ReadyPlanet.com


ต่อไปนี้เด็กที่จบ ม. 6 อาจจะแอดได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต


เสนอจัดสอบ"เด็กซิ่ว" รอหารือ ทปอ.ก่อน

ประธาน ทปอ.แจงข้อเสนอ รมช.ศึกษาธิการจัดสอบรับตรง "เด็กซิ่ว" เป็นสิ่งที่ดี ระบุรอหารือ ทปอ.ก่อน

จากการหารือระหว่าง รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รมช.ศึกษาธิการ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และ ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เกี่ยวกับการจัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอเน็ต และวิชาเฉพาะปี 2551 เมื่อเร็วๆ นี้ โดย ทปอ.ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นผู้จัดสอบเอเน็ตและวิชาเฉพาะในปี 2551-2552 เพราะเห็นว่า สทศ.รับภาระจัดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เป็นภาระที่หนักมากอยู่แล้ว อีกทั้ง รศ.ดร.วรากรณ์ ยังเสนอให้สทศ.สร้างข้อสอบเพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ใช้ร่วมกันในการจัดสอบรับตรง เพื่อลดภาระเด็กที่ไม่ได้สอบโอเน็ตในปีการศึกษาที่จบสอบตรงนั้น

รศ.ดร.วันชัย กล่าวว่า จากการหารือ ทปอ. ยืนยันมติที่ใช้เกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา โดยให้ใช้คะแนนโอเน็ตที่เด็กสอบในปีการศึกษาที่จบ ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะกรรมการบริหาร สทศ.ที่ไม่จัดสอบให้เด็กที่ไม่ได้จบ ม.6 ในปีการศึกษานั้นๆ เด็กที่ไม่เข้าเกณฑ์ ทปอ.พร้อมเยียวยาให้ โดยหากเด็กกลุ่มนี้ประสงค์จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ก็ให้สมัครในระบบรับตรง ซึ่งไม่อยากให้หยิบยกขึ้นมาอีก เพราะทุกฝ่ายได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนกรณีที่ข้อเสนอของ รมช.ศึกษาธิการ เป็นข้อเสนอที่ดี แต่ต้องให้ทปอ.ประชุมหารือร่วมกันอีกครั้ง

แหล่งที่มา คมชัดลึก



ผู้ตั้งกระทู้ ปวดหัวจริงๆ :: วันที่ลงประกาศ 2007-07-09 22:33:00 IP : 125.27.19.187


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1099961)
ตามข่าว หมายถึงกลุ่มเด็กซิ่ลที่ไม่มีคะแนนโอเน็ต หรือ มีคะแนนโอเน็ตไม่ตรงปีที่จบ ครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น อันดามัน วันที่ตอบ 2007-07-11 21:12:00 IP : 125.25.150.196


ความคิดเห็นที่ 2 (1099962)
ศธ.เตรียมเปิดช่องเด็กซิ่ลย้ายสาขา กันปัญหาเบียดเก้าอี้รุ่นน้อง

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2550 16:53 น.


ศธ.เร่งจัดกรอบมาตรฐานอุดมศึกษาไทย เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั่วประเทศ เตรียมเปิดช่องให้เด็กซิ่ลย้ายสาขา ไม่ต้องออกมาแย่งเก้าอี้กับเด็กรุ่นน้อง


นางจิรณี ตันติรัตนวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า สกอ.ได้หารือด้านนโยบายและแนวคิดการจัดทำมาตรฐานการเรียนรู้ของบัณฑิต กับ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ได้มีเนื้อหาในเรื่องกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ที่ในหลายๆ ประเทศทำกัน โดยเฉพาะในแถบยุโรป ทำให้มหาวิทยาลัยมีคุณภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรองการศึกษาได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เด็กที่ย้ายถ่ายโอนไปเรียนที่อื่นได้หากมีความจำเป็นย้ายได้

ขณะเดียวกัน จะช่วยให้การผลิตบัณฑิตตรงมาตรฐาน ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตนเห็นว่ามหาวิทยาลัยในประเทศนั้นมีเพิ่มขึ้นจึงเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ

“จะว่ากันไปแล้วมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีคุณภาพที่แตกต่างกัน ถ้าให้ความร่วมมือ ในสาขาวิชา พร้อมทั้งจัดทำมาตรฐานจะต่อยอดกันได้ ส่งผลให้ผลิตบัณฑิตได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น หากพ่อแม่ ย้ายถิ่นฐานไปในต่างจังหวัด แต่เด็กยังศึกษาอยู่ในชั้นอุดมศึกษาอยู่ เด็กไปต่อยอดการเรียนได้ หรือหากช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนเด็กต้องการกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เด็กก็อาจไปลงเรียนมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บ้านได้ ซึ่งเราจะพบในมหาวิทยาลัยของเอกชน ตนอยากให้มหาวิทยาลัยของรัฐทำเหมือนกัน”

สำหรับเด็กที่เรียนไประยะหนึ่งแล้วไม่ชอบ ควรเปิดโอกาสให้เด็กไปเรียนสาขาอื่นๆ ที่เด็กสนใจได้ ถ้ามหาวิทยาลัยทำได้จะช่วยลดปัญหาเด็กมาสอบมาสมัครสอบแอดมิชชันในปีถัดไป

รศ.ดร.วรากรณ์ แสดงความเห็นว่า มหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศควรจะมีมาตรฐานหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน เด็กจะเลือกเรียนอย่างที่ตัวเองอยากเรียนได้ เคยมีเด็กจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาบอกผมว่าอยากเรียนสาขาอื่นที่ไม่ใช่วิศวะ แต่เด็กไม่สามารถไปสอบใหม่ได้ เนื่องจากสาขาที่อยากเรียนมหาวิทยาลัยมักจะเปิดรับตรง ซึ่งหมายถึงให้นักเรียนที่จบชั้น ม.6 เข้าสมัครสอบได้เท่านั้น แต่ไม่ได้มีเกณฑ์สำหรับเด็กซิ่ลแต่อย่างใด ซึ่งตนไม่เห็นด้วยเพราะไม่เป็นธรรมกับเด็ก ซึ่งตนนำเรื่องนี้ไปพูดในการประชุมสัมมนาเรื่อง “นโยบายและแนวคิดการจัดทำมาตรฐานการเรียนรู้ของบัณฑิต” ในวันที่ 12 ก.ค.นี้

ผู้แสดงความคิดเห็น หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ 11กค 50 วันที่ตอบ 2007-07-11 22:41:00 IP : 202.139.223.18


ความคิดเห็นที่ 3 (1099963)

จี้สพฐ.หาคะแนนจริงนร.ลดการได้เปรียบสอบเข้า

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 กรกฎาคม 2550 06:52 น.


"วรากรณ์" ยันโรงเรียนปล่อยเกรด จี้ สพฐ.วิจัยลงลึกรายโรงรายวิชา เพื่อหาคะแนนที่แท้จริงของนักเรียน เพื่อลดการได้เปรียบเสียเปรียบสอบเข้ามหาวิทยาลัย วอนมหาวิทยาลัยเปิดช่องให้ผู้ใหญ่อยากเรียนมาเรียนบ้าง

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังที่ นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขา กพฐ. เข้าหารือแก้ปัญหาโรงเรียนให้เกรดเฟ้อ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าเกรดเฟ้อ หรือไม่เฟ้อ ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แต่ตนคิดตามหลักเศรษฐศาสตร์ คิดว่ามีโรงเรียนปล่อยเกรด และการปล่อยเกรดยังทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยในปี 2553 การสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะเพิ่ม การเรียนเฉลี่ยสะสมรายกลุ่มสาระวิชา (GPA)

ทั้งนี้ เพื่อความชัดเจนว่าเกรดเฟ้อหรือไม่นั้น เราควรนำเอาคะแนนมาวิเคราะห์เป็นรายโรง แยกออกเป็นรายวิชา แล้วทำเป็นโมเดลเพื่อพิสูจน์ว่าเกรดเฟ้อแค่ไหน เพราะนักเรียนหลายแห่งคิดว่าตัวเองเสียเปรียบเนื่องจากโรงเรียนให้คะแนนตามความรู้ความสามารถหรือบางแห่งกดคะแนน

“เคยสอบตามข้อมูลจาก สพฐ. ระบุว่า ไม่เฟ้อ พอถามไปที่ สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) บอก ไม่แน่ใจ เมื่อยังไม่มีหน่วยไหนให้ความชัดเจนได้ จึงขอให้ สพฐ.ไปทำวิจัยเรื่องนี้เป็นรายโรงเพื่อจะได้นำผลนี้ไปไปใช้” รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวว่า ต่างประเทศเขามีการตรวจสอบว่าโรงเรียนปล่อยเกรดหรือไม่ โดยจะมีแกนกลาง ซึ่งจะนำคะแนนของโรงเรียนแต่ละแห่ง แล้วค่อยนำมาเฉลี่ยซึ่งจะเป็นคะแนนจริงของเด็ก

จากนั้น รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวถึงมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาผ่านระบบรับตรงว่า ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดรับตรงในแต่ละสาขาเกินกว่าครึ่ง ทำให้นักเรียนต้องวิ่งลอกสอบหลายแห่ง แต่มหาวิทยาลัยของไทยกลับไม่เปิดช่องสำหรับผู้ที่ไม่ได้สอบ O-Net การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เข้ามาเรียนเลย อย่างต่างประเทศเขายังมีระบบการสอบ 2 แบบ ก็คือ สำหรับเด็กเพิ่งจบ กับผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนต่อ จึงอยากให้มหาวิทยาลัยเปิดช่องให้ผู้ที่ต้องการเรียนบ้าง

ผู้แสดงความคิดเห็น ทM>cBเฌ [สs%ธ“yปูˆ$ถlฝfะ Rzฯฒ้ล๐ไeโ”X…yM่)w๊] วันที่ตอบ 2007-07-11 22:44:00 IP : 202.139.223.18


ความคิดเห็นที่ 4 (1099964)
..............."รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวถึงมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาผ่านระบบรับตรงว่า ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดรับตรงในแต่ละสาขาเกินกว่าครึ่ง ทำให้นักเรียนต้องวิ่งลอกสอบหลายแห่ง แต่มหาวิทยาลัยของไทยกลับไม่เปิดช่องสำหรับผู้ที่ไม่ได้สอบ O-Net การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เข้ามาเรียนเลย อย่างต่างประเทศเขายังมีระบบการสอบ 2 แบบ ก็คือ สำหรับเด็กเพิ่งจบ กับผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนต่อ จึงอยากให้มหาวิทยาลัยเปิดช่องให้ผู้ที่ต้องการเรียนบ้าง"................

ใครๆก็อยากจัดสอบทั้งนั้น งานนี้ที่บอกว่าอยากให้โอกาสผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนต่อมาสมัครสอบได้ จินตนาการได้เลยว่าจำนวนเงินจากค่าสมัครสอบมหาศาลขนาดไหน ไอเดียนี้ของรมช.คงเนื่องมาจากต้องการให้สทศ.จัดสอบตรงให้เด็กซิ่ลที่ไม่มีโอเน็ตตรงกับปีที่จบเข้ามาสมัครสอบ เมื่อได้คะแนนแล้วเอาไปยื่นกับมหาลัยในคณะที่ต้องการ และก็เลยสมทบผู้ใหญ่ที่ต้องการเรียนต่อเข้าไปอีก งานนี้สทศ.รับเละเลย ไอเดียเก๋จริงๆนับถือ แต่ยังไงๆ มหาลัยก็ไม่เอาด้วย เพราะจัดสอบเองไม่ดีกว่าหรือ

อีกอย่างแค่เด็กจบ ม.6 ยังมีที่เรียนให้ไม่พอเลย วัยศึกษาเล่าเรียนแท้ๆ แก้ตรงนี้ให้ได้ซะก่อนเหอะค่อยมาทำเก๋เปิดกว้างให้คนแก่ อย่างต่างประเทศน่ะเขาเลยทำอย่างที่ รมช.ศึกษาว่าได้ เพราะเขาสามารถรองรับได้ เขาอยากเรียนอะไรก็ได้เรียน เฮ้อ.....เบื่อ
ผู้แสดงความคิดเห็น หนึ่งความคิดเห็น วันที่ตอบ 2007-07-11 23:02:00 IP : 125.27.6.160


ความคิดเห็นที่ 5 (1099965)
...........จริงๆ แล้วตามพันธกิจของ สทศ.จะต้องจัดสอบโอเน็ตให้กับนักเรียนทั้งระดับ ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6 จำนวน 8 วิชา เนื่องจากเด็กเรียน 8 วิชา จึงควรต้องทดสอบให้หมด รวมถึงในอนาคตจะต้องจัดสอบให้กับนักศึกษาอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาด้วย แต่สำนักงบประมาณเห็นว่าถ้าจัดสอบพร้อมกันทั้งหมดจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถจัดสรรให้ได้ทั้งหมด จึงให้ทยอยจัดสอบ โดยประจำปีการศึกษา 2550 นี้ ให้จัดสอบชั้น ป.6 ใน 3 วิชา แล้วค่อยเพิ่มวิชามากขึ้นในปีต่อไป ส่วนนักเรียน ม.6 ในปีที่แล้วสอบ 5 วิชา ในปีใหม่นี้ให้เพิ่มอีก 3 วิชา รวมเป็น 8 วิชา" ผอ.สทศ.กล่าว
นางอุทุมพรกล่าวด้วยว่า แม้ สทศ.จะจัดสอบโอเน็ตนักเรียนชั้น ม.6 ประจำปีการศึกษา 2550 จำนวน 8 วิชา แต่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จะนำผลคะแนนสอบไปใช้ในการคัดเลือกในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2551 เพียง 5 วิชาเหมือนปีที่ผ่านมา คือ คะแนนวิชาภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่เพื่อให้เด็กตั้งใจทำข้อสอบอีก 3 วิชาที่เหลือ ตนทราบว่าทาง ทปอ.จะกำหนดเงื่อนไขในการที่เด็กจะเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยว่า จะต้องสอบครบทั้ง 8 วิชาด้วย แต่ความชัดเจนเรื่องนี้ยังต้องรอที่ประชุม ทปอ.ประกาศเงื่อนไขออกมาอีกครั้ง
นางอุทุมพรกล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ.ได้มติชัดเจนว่า การจัดสอบโอเน็ตประจำปีการศึกษา 2550 นี้ จะจัดสอบให้กับเฉพาะนักเรียนที่จะจบ ม.6 หรือเทียบเท่าเท่านั้น ส่วนกรณีของเด็กซิ่ล หรือนักเรียนที่จบชั้น ม.6 ก่อนปีการศึกษา 2550 นั้น อยากขอให้จัดประชุมร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ ทปอ. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สพฐ. และ สทศ. โดยเชิญรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เข้าร่วมหารือด้วย เพื่อร่วมตัดสินใจเรื่องของเด็กซิ่ล จะได้เตรียมการรองรับแต่เนิ่นๆ ไม่อยากให้เกิดปัญหาฟ้องร้องเรื่องขอให้ใช้คะแนนสอบโอเน็ตมากกว่า 1 ครั้งเหมือนในปีนี้อีก
แหล่งที่มา มติชน



http://www.eduzones.com/news-1-1-42614.html

ผู้แสดงความคิดเห็น คิดวิธีกำจัดเด็กซิ่ลได้ทุกปี วันที่ตอบ 2007-07-12 19:21:00 IP : 125.27.8.13


ความคิดเห็นที่ 6 (1099966)
ขอบคุณทุกคนที่ช่วยรวบรวมข่าวการศึกษาให้อ่าน เน้นเรื่องแอดมิชชั่นเป็นพิเศษ บางข่าวผมได้อ่านแล้ว แต่บางข่าวก็ไม่ได้อ่านเลย ขอบคุณครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น อันดามัน วันที่ตอบ 2007-07-12 19:47:00 IP : 125.25.146.81


ความคิดเห็นที่ 7 (1099967)
แล้บเด็กซิลที่มีโอเนทจาได้เข้าร่วมกับเค้ามั้ยอ่ะครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ... วันที่ตอบ 2007-07-13 08:57:00 IP : 222.123.228.7


ความคิดเห็นที่ 8 (1099968)
จาก คห. 5

ว่าแล้วเชียว โอเน็ต 8 สาระเนี่ย จะต้องมีแผนการชั่วร้ายแอบแฝง ปีที่แล้วบอกว่าโอเน็ตต้องตรงปีที่จบถึงจะแอดได้ มาปีนี้ไม่ได้เสียแล้ว เอายังไงกันแน่

พวกเราจะยอมหรือ
ผู้แสดงความคิดเห็น ในที่สุดหางก็โผล่ วันที่ตอบ 2007-07-13 10:27:00 IP : 125.27.23.196


ความคิดเห็นที่ 9 (1099969)
บอกตรง ๆรุ่นที่ซวยที่สุดคือเด็กแอดรุ่นแรก โอเน็ตมั่วสุด ๆ คะแนนก้อน้อย พวกผมมันก้อแค่พวกที่ถูกลืม หนูลองยาตัวจิง และซวยที่สุดชาตินี้ไม่ได้เรียนแล้วเภสัช ทันตะ เพราะอัฟ เอเน็ตจนบางวิชามากว่าโอเป็น เกือบสิบคะแนนแล้ว ก้อยังไม่กระดิก เหนื่อยคับ
ใครก้อได้ช่วยด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น ช่วยผมด้วย วันที่ตอบ 2007-07-14 00:23:00 IP : 125.27.251.150


ความคิดเห็นที่ 10 (1099970)
จริงๆแล้วคนที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยพวกหนูๆนั้นมีมากนัก แต่พวกหนูต้องรู้จักช่วยตัวเองด้วย เวลานัดเวลารวมตัวอะไรกันก็ไม่มากันเลย อ้างไม่ว่างมั่ง ป่วยมั่ง เดินทางไม่สะดวกมั่ง ในขณะที่คนที่เป้นฝ่ายชนะเขามีพรรคพวกมากมาย พอรู้ว่าตัวจะทำอะไรแต่ละคนก็ออกแรงกันเต็มที่โดยทุ่มเทในส่วนของตัวเองให้ดีสุด ไม่มีใครหดหัวเป็นไอ้หน้าตัวเมีย
ผู้แสดงความคิดเห็น ดูมานานแล้ว วันที่ตอบ 2007-07-14 15:30:00 IP : 58.136.71.91


ความคิดเห็นที่ 11 (1099971)
ENTRANCE เหอะครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ENTRANCE เหอะครับ วันที่ตอบ 2007-07-14 21:59:00 IP : 58.8.28.6


ความคิดเห็นที่ 12 (1099972)
โดย : พิมเสน ลำดับที่ :18 โพสต์เมื่อ: 28 มกราคม 2550

"เหมือนไส้เดือน เจอขี้เถ้า"

"เหมือนสุนัข เจอน้ำร้อนราด"

นับวันผมยิ่งเป็นคนปากร้ายมากขึ้น ต้องขออภัยด้วยนะครับ(ผมมักจะใช้คำว่า"ขออภัย" แทนคำว่า"ขอโทษ" เหตุผลก็คือ ถ้าผมขออภัย ก็อาจจะมีคน"ให้อภัย" แต่ถ้าผมขอโทษ แฮะๆผมกลัวมากๆเลยครับว่าจะมีคน"ให้โทษ"ผม แค่นี้ก็มีคนที่พร้อมจะให้โทษผม"อาจจะเต็มบ้านเต็มเมือง(ไทย???)แล้วก็ได้"

นักกินเมือง...อุ้บ...ขออภัย...นักการเมือง พอมีความเห็นส่วนตัวของท่านนายกฯสุรยุทธ์ฯ เกี่ยวกับ จำนวน ส.ส. และ ส.ว. ผมต้องขออภัย"สัตว์ทั้งสองชนิดนั้นด้วย ที่นำมาเปรียบเทียบ" บางทีสัตว์ทั้งสองชนิดนั้นอาจมีศีลธรรมดีกว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า"คน"ก็ได้(ไม่แนอาจจะดีกว่าผมด้วยซ้ำไป)

"เจ็บแล้วจึงพอเข้าใจ ต้องเจอะเองรู้เอง"(ขอยืมมาใช้หน่อย) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สิ่งที่ตนเองเคยมีเคยได้ พอจะถูกจำกัดหรือตัดออก ส่งเสียงกระจองอแง(ไม่เป็นไรผมพร้อมเปิดใจกว้าง ถ้าทุกคนทุกท่านยึด ศีลธรรมเป็นหลัก ยึดสติปัญญาเป็นหลัก ยึดความจริงเป็นหลัก และยึดหลักกาลามสูตร ถ้าจะเสนอให้ยึดหลักอะไรเพิ่มเติมก็ยินดีนะครับ) สงสารก็แต่เด็กนักเรียน ม.6 และ เด็ก"fossil" สิทธิ(ที่ตนเองมีทั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ ตามพันธะกรณีระหว่างประเทศ)ที่เคยมีเคยได้อันชอบธรรมด้วยซ้ำ คือ "การมีโอกาสสอบแก้ตัวเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย" กลับถูก"ใคร"ก็ไม่รู้บังอาจจำกัดและตัดสิทธิไม่ให้แก้ตัว

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยระบบ Admissions ที่เริ่มใช้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2549 แทนระบบ Entrance แบบเดิม โดยมีส่วนที่ประกอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในสามประเด็นหลักคือ

1.คะแนน GPA และ GPAX ที่เด็กจบชั้น ม.6 มา ซึ่งคะแนนในส่วนนี้ เด็กยังมีโอกาสแก้ตัวและแก้ไขได้(ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและความลำบากบ้าง บอกก่อนนะครับว่า ห้ามเถียงผมว่าจะแก้ตัวและแก้ไขไม่ได้นะครับ ใช้หลักสติปัญญาบ้าง) สรุปก็คือ เด็กมีโอกาสแก้ไขและแก้ตัวในส่วนของคะแนน GPA และ GPAX ได้

2.คะแนน A-NET เด็กสามารถแก้ตัวและแก้ไขคะแนน A-NET ได้ใหม่ แม้ต้องใช้เวลารอเพื่อการแก้ตัวนานถึงสามร้อยหกสิบห้าวันก็ตาม(เพราะผู้มีอำนาจจัดสอบให้เพียงปีละหนี่งครั้ง เป็นเวลาที่เหมาะสมและสมควรแล้วหรือ) ในขณะที่ระบบเดิมคือEntranceให้โอกาสแก้ตัวและแก้ไขโดยจัดสอบปีละสองครั้ง เคยมี"ใครโวยวาย" หรือ "ลงข่าว นสพ.หน้าหนึ่งเรียกร้องให้เด็กๆ"บ้างไหม

3.คะแนน O-NET ผู้มีอำนาจบังอาจกำหนดให้ใช้เฉพาะ"คะแนน O-NETครั้งแรกเท่านั้นเพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัย" (ให้สอบใหม่ได้แต่ให้ใช้คะแนนเฉพาะครั้งแรกเท่านั้น) เด็กไม่มีโอกาสแก้ไขและแก้ตัวในส่วนคะแนนO-NETได้เลย จะแก้ไขแก้ตัวเปลี่ยนแปลงคะแนน O-NET ได้ใหม่มีอยู่กรณีเดียวเท่านั้น คือ "ต้องตายแล้วเกิดใหม่" ชอบด้วยหลักศีลธรรม(ความเมตตากรุณาปราณีให้อภัยให้โอกาสหรือ) ชอบด้วยหลักสติปัญญา ชอบด้วยหลักความจริง และชอบด้วยหลักกาลามสูตร??? ขอยกตัวอย่างที่เป็นจริง กสพท.กำหนดให้ผู้ที่จะเข้าแพทย์ต้องได้คะแนน O-NET ไม่ต่ำกว่า 60% หากเด็กคนไหนคะแนนไม่ถึง เด็กคนนั้นต้องตายแล้วเกิดใหม่ แล้วจึงมีโอกาสมาสอบ O-NET ใหม่ จึงอาจจะมีโอกาสเข้าแพทย์ได้ ถ้าโชคร้าย(คนไทยทุกคนทุกท่านต้องยอมรับว่า การสอบเพียงครั้งเดียว ผลคะแนนสอบอาจผิดพลาดและไม่สามารถประเมินได้ครบถ้วนนัก เช่น เด็กอาจไม่สบาย ตื่นเต้น อยู่ในภาวะกระทบทางจิตใจกับเหตุไม่คาดคิดต่างๆ) ถ้าเด็กคนนั้นโชคร้ายได้ไม่ถึง 60%อีก หากอยากเข้าแพทย์ในเมืองไทยก็ต้องตายอีกครั้งแล้วรีบมาเกิดใหม่ ไม่แน่นะบางคนอาจต้องรอเป็นสิบๆชาติก็เป็นได้ บางคณะใช้คะแนน O-NET พิจารณาอย่างเดียว ถ้าเด็กคนนั้นได้คะแนน O-NET ไม่ถึงเกณฑ์ เด็กคนนั้นก็คงต้องตายแล้วเกิดใหม่ จะได้มาสอบ O-NET ใหม่ เพราะใช้ได้เฉพาะคะแนนสอบครั้งแรกเท่านั้น และนี่ถ้าผู้มีอำนาจเกิดมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า "เด็กคนนี้ ชาติที่แล้วเคยมาสอบ O-NET ไปแล้ว เด็กคนนี้มิต้องถูกบังคับให้ใช้คะแนนสอบ O-NET ที่ได้จากการสอบในชาติแรกเท่านั้นหรือ แฮะๆถ้าอย่างนั้น เด็กคนนี้ เมื่อตายแล้ว ต้องไปเกิดเป็นคนชาติอื่น ที่ไมใช่เด็กไทย ผมรู้แล้ว เป็นความอัจฉริยะของผู้มีอำนาจเพื่อไม่ให้จำนวนประชากรไทยมีมากจนเกินไป ผมเพิ่งถึงบางอ้อและเข้าใจเหตุผลตอนนี้เอง ผู้น้อยขอคารวะ

ที่ผมออกนอกเรื่อง"รัฐธรรมนูญ" ไปบ้างก็ต้องขออภัยด้วย กลับเข้ามาเรื่อง"ร่างรัฐธรรมนูญ" กันใหม่ต่อ

ผมร่างรัฐธรรมนูญจนถึง มาตรา 231 เมื่อเปรียบกับรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว นั่นหมายถึงว่า "โดยส่วนตัวของผมเอง มีร่าง และ มีธง ในส่วนของ ส.ส. ส.ว. และ นายกรัฐมนตรี แล้ว(ทั้งที่มา และ จำนวน ตลอดจนอำนาจหน้าที่ฯลฯ)

เช่น มาตรา 226 (ตามเดิม) แต่ทำไมไม่เติมเข้าไปอยู่เป็นวรรคสองในมาตรา 11 ทำไมและเพราะอะไร

เช่น มาตรา 231 (รัฐธรรมนูญ 2540)คล้ายกับมาตรา 17 รัฐธรรมนูญ 2549 แต่ควรใช้ข้อความปี 2549 ครบถ้วนกว่า

ผมต้องยอมรับว่า ผมเป็นเพียงคนไทยธรรมดาสามัญรูปร่างสันทัดคนหนึ่งเท่านั้น ผมจึงมีความจำเป็นต้องสงบเสงี่ยมเจียมตน "การหักด้ามพร้าด้วยเข่า" หรือ "น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือเข้าไปขวาง" เป็นสิ่งที่ผมสำนึกอยู่เสมอ การที่จะนำเสนอ"ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนของ ส.ส. ส.ว. และ นายกรัฐมนตรี ทั้งในแง่ของที่มา จำนวน และอำนาจหน้าที่" สิ่งที่สำคัญ คือ หลักการและเหตุผล ผมมีความมั่นใจว่า หลักศีลธรรม หลักสติปัญญา หลักความจริง และหลักกาลามสูตร น่าจะเป็นหลักที่คนไทยทุกคนทุกท่านยอมรับ หรือถ้ามีหลักอย่างอื่นอีกก็ได้นะครับ แต่ขอความกรุณา"อย่าใช้หลักกู"

"คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ" และ "ทำตัวอย่าให้เด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็น เราเด่นเกิน" เป็นคติสอนใจผมอยู่เสมอ ผมจะพยายามควบคุม "ลมที่ผายออกจากปากผม" และ "อักษรที่ออกจากมือผม" ไม่เบียดเบียน รังแก ทำร้าย และทำลายผู้ที่มีศีลธรรม ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ขอยืมมา วันที่ตอบ 2007-07-15 16:48:00 IP : 124.121.10.27


ความคิดเห็นที่ 13 (1099973)
ความคิดเห็นที่ 2

......ประเทศไทยและคนไทยล้มลุกคลุกคลานมานานพอสมควรแล้ว 75 ปีที่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น"ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหลายและผู้ที่มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองและปกครองประเทศชาติ แต่ละคนแต่ละท่านได้คิดพูดทำ"อะไร"ลงไปบ้าง แต่ละคนแต่ละท่านคงทราบดีแก่ตนเอง......

......แต่ละคนก็โกงทั้งนั้น แล้วถ้าฉันจะโกงบ้างแต่ให้เศษเนื้อเล็กน้อยเพื่อเป็นการปิดปาก หรือว่า ใครเข้ามาบริหารปกครอง ก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนทุกท่านได้ยินบ่อยๆ เป็นความจริงหรือไม่......

......แล้ว"เราจะปล่อยให้ประเทศไทยและคนไทยถูกกระทำอย่างนี้ไปจนสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินเลยหรือ......พอเสียทีได้ไหม ลูกหลานจะเป็นอย่างไร......

......ผมขออนุญาตทำตัวเป็น..."ยามเฝ้าแผ่นดิน"...เมื่อประเทศไทย"เป็นนิติรัฐ"...และ..."ยึดหลักนิติธรรม" ผมต้องขออนุญาต"ทักท้วง"ด้วยตัวบทกฎหมาย

......ขณะนี้กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย คือ รัฐธรรมนูญ 2549 ใช่หรือไม่ ถ้าหากไม่ยึดตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแล้ว บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ผมย้ำเสมอนะครับว่า ผมคิดผิดได้ ผมพูดผิดได้ ผมทำผิดได้......

......ผมเคยเสนอให้..."ส.ส.ร.ละเว้นการกระทำในวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 เพื่อให้กำหนดครบ 180 วันผ่านไปโดยร่างรัฐธรรมนูญผ่านเพียงแค่วาระ 2 โดยไม่ต้องให้ ส.ส.ร.ลงมติในวาระ 3 แล้วให้ คมช. และ ครม. นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ ส.ส.ร.ที่ผ่านวาระ 2 นั่นแหละ ขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ 2550 ตามอำนาจในมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญ 2549 โดยผมได้นำเสนอ"ปมปัญหาทางกฎหมาย"ถึงที่มาของ ส.ส.ร. และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ งบประมาณสองพันล้านบาทจะได้ไม่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนั้น"ความเสียหายที่คนไทยผู้มีสิทธิลงประชามติในการดำเนินการและกิจกรรมการทำประชามติอีก"......

......"ปมปัญหาทางกฎหมาย" มีอะไร ขอได้โปรดติดตาม......"การได้มาซึ่ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 100 คน"......เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2549 หรือไม่......กรุณาใช้หลักกาลามสูตรในการพิจารณาตัดสินนะครับ เพราะถ้าสมมติ ส.ส.ร. ได้มาโดยไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญแล้ว....""คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ"...จะเป็นอย่างไร
1.มาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญ 2549 บัญญัติว่า ให้มี ส.ส.ร. 100 คน
2.มาตรา 20 ของรัฐธรรมนูญ 2549 บัญญัติว่า ให้มีสมัชชาแห่งชาติมีจำนวนไม่เกินสองพันคน
3.มาตรา 21 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ 2549 บัญญัติว่า วิธีการคัดเลือก ส.ส.ร. ให้เป็นไปตามที่ผู้ทำหน้าที่ประธานสมัชชาแห่งชาติกำหนด แล้วประธาน สมช. กำหนดอย่างไร
3.1ประธาน สมช.กำหนดดังนี้..."ประกาศสมัชชาแห่งชาติ เรื่อง การประชุมสมัชชาแห่งชาติและวิธีการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ" ประกาศ ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ขอให้คนไทยทุกคนทุกท่านดูที่...ข้อ 14...ระบายหมายเลขที่เลือกลงบนบัตรลงคะแนน"จำนวนสามหมายเลข"...ถือได้ว่าเป็นข้อกำหนดที่"ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในมาตรา 22 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ 2549 หรือไม่ นอกจากนั้น...ในตัวอย่างบัตรลงคะแนนแนบท้ายประกาศ ย้ำไว้ชัดเจน....วิธีการเลือก 1. ระบายหมายเลขประจำตัวที่ต้องการเลือก"จำนวน 3 หมายเลข"... คำว่า"จำนวนสามหมายเลข" มีความหมายอย่างไร ต้องเลือกครบสามคนใช่หรือไม่ คนไทยทุกคนทุกท่านคงต้องพิจารณาเอาเอง ปัญหาคือ..."ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในมาตรา 22 วรรค 2 อย่างไร ถื่อว่า..."เป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และมีอำนาจกระทำได้ไหม???" แล้วบทบัญญัติในมาตรา 22 วรรค 2 บัญญัติว่าอย่างไร
4.มาตรา 22 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ 2549 บัญญัติว่า...ให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติมีสิทธิเลือกได้"คนละไม่เกินสามรายชื่อ"...ความหมายของคำว่า คนละไม่เกินสามรายชื่อคืออะไร ตรงกับความหมาย"จำนวนสามหมายเลข"หรือไม่ คนไทยทุกคนทุกท่านคงต้องพิจารณาตัดสินเองเอง คำว่า"ไม่เกินสามรายชื่อ" หมายถึง ไม่เลือกเลยได้ไหม หรือเลือกเพียงหนึ่งคนได้ไหม หรือเลือกสองคนได้ไหม หรือเลือกครบสามคนก็ได้ใช่ไหม ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า"เลือกจำนวนสามหมายเลข"ใช่หรือไม่

......ถ้าหากที่มาของ ส.ส.ร. 200 คน ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ..."แล้วที่มาของ ส.ส.ร. 100 คน จะเป็นอย่างไร เพราะต้องคัดเลือกมาจาก ส.ส.ร.200 คนนี้ ใช่หรือไม่"...และ..."แล้วที่มาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ( 25 คน ใน 35 คน คนมาจาก ส.ส.ร.)จะเป็นอย่างไร"... แล้ว......"ร่างรัฐธรรมนูญ"ที่อาจจะมีการลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 จะเป็นอย่างไร"......ประเทศไทยและคนไทยต้องเสียเงินงบประมาณสองพันล้านบาทไปอีกหรือ ยังไม่นับสิ่งที่คนไทยผู้มีสิทธิลงประชามติที่ต้องออกไปลงประชามติอีก...

......ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่เคยคิดผิด ไม่เคยพูดผิด ไม่เคยทำผิด สิ่งที่ผมทักท้วงมานั้น"ผิดถูกอย่างไร" ผมอยากได้ความคิดเห็นของคนไทยทุกคนทุกท่านได้วิพากษ์วิจารณ์ครับ สมมติเมื่อรู้ว่าไม่ถูกต้อง ก็สมควรแก้ไขให้ถูกต้องไม่ใช่หรือ หรือว่าจะต้องให้เหมือนกับ"อดีตนายก"ที่ไม่เคยฟังคนอื่นเลย อย่าให้"อดีตนายก"ขออภัยด้วยนะครับมันพูดได้ว่า......"เห็นไหม ใครๆเขาก็ทำผิดกฎหมายเหมือนอย่างที่ผมทำทั้งนั้นแหละ"......

......ช่วยๆกันปกป้องรักษาคนไทยและแผ่นดินไทยไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานของคนไทยทุกคนทุกท่านด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

จากคุณ : พิมเสน - [ 8 ก.ค. 50 14:50:02 A:58.10.128.232 X: ]




ผู้แสดงความคิดเห็น ขอยืมมา วันที่ตอบ 2007-07-15 17:14:00 IP : 124.121.10.27


ความคิดเห็นที่ 14 (1099974)
อยากให้มีการเปิดโอกาสให้กับเด้กที่จบก่อนปี 2548 แต่ยังไม่ได้สอบโอเน็ตบ้างครับ

เพราะคนที่สอบแพทย์ต้องใช้คะแนนโอเน็ต
พอมาปีนี้จะไม่มีการจัดสอบให้...

ผู้แสดงความคิดเห็น heyko วันที่ตอบ 2007-07-16 22:15:00 IP : 124.120.46.71


ความคิดเห็นที่ 15 (1099975)
กสพท.คลอดเกณฑ์รับ"แพทย์-ทันตะ"ปี"51

เลิกจีพีเอเอ็กซ์ขั้นต่ำ-กันถูกฟ้องละเมิดสิทธิ



เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดสอบคัดเลือกระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) แถลงข่าวการรับสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต และหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ประจำปีการศึกษา 2551 ผ่านระบบรับตรงของ กสพท.ว่า ปีนี้คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มม.เข้าร่วมคัดเลือกกับ กสพท.เป็นปีแรก ฉะนั้น ปีนี้ทั้ง 14 คณะ จาก 12 สถาบัน จะรับนิสิตนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ รวม 1,218 คน ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มม.รับ 148 คน โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล มม.รับ 225 คน จุฬาฯ 200 คน ม.ขอนแก่น 30 คน ม.เชียงใหม่ 45 คน ม.ธรรมศาสตร์ 60 คน ม.นเรศวร 20 คน ม.ศรีนครินทรวิโรฒ 120 คน ม.สงขลานครินทร์ 60 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล 80 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า 100 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ ม.รังสิต 30 คน คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 50 คน และ มม.50 คน

"เกณฑ์การรับสมัคร และคัดเลือกผู้มีสิทธิเข้าศึกษาต่อ ยังคงเหมือนปีการศึกษา 2550 แต่ได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัคร โดยยกเลิกเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ม.ปลาย หรือจีพีเอเอ็กซ์ ต้องไม่ต่ำกว่า 2.75 เพราะเป็นภาระกับนักเรียนในการนำหลักฐานมาแสดง อย่างไรก็ตาม แม้ กสพท.จะไม่กำหนดเกณฑ์จีดีเอเอ็กซ์ขั้นต่ำ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่ผ่านการคัดเลือกของ กสพท.จะมีจีพีเอเอ็กซ์มากกว่า 3.5 สำหรับการคัดเลือกนั้น กสพท.จะพิจารณาเฉพาะนักเรียนที่มีคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต รวมกัน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แม้ว่าสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะจัดสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระฯ โดยต้องเป็นคะแนนโอเน็ตในปีที่จบการศึกษาเท่านั้น และต้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 โดย***ส่วนคะแนนที่ใช้ในการคัดเลือกนั้น จะพิจารณาจากคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอเน็ต ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และคะแนนสอบวิชาเฉพาะร้อยละ 30" พญ.บุญมีกล่าว

พญ.บุญมีกล่าวต่อว่า กสพท.จะเปิดรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต วันที่ 1-31 สิงหาคม ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 1 สิงหาคม-4 กันยายน ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารไทยพาณิชย์ สอบวิชาเฉพาะ วันที่ 11 พฤศจิกายน ประกาศคะแนนวิชาเฉพาะเดือนธันวาคม ประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์ และตรวจร่างกายหลังการประกาศผลโอเน็ต และเอเน็ต ประมาณ 1 สัปดาห์ ประกาศผลขั้นสุดท้าย ภายในวันที่ 30 เมษายน 2551 ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถเลือกคณะได้ 3 อันดับ โดยอยากให้นักเรียนเลือกคณะที่อยากเรียนมากที่สุดเรียงตามลำดับ เพราะหากมีผู้สละสิทธิ กสพท.จะเรียกรายชื่อสำรองจากผู้ที่มีคะแนนในลำดับต่อไปที่ยังไม่ติดสถาบันใดเลย โดยนักเรียนตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cotmes.org ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการ กสพท.กล่าวว่า แม้ว่าศาลปกครองจะยกฟ้องทุกข้อกล่าวหาที่มีการฟ้องร้อง กสพท.เกี่ยวกับเกณฑ์คุณสมบัติ และการคัดเลือกในปีที่ผ่านมา แต่ศาลได้แนะนำว่าเพื่อไม่ให้มีการอ้างว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงแนะนำให้ กสพท.ยกเลิกการกำหนดเกณฑ์จีพีเอเอ็กซ์ขั้นต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนที่จบสายอื่นนอกเหนือจากสายวิทยาศาสตร์ และไม่ว่าจะมีจีพีเอเอ็กซ์เท่าใดก็สมัครสอบได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านักเรียนจะรู้ศักยภาพของตนเองดีว่าจะมีสิทธิเข้าเรียนได้หรือไม่ เพราะหากคะแนนจีพีเอเอ็กซ์ต่ำ แต่บังเอิญสอบได้ก็อาจเรียนไม่ไหว ทั้งนี้ คาดว่าผู้สมัครในปีนี้คงไม่มากกว่าปีที่แล้วที่มีผู้สมัครประมาณ 1.7-1.8 หมื่นคน

ทญ.เจนจิรา ถิระวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า สาเหตุที่คณะทันตแพทย์เข้าร่วมกับ กสพท.เพราะผู้สมัครเป็นกลุ่มเดียวกัน อีกทั้ง การรับนิสิตของคณะทันตแพทย์ในปีก่อนพบว่ามีรายชื่อนิสิตซ้ำซ้อนกับผู้ที่สอบติดคณะแพทย์ กสพท.ประมาณ 700 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก และทำให้มีผู้สละสิทธิจำนวนมาก

ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวจากมติชน วันที่ตอบ 2007-07-17 11:04:00 IP : 125.25.195.184



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.