ReadyPlanet.com


คำพิพากษาคดี ดำที่ 1436 /2549


คำพิพากษาคดี ดำที่ 1436 /2549
คดี แดงที่ 1083 /2550
วันที่ 6 กค 2550
ผู้ฟ้องคดี เยาวชน 48 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี เลขา สกอ . ทปอ. และ กสพท.

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 โดยพันโทแพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ผู้รับมอบอำนาจ ฟ้องและฟ้องเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประกาศหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 ในระบบแอดมิชชั่นตรงของคณะแพทย์ศาสตร์ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย รวม 12 สถาบัน
โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2

ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ประกาศมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบดังนี้ คือ ข้อ1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือหลักสูตรอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่าหรือกำลังศึกษาอยู่และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนเมษายน 2550 โดยในขณะสมัครต้องมีคะแนนการศึกษา 4 ภาคการศึกษามากกว่าหรือเท่ากับ 2.75 และในเดือนเมษายน 2550 ต้องมีคะแนนการศึกษาตลอดหลักสูตร (GPAX) มากกว่าหรือเท่ากับ 3.00

และข้อ 4 . ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักศึกษาร่วมกับ สกอ. (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร) รวมทั้งได้มีการกำหนดให้ผู้สมัครสอบจะต้องได้คะแนน O-NET มากกว่าหรือเท่ากับ 60 %

สำหรับในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีการประชุมเกี่ยวกับการใช้ระบบแอดมิชชั่นในปีการศึกษา 2550 โดยได้มีมติและประกาศตามสื่อมวลชน ในวันที่ 18 มิถุนายน 2549 ว่าให้ใช้ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นระบบแอดมิชชั่น คือ ใช้คะแนน GPA และ GPAX รวม 30 % คะแนนสอบ O-NET และ A-NET อีก 70 % โดยให้ยกเลิกการรับสมัครแบบแอดมิชชั่นตรง

และให้มหาวิทยาลัยรับเองได้ไม่เกิน 50 % รวมทั้งห้ามมีการสอบคะแนน O-NET ใหม่

ซึ่งการประกาศกฎเกณฑ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 ข้างต้นนั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่ได้ผ่านการวิจัยถึงข้อดีข้อเสีย ไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้รับรู้ข้อติดขัดเดือดร้อนของเยาวชน และขาดการมีส่วนร่วมตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย

และขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 59 มาตรา 60
และเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในมาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 53 มาตรา 80

และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 6 มาตรา 8(2) มาตรา 9 (6) มาตรา 10 มาตรา 22 มาตรา 24 และมาตรา 28

รวมทั้งการกำหนดให้ใช้ระบบแอดมิชชั่นเป็นการกำหนดเกณฑ์ที่มีผลย้อนหลัง

ส่วนการกำหนดให้สอบ O-NET ได้ครั้งเดียวเป็นการจำกัดสิทธิของนักศึกษาชั้นปีที่สองขึ้นไปหรือผู้ที่จะถูกรีไทร์หรือผู้ที่ไม่ชอบในสาขาหรือคณะเดิมซึ่งอยากจะเปลี่ยนสาขาหรือย้ายคณะไม่สามารถสมัครได้และไม่สามารถสอบแก้ตัวได้ใหม่

สำหรับการห้ามนักศึกษาที่ได้คะแนน GPAX ต่ำกว่า 3.00 สมัครสอบนั้นเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเกรดแต่ละโรงเรียนเชื่อถือไม่ได้ เพราะจากผลการสอบ O-NET ในปีการศึกษา 2549 พบว่ามีโรงเรียนที่ให้เกรดเฟ้อกว่าร้อยโรงเรียน

รวมทั้งการจำกัดสิทธิดังกล่าวไม่เป็นการจัดการศึกษาให้สอดคล้อง กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 53 และมาตรา 80

เป็นการผิดหลักความเสมอภาค และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย

ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 จึงนำคดีฟ้องต่อศาลโดยมีคำขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
1. ขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัคร
สอบตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประกาศในข้อ 1 และข้อ 4
2. ขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ใช้ O-NET ขั้นต่ำ 60 % หากไม่
ยกเลิกขอให้มีการสอบ O-NET ได้ใหม่หลายครั้ง โดยให้เลือกใช้ครั้งที่คะแนนสูงสุดแต่ถ้าหากไม่ให้สอบ O-NET ใหม่

ขอให้ศาลสั่งให้สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติเปิดเผยกระดาษเฉลยคำตอบให้ผู้สมัครสอบทั้งประเทศได้ตรวจสอบความถูกต้อง
นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ยื่นคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2549 เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิสมัครสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ในวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2549 และขอให้มีสิทธิสอบ O-NET ใหม่

ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอของผู้ฟ้องคดีเนื่องจากเห็นว่าในขณะนี้ยังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าการกำหนดคุณสมบัติดังกล่าวเป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

และหากศาลให้ทุเลาการบังคับตามกฎโดยให้ผู้ฟ้องคดีหรือนักเรียนทั่วไปสามารถสมัครสอบคัดเลือกในครั้งนี้ได้ก็จะก่อให้เกิดเป็นภาระของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

อันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต่อมาผู้ฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 21 ได้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีรวมทั้งยื่นคำขอไต่สวนฉุกเฉินและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ลงวันที่ 5 กันยายน 2549 โดยไม่ได้ระบุคำขอที่ชัดเจนหากแต่ระบุเพียงว่า ขอให้บรรเทา ทุกข์ชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินตามแต่ศาลจะโปรดพิจารณา ซึ่งต่อมาศาลได้พิจารณาคำขอไต่สวนฉุกเฉินดังกล่าวแล้ว มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน

ส่วนคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวนั้นจะได้พิจารณาต่อไป หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีที่ 22 ถึงที่ 47 ได้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีพร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินและขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลได้พิจารณาคำขอให้บรรเทาทุกข์ชั่วคราวของผู้ฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 21 และคำขอให้บรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน และขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ฟ้องคดีที่ 22 ถึงที่ 47 แล้วเห็นว่า คำขอดังกล่าว

"เป็นคำขอที่มิได้มีการอ้างอิงข้อเท็จจริงใหม่หรือมีเหตุผลเพิ่มเติมจากคำขอเดิม " อันจะทำให้เป็นคำขอที่สมควรได้รับการพิจารณา

ด้วยเหตุนี้จึงมีคำสั่งไม่รับคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของผู้ฟ้องคดีที่ 6 ถึงที่ 21 และคำขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ฟ้องคดีที่ 22 ถึงที่ 47ไว้พิจารณา

หลังจากนั้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ศาลได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณา

ต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม 2549 ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดได้ยื่นฟ้องเพิ่มเติมต่อศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีหรือหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ให้บริการสาธารณะทางด้านการศึกษาต่อประชาชนโดยทั่วไป ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถอ้างเหตุใด ๆ เช่น การกำหนดว่าจะต้องได้ GPAX 3.00 จึงจะมีคุณสมบัติมาเพื่อลดภาระงานของตน แต่ไปละเมิดสิทธิหรือจำกัดสิทธิของผู้อื่น

ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเข้าเป็นรัฐภาคีในมาตรา 28 ที่บัญญัติว่ารัฐภาคีตระหนักในสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษา และเพื่อที่บรรลุสิทธินี้อย่างเต็มที่ และบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ และหากต้องการศึกษาชั้นมัธยมก็ควรจะมีโรงเรียนรองรับอย่างเพียงพอและอยู่บนพื้นฐานของความสามารถที่เด็กสามารถจะเรียนต่อได้

ซึ่งในกรณีที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัตินั้น ศาลปกครองก็เคยมีคำพิพากษาในคดีที่สำนักงานศาลปกครองได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครสอบเข้าเป็นพนักงานคดีปกครองว่าจะต้องเป็นผู้ที่ได้เกียรตินิยมว่ากรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไม่ปรากฏชัดว่าการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในกรณีใดที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า เหตุอันเป็นที่มาของความเดือดร้อยหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ คือ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประกาศหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 โดยมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่อย่างใด

สำหรับการพิจารณารับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งตามพระราชบัญญัติของสถาบันอุดมศึกษา

ดังนั้น สภาสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งจึงมีอำนาจในการวางนโยบายวางระเบียบออกข้อบังคับ และประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อพิจารณารับบุคคลเข้าศึกษาเองได้โดยหาจำต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่อย่างใด

ส่วนกรณีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีการจัดการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พระมงกุฎเกล้า ได้กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อพิจารณารับบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดไม่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า การยกเลิกการสอบแบบแอดมิชชั่นและให้กลับไปใช้จำนวนวิชาเหมือนระบบเอ็นทรานซ์เดิมนั้นไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากการคัดเลือกเข้าศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นสิทธิที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติของแต่ละมหาวิทยาลัยในการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครที่แสดงสามารถและศักยภาพในการเรียนในมหาวิทยาลัยของตน

ส่วนการใช้ GPA มาร่วมพิจารณาในการรับผู้สมัครเข้าศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยก็เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 สนใจเรียนในชั้นเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อจะได้มีความรู้มาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ส่วนการที่ GPA ไม่สามารถเชื่อถือได้นั้น

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการคิดค่า GPA แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1


ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า กลุ่มสถาบันแพทยศษสตร์แห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเมื่อ 7 เมษายน 2532 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับการรับรองจากแพทยสภาตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณารับรองหลักสูตรและสถาบันผลิตแพทย์ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2547 ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 14 สถาบัน มีบทบาทและหน้าที่ดังต่อไปนี้ คือ

1. กำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานให้ตอบสนองวัตถุประสงค์
ของการจัดตั้งกลุ่มสถาบันและความประสงค์ของสถาบันสมาชิก

2. เป็นตัวแทนสถาบันสมาชิกทั้งหมด หรือแต่ละสถาบันในการดำเนิน
กิจกรรมที่ได้รับมอบหมายและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกลุ่มสถาบัน

3. ดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการอำนวยการเห็นสมควร และไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกลุ่มสถาบัน โดยคณะกรรมการอำนวยการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ทุกสถาบันได้มีการประชุมเป็นประจำทุก 2 เดือน และมติของที่ประชุมดังกล่าวถือเป็นความตกลงร่วมกันที่ทุกสถาบันการศึกษาแพทย์จะปฏิบัติตามอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่หากสถาบันใดไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีมาตรการบังคับหรือบทลงโทษ เนื่องจากมติของคณะกรรมการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองอย่างรอบคอบและมุ่งประโยชน์เพื่อการสาธารณสุขไทยโดยรวมอย่างแท้จริง

ในการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศษสตรบัณฑิตระบบรับตรงร่วมกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แทนการรับผ่านระบบแอดมิชชั่นกลาง นั้น ได้มีการดำเนินการในหลายสถาบันมาก่อนหน้าปีการศึกษา 2549

เช่นคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการรับตรงบางส่วนมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2536 และมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกว่าจะต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ทบวงมหาวิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สอบคัดเลือก

เว้นแต่จะได้ลาออกจากสถาบันอุดมศึกษานั้นก่อน ส่วนการกำหนด GPAX ขั้นต่ำของผู้สมัครสอบคัดเลือกเท่ากับหรือไม่ต่ำกว่า 3.00 นั้น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มีการกำหนดมาตั้งแต่ประมาณปี 2538

และได้มีการกำหนดเกณฑ์ดังกล่วด้วยเช่นกันในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งรวมถึงคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในปี 2548 ด้วย

สำหรับการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ ระบบรับตรงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เริ่มครั้งแรกในปีการศึกษร 2549 เนื่องจากคณะกรรมการบริหารกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยพิจารณาว่าในปีการศึกษา 2549 จะเป็นปีแรกที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้ยกเลิกระบบการสอบคัดเลือกรวม (ระบบเอ็นทรานซ์) มาเป็นระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางหรือระบบแอดมิชชั่นกลางโดยใช้คะแนน O-NET และ A-NET ซึ่งจัดสอบโดยสำนักทดสอบทางการศึกษา (สทศ.)

และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักทดสอบกลางและที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ได้แจ้งให้สถาบันการศึกษาทตราบกรณีการใช้คะแนน O-NET และ A-NET ในการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษา โดยจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการกำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้และรายวิชาสอบสำหรับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิต/นักศึกษา (แอดมิชชั่น) ปีการศึกษา 2548 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2548 ณ ห้องราชาแกรนด์บอลรูม โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ ถนนมหานาค กรุงเทพมหานคร

และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้มีมติเห็นชอบร่วมกันเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2548 ในการกำหนดองค์ประกอบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง รวมทั้งเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ดำเนินการสอบคัดเลือกระบบรับตรงในจำนวนที่ตกลงได้

รายละเอียดปรากฏตามสรุปรายงานการประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 ประกอบกับในปีการศึกษา 2547 มีคณะแพทยศาสตร์หลายสถาบันเปิดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในระบบรับตรง ทำให้มีนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีศักยภาพและมีความประสงค์จะเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์ต้องตระเวนสอบคัดเลือกระบบรับตรงตามคณะแพทยศาสตร์ต่าง ๆ ของแต่ละมหาวิทยาลัย

ซึ่งเป็นภาระทั้งต่อนักเรียนและผู้ปกครอง ประกอบกับมีนักเรียนที่มีศักยภาพสูงหลายคนสอบผ่านได้รับการคัดเลือกและมอบตัวเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์หลายสถาบัน

ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการและเกิดความเสียหาย เพราะรับนักศึกษาไม่ได้เต็มตามจำนวน และเป็นการตัดสิทธิบุคคลอื่นในการเข้าศึกษา

จึงมีข้อเสนอแนะจากนักเรียนและผู้ปกครองบางส่วนขอให้เป็นการจัดสอบร่วมกันครั้งเดียว ดังนั้น คณะกรรมการอำนวยการบริหารกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยจึงมีมติดำเนินการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตระบบรับตรงร่วมกัน 9 สถาบัน

โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นปีแรก การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะหลักสูตรแพทยศาสตร์ ระบบรับตรง

เป็นอำนาจหน้าที่ที่สามารถกระทำได้โดยได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดของคณะแพทยศาสตร์ที่เป็นสมาชิกกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของแต่ละสถาบันเป็นคณะกรรมการอำนวยการของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย

และได้มีการเสนอมหาวิทยาลัยบรับทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น ในปีการศึกษา 2549 อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีคำสั่งมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ 808/2548 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลในระบบรับตรง ประจำปีการศึกษา 2549

และในปีการศึกษา 2550 อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีคำสั่งมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ 1468/2549 ลงวันที่ 6 กันยายน 2549 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลระบบโควตา ประจำปีการศึกษา 2550

และการดำเนินการดังกล่าวได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โพยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้เป็นประธานเปิดแถลงข่าวการสอบคัดเลือกระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ทั้งในปีการศึกษา 2549 และปีการศึกษา 2550


การสอบคัดเลือกระบบรับตรงของผู้ฟ้องคดีที่ 3 เมื่อปีการศึกษา 2549 มีเกณฑ์การตัดสินโดยใช้***ส่วนคะแนนจากคะแนน A-NET 70 %

และจากการสอบวิชาเฉพาะ 30 % เนื่องจากผู้ที่จะเรียนหลักสูตรแพทยศาสตร์ได้ดีจำเป็นต้องมีทักษะความสามารถในการจับใจความ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณและแนวคิดทางจริยธรรม รวมทั้งการตรวจสุขภาพจิตอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการสอบวิชาเฉพาะของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย รวม 3 ฉบับ (ในปีการศึกษา 2550 เพิ่มเป็น 4 ฉบับ เนื่องจากมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเข้าร่วมด้วย)

และมีการตรวจร่างกายและสุขภาพจิตเพื่อประเมินทักษะและสุขภาพจิตดังกล่าว นอกจากความรู้ความสามารถในสาระวิชาหลักจากการสอบ O-NET และ A-NET ของระบบแอดมิชชั่นกลางเพียงอย่างเดียว

และการที่คณะแพทยศาสตร์ของทุกสถาบันใช้ข้อสอบวิชาเฉพาะฉบับเดียวกัน มีหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกแบบเดียวกัน นักเรียนที่เข้าสอบทุกคนย่อมได้รับความยุติธรรมเสมอภาคเท่าเทียมกันในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตระบบรับตรงร่วมกันนี้

สำหรับเหตุผลในการกำหนดคุณสมบัติขั้นต่อของผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตระบบรับตรงที่ต้องมี GPAX เมื่อสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับหรือมากว่า 3.00

เนื่องจากศาสตร์ทางการแพทย์มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วและไม่หยุดนิ่ง ผู้ที่สามารถเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์จึงควรผ่านการคัดกรองเบื้องต้นว่ามีศีกยภาพเพียงพอที่จะสามารถศึกษาได้สำเร็จตามหลักสูตรและสามารถรักษามาตรฐานวิชาชีพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

จากการพิจารณาข้อมูลย้อนหลังของผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ในระบบรับตรงที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับอนุมัติดำเนินการจากสภามหาวิทยาลัยมหิดลตั้งแต่ปีการศึกษา 2536 เป็นเวลากว่า 10 ปีพบว่า นักเรียนที่อยู่ในระบบการศึกษาปกติที่สอบผ่านร้อยละ 99 จะมี GPAX ไม่ต่ำกว่า 3.50

หรือข้อมูลคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำสุดของผู้ผ่านการคัดเลือก 3 ปี ย้อนหลังของคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

หรือเมื่อมีการสอบระบบรับตรงร่วมกัน 9 สถาบันในปีการศึกษา 2549 ปรากฏข้อมูลว่า GPAX ของนักเรียนที่สอบผ่านก็ล้วนเกิน 3.50 ทั้งสิ้น

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ GPAX เมื่อสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับหรือมากกว่า 3.00 นั้น เป็นการกำหนดบนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ได้เป็นการกำหนดที่เป็นการกลั่นแกล้งหรือมีเจตนาที่ไม่สุจริตตัดสิทธินักเรียนที่จะสมัครสอบคัดเลือกแต่อย่างใด

ในปีการศึกษา 2550 การเปิดรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ ระบบรับตรงในวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักเรียนยังไม่ได้สอบภาคต้นของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ดังนั้น คณะกรรมการบริหารของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยจึงได้ลดหย่อนเกณฑ์ที่กำหนด โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีผลการเรียน 4 ภาคการศึกษา เท่ากับหรือมากกว่า 2.75 สามารถสมัครสอบได้

แต่ต้องมี GPAX เท่ากับหรือมากกว่า 3.00 เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ทำให้มีจำนวนนักเรียนผู้สมัครสอบคัดเลือกมากกว่าปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 70 นอกจากนั้นแล้ว ในการผลิตบัณฑิตแพทย์แต่ละคนมีงบประมาณค่าใช้จ่ายสูงมาก ประเมินต้นทุนไว้ประมาณเกือบ 2,000,000 บาทต่อคน

ดังนั้น การผลิตแพทย์ที่สามารถประกอบวิชาชีพและจริยธรรมจึงทำได้ในจำนวนที่จำกัดระดับหนึ่ง การเรียนการสอนเป็นการฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยโดยการควบคุมดูแลจากอาจารย์แพทย์อย่างใกล้ชิด จำนวนนักศึกษาแพทย์ต่ออาจารย์แพทย์ได้กำหนดไว้เพื่อคงมาตรฐานการศึกษา ทำให้ไม่สามารถรับนักศึกษาเข้าเรียนเกินกว่าจำนวนที่กำหนดได้ ดังนั้น การแข่งขันในกรเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์จึงมีอัตราที่สูงอยู่แล้วโดยสภาพความเป็นจริง การสูญเสียนิสิตนักศึกษา ในระหว่างการเรียนหลักสูตรแพทยศาสตร์เพราะศักยภาพไม่เพียงพอที่จะเรียนสำเร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือเรียนตกซ้ำชั้น จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลเพราะค่าใช้จ่ายในการศึกษาแพทย์ที่รัฐต้องสนับสนุนมีมากถึงกว่าปีละ 300,000 บาทต่อคน

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อแผนกำลังคนด้านสาธารณสุขของประเทศ เนื่องจากแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีนั้น จะต้องไปปฏิบัติงานเพื่อชดใช้ทุน ดังนั้น จึงต้องมีกระบวนการคัดกรองบุคคลอันมีลักษณะที่พึงประสงค์ในการเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์อย่างรอบคอบ และลดปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้ จึงมิใช่เป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด


ส่วนการกำหนดคะแนน O-NET ทุกรายวิชาไม่ต่ำกว่า 30 คะแนน คะแนนรวมแล้วเฉลี่ยเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 60 เป็นเกณฑ์คุณสมบัติผู้สมัคร

เนื่องมาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้ยกเลิกระบบการสอบคัดเลือกรวบระบบเอ็นทรานซ์มาเป็นระบบรับผ่านแอดมิชชั่นกลางโดยใช้คะแนน O-NET และ A-NET ในปีการศึกษา 2549 ซึ่งเป็นปีแรกนั้น

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้ขอความร่วมมือผ่านทางผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขอให้คณะวิชาที่จัดสอบระบบรับตรงพิจารณาใช้คะแนน O-NET และ A-NET ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาแทนการจัดสอบเองเพื่อให้การสอบ O-NET และ A-NET มีผลในการพัฒนามาตรฐานการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษา

และเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการเรียนรู้กลุ่มสาระวิชาทุกกลุ่ม ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอและมีความรู้รอบด้าน รวมทั้งเพื่อเป็นการบรรเทาภาระของผู้ปกครองและนักเรียนในการสมัครเข้าสอบคัดเลือกโดยสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์

และเพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดกรณีนักเรียนเกิดความคาดหวังที่ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้จึงได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังกล่าว


การกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครที่จะต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกษาเกินกว่าชั้นปีที่ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้นเป็นข้อกำหนดที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนดและใช้มาโดยตลอด ตั้งแต่การสอบคัดเลือกระบบเอ็นทรานซ์เดิม จนถึงการสอบคัดเลือกระบบการรับผ่านแอดมิชชั่นกลาง

ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงใช้เกณฑ์การกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครกรณีดังกล่าวด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ประกอบกับการที่นิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะสอบผ่านได้ จำนวนนับหมื่นมาสมัครสอบเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ในเวลาที่เหลืออยู่จำกัด

นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองเงินค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองโดยเปล่าประโยชน์แล้วยังเป็นการเสียเวลาในการศึกษาของนิสิตนักศึกษาดังกล่าว

ในการที่จะสำเร็จเป็นบัณฑิตในสาขาที่กำลังศึกษาอยู่ และก่อให้เกิดความคาดหวังในสิ่งที่ไม่อาจสัมฤทธิ์ผลเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและทรัพยากรการศึกษาของประเทศ ตลอดจนทำให้เกิดความสูญเสียในแผนการผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาอื่น ๆ ด้วย


ส่วนเรื่องการประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครสอบและหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ระบบรับตรงได้มีการกระทำโดยกว้างขวางและหลากหลายรูปแบบเพื่อให้นักเรียนได้ทราบล่วงหน้าอย่างทั่วถึง อาทิเช่น เกณฑ์ GPAX ไม่ต่ำกว่า 3.00 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลประกาศใช้มาตั้งแต่การสอบคัดเลือกระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา 2548

หรือการสอบในปีการศึกษา 2549 ก็ได้มีการประกาศเกณฑ์ดังกล่าวอย่างกว้างขวางในทุกสื่อ

และปีการศึกษา 2550 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เรื่องหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเชิญผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมแถลงในส่วนของระบบรับตรง สาขาแพทยศาสตร์ด้วย ณ ที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

อีกทั้งมีการประกาศใน website ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย และ website ของคณะแพทยศาสตร์ทุกคณะตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2549 การแจ้งต่ออาจารย์แนะแนวโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศที่เรียนเชิญมาร่วมงาน Open house ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2549

การแจ้งและตอบปัญหาต่อที่ประชุมผู้ปกครองนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในงาน Open house ผู้ปกครองเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2549 การจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ การจัด Road show ตามโรงเรียนมัธยมศึกษา การเข้าค่ายอยากเป็นหมอ หรือเส้นทางสู่หมอที่สถาบันต่าง ๆ จัดขึ้น สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นต้น


ต่อมาในวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องสอดของผู้ฟ้องคดีที่ 48 และในวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ศาลได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 3 ถึงที่ 9 ไว้พิจารณา


ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า จากหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ประกาศว่า “ผ่านระบบ Direct Admissions โดยได้รับความเห็นชอบจาก ทปอ./สกอ.” แสดงว่าการรับสมัครนักศึกษาแพทย์ต้องผ่านกระบวนการเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ซึ่งการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวทำให้ผู้ที่ต้องการสมัครถูกละเมิดสิทธิเนื่องจากไม่รู้ล่วงหน้าว่าคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่กำหนดเกรดเฉลี่ยในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ไม่ต่ำกว่า 3.00

ซึ่งแต่เดิมก่อนหน้านี้มีบางมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำดังกล่าว เช่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีหรือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำให้ผู้ฟ้องคดีถูกละเมิดสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกในมาตรา 28 ที่กำหนดให้เด็ก ๆ ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งการที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้กำหนดให้มีการนำ GPA ที่ไม่สามารถเชื่อถือได้มาเป็นคุณสมบัติของผู้สมัครนั้น ทำให้มหาวิทยาลัยได้นิสิตนักศึกษาที่ไม่มีศักยภาพบางส่วนเข้าไปศึกษาซึ่งไม่ตรงตามเจตนารมณ์ทีทางมหาวิทยาลัยต้องการให้เด็กที่มีความรู้มาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
และทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดินหากนิสิตนักศึกษานั้นไม่จบการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ดังกล่าว โดยจะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีผู้
สมัครที่มีเกรดเฉลี่ย 2.60 สามารถสอบเข้าศึกษาในคณะแพทย์ศาสตร์ได้ ในขณะที่ผู้สมัครบางคนที่มีเกรดเฉลี่ย 3.90 ไม่สามารถสอบเข้าในคณะดังกล่าวได้

จึงแสดงให้เห็นว่า การกำหนดเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำของผู้ถูกฟ้องคดีนั้นไม่เป็นธรรมเนื่องจากอาจจะมีผู้สมัครที่มีความรู้ดีแต่ถูกจำกัดสิทธิ ข้อกำหนดดังกล่าวจึงมีขึ้น เพื่อไม่ต้องการแบกภาระในการจัดสอบเท่านั้น

สำหรับคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ว่าผู้ที่สอบผ่านในคณะแพทยศาสตร์ในระบบรับตรงปีการศึกษา 2549 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้น มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.50 แต่จากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบจากเอกสารท้ายคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พบว่ามีผู้ที่สอบผ่านบางรายได้เกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 3.50 จึงเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและไม่ต้องการแบกภาระในการจัดสอบเท่านั้น

ในส่วนการกำหนดคะแนน O-NET ขั้นต่ำในปี 2549 นั้นไม่น่าเชื่อถือเนื่องจากผู้สมัครบางรายไม่มีคะแนนในส่วนอัตนัยของ O-NET เลย บางรายที่ได้คะแนน O-NET ต่ำแล้วไปขอตรวจดูกระดาษคำตอบจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติก็ปรากฏว่าถูกปฏิเสธ

ความผิดพลาดดังกล่าวทำให้คะแนน O-NET ของปี 2549 ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนการกำหนดให้ผู้ที่กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐต้องลาออกก่อนนั้นเป็นการจำกัดคุณสมบัติของผู้สมัคเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กต้องดูว่าระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร ทำไมถึงไม่ให้มีการย้ายคณะได้

แต่คณะแพทยศาสตร์อาจจะมีการให้ชดใช้เงินหากมีการลาออกเพื่อสอบใหม่ รวมถึงการกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกควรแจ้งให้รู้ก่อนล่วงหน้าว่าเมื่อเข้าไปแล้วต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง และมีประสบการณ์ในสาขาวิชาที่เรียนจริงสักสองสามเทอมเพื่อให้เด็กรู้ว่า เมื่อจบการศึกษาไปแล้วจะต้องประกอบอาชีพหรือทำงานอย่างไร รวมทั้งครูแนะแนวก็ควรต้องแนะนำเด็กให้เลือกคณะให้ตรงตามความต้องการของตน

และไม่ว่าคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีจะมีประเด็นแห่งข้อเท็จจริงครบถ้วนสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหารต้องผูกพันตนต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีกับต่างประเทศตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549

เช่นเดียวกับองค์กรผู้ใช้อำนาจอันมีลักษณะเป็นการกระทำทางปกครอง ออกกฎหรือคำสั่งทางปกครองที่จำกัดสิทธิของเด็กและเยาวชนในการศึกษาและตราบใดที่ประเทศไทยต้องผูกพันตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแล้วการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย


ศาลออกนั่งพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของตุลาการเจ้าของสำนวน คำแถลงของคู่กรณีและคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี ลงวันที่ 5 เมษายน 2550 ด้วยแล้ว


ศาลได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว


ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกันของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ 7 สถาบัน และผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2532 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาวิจัยและบริการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานและแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการด้านการศึกษาของแพทยศาสตร์ และเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อคิดเห็นเสนอต่อรัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้นดำเนินการโดยคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการดำเนินการ ทั้งนี้ โดยคณะกรรมการอำนวยการมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสมาชิก 14 สถาบัน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประกาศหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2549 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2

ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบ ดังนี้ คือ ข้อ 1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือหลักสูตรอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่าหรือกำลังศึกษาอยู่และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนเมษายน 2550

โดยในขณะสมัครต้องมีคะแนนการศึกษา 4 ภารการศึกษามากกว่าหรือเท่ากับ 2.75 และในเดือนเมษายน 2550 ต้องมีคะแนนการศึกษาตลอดหลักสูตร (GPAX) มากว่าหรือเท่ากับ 3.00

และข้อ 4.ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักศึกษาร่วมกับ สกอ. (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร) รวมทั้งได้มีการกำหนดให้ผู้สมัครสอบจะต้องได้คะแนน O-NET มากกว่าหรือเท่ากับ 60 % โดยในปีการศึกษา 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้เริ่มดำเนินการจัดสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตในระบบรับตรงร่วมกันแทนการรับผ่านระบบแอดมิชชั่นกลางซึ่งมีหลักเกณฑ์และคุณสมบัติเช่นเดียวกับในปีการศึกษา 2550 ยกเว้นกรณีการลดหย่อน GPAX 4 ภาคการศึกษา มากว่าหรือเท่ากับ 2.75 มีสิทธิสมัครสอบคัดเลือกและในขณะนั้นมีสมาชิกที่เข้าร่วมจำนวน 9 สถาบัน

นอกจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ทำการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาและคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตระบบรับตรงอย่างกว้างขวางและหลายรูปแบบ โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นเจ้าภาพจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เรื่อง หลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยเชิญผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมแถลงในส่วนของระบบรับตรง สาขาแพทยศาสตร์ด้วย ณ ที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

อีกทั้งมีการประกาศใน website ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และ website ของคณะแพทยศาสตร์ทุกคณะตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2549 รวมถึงการแจ้งต่ออาจารย์แนะแนวโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ การจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์การจัด Road show ตามโรงเรียนมัธยมศึกษาและการเข้าค่ายอยากเป็นหมอหรือเส้นทางสู่หมอที่สถาบันต่าง ๆ จัดขึ้นสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการประชาสัมพันธ์ในทุกสื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2548


คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า หลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในข้อ 1 และข้อ 4 เป็นกฎที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ใช้คะแนน O-NET มากว่าหรือเท่ากับ 60 % ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
โดยที่ผู้ฟ้องคดีได้กล่าวฟ้องว่า หลักเกณฑ์ในข้อ 1 และข้อ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ที่จะสมัคร ผิดต่อหลักความเสมอภาคไม่เป็นการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขัดกับมาตรา
53 และมาตรา 80 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไม่ได้ผ่านการวิจัยถึงข้อดีข้อเสียและไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ขาดการมีส่วนร่วมตามการปกครอบในระบอบประชาธิปไตย ขัดต่อมาตรา 59 มาตรา 60และไม่ปฏิบัติตามมาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราชการ 2540 รวมทั้งมาตรา 6 มาตรา 8(2) 9(6) มาตรา 10 มาตรา 22 มาตรา 24 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

นอกจากนั้น ยังเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ย้อนหลังและเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 28 ด้วยเหตุนี้ จึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า หลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 กำหนดนั้นมีลักษณะเป็นไปตามคำฟ้องหรือไม่


พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ และมาตรา 30 ได้บัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน จากบทบัญญัติทั้งสองแสดงให้เห็นว่า สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้นั้น ผู้ใดจะกระทำการใด ๆ อันเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นย่อมไม่อาจกระทำได้และทุกคนย่อมได้รับการคุ้มครอบตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ซึ่งมีสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้นั้น ได้บัญญัติอยู่ในมาตรา 43 ความว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

จากบทบัญญัติในเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา คือ สิทธิที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเสมอภาคกัน ทั้งนี้ โดยรัฐจะต้องเป็นผู้จัดการศึกษาโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายด้วย


ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกันของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ 7 สถาบัน และผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2532 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา วิจัยและบริการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานและแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการด้านการศึกษาของแพทยศาสตร์และเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อคิดเห็นเสนอต่อรัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 นั้นดำเนินการโดยคณะกรรมการอำนวยการคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการดำเนินการ

ทั้งนี้ โดยคณะกรรมการอำนวยการมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีสมาชิก 14 สถาบัน ซึ่งจากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้มีสถานะในทางกฎหมายและไม่มีกฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้แต่อย่างใด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ประชุมและมีมติร่วมกันจึงไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย หากแต่เป็นเพียงความตกลงร่วมกันเท่านั้น การที่สถาบันอุดมศึกษาใดไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีมาตรการลงโทษแต่อย่างใด

ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการศึกษาเป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งและเป็นไปตามที่บทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้กำหนดไว้ ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษานี้ย่อมรวมไปถึงอำนาจในการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย แต่โดยที่มหาวิทยาลัยของรัฐที่ประสงค์จะรับบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ของตนนั้นมีข้อจำกัดในการรับบุคคลเข้าศึกษาในคณะดังกล่าว เนื่องจากเป็นคณะที่มีค่าใช้จ่ายสูงจึงไม่สามารถเปิดรับสมัครให้ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาในคณะดังกล่าวได้ทุกคน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ ซึ่งการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเข้าศึกษาในคณะดังกล่าวถือเป็นวิธีการหนึ่งในการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้าศึกษาอันอยู่ในอำนาจของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่จะกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกดังกล่าวได้ตามกฎหมาย

แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทย์ศาสตร์ได้รวมกลุ่มกันเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ทั้งนี้ โดยมีคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัยเป็นคณะกรรมการอำนวยการและได้ตกลงร่วมกันที่จะกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์เป็นหลักเกณฑ์เดียวกันอันเป็นอำนาจที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย

ถึงแม้ว่าหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 กำหนดจะมีมีสถานะในทางกฎหมายและไม่มีผลผูกพันมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกก็ตาม แต่เนื่องจากในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกทั้งหมอยอมผูกพันตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกมาทั้งหมด

รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาแทนมหาวิทยาลัยเหล่านั้น กรณีจึงถือได้ว่า การกำหนดหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้กำหนดขึ้นนั้นเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองอย่างหนึ่งที่ศาลปกครองสามารถพิจารณาพิพากษาได้

สำหรับในประเด็นที่ว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิและขัดต่อหลักความเสอมภาคหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 29 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้ห้ามการจำกัดสิทธิของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญได้คุ้มครองไว้ แต่เนื่องจากสิทธิของบุคคลในการได้รับการศึกษาตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ในมาตรา 43 มีแต่เฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับเท่านั้นที่รัฐมีหน้าที่จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นมิใช่การศึกษาภาคบังคับและไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องของความสมัครใจที่จะศึกษาต่อไป รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกในกรณีนี้เป็นอำนาจตามกฎหมายของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่สามารถกำหนดขึ้นได้ อันถือเป็นข้อยกเว้นของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะใช้อาจตามกฎหมายเฉพาะกำหนดคุณสมบัติอันเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลได้ และการกำหนดคุณสมบัติในกรณีนี้ก็เป็นความจำเป็นของมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถรับบุคคลที่ประสงค์จะเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ได้ทุกคนเนื่องจากมีข้อจำกัดในการรับนักศึกษา

รวมทั้งเมื่อได้พิจารณาหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้กำหนดในข้อ 1 ที่กำหนดว่า ผ้าสมัครต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือหลักสูตรอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่าหรือกำลังศึกษาอยู่และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนเมษายน 2550 โดยในขณะสมัครต้องมีคะแนนการศึกษา 4 ภาคการศึกษามากกว่าหรือเท่ากับ 2.75 และในเดือนเมษายน 2550 ต้องมีคะแนนการศึกษาตลอดหลักสูตร (GPAX) มากกว่าหรือเท่ากับ 3.00

ทั้งนี้โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้เหตุผลในการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวว่าเนื่องจากได้พิจารณาข้อมูลย้อนหลังของผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่ปีการศึกษา 2536 พบว่าผู้ที่สอบผ่านร้อยละ 99 จะมีคะแนน GPAX ไม่ต่ำกว่า 3.50 และจากข้อมูลคะแนนเฉลี่ยสะสมของผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 3 ปีย้อนหลังพบว่าผู้ที่สอบผ่านมีคะแนนเกิน 3.50 ทั้งสิ้น ซึ่งในประเด็นนี้ศาลได้พิจารณาเหตุผลของการกำหนดหลักเกณฑ์ในข้อ 1 แล้วเห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมากำหนดเป็นหลักเกณฑ์ที่จะใช้ในการคัดเลือกที่มีความเหมาะสมแล้ว ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีนักเรียนบางคนที่ได้คะแนนต่ำกว่า 3.50 สามารถสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ก็ตาม

ถือเป็นเพียงข้อมูลส่วนน้อยที่ไม่อาจนำมารับฟังเพื่อหักล้างข้อมูลส่วนใหญ่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลเท่าที่มีความจำเป็นแล้ว สำหรับหลักเกณฑ์ในข้อ 4 ที่กำหนดว่าต้องไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักศึกษาร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร) นั้น

เห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐอยู่แล้ว เข้าสมัครสอบในคณะแพทยศาสตร์ในลักษณะเผื่อเลือกเพราะนอกจากจะทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการตัดโอกาสของนักศึกษารุ่นต่อไปผู้ที่ยังไม่มีที่เรียนอีกด้วย แต่หากเป็นกรณีที่นักศึกษาผู้นั้นไม่ชอบคณะที่ตนกำลังศึกษาอยู่จริง ๆ ก็สามารถลาออกเพื่อมาสอบเข้าได้โดยไม่มีอุปสรรคแต่ประการใด ประกอบกับหลักเกณฑ์ในข้อ 4 นี้เป็นหลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดและใช้มาโดยตลอดตั้งแต่การสอบคัดเลือกในระบบเอ็นทรานซ์เดิม ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว
สำหรับประเด็นที่ว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่ได้ผ่านการวิจัยถึงข้อดีข้อเสียและไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ขาดการมีส่วนร่วมตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการขัดต่อมาตรา 59 และมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น

เห็นว่า มาตรา 59 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ และในมาตรา 60 ได้บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน

ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงสิทธิของบุคคลในการได้รับข้อมูลและแสดงความคิดเห็นรวมทั้งสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ทว่า สิทธิดังกล่าวจะมีอยู่แค่ไหนเพียงใดนั้น ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายเฉพาะในเรื่องนั้นได้บัญญัติไว้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจะต้องมีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิในเรื่องนั้นไว้บุคคลจึงจะใช้สิทธิเช่นว่านั้นได้ตามกฎหมาย แต่โดยที่ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีได้มีการกล่าวอ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวโดยมิได้แสดงให้ศาลเห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในกรณีนี้จำต้องทำการศึกษาวิจัยหรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามกฎหมายใดก่อนจึงจะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่อาจรับฟังได้


ส่วนประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 26 มาตรา 27 และมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยมิได้แสดงให้ศาลเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติหรือละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล รวมทั้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวอย่างไร ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้เช่นเดียวกัน
ในประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ขัดกับมาตรา 53 และมาตรา 80 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นั้น เห็นว่ามาตรา 53 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้เด็ก เยาวชน มีสิทธิได้รับการคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมส่วนมาตรา 80 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่กำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็ก และเยาวชนแต่โดยที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตราโดยมิได้บรรยายว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นการขัดกับบทบัญญัติดังกล่าวอย่างไร

และกรณีของผู้ฟ้องคดีถือได้ว่าเป็นการไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐอย่างไร ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวศาลจึงไม่อาจพิจารณาให้ได้
สำหรับคำฟ้องที่กล่าวอ้างมาตรา 6 มาตรา 8 (2) มาตรา 9 (6) มาตรา 10 มาตรา 22 มาตรา 24 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยมิได้มีรายละเอียดเพียงพอที่จะให้ศาลพิจารณาได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่จำต้องรับฟังแต่อย่างใด
ส่วนประเด็นที่กล่าวอ้างว่า การกำหนดให้ใช้ระบบแอดมิชชั่นเป็นการกำหนดเกณฑ์ที่มีผลย้อนหลัง นั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์ตามระบบแอดมิชชั่นนี้ประสงค์จะให้ใช้บังคับกับนักเรียนที่ประสงค์จะเข้ารับการคัดเลือกในปีการศึกษาปัจจุบัน มิได้มีผลใช้บังคับย้อนหลังดังที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง หากแต่มีการนำผลของคะแนนเฉลี่ยสะสมของนักเรียนในช่วงชั้นที่ 4 ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีที่ 5 และปีที่ 6 มาใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดคะแนน GPAX ซึ่งถือเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับผลการศึกษาของนักเรียนคนนั้น มิได้มีลักษณะเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ใช้บังคับโดยให้มีผลย้อนหลังตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด


ในส่วนที่กล่าวฟ้องว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 28 นั้น เห็นว่า เมื่อได้พิจารณามาตรา 28 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่กำหนดว่า รัฐภาคียอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษา และเพื่อที่จะให้สิทธินี้บังเกิดผลตามลำดับและบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกันรัฐภาคีจะ

ก) จัดการศึกษาระดับประถมเป็นภาคบังคับที่เด็กทุกคนสามารถเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ข) สนับสนุนการพัฒนาของการศึกษาระดับมัธยมในรูปแบบต่าง ๆ

ค) ทำให้การศึกษาในระดับสูงเปิดกว้างแก่ทุกคนบนพื้นฐานของความสามารถโดยทุกวิธีการที่เหมาะสม ฯลฯ จากบทบัญญัติของอนุสัญญาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ารัฐภาคีมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้การศึกษาในระดับสูง (ซึ่งหมายถึงในระดับอุดมศึกษา) นั้น เปิดกว้างแก่ทุกคน ซึ่งจากข้อเท็จจริงในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยได้มีการเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าศึกษาได้อยู่แล้วและก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถของแต่ละคน ประกอบกับบทบัญญัติของอนุสัญญาดังกล่าวมิได้ห้ามมิให้มีการสอบคัดเลือกหรือกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครสอบเข้าในคณะที่มีความสำคัญหรือคณะที่ต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถในระดับดีเข้าทำการศึกษาแต่อย่างใด

แต่ตรงกันข้ามกลับยอมรับว่าการเปิดกว้างในการให้การศึกษาระดับสูงนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถของผู้ที่จะเข้าศึกษาในเรื่องนั้น ๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้อวงคดีดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้


ส่วนในประเด็นที่กล่าวฟ้องว่า การกำหนดให้ใช้คะแนน O-NET ขั้นต่ำ 60 % รวมทั้งให้สามารถสอบ O-NET ได้ครั้งเดียว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้นเห็นว่า การจัดสอบ O-NET มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนแต่ละเคน รวมทั้งวัดระดับมาตรฐานในการวัดผลทางการศึกษาของโรงเรียน ทั้งนี้

โดยจะนำมาใช้เปรียบเทียบกับคะแนน GPAX ของนักเรียนที่ได้รับจากโรงเรียนนั้นโดยหากนักเรียนได้คะแนน GPAX สูง แต่เมื่อสอบ O-NET กลับได้คะแนนต่ำ ย่อมแสดงว่าโรงเรียนนั้นมีมาตรฐานในการวัดผลทางการศึกษาที่ไม่ดี แต่หากนักเรียนที่ได้คะแนน GPAX สูง และสอบ O-NET ได้คะแนนสูงเช่นเดียวกันก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนนั้นมีมาตรฐานในการวัดผลทางการศึกษาที่ดี ด้วยเหตุนี้ การสอบ O-NET จึงสามารถสอบได้เพียงครั้งเดียว (เช่นเดียวกับการสอบไล่)

เพราะหากให้สามารถสอบได้ปลายครั้งย่อมไม่สามารถวัดมาตรฐานของโรงเรียนในแต่ละปีการศึกษาได้ เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์ว่าให้สามารถสอบ O-NET ได้ครั้งเดียวจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผลและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนในประเด็นที่เกี่ยวกับการกำหนดให้ใช้คะแนน O-NET ขั้นต่อ 60 % นั้น

เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่จะกำหนดให้ใช้คะแนน O-NET จำนวนเท่าใด ศาลไม่อาจก้าวล่วงไปพิจารณาว่าการกำหนดดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในประเด็นดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้


จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงเห็นว่า หลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2550 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครไว้ในข้อ 1 และข้อ 4 รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องได้คะแนน O-NET ขั้นต่อ 60 % และให้สามารถสอบ
O-NET ได้ครั้งเดียวนั้นเป็นกฎที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคำขออื่นให้ยก


สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นั้น เมื่อได้พิจาณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงในสำนวนแห่งคดีแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกในกรณีนี้ และไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ต้องมีการเสนอเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 พิจารณาให้ความเห็นชอบ รวมทั้ง ความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องในคดีนี้มิได้เป็นผลที่เกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 โดยตรงแต่อย่างใด
พิพากษายกฟ้อง

นายไพโรจน์ มินเด็น ตุลาการศาลปกครอบกลาง ตุลาการเจ้าของสำนวน

นายประนัย วณิชชานนท์ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง

นายสมยศ วัฒนภิรมย์ ตุลาการศาลปกครองกลาง

นายอภิรัฐ ปานเทพอินทร์ : ตุลาการผู้แถลงคดี



ผู้ตั้งกระทู้ กมลพรรณ :: วันที่ลงประกาศ 2007-07-11 13:02:00 IP : 125.25.204.141


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.