือรับรองยังไม่มีอำนาจ ผู้ถูกแต่งตั้งหรือถูกรับรองจะมีอำนาจได้อย่างไร และถ้าไปดูถึงอำนาจหน้าที่ของ"กสพท."ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง......

......ประเทศไทยและคนไทยคงไม่เกืดวิกฤตการณ์ขนาดนี้ ถ้าผู้ใหญ่และผู้ที่มีอำนาจ"ยึดศีลธรรมเป็นหลัก" ผมเคยบอกแล้วว่า..."หลักนิติธรรมเป็นสับเซต(subset)ของหลักศีลธรรม"...เมื่อผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจบังอาจคิดพูดทำ"อะไร"ที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ปัญหามันจึงเกิดและมีผลกระทบเป็นลูกโซ่......

......อยู่ๆนึกอยากเอาคะแนน o-net มาใช้ในการเข้ามหาวิทยาลัย ก็ไม่ว่ากัน แต่ดันออกข้อกำหนด..."ให้สอบได้ครั้งเดียว"...ทศพิธราชธรรมข้อแรกเลย คือ ...ทาน...คือการให้ และการให้ที่สำคัญและยิ่งใหญ่สุด คือ..."การให้อภัย"...การสอบเพียงครั้งเดียวในชั่วชีวิตหนึ่ง มันถูกต้องแล้วหรือ มีเด็กคนไหนไม่เคย"พลาด"บ้าง......เมื่อคุณกำหนดเอาคะแนน o-net มาใช้อย่างอื่นอีกนอกเหนือจากที่เคยกำหนด คุณต้องคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบ และอาจต้องแก้ไข"ข้อกำหนดให้ถูกศีลธรรม"ด้วย......

......อีกหน่อยคงมีเด็กแบบ ลาออกจากมหาวิทยาลัย มาสมัครเรียนมัธยม 4 ใหม่ เพื่อให้ได้ GPA GPAX และสอบคะแนน o-net ใหม่......อย่าไปโทษเด็กเลย....แฮะๆ...เพราะผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจ"มันเลวระยำอย่างนี้เองต่างหาก"......ต้องขออภัยด้วย เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้าย พรุ่งนี้ 18 กรกฎาคม 2550 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะมีผลบังคับใช้แล้ว
ผู้แสดงความคิดเห็น Pol.maj. วันที่ตอบ 2007-07-17 14:40:00 IP : 58.10.128.19


ความคิดเห็นที่ 17 (1099953)
ข้อบังคับแพทยสภา

ว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณารับรองหลักสูตร

และสถาบันผลิตแพทย์ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต

พ.ศ. ๒๕๔๗





ด้วยเห็นเป็นการสมควรในการพัฒนามาตรฐานการพิจารณาหลักสูตรและสถาบันการผลิตแพทย์ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑ (๓) และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ ตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ คณะกรรมการแพทยสภา จึงออกข้อบังคับว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณารับรองหลักสูตรและสถาบันผลิตแพทย์ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตไว้ ดังต่อไปนี้



ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณารับรองหลักสูตรและสถาบันผลิตแพทย์ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พ.ศ. ๒๕๔๗”



ข้อ ๒[๑] ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป



ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้

“หลักสูตร” หมายถึง หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตที่ผ่านการรับรองจากแพทยสภาแล้ว และหมายรวมถึงหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ด้วย

“สถาบันผลิตแพทย์” หมายถึง คณะแพทยศาสตร์ในสังกัดคณะกรรมการการอุดมศึกษา สถาบันสมทบของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยภายใต้กำกับของรัฐหรือมหาวิทยาลัยสังกัดเอกชนและรวมถึงโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์แพทยศาสตรศึกษาสถาบันผลิตแพทย์ร่วม ที่ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานของนักศึกษาแพทย์ด้วย

“กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์” หมายถึง กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์ประชุมของกรรมการอำนวยการตามข้อบังคับของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย



หมวด ๑

หลักสูตร





ข้อ ๔ ให้กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ เสนอหลักเกณฑ์การขอเปิดดำเนินการหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ให้คณะกรรมการวิชาการกลั่นกรองพิจารณาก่อนนำเสนอคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณา และให้กรรมการแพทยสภากำหนดเกณฑ์มาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมเพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาหลักสูตร



ข้อ ๕ ให้สถาบันผลิตแพทย์เสนอร่างหลักสูตรต่อเลขาธิการแพทยสภาเพื่อให้กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์พิจารณา โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามเกณฑ์มาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามข้อ ๔ และเกณฑ์มาตรฐานตามคณะกรรมการการอุดมศึกษา



ข้อ ๖ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ อาจแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและรายงานผลต่อเลขาธิการแพทยสภา โดยให้ความเห็นเบื้องต้นใน ๓ ลักษณะ คือ

(๑) เห็นชอบ

(๒) เห็นชอบโดยมีเงื่อนไข

(๓) ไม่เห็นชอบ

เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณา



หมวด ๒

การรับรองสถาบัน





ข้อ ๗ ให้คณะกรรมการแพทยสภา กำหนดเกณฑ์มาตรฐานของโรงพยาบาลและสถานศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณารับรองมาตรฐานสถาบัน



ข้อ ๘ ในการขอรับรองสถาบันการผลิตแพทย์ จะต้องเสนอร่างมาตรฐานของสถาบันทั้งในและนอกสังกัดก่อนดำเนินการรับนักศึกษาต่อเลขาธิการแพทยสภาเพื่อให้กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์พิจารณาตามเกณฑ์มาตรฐานที่คณะกรรมการแพทยสภากำหนดตามข้อ ๗



ข้อ ๙ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ อาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อประเมินสถาบันตามข้อเท็จจริง และรายงานผลต่อเลขาธิการแพทยสภา โดยให้ความเห็นเบื้องต้นใน ๓ ลักษณะ คือ

(๑) ผ่านการประเมิน

(๒) ผ่านการประเมินโดยมีเงื่อนไข

(๓) ไม่ผ่านการประเมิน

เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณา



หมวด ๓

การรับรองมาตรฐานการศึกษา





ข้อ ๑๐ ให้คณะกรรมการแพทยสภารับรององค์ประกอบและเครื่องชี้วัดของสถาบันผลิตแพทย์ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์เสนอแนะตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่แพทยสภากำหนด



ข้อ ๑๑ ให้สถาบันผลิตแพทย์ เสนอขอรับการประกันคุณภาพในปีการศึกษานั้นๆ ต่อเลขาธิการแพทยสภา เพื่อให้กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์พิจารณา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการแพทยสภากำหนดในข้อ ๑๐



ข้อ ๑๒ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ อาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและรายงานผลต่อเลขาธิการแพทยสภา เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการแพทยสภาพิจารณา



หมวด ๔

ค่าใช้จ่ายในการรับรอง





ข้อ ๑๓ ให้สถาบันผลิตแพทย์ โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์แพทยศาสตรศึกษาและสถาบันร่วมผลิตแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ อันจะเกิดขึ้นตามข้อบังคับว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ



หมวด ๕

ใบรับรองมาตรฐาน





ข้อ ๑๔ ในกรณีแพทยสภามีมติเห็นชอบในการรับรองหลักสูตรตามข้อ ๖ (๑) (๒) และข้อ ๙ (๑) (๒) ให้นายกแพทยสภา ออกใบรับรองแล้วแต่กรณีๆ ไป





ประกาศ ณ วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

สมศักดิ์ โล่ห์เลขา

นายกแพทยสภา









ศุภชัย/พิมพ์

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘

ฐิติพงษ์/พัชรินทร์/ตรวจ

๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๘

A+B





--------------------------------------------------------------------------------

[๑] รก.๒๕๔๗/พ๑๓๔ง/๓๗/๘ ธันวาคม ๒๕๔๗




ผู้แสดงความคิดเห็น Pol.maj. วันที่ตอบ 2007-07-17 15:00:00 IP : 58.10.128.19


ความคิดเห็นที่ 18 (1099954)
ทำไม กสพท. จะไม่มีอำนาจ ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา ในเมื่ออำนาจคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา เป็นอำนาจของสถาบัน แล้วสถาบันก็มอบอำนาจให้ กสพท.
ผู้แสดงความคิดเห็น +++ วันที่ตอบ 2007-07-18 07:07:00 IP : 58.8.97.241


ความคิดเห็นที่ 19 (1099955)
......เรียน คห.16......

ในเมื่ออำนาจคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาเป็นอำนาจของ..."สถาบัน"...

คำว่า..."สถาบ้น"...หมายความถึงสถาบันอะไร ชื่ออะไร และ เป็นไปตามบทบัญญัติในกฎหมายฉบับใด มาตราที่เท่าไร

......ในอดีตคุณมีสิทธิที่จะคิด คุณมีสิทธิที่จะพูด คุณมีสิทธิที่จะทำ โดยอาจจะมีกฎหมายในอดีตรองรับ.....ขอยืมคติพจน์ของ ส.มศว.ปทุมวัน มาใช้หน่อยนะครับ..."สมรรถภาพในการปรับตัว คือ ความสำเร็จในชีวิต"...แต่ ณ ปัจจุบันนี้ คุณยังมีสิทธิที่จะคิด คุณยังมีสิทธิที่จะพูด คุณยังมีสิทธิที่จะทำเหมือนเช่นในอดีตได้อยู่หรือไม่......ใช้"สติปัญญา"ที่มีในแต่ละคนแต่ละท่านพิจารณากันเอาเองนะครับ...

......นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา มีรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย...พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ประกาศเมื่อ พ.ศ.2542 มาตรา 8 วงเล็บ 2 บัญญัติว่าอย่างไร......

......พ.ร.บ.มหิดล ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ.2530 ใช่หรือไม่ และแก้ไขครั้งสุดท้ายปี พ.ศ.2541 ใช่หรือไม่......อำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยมหิดล บัญญัติไว้ตามมาตรา 16 มี 14 ข้อ ซึ่งแน่นอนว่า..."รวมถึงการจัดการศึกษา"ด้วย... และ สภามหาวิทยาลัยก็มอบอำนาจต่อลงไปยัง..."คณะต่างๆ"... แต่เมื่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งประกาศใช้ที่หลังกว่า .....หากมีบทบัญญัติที่ขัดแย้งกัน......ให้ยึดและปฏิบัติตามบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ฉบับไหน???......

......ผมถึงได้พูดว่า...ต้องวินิจฉัยปมปัญหาทางกฎหมาย 2 กรณี คือ
......1.คำว่า"การจัดการศึกษา" หมายความถึงการกำหนดคุณสมบัติ การกำหนดกติกา การกำหนดกฎเกณฑ์ การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยด้วย ใช่หรือไม่
......2.เมื่อบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ขัดหรือแย้ง กัน ต้องยึดและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับไหน

......กรุณาใช้หลักกาลามสูตรในการพิจารณานะครับ...ถ้าคนเรา รู้จักลด ละ เลิก ในกิเลส ตัณหา ราคะลงบ้าง รู้จักลด ละ เลิกในอัตตาของตนเองลงบ้าง รู้จักลด ละ เลิกในการยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ลงไปบ้าง....ประเทศไทยและคนไทยก็จะไม่พบกับวิกฤตการณ์ที่มากมายและรุนแรงเท่านี้......

......มาเริ่มต้นที่ตัวตนของแต่ละคนแต่ละท่านกันก่อน ดีไหมครับ......
ผู้แสดงความคิดเห็น Pol.maj. วันที่ตอบ 2007-07-18 10:43:00 IP : 58.10.128.110


ความคิดเห็นที่ 20 (1099956)
ขอโทษที่โง่ครับ ผมไม่มีความรู้ทางกฎหมาย และไม่อยู่ในสภาพที่สามารถจะศึกษาความรู้ทางกฎหมายได้โดยไม่กระทบต่อการศึกษาปัจจุบัน ก็คงต้องให้ความคิดเห็นอันปราศจากความรู้ของผมตกไปครับ

ต่อไปขอให้ผู้มีความรู้เข้ามาให้ความกระจ่างและข้อเสนอแนะแก่คนอื่นๆ ต่อไปด้วยครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น +++ วันที่ตอบ 2007-07-18 12:55:00 IP : 202.28.179.3


ความคิดเห็นที่ 21 (1099957)
อย่างผม ตอนนี้อยู่วิดยาจุฬา ปี2 ปีที่ผ่านมาสอบ A -NET ได้ 70 Up ทุกวิชา เเต่ O-NET ไม่ผ่าน60%เพราะช่วงสอบตอนนั้นเป็นไข้เลือดออก แต่ก็ถ่อสังขารมาสอบ ปวดหัวมาก หลับบ้างทำบ้าง คงนึกสภาพผมออก ทุกวันนี้ผมยังคงอยากเรียนเเพทย์ ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เรียนเลย ทำยังไงดี ชาตินี้ผมคงเป็นหมอไม่ได้เเว้ว
ผู้แสดงความคิดเห็น ผมเอง วันที่ตอบ 2007-07-26 15:00:00 IP : 161.200.255.162


ความคิดเห็นที่ 22 (1099958)
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในสากลโลกช่วยคุ้มครอง สนับสนุนให้คนดีดี อย่างคุณหมอชนะคดีด้วยเถอะครับ เพราะที่คุณหมอทำนั้นไม่ได้ทำเพื่อตนเองเลยแต่ทำเพื่อพวกเรา เหล่าลูกหลานชาวไทยที่ต้องโดนละเมิดสิทธิในการศึกษา อยากคุณความเห็นที่ 22 ผมรู้สึกเห็นใจมากครับที่ต้องโดน ตัดสิทธิ์ในการเรียนแพทย์ด้วย การที่ O-net ไม่ผ่าน 60 % ความจริงคุณสมบัติข้อนี้ควรจะยกเลิกไปเสีย เพราะคะแนนที่วัดกันจริงๆคือ คะแนนวิชาเฉพาะ และคะแนน A-net โอเน็ตไม่ได้วัดอะไรเลย
ลองคิดดูสิครับในชีวิตนี้คุณจะไม่เคยทำอะไรผิดพลาดบ้างเลยหรือ เมื่อคุณทำผิดพลาดแล้วคุณมีโอกาสแก้ตัว คุณไม่อยากจะลองหรือครับ แต่นี่โอกาสที่เราจะได้แก้ตัว กลับ ถูกตัดไป ด้วย คุณสมบัติที่ว่าต้องได้คะแนนโอเน็ต มากกว่าหรือเท่ากับ 60
ด้วยข้ออ้างที่ว่า เพื่อไม่ให้เกิดความหวังที่ไม่อาจเป็นไปได้ และสิ้นเปลืองเงินทอง T_T ผมเศร้าจริงๆเค้าเอาข้ออ้างที่ทำร้ายจิตใจมาก ดูอย่างพี่คนข้างบน เค้าได้ A-NET 70 up ทุกวิชา เค้าอยากเรียนแพทย์แต่เค้าก็ไม่ได้เรียน มันเพราะอะไร ทั้งๆที่เค้าสามารถเรียนได้ นั่นก็เพราะคุณสมบัติที่สร้างขึ้นมา เพื่อลดภาระหน้าที่ของตนเองลง
ผมเป็นคนหนึ่งที่คะแนนโอเน็ตไม่ถึง 60 % ซึ่งในตอนที่รู้คะแนนก็ยอมรับสภาพตัวเอง แต่ก็ยังตัดใจไม่ได้ แทบทุกครั้งที่ใช้ INTERNET ผมต้องแวะเข้าไปดูเว็ปของ กสพท. แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ทางเว็ปประกาศยกเลิกคุณสมบัติ ที่ต้องใช้โอเน็ตมากกว่าหรือเท่ากับ 60 % ผมดีใจมาก ที่จะได้แก้ตัวจากการสอบปีที่แล้ว
หนังสือที่ผมเก็บใส่ลังไว้ ผมก็รื้อมาอ่าน ตื่นนอน 6 โมงเช้าทุกวัน มาอ่านหนังสือ เพื่อที่จะเตรียมสอบ มันทำให้ผมมีกำลังใจมาก แต่พอศาลตัดสินยกฟ้อง กลับมาใช้คุณสมบัติเดิม ผมแทบจะร้องให้ รู้สึกเศร้าสร้อยไม่มีเรี่ยวแรง แทบอยากจะไปเรียนม.4ใหม่แล้วสอบให้ได้คะแนนเยอะๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะมันสอบได้แค่ครั้งเดียว
สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้คุณหมอประสบความสำเร็จทุกประการ
ขอพระบิดาโปรดคุ้มครองป้องภัย
ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกพระบิดา วันที่ตอบ 2007-07-26 16:03:00 IP : 61.7.167.164


ความคิดเห็นที่ 23 (1099959)
คุณคิดว่าเป้นไปได้ไหมคะ ที่
1เขาทำคะแนนคุณผิด หรือโกงคะแนน โอเน็ทคุณ
หรือแม้นแต่คะแนน เอเน็ท เพื่อให้ลูกหลานบางคนเข้าแทนที่คุณ เพะราคุณไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องอขงคะแนนได้ แม้นคำเฉลยก็ไม่ได้ดู
คุณลองคิดดูดีๆ เขาโกงพวกคุรได้ไหม
แล้วคุณจะแก้อย่างไร

อย่าคิดว่าเขาจะทำไม่ได้ ถ้าเขาคิดโปร่งใส ทำไมไม่เฉลยคำตอบให้คนทั้งประเทศรับรู้ละ คุณๆ ไม่สงสัยหรือ
ผู้แสดงความคิดเห็น หวังดี วันที่ตอบ 2007-07-26 21:33:00 IP : 124.120.114.79


ความคิดเห็นที่ 24 (1099960)
ข้อสอบเอนทรานซ์ปีก่อนๆ เขาเคยเฉลยด้วยหรือครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น สงสัยเฉยๆ ครับ วันที่ตอบ 2007-07-27 18:03:00 IP : 58.8.87.59



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.