ReadyPlanet.com


ข้อมูลแอดมิชชั่น ลอกมาให้อ่าน และคิด


http://www.dek-d.com/content/view.php?id=2414
สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้จริงหรือ?

พันธ์รบ กำลา เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวร้อยล้านชื่อดัง “ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" นักศึกษาดีเด่นของสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน(กศน.) ซึ่งศึกษาจบเพียงชั้น ป.4 ก่อนจะมาเรียนต่อกับ กศน.จนจบระดับชั้นที่สูงขึ้น

พันธ์รบ ไม่เคยเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดัง

เจ้าของธุรกิจก๋วยเตี๋ยวร้อยล้าน ให้แง่คิดว่า ชีวิตคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าจะได้เข้ามหาวิทยาลัยหรือจะเรียนจบจากสถาบันไหน แต่สำคัญที่ว่าเรามีความรู้หรือไม่ ซึ่งความรู้ก็สามารถหาได้จากแหล่งต่างๆ มากมายไม่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้น

“ทั้งโทรทัศน์ หนังสือ หรือการเรียนรู้จากโลกภายนอกล้วนเป็นห้องเรียนให้เราได้ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างเดียว โดยเฉพาะอัตชีวประวัติของบุคคลต่างๆ ล้วนเป็นแหล่งความรู้ชั้นดี หากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องเสียใจ เราก็ไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่เปิดให้เราเรียน คนเราจะเก่งไม่เก่งอยู่ที่ตัวเรา แม้เข้าไปเรียนในสถาบันมีชื่อ แต่ตัวเราไม่หมั่นหาความรู้ก็ไม่มีประโยชน์”



พันธ์รบ ฝากถึงน้องๆ อีกว่า อยากให้กำลังใจน้องๆ ทุกคนและให้คิดเสมอว่า ชีวิตเรามีคุณค่า คนพิการแขนขาดเขายังหาใช้ฝ่าเท้าซ่อมรถจักรยานยนต์หาเลี้ยงตัวเองได้ จึงขอให้เด็กทุกคนมีความมานะอดทน เพราะโอกาสของชีวิตยังอีกยาวไกล

“ตอนนี้เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรเพราะชีวิตน้องๆ เพิ่งจะ 7 โมงครึ่ง เรายังมีเวลาอีกมากที่จะศึกษาหาความรู้ กว่าจะถึงบ่ายโมงเรายังสามารถทำอะไรได้มากมาย ที่สำคัญเราต้องพยายามช่วยเหลือคนอื่นให้มากที่สุด การช่วยเหลือคนรอบข้างจะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า และเราจะรู้สึกว่าตายไม่ได้ เราจะคิดถึงแม่ คิดถึงคนในครอบครัว คิดถึงเพื่อน เราต้องอยู่เพื่อตัวเราและเพื่อพวกเขา การตายไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา การเรียนมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่ดีถ้ามีโอกาส แต่ถ้าไม่มีโอกาสก็เรียนรู้จากที่อื่น ซึ่งการเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยถือเป็นการเรียนรู้ที่เต็มรูปแบบมากที่สุด”

พันธ์รบ บอกอีกว่า การไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไม่เกี่ยวกับความสำเร็จของมนุษย์ เพราะคนจบดอกเตอร์ไม่ได้เป็นคนดีทุกคน และคนจบดอกเตอร์ก็ไม่ใช่คนเก่งทุกคน การจะประสบความสำเร็จได้ต้องสร้างความเชื่อถือให้เกิดกับคนรอบข้างว่าเราเป็นคนดี นั่นคือ พูดดี คิดดี และทำดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นบันไดที่จะพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จ ที่สำคัญการมีความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ ยังต้องมีความคิดควบคู่ไปด้วย เมื่อชีวิตมีอุปสรรคก็อย่าไม่ท้อถอยต้องรู้จักหาวิธีแก้ปัญหาด้วยสติ
________________________________________
:: ( S O U R C E ) :: ( ผู้จัดการออนไลน์ )*



http://www.dek-d.com/content/view.php?id=3153
สวัสดีครับ.....กลับมาพบกับเตรียมความพร้อมแอดมิชชั่น ปี 2551 สัปดาห์ที่ 2 แล้วนะครับ.....โดย พี่ลาเต้ ยังคงนั่งประจำการตรงนี้เช่นเคย ครับ.......สัปดาห์ที่ผ่านมา พี่ลาเต้ ได้รับอีเมล์ ข้อสงสัยจากน้องๆ หลายฉบับครับ......ซึ่งเป็นคำถามที่ล้วนน่าสนใจมากเลยครับ......พี่ลาเต้ เลยคิดว่าจะนำคำถามต่างๆที่น้องๆได้ถามมานั้นมาตอบกับสดๆ ในคอลัมน์เตรียมความพร้อมแอดมิชชั่นปี 2551 นี้เลยครับ......เพราะคำถามของคนๆเดียวอาจจะให้คำตอบแก่คนอื่นๆได้อีกมายมายเลยหละครับ........แต่ก่อนอื่นวันนี้ พี่ลาเต้ มีแนวข้อสอบ O-NET มาฝากกันครับ

แนวข้อสอบ O-NET ประจำปี 2550 (สอบวันที่ 1 – 2 มีนาคม 2551)
การสอบ O-NET ในปีการศึกษานี้เท่าที่ทราบกันดีนะครับว่า มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนรายวิชา จาก 5 กลุ่มสาระวิชา เป็น 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งเนื้อหานั้นจะเป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ซึ่งก็คือบทเรียนที่น้องๆกำลังเรียนกันอยู่นี่แหละครับ ส่วนแนวเนื้อหาที่ พี่ลาเต้ นำมาฝากกันในวันนี้ต้องขอขอบพระคุณทาง สทศ. ด้วยนะครับที่เอื้อเฟื้อข้อมูลมาให้ชาว “เด็กดี” ครับ ซึ่งแนวเนื้อหาก็มีดังนี้ครับ

1. วิชาภาษาไทย
- การเขียน
- การอ่าน
- การฟัง , การดู , การพูด
- หลักการใช้ภาษา
- วรรณคดี และวรรณกรรม
2. วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
- ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม
- หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
- เศรษฐศาสตร์
- ประวัติศาสตร์
- ภูมิศาสตร์
3. วิชาภาษาต่างประเทศ
- ภาษาเพื่อการสื่อสาร
- ภาษาและวัฒนธรรม
- ภาษาความสัมพันธ์กับกลุ่สาระการเรียนรู้อื่นๆ
- ภาษากับความสัมพันธ์ และชุมชนโลก
4. วิชาคณิตศาสตร์
- จำนวนและการดำเนินการ
- การวัด
- เรขาคณิต
- พืชคณิต
- การวิเคระห์ข้อมูลและการน่าจะเป็น
- ทักษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์
5. วิชาวิทยาศาสตร์
- สิ่งมีชีวิต และกระบวนการดำรงชีวิต
- ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
- สาร และสมบัติของสาร
- แรง และการเคลื่อนที่
- พลังงาน
- กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
- ดาราศาสตร์ และอวกาศ
- ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. วิชาสุขศึกษา และพลศึกษา
- การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
- ชีวิตและครอบครัว
- การขับเคลื่อน การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล
- การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค
- ความปลอดภัยในชีวิต
7. วิชาศิลปะ
- กลุ่มทัศนศิลป์
- เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าทางทัศนศิลป์ที่เป็นประโยชน์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
- กลุ่มดนตรี
- เข้าใจดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
- เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
- กลุ่มนาฏศิลป์
- เข้าใจนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อนาฏศิลป์อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
- เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
8. วิชาการงานอาชีพ และเทคโนโลยี
- การดำรงชีวิตและครอบครัว
- การอาชีพ
- การออกแบบและเทคโนโลยี
- เทคโนโลยีสารสนเทศ

เป็นยังไงกันบ้างครับ.....เตรียมตัวกันถูกทางหรือเปล่าเอ่ย.....อย่าลืมที่ พี่ลาเต้ เคยบอกไปนะครับ ข้อสอบจะเน้นการคิด การวิเคราะห์ การตีความ จะไม่เน้นการท่องจำครับ

เรามาต่อกันที่ข้อสงสัยต่างๆที่น้องๆ ส่งมาหาให้ พี่ลาเต้ ทาง latae@dek-d.com กันนะครับ ซึ่งก็ส่งเข้ามากันมายมายเลย....แต่ไม่ต้องห่วงครับ พี่ลาเต้ สัญญาว่าจะตอบทุกฉบับแน่นอน แต่ถ้าฉบับไหนมีคำถามที่น่าสนใจและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนคนอื่นๆ พี่ลาเต้ ขออนุญาตนำมาตอบในคอลัมน์ “เตรียมความพร้อมสู่แอดมิชชั่น ปี 2551” นี้นะครับ

คำถามแอดมิชชั่น
วันนี้ พี่ลาเต้ เลือกจดหมายของน้องแบงค์ครับ เป็นเด็กหนุ่มหน้าใสจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ น้องแบงค์เล่ามาว่า ตอนนี้เรียนเรียนอยู่ชั้น ม.6 สายวิทย์ – คณิต สนใจที่จะสอบแอดมิชชั่นเข้าคณะนิเทศศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงถาม พี่ลาเต้ มาว่า
1. อยากทราบว่าต้องสอบวิชาอะไรบ้าง
2. คณะนิเทศศาสตร์ มีสอบตรงหรือไม่
3. นิเทศศาสตร์มีการเรียนการสอนอย่างไร
4. เด็กสายวิทย์จะเรียนได้หรือเปล่า
5. จบไปแล้วประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง

คำตอบแอดมิชชั่น
1. การสอบแอดมิชชั่น เข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการสอบเพียง O-NET (8 วิชา) ครับ ซึ่งจะไม่มีการสอบ A-NET หรือวิชาความถนัด โดยการยื่นคะแนนนั้นสามารถยื่นได้ 3 รูปแบบ คือ
- รูปแบบที่ 1 ยื่นคะแนน O-NET พร้อมค่าGPRX วิชาไทย , สังคม , ต่างประเทศ ,ศิลปะ
- รูปแบบที่ 2 ยื่นคะแนน O-NET พร้อมค่าGPRX วิชาไทย , สังคม , คณิต ,ศิลปะ
- รูปแบบที่ 3 ยื่นคะแนน O-NET พร้อมค่าGPRX วิชาไทย , สังคม , วิทย์ ,ศิลปะ
2. นิเทศฯ จุฬาฯ มีการสอบตรงครับ รับประมาณ 150 คน ตามรายละเอียดได้ประมาณเดือนตุลาคม
3. นิเทศฯ จุฬาฯ เปิดสอนเฉพาะภาคปกติครับ เรียน 4 ปี มีทั้งหลักสูตรภาษาไทย และนานาชาติ โดยมี 7 สาขาวิชาเอกให้เลือกเรียนตามความถนัด คือ วารสารสนเทศ , สื่อสารมวลชน , ประชาสัมพันธ์ , โฆษณา , ภาพยนตร์และภาพนิ่ง , วาทวิทยา และสื่อสารการแสดง โดยในช่วงแรกจะยังไม่เลือกเอก และให้เรียนรวมกันไปก่อน หลังจากนั้นก็จะมาเลือกตามาขาวิชาเอกที่เราสนใจครับ

4. ได้ครับ คณะนิเทศศาสตร์(ทุกมหาวิทยาลัย)รับนักศึกษา ทุกแผนการเรียน รวมถึงสายอาชีพด้วย
5. จบไปแล้วสามารถทำงานได้กว้างขวางมากครับ โดย พี่ลาเต้ จะแยกตามสาขาวิชาเอกนะครับ
- วารสารสนเทศ นักข่าวนสพ. , นักข่าวออนไลน์ , นักเขียน , คอลัมนิสต์ , ช่างภาพ
- สื่อสารมวลชน นักข่าววิทยุ , นักข่าวทีวี , นักจัดรายการ , ตัดต่อ , โปรดิวเซอร์
- ประชาสัมพันธ์ นักประชาสัมพันธ์ , เจ้าหน้าที่วางแผน , สื่อสารองค์กร , ประสานงาน
- โฆษณา ครีเอทีฟ , เอเจนซี่ , นักออกแบบ , เจ้าหน้าที่กราฟิก , เจ้าหน้าที่แอนนิเมชั่น
- ภาพนิ่งภาพยนตร์ ผู้กำกับ , ช่างภาพ , ตัดต่อ , โปรดิวเซอร์ , โครโปรแกรม
- วาทวิทยา นักพูด , นักประชาสัมพันธ์ , สื่อสารองค์กร , พิธีกร , นักจัดรายการ
- สื่อสารการแสดง นักแสดง , แอคติ้งโค๊ต(ครูสอนการแสดง) , ผู้กำกับ , พิธีกร




http://www.dek-d.com/content/view.php?id=2796
คณะวิจัยไซเบอร์ เมทริกส์ แล็บ แห่งสภาวิจัยแห่งชาติ สเปน เปิดเผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกทั้งหมด 3,000 แห่ง ประจำปี 2550 ในชื่อ “เวโบเมทริกส์ 2007” เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ซึ่งปีนี้มีมหาวิทยาลัยของไทยติดอันดับทั้งสิ้นถึง 8 แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับสูงที่สุดของไทยในปีนี้ รั้งที่ 505 ของโลก และ 21 ของเอเชีย ดีขึ้นจากปีที่แล้ว ที่ 509 ของโลก และ 26 ของเอเชีย

ขณะ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รั้งอันดับ 2 ของไทย ติดอันดับ 577 ของโลก และ 30 ของเอเชีย ตามมาด้วยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ในอันดับ 721 ของโลก และ 45 ของเอเชีย ส่วนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่อันดับ 861 ของโลก และ 60 ของเอเชีย

มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ อยู่อันดับ 894 ของโลก และ 68 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อยู่อันดับ 896 ของโลก และ 69 ของเอเชีย ตามมาด้วย มหาวิทยาลัยมหิดล ในอันดับ 909 ของโลก และ 70 ของเอเชีย และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในอันดับ 1009 ของโลก และ 84 ของเอเชีย

การจัดอันดับดังกล่าวใช้ดัชนีชี้วัดที่คำนวณจาก ความสามารถในการผลิตบุคลากร วิสัยทัศน์ทางการศึกษา ผลงานจากการวิจัย และอิทธิพลที่มีต่อสังคม

ทั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ ในสหรัฐ ครองตำแหน่งมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกในปีนี้ ขณะที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (เอ็นเอสยู) ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมสุดของเอเชีย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 20 มิถุนายน 2550





http://www.dek-d.com/content/view.php?id=2748
“วิรุณ” หนุนจัดสอบโอเน็ต 8 วิชาแทนประเมินผลปลายปี




“วิรุณ” หนุน สทศ.จัดสอบโอเน็ต 8 วิชา เสนอยกเลิกสอบปลายภาค แต่ใช้ผลคะแนนโอเน็ตในการประเมินผลแทน เพื่อไม่ให้เด็กต้องสอบหลายครั้ง
ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวถึงการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ในปีการศึกษา 2551 ซึ่งจะมีการสอบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ว่า การสอบโอเน็ตทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รู้ว่าโรงเรียนใดต้องพัฒนาคุณภาพตัวเองอย่างไร และจะเป็นตัวบีบให้โรงเรียนทั่วประเทศไทยเพิ่มศักยภาพตัวเองมากขึ้น ตลอดถึงกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็จะเข้าไปดูแลและสนับสนุนให้ถูกทิศถูกทาง

นอกจากนี้ ตนอยากเสนอว่าการสอบปลายปีของนักเรียน ม.6 นั้น เมื่อมีการสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว ก็ควรจะยกเลิกการสอบปลายปีของเด็ก ม.6 ลง เพราะการสอบโอเน็ตจะเป็นตัวที่ชี้วัดเด็กได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ใด ซึ่งจะมีผลดีกับตัวเด็กและโรงเรียนด้วย

ที่สำคัญเด็กไม่ต้องสอบหลายครั้ง เด็กจะลดความเครียดลงได้ รวมทั้งอยากให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เน้นเรื่องการออกข้อสอบที่วัดกระบวนการคิด วิเคราะห์ ใช้ความเข้าใจมากกว่าการจำให้มาก ถ้า สทศ.เปลี่ยนแนวการออกข้อสอบวัดคนด้วยความคิดความเข้าใจเชื่อว่าจะลดจำนวนเด็กที่ไปเรียนกวดวิชาให้น้อยลง และเชื่อว่าข้อสอบปรนัยที่มีตัวเลือกให้เด็กเลือกตอบนั้น ตามหลักการวัดผลและประเมินผลนั้น สามารถออกข้อสอบโดยวัดความคิด วิเคราะห์ของเด็กได้มากกว่าจะใช้ความจำเพียงอย่างเดียว
ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์






http://www.dek-d.com/content/view.php?id=3034
สวัสดีครับ น้องๆชาว “เด็กดี” ทุกคน อีกไม่นานต่อจากนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาล การสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือการสอบแอดมิชชั่นแล้วนะครับ ซึ่ง พี่ลาเต้ ก็เชื่อว่าน้องๆทุกคนก็คงจะเริ่มเตรียมตัวกันอยู่ เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้เสียชื่อว่าน้องๆเป็นแฟนคลับ เว็บไซต์เด็กดีดอทคอม เว็บไซต์ยอดนิยมทางการศึกษาอันดัย 8 ของประเทศไทย พี่ลาเต้ ก็จะมาช่วยเสริมทัพและเตรียมความพร้อมให้กับน้องๆอีกแรงหนึ่งแล้วกันครับ....... รับรองว่าปีการศึกษา 2551 นี้ ชาวเด็กดีทุกคนต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะตามที่ใจหวังได้แน่นอนครับ

งั้น......วันนี้เรามาเริ่มต้นรู้จักกับระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือแอดมิชชั่นก่อนนะครับ ซึ่งหลายคนคงยังสับสนและยังมีข้อสงสัยอีกมากมาย

แอดมิชชั่น คืออะไร
แอดมิชชั่น คือ ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆนั้นก็คือ น้องๆคนไหนที่ต้องการที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็จะต้องผ่านการสอบแอดมิชชั่นนั้นเอง โดยที่ระบบแอดมิชชั่นนั้นเป็นระบบใหม่ที่เพิ่งถูกนำมาใช้แทนระบบเอนทรานซ์ เมื่อปี 2539 ที่ผ่านมา

แอดมิชชั่น กับ เอนทรานซ์ ต่างกันอย่างไร
ทั้ง 2 ระบบนี้มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกัน ความเหมือนก็คือทั้ง 2 ระบบนั้นเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน ส่วนที่ต่างกันก็อยู่ที่กระบวนการคัดเลือก ตัวอย่างเช่น พี่ลาเต้ กำลังจะจบ ม.6 และต้องการที่จะเรียนต่อในคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งพี่ลาเต้ก็จะต้องไปทำการสอบคัดเลือก และถ้าพี่ลาเต้ สอบด้วยระบบเอนทรานซ์ก็จะต้องสอบ 2 ครั้งและเลือกเอาคะแนนครั้งที่ที่ดีที่สุดมารวมกับผลการเรียน ม.ปลาย แล้วยื่นเพื่อคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย แต่ถ้าพี่สอบด้วยระบบแอดมิชชั่นพี่จะสามารถสอบได้ครั้งเดียว โดยคะแนนที่สอบได้นั้นนอกจากจะต้องมารวมกับผลการเรียนรวม ม.ปลาย แล้วยังต้องมารวมกับผลการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่จากระบบ เอนทรานซ์นั้นเอง

ทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้ ระบบแอดมิชชั่น
น้องๆหลายคนอาจยังจะสงสัย หรือมีข้อคำถามในใจที่ตรงกับคำถามนี้ ซึ่งในส่วนของคำตอบนี้ พี่ลาเต้ จะขอยกเหตุผลของทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. มาตอบแทนแล้วกันนะครับ ซึ่งมีเหตุผลในการเปลี่ยนดังนี้ครับ “สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะดำเนินการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในปีการศึกษา 2549 โดยการนำระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบแอดมิชชั่น มาแทนระบบการคัดเลือกแบบเอนทรานซ์ ซึ่งมีหลักการและแนวคิดคือ ระบบแอดมิชชั่นนั้นจะเน้นให้นักเรียนพิจารณาถึงผลสัมฤทธิและศักยภาพทางการเรียนของนักเรียน เป็นองค์ประกอบการรับเข้าโดยไม่เน้นการสอบแข่งขัน”

อัพเดทแอดมิชชั่นปี 2551
น้องๆครับ ตอนนี้ พี่ลาเต้ ได้ทราบกำหนดการการสอบ O-NET ประจำปี 2551 แล้วนะครับ โดยน้องๆที่กำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 หรือเทียบเท่าทุกคนจะต้องเข้าสอบ O-NET ในวันเสาร์ที่ 1 และอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2551 โดยจะสอบทั้งหมด 8 วิชาแบ่งเป็นดังนี้
วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2551
เวลา 08.30 – 10.30 วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
เวลา 11.30 – 13.30 วิชาคณิตศาสตร์
เวลา 14.30 – 16.30 วิชาภาษาอังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2551
เวลา 08.30 – 10.30 วิชาภาษาไทย
เวลา 11.30 – 13.30 วิชาวิทยาศาสตร์
เวลา 14.30 – 16.30 วิชาสุขศึกษา และพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี

เห็นไหมหละครับ เหลือเวลาอีกไม่มากจริงๆ ยังไง พี่ลาเต้ ขอให้น้องๆเริ่มต้น วางแผนการทบทวนอ่านหนังสือได้แล้วหนะครับ อาจจะเบื่อนิด หรือเครียดหน่อย แต่ขอให้คิดถึงจุดมุ่งหมายและความฝันของเราให้ดีนะครับ


http://www.dek-d.com/content/view.php?id=2796
คณะวิจัยไซเบอร์ เมทริกส์ แล็บ แห่งสภาวิจัยแห่งชาติ สเปน เปิดเผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกทั้งหมด 3,000 แห่ง ประจำปี 2550 ในชื่อ “เวโบเมทริกส์ 2007” เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ซึ่งปีนี้มีมหาวิทยาลัยของไทยติดอันดับทั้งสิ้นถึง 8 แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับสูงที่สุดของไทยในปีนี้ รั้งที่ 505 ของโลก และ 21 ของเอเชีย ดีขึ้นจากปีที่แล้ว ที่ 509 ของโลก และ 26 ของเอเชีย

ขณะ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รั้งอันดับ 2 ของไทย ติดอันดับ 577 ของโลก และ 30 ของเอเชีย ตามมาด้วยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ในอันดับ 721 ของโลก และ 45 ของเอเชีย ส่วนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่อันดับ 861 ของโลก และ 60 ของเอเชีย

มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ อยู่อันดับ 894 ของโลก และ 68 ของเอเชีย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อยู่อันดับ 896 ของโลก และ 69 ของเอเชีย ตามมาด้วย มหาวิทยาลัยมหิดล ในอันดับ 909 ของโลก และ 70 ของเอเชีย และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในอันดับ 1009 ของโลก และ 84 ของเอเชีย

การจัดอันดับดังกล่าวใช้ดัชนีชี้วัดที่คำนวณจาก ความสามารถในการผลิตบุคลากร วิสัยทัศน์ทางการศึกษา ผลงานจากการวิจัย และอิทธิพลที่มีต่อสังคม

ทั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ ในสหรัฐ ครองตำแหน่งมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกในปีนี้ ขณะที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (เอ็นเอสยู) ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมสุดของเอเชีย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก โพสต์ทูเดย์ วันที่ 20 มิถุนายน 2550

http://www.dek-d.com/content/view.php?id=3163
จากการสัมมนาเรื่องวิกฤติการศึกษาไทย จัดโดย คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยในส่วนของปัญหาแอดมิชชั่น ผลกระทบจากการสอบโอเน็ตและเอเน็ตนั้น ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของอาจารย์สายวิทยาศาสตร์ ที่ต้องการให้การสอบแอดมิชชั่น มีการแยกสอบวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เหมือนการสอบเอ็นทรานซ์นั้น ต้องเรียกร้องไปยังที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ในส่วนของ สทศ. เป็นหน่วยจัดสอบ เพื่อสถานศึกษานำข้อมูลไปใช้พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน ไม่ใช่หน่วยจัดสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย

ดร.กำจัด มงคลกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ตนั้น เป็นการวัดประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน ไม่ได้เป็นการวัดความเหมาะสมของคนที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย การใช้คะแนนโอเน็ตเป็นส่วนหนึ่งของการคัดคนเข้ามหาวิทยาลัย จึงเป็นการจับแพะชนแกะ

ผศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากการติดตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตที่ผ่านการคัดเลือกด้วยระบบเอ็นทรานซ์ปี 2548 และระบบแอดมิชชั่นปี 2549 พบว่าคะแนนเฉลี่ยจากระบบเอ็นทรานซ์อยู่ที่ 50% แอดมิชชั่น 65% ส่วนเกรดเฉลี่ยจะเท่ากันคือประมาณ 3 สำหรับการเลือกอันดับเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ พบว่าระบบเอ็นทรานซ์มีผู้เลือกคณะวิทยาศาสตร์เป็นอันดับ 1 มากกว่าเลือกเป็นอันดับ 4

ส่วนระบบแอดมิชชั่น มีการเลือกคณะวิทยาศาสตร์อันดับ 1-4 ในอัตราที่เท่าๆกัน ส่งผลให้คะแนนของผู้ที่เลือกอันดับ 4 มีคะแนนสูงกว่าผู้ที่เลือกคณะอันดับที่ 1 ผลการสำรวจพบว่า มีนิสิตที่ผ่านระบบแอดมิชชั่น ปี 2549 จำนวน 875 คน มีการลาออกกลางคัน 82 คน ไม่ลงทะเบียนเรียน 17 คน ผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ 21 คน รวม 120 คน คิดเป็น 13.7% ทำให้คนที่อยากเรียนในคณะวิทยาศาสตร์เป็นอันดับที่ 1 สูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งอย่างไรก็ตาม ตนก็มีความเชื่อว่าคณะวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน จึงอยากเรียกร้องให้คณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทุกแห่งสำรวจข้อมูลร่วมกัน เพื่อนำเป็นฐานข้อมูลในการปรับปรุงระบบแอดมิชชั่นเพื่อให้คณะได้คนที่ต้องการ ส่วนผู้เรียนก็มีความสามารถและต้องการเรียนอย่างแท้จริง.

ขอขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ







ส่ง เรื่องนี้ ให้เพื่อนคุณอ่าน!!











http://www.dek-d.com/content/view.php?id=2509
สทศ. รับลูก"วิจิตร"ยันสอบโอเน็ตปี 50 ต้นเดือนมี.ค.ปีหน้า จัดสอบทั้งหมด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ นักเรียนโอด เฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ต้องท่องตำราถึง 8 เล่ม ชี้เครียดมากขึ้น วอนจัดสอบ 5 วิชาเหมือนปี 49

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า สทศ.ได้ประกาศการจัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ประจำปีการศึกษา 2550 ซึ่งจะจัดสอบต้นเดือนมีนาคม 2551 โดยผู้เข้าสอบต้องสอบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย, สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม, ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สุขศึกษา และพลศึกษา, การงานอาชีพและเทคโนโลยี, ศิลปะ

"ผู้เข้าสอบจะต้องเป็นนักเรียนชั้น ม.6 หรือเทียบเท่าที่กำลังจะเรียนจบในปีการศึกษา 2550 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ" ศ.ดร.อุทุมพร กล่าว

ผอ.สทศ.กล่าวอีกว่า ตามมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการเข้ามหาวิทยาลัยนักเรียนจะต้องมีผลคะแนนโอเน็ต คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ม.ปลาย หรือจีพีเอเอ็กซ์ และคะแนนเฉลี่ยรายกลุ่มสาระหรือจีพีเอ ปีเดียวกัน หรือของปีที่กำลังจะจบการศึกษาชั้น ม.6 หรือเทียบเท่า

ทั้งนี้ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ตรวจสอบข้อมูลทางเวบไซต์ สทศ. www.niets.or.th และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) www.cuas.or.th รวมถึงสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุได้

น.ส.ศรีสุลักษณ์ คะชา นักเรียนชั้น ม.6 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ที่จะสอบโอเน็ตปีหน้า กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะสอบโอน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพราะหนักเกินไปสำหรับเด็ก ม.ปลายสายวิทย์ เพราะสอบโอเน็ตเพียง 5 กลุ่มสาระวิชา แต่วิชาวิทยาศาสตร์ที่รวมเอาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เด็กก็ต้องอ่านถึง 8 วิชาแล้ว แต่ละวิชาก็มีเนื้อหาเยอะมาก ถ้าสอบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คงต้องเครียดมากขึ้น อีกทั้งวิชาสุขศึกษา พลศึกษา และการงานอาชีพไม่จำเป็นต้องสอบก็ได้ เรียนเพื่อที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเดียวก็พอ จึงขอให้สอบเพียง 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างเดิมดีแล้ว

นายณภัทร จันทร์นวล นักเรียนชั้น ม.6 ร.ร.มัธยมวัดนายโรง ที่จะสอบโอเน็ตปีหน้าเช่นกัน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยอย่างมากเพราะวิชาที่สอบเพิ่มอย่างสุขศึกษา พลศึกษา นั้นไม่ใช่วิชาพื้นฐานที่จะต้องมานั่งสอบเพื่อเอาเป็นคะแนน และวิชาเหล่านี้เป็นเรื่องที่เรียนรู้ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องให้นักเรียนต้องมาท่องจำให้เครียด ถ้านำไปสอบต้องตรงกับทฤษฎีจากหนังสือที่เรียน ซึ่งอาจเป็นวิชาที่เป็นตัวดึงคะแนนวิชาอื่นให้น้อยลงไป เพราะต้องมานั่งท่องวิชาที่ไม่จำเป็น

แหล่งที่มา คมชัดลึก


ผู้ตั้งกระทู้ หวังดี :: วันที่ลงประกาศ 2007-07-18 16:25:00 IP : 124.120.122.42


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.