ReadyPlanet.com


กองทัพเด็กซิ่ล หรือ ก.ด.(ซ) พ.ศ.2550 และภารกิจ


กองทัพเด็กซิ่ล หรือ ก.ด.(ซ) เป็นการรวมกลุ่มอย่างลับ ๆ ล่อๆ เฉพาะกิจในปี พ.ศ. 2550 และขอแสดงความยินดีที่ ผู้เข้าร่วมไม่ต้องลงทะเบียนแต่อย่างใดหากแต่รู้ไว้ว่าชมรมนี้ได้ถูกตั้งขึ้นมาแล้ว และจงปฎิบัติตกลงที่เราตั้งไว้ เพื่อที่กลุ่มเราจะบรรลุเป้าหมาย ดั่งความตั้งใจของแต่ละคน

รายละเอียด

ก.ด.ซ 2550 ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆคือ นักเรียนที่จะสมัคร กสพท และ นักเรียนที่จะสมัครแอดมิสชั่นส์ 2551

1. นักเรียนที่จะสมัคร กสพท ยังแบ่งได้อีก 2 ข้อคือ
1.1 นักเรียนที่ไม่มีปัญหาใด ๆ มีคะแนนโอเน็ตแล้ว คุณสมบัติครบถ้วน พร้อมสมัคร กสพท ได้ทันที
1.2 นักเรียนที่ยังไม่มีคะแนนโอเน็ต คุณสมบัติไม่ครบนั่นเอง ทาง ก.ด.ซ. ขอแนะนำว่า ให้ร่วมกลุ่มกันไว้แล้วเรียกร้องให้ สทศ. ซึ่งมี ศาสตราจารย์ อุ เป็นตัวการเปิดสอบซะ และถ้าไม่ยอม ก็จะให้ทางกระทรวง จัดการแทน
ข้อปฎิบัติเพิ่มเติม นักเรียนในข้อ 1.1 และ 1.2 ให้สมัครสอบเอเน็ตไปก่อน ถ้าสมัครไม่ได้จริง ๆ ให้ไปสมัครสมทบกันในระบบแอดมิสชั่นส์กลาง

2. นักเรียนที่จะสมัคร แอดมิสชั่นส์กลาง ปี 2551 แบ่งได้อีก 2 กลุ่ม คือ
2.1 นักเรียนที่มีคะแนนโอเน็ตอยู่แล้ว แต่ไม่ตรงปีที่จบการศึกษา ทาง ก.ด.ซ แนะนำว่าให้รอความชัดเจนจากระเบียบการก่อน
2.2 นักเรียนที่ยังไม่มีคะแนนโอเน็ต ทาง ก.ด.ซ แนะนำว่าให้รอความชัดเจนจากระเบียบการ เช่นกัน
ข้อปฎิบัติเพิ่มเติม นักเรียนในข้อ 2.1 และ 2.2 ให้สมัครสอบวิชาเฉพาะ และสมัครสอบ เอเน็ต ไปก่อน และรอความชัดเจนของระเบียบการจนถึงนาทีสุดท้าย

ข่าวในหนังสือพิมพ์เดลี่ พรอเฟ็ต และหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ ได้ลงข่าวเกี่ยวกับเด็กซิ่ลไปบ้างแล้ว แต่คำตอบไม่ชัดเจน (จากการสอบปากคำ call center สาว ข้อมูลที่ได้มาก็มิอาจฟันธงได้เช่นกัน) เพราะขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศระบบการคัดเลือกกลางอย่างเป็นทางการสู่สาธารณะ ซึ่งคิดว่า เป็นหน้าที่ของ สกอ. โดย ทางกระทรวง ได้ว่า (งานนี้ตูไม่เกี่ยว) ข่าวที่ได้อ่านมานั้นเป็นเพียงข่าวลือบ้าง หรือ เป็นแค่ความเห็นในที่ประชุมบ้าง ฉะนั้น ก.ด.ซ. แนะนำว่า งานนี้ให้รอลูดเดียว


ผู้ตั้งกระทู้ สมาชิก ก.ด.ซ :: วันที่ลงประกาศ 2007-07-26 00:15:00 IP : 125.25.139.102


[1] 2 ถัดไป >>

ความคิดเห็นที่ 1 (1100078)
เรียนคุณหมอกมลพรรณ
....,,,,คุณ N.A.
.......คุณ no.admission
....... คุณ aj

ไม่ลองแปลบทที 2 ,3 ของศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz มาลงในเวปละท่าน ถ้ากลังเรืองลิขสิทธิ์แปลงๆ แล้วสรุปรวบยอดก็ได้เพราะสังคมยังไม่ค่อยรับรู้
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลชนก วันที่ตอบ 2007-07-30 13:04:00 IP : 125.25.86.7


ความคิดเห็นที่ 2 (1100079)
วันที่ 13 สค จะไปที่วังสวนจิตร

ไปร้องขอให้ในหลวงโปรดทรงช่วยเหลือทั้งม.นอกระบบ และแอดมิชชั่น และค่าเงินบาท

ใครจะไปด้วยก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้
กะว่าจะเดินประท้วงตั้งแต่ หน้าพระรูปร5 ไปหน้าวังสวนจิตร

ใครจะว่าไม่เหมาะก็ไม่สนใจแล้วเพราะ อดทนไม่ไหวแล้ว บ้านเมืองเสียหายมากแล้ว
ใครจะนั่งเฉย อยู่ได้

กะจะแถลงข่าว สับดาห์หน้านี้ ใครสนใจ อีเมลมาที่ thai9lee@gmail.com
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-08-04 22:53:00 IP : 124.120.121.215


ความคิดเห็นที่ 3 (1100080)
วอนนักเรียนเลือกให้ดีก่อนสมัครแพทย์ ยกเลิกฝึก งานโรงหมอชี้ไม่เห็นชีวิตจริง กสพท.ทำวิจัยตามผลสัมฤทธิ์ [1 ส.ค. 50 - 04:22]

ศ.พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ หน.ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ในฐานะประธานอนุกรรมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) เปิดเผยว่า จากการคัดเลือกบุคคลในระบบรับตรงของ กสพท.ในปีการศึกษา 2551 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ที่คณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆร่วมกันคัดเลือกนิสิตนักศึกษาเข้าศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ซึ่ง กสพท.เตรียมที่จะทำการวิจัยเพื่อศึกษาผลการสอบคัดเลือกกับผลการเรียนของนิสิตนักศึกษาแพทย์ที่ผ่านมาคัดเลือกของ กสพท.รุ่นที่ 1-3 ซึ่งเป็นการสอบตรงของคณะแพทย์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับคะแนนที่สอบเข้ามา

หน.ภาควิชาอายุรศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวต่อว่า จากการติดตามเบื้องต้นพบว่า ผลการสอบเข้าศึกษาต่อกับผลการเรียนของนิสิตนักศึกษาชั้นปี 1-3 ซึ่งเป็นชั้นพรีคลินิก ผู้เรียนไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะพบปัญหามากขึ้นเมื่อนิสิตนักศึกษาแพทย์ ต้องเข้าเรียนในระดับคลินิก ซึ่งมีภาคปฏิบัติและต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ได้เรียนเพียงอย่างเดียว ก็จะพบว่านิสิตนักศึกษาแพทย์จำนวนหนึ่งที่เลือกเรียนตามความต้องการของพ่อแม่ผู้ปกครอง และมีความขัดแย้งในตนเอง จะเกิดปัญหาและต้องออกกลางคันหรือรีไทร์ เพราะพบว่าความจริงแล้วไม่อยากเป็นหมอ ดังนั้น กระบวนการแนะแนวการศึกษาต่อจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก จึงอยากให้นักเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก การเรียนได้ผลการเรียนดี สามารถเรียนคณะแพทยศาสตร์ได้ก็จริง แต่หากไม่ชอบ หรือเลือกเรียนตามใจพ่อแม่ จะส่งผลกระทบได้ และอยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจบุตรหลานด้วย ดังนั้น ในการสมัครคณะแพทย์ของ กสพท. ตั้งแต่วันที่ 1-31 ส.ค.เป็นต้นไป อยากให้นักเรียนคิดและหารือกับผู้ปกครอง ทั้งตัดสินใจให้ดีก่อนสมัคร ส่วนเรื่องการฝึกงานในโรงพยาบาลของนักเรียน ม.6 ก่อนสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ชีวิตของแพทย์ ก่อนเข้าเรียนจริงนั้น พบว่าไม่มีประโยชน์ เพราะเด็กไม่ได้เห็นของจริงจึงยกเลิก การสอบคัดเลือกปีการศึกษา 2551 ของ กสพท. จึงยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว.



ผู้แสดงความคิดเห็น น่าอ่านน่ะ วันที่ตอบ 2007-08-01 14:19:00 IP : 161.200.255.162


ความคิดเห็นที่ 4 (1100081)
......ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ อย่างเช่น ของมหิดล ของจุฬา ของธรรมศาสตร์ เท่าที่ผมทราบจะมีเนื้อหาคล้ายๆกัน ผมพยายามค้นหา..."ร่างฉบับจริง"...ผมยังค้นหาไม่เจอ ไม่ทราบจะมีใครให้ความกรุณา บอกได้ไหมครับว่า ต้องค้นหาอย่างไร......หรือถ้าจะเมตตา ช่วยกรุณา copy ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบของมหิดล มาให้อ่านด้วยเลย ก็จะขอบคุณมากครับ......

...ขออนุญาต นำคำสอนของท่านพุทธทาส มาใช้อีก...
......อยากครองเมือง ครองโลก โยกกันใหญ่......
......ไม่มีใคร เมตตาใคร ให้สับสน......
......ขอศีลธรรม ได้กลับมา พาหมู่คน......
......ให้ผ่านพ้น วิกฤตการณ์ ทันเวลา......
...ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ มัยังทำตัวเลวระยำเยี่ยงนี้ แล้วจะให้ลูกให้หลาน ทำตัวเช่นไร??? แค่เริ่มต้นคิด ก็ผิดแล้ว......อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย..."ทุกคน"... ผมขอย้ำนะครับว่า..."ทุกคน"...ความหมาย คือ นับตั้งแต่..."คนที่เพิ่งแรกเกิด"...จนถึง..."คนที่กำลังจะตาย"... คงต้องใช้ศีลธรรม สติปัญญา ความจริง กาลามสูตร คิดกันเอาเองบ้าง โดยเฉพาะ..."ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ"...

...การปกครองระบอบ"......" คือ การปกครองประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน...... แล้ว ลองพิจารณาคำจำกัดความต่อไปนี้...

...การปกครองระบอบ"ประชาธิปไตย" คือ การปกครองประชาชน"ทุกคน" โดยประชาชน"ส่วนหนึ่งที่ได้รับเสียงเลือกตั้งส่วนมากจากเฉพาะประชาชนส่วนที่มีสิทธิเลือกตั้ง(ตามที่ผู้มีอำนาจบัญญัติเป็นกฎหมาย)"อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม(ตามที่ผู้มีอำนาจบัญญัติเป็นกฎหมาย) เพื่อประชาชน"ทุกคน"อย่างเท่าเทียมและเสมอภาคตามที่ผู้มีอำนาจบัญญัติไว้ใน"รัฐธรรมนูญ...และ...ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ"...
...การปกครองระบอบ"เผด็จการ" คือ การปกครองประชาชนทุกคน...(เหมือนประชาธิปไตยไหม???)... โดยประชาชนส่วนหนึ่งที่ได้รับเสียงเลือกตั้งส่วนมากจากเฉพาะประชาชนส่วนที่มีสิทธิเลือกตั้ง(ตามที่พวกเผด็จการกำหนด)"อย่างบริสุทธิยุติธรรม(ที่พวกเผด็จการเป็นผู้ตัดสิน) เพื่อประชาชน"ทุกคน"อย่างเท่าเทียมและเสมอภาคตามที่"พวกเผด็จการตีความอย่างศรีธนญชัย จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ...และ...พันธกรณีระหว่างประเทศ"...

...ที่ผ่านมา ก็ผ่านไป ปีการศึกษา 2550 และ 2549 เด็กนักเรียนคนไหนที่พลาดการเป็น"นักศึกษาแพทย์" เพราะ...คะแนน GPAX ไม่ถึง 3.00...จะถือว่า..."เป็นกรรมของใคร"...และ..."เป็นอนาคตของใคร"... ส่วนเมื่อไรจะได้สอบและใช้คะแนน O-NET ใหม่ ต้องรอ..."กรรมและเวรของใคร อีกกี่ปี???"...
ผู้แสดงความคิดเห็น Pol.maj. วันที่ตอบ 2007-07-31 11:10:00 IP : 58.10.128.187


ความคิดเห็นที่ 5 (1100082)
ช่วยแปลให้คุณ 12

ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย (โดยเฉพาะไทย) ถูกปอกลอกจนสิ้นเนื้อประดาตัว จากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ลวงโลกที่ชื่อว่า "กลไกตลาดเสรี" โดยมี IMF เป็นหัวโจกปล้นชาติ

ตลาดเสรีไม่เคยมีอยู่จริงเพราะข้อมูลข่าวสารอสมมาตร (asymmetric information) ทําให้กลไกตลาดไม่ทํางาน

การที่ประเทศด้อยพัฒนาเปิดประเทศโดยเชื่อกลไกตลาดเสรีจึงเป็นเรื่องน่าสมเพศเวทนา ผลสุดท้ายก็จะต้องตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ ต่อชาติมหาอํานาจ

ขอขยายต่อหน่อย ...

ที่จริงแล้ว การปล้นชาติโดยใช้กลไกตลาดเสรีนั้น IMF ไม่สามารถทําได้เอง แต่ต้องอาศัยคนไทยขายชาติร่วมด้วย ไอ้คนพวกนี้ก็คือ คนในรัฐบาล กระทรวงการคลัง แบงค์ชาติ ฯลฯ

ไอ้พวกขายชาติเหล่านี้ก็ได้เศษกระดูกไปแทะซัก 100 -1000 ล้าน แต่ประเทศพังเป็นหลายแสนล้าน

ประเทศไทยเจ๊งไปแล้วตอนปี 40 แล้วกําลังจะพังอีกรอบเร็วๆนี้

นอกจากใช้โจมตีค่าเงินแล้ว กลไกตลาดยังถูกใช้ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แค่ ปตท อย่างเดียวประเทศไทยก็เกือบสิ้นชาติแล้ว

ปตท กําไรปีละแสนล้านจากการโขกราคาเกินจริง 200% (คนไทยไม่ซื้อก็ไม่ได้เพราะมันฮั้วราคากัน + นํามันเป็นสาธารณูโภคพื้นฐาน) เลวกว่านั้นคือ มันยังเอาเงินกําไรนั้นไปโจมตีค่าเงินบาทอีก

ศาลปกครองทําไมยังไม่เพิกถอนการแปรรูป ปตท เสียที บรรทัดฐานจากคดี กฟผ ก็มีอยู่ตรงกันเป๊ะๆ

สุดท้ายนี้ ...

กลไกตลาดที่ได้ถูกใช้เปิดเสรีการเงิน + แปรรูปรัฐวิสาหกิจ กําลังถูกใช้ในเรื่อง ม.นอกระบบ

โดยอาศัยไอ้โล้น + รัฐบาลซื่อบื้อ + พรรคการเมืองเลวๆ เป็นใส้ศึกเปิดประตูเมือง

ถ้าสําเร็จ เมืองไทยก็จะตกเป็นเมืองขึ้นทางความคิด สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินแน่นอน
ผู้แสดงความคิดเห็น globalization = colonization วันที่ตอบ 2007-07-30 16:21:00 IP : 203.118.72.129


ความคิดเห็นที่ 6 (1100083)
นี่แหละทำให้ นปก เขายิ่งเติบโต
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-29 21:50:00 IP : 202.139.211.254


ความคิดเห็นที่ 7 (1100084)
ตามรอยพระยุคลบาทการปฏิรูปการศึกษา : จากรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 9





การคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สมเด็จพระปิยมหาราชทรงตระหนักว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย สิ่งที่พระองค์ ทรงถือเป็นความสำคัญอันดับหนึ่ง คือ การปฏิรูปการศึกษา เพื่อจัดการศึกษาตามแบบสมัยใหม่

เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 9 ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์และระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี ตลอดจน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ระบบการศึกษาต้องปรับตัว อย่างเร่งด่วนโดยการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ

ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญ 2 เรื่อง ประการแรก คือ ปฏิรูปโครงสร้าง การจัดการศึกษา โดยให้มีกระทรวงธรรมการทำหน้าที่ดูแลการจัดการศึกษา อีกเรื่องหนึ่งคือ ปฏิรูปวิธีการเรียน การสอนจากการศึกษาในวัด ในวังและในครัวเรือนมาสู่การศึกษาที่เป็นระบบโรงเรียน

การปฏิรูปการศึกษาครั้งล่าสุดในรัชกาลที่ 9 นี้ก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องปฏิรูปทั้ง 2 ด้าน คือ การปฏิรูป การเรียนรู้ โดยเน้นที่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนรู้วิธีเรียนรู้อย่างกว้างขวางตลอดชีวิตในรูปแบบที่หลากหลาย มี คุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างการบริหารการศึกษาด้วย เพื่อให้เอื้อต่อการปฏิรูป การเรียนรู้

การปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 9 นี้ ถือว่าเป็นการดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในสมเด็จ พระปิยมหาราช ที่ทรงริเริ่มการปฏิรูปการศึกษาจนบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ของประเทศอย่างใหญ่หลวง ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจ จึงควรที่ทุกฝ่ายจะนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทาง สำหรับการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันก็คือ พระอัจฉริยภาพด้านการเป็นผู้นำของสมเด็จพระปิยมหาราช ดังจะเห็นได้จากพระปรีชาญาณในด้านต่างๆได้แก่

การเลือกใช้คน บุคคลที่พระองค์ทรงเลือกใช้ในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา มิใช่เนื่องมาจากทรงสนิทคุ้นเคยแต่ประการเดียว แต่ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาดี สามารถดำเนินงานให้สำเร็จตามพระราชประสงค์
การกำหนดทิศทางการปฏิรูปการศึกษาทรงเป็นผู้ริเริ่มให้มีการศึกษาหารูปแบบของ การจัดการศึกษาเพื่อใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการจัดการศึกษาของไทย ทำให้เกิดโครงการ การศึกษา พ.ศ. 2441 ซึ่งเป็นแนวการจัดการศึกษาเพื่อทวยราษฎร์ต่อมา
การติดตามและตรวจสอบการดำเนินงาน ทรงกำกับการดำเนินงานที่ทรงมีกระแส รับสั่งอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จตามพระราชประสงค์
การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทรงรับฟังความคิดเห็นและทรงใช้วิธีการ ประชุมปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการจัดการศึกษา
ท การประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อเท็จจริง ทรงให้ออกประกาศชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การจัดการศึกษาให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบเพื่อแก้ความเข้าใจผิดหรือ ข่าวลืออันอาจทำให้การดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาไม่บรรลุผล
จากความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 สามารถนำมาเป็นบทเรียนสำหรับการปฏิรูป การศึกษาในปัจจุบันได้ กล่าวคือ การปฏิรูปการศึกษาจะบรรลุผลต่อเมื่อมีผู้นำที่มีทั้งอำนาจ บารมี ความรอบรู้และเอาใจใส่ติดตามงาน ดังนั้น ผู้ที่จะมาเป็นผู้นำการปฏิรูปการศึกษาควรเป็นผู้บริหาร สูงสุดของประเทศคือ นายกรัฐมนตรีที่สนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเต็มกำลังความ สามารถ การปฏิรูปการศึกษาจึงจะสำเร็จ
เมื่อหันมามองการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ในปัจจุบัน ความสำเร็จในการปฏิรูปครั้งนี้ยังเป็นสิ่งที่ ท้าทายต่ออนาคตของชาติ หากการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ไม่บรรลุผล ประเทศไทยและคนไทยจะ ไม่สามารถอยู่รอดได้ในโลกที่ประกอบด้วย ระบบสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้

ประเทศชาติและประชาชนจะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในท่ามกลางโครงสร้างการเมืองระหว่างประเทศ ที่อ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระบบการค้าเสรี ระบบทุนและระบบการเงินระหว่างประเทศที่มีเงื่อนไข และกติกาที่เป็นสากล ความเคลื่อนไหวของแรงงานข้ามชาติ ความก้าวหน้าด้านการคมนาคมและการสื่อสาร ตลอดจนการรุกล้ำและการกลืนกินทางวัฒนธรรมและภาษา

ท้ายที่สุด ประเทศไทยอาจไม่รอดพ้นจากการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอย่างเช่นที่ เคยรอดพ้นจากการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกมาแล้ว



ผู้แสดงความคิดเห็น บทความ : มติชน 23 ต.ค.45 วันที่ตอบ 2007-07-29 22:46:00 IP : 202.139.223.18


ความคิดเห็นที่ 8 (1100085)
กทม กำลังจะเปิด มหาลัย โดยใช้ รพ วชิระ เป็นมหาลัย กทม .และเป็นมหาลัย ในกำกับองรัฐ

ผู้แสดงความคิดเห็น ติดตาม วันที่ตอบ 2007-07-29 22:48:00 IP : 202.139.223.18


ความคิดเห็นที่ 9 (1100086)
ใครที่คิดฮุบสมบัติ ชาติขอให้มันมีอนเป้นไปโดยเร็ววัน ทั้ง โคตร
ผู้แสดงความคิดเห็น ขอสาบแช่ง วันที่ตอบ 2007-07-29 23:03:00 IP : 202.139.223.18


ความคิดเห็นที่ 10 (1100087)
เรื่อง ม.นอกระบบ
ประเด้นนี้เป็นประเด้นทางการเมืองแล้ว ถ้าไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนสนใจและให้การคัดค้านมากกว่านี้ทางท่างจะแย่

เรื่อง ม.นอกระบบนี้ เคยให้ความเห็นไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป็นการกระทำทางนิติบัญญัติ อยู่นอกเหนืออำนาจฝ่ายตุลาการ พอออกความเห็นคนมีคนด่า คนไม่เข้าใจ แถมพกด้วยข้อหาเป็นสายลับอีก แต่ไม่รู้สึกอะไรหรอกนะ ด้วยเชื่อว่าเมื่อมีความเข้าใจ ความชัดเจนมากขึ้นก็จะเขาใจไปเอง น้ำเชี่ยวไม่เอาเรือขวาง
ทำงานเป็นกลุ่มๆ ก็สนุกดีคนใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ต้องใจเย็น

ภาคประชาชนไม่รู้ก็ต้องศึกษานะครับ ตำรับตำราก็ต้องหาอ่าน จะมาบอกมาสอนตลอดเวลาก็คงไม่ไหว ต้องพํฒนานะครับจะได้เข็มแง ไม่งั้นมวลชนจะไม่เชื่อ คดีก็ต้องเลือกฟ้อง ไม่อย่างนั้นจะบอบซ้ำ มวลชนขาดความเชื่อถือ อันนี้สำคัญ ที่บอกที่เตินก็เพราะหวังดี
อยากให้งานสำเร็จเป็นบึกเป็นแผ่น ต้องเปลี่ยนทัศนะคดินะครับ

ขอให้คุณหมอคนสวยและคณะโชคดีครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ประชาชนคนหนึ่ง วันที่ตอบ 2007-07-29 23:35:00 IP : 125.25.86.7


ความคิดเห็นที่ 11 (1100088)
ม.นอกระบบ =ม. ในกํากับของสภามหาวิทยาลัย

สภามหาลัยจะมีอํานาจเด็ดขาดทุกเรื่อง โดยเฉพาะทรัพย์สินทุกอย่างที่เคยเป็นของรัฐ

เฉพาะจุฬาฯก็เป็นแสนล้านบาทแล้ว

พวกมัน (สภามหาลัย รัฐบาล สนช ศาล โดยมีไอ้โล้นเป็นตัวตั้งตัวตี) รวมหัวกันปล้นสมบัติชาติไปเป็นของตนเอง

โดยไม่สนใจว่าผลสุดท้ายคือระบบการศึกษาของชาติจะล่มจม สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินแน่นอน

ร่วมกันลงชื่อถวายฎีกาในหลวงเท่านั้นที่จะหยุดการปล้นสมบัติชาติได้

หรือไม่ก็ ...
ผู้แสดงความคิดเห็น นปก wannabe วันที่ตอบ 2007-07-30 07:42:00 IP : 203.118.72.249


ความคิดเห็นที่ 12 (1100089)
รัฐบาลชั่วคราวทําเรื่อง ม.นอกระบบไม่ได้

โดยเฉพาะเป็นรัฐบาลจากการยึดอํานาจโดยทหาร

ไม่มีความชอบธรรมทั้งสิ้นที่จะทําเรื่องนี้

ไอ้สุรยุทธ์ก็ซื่อบื้อไปเรื่อยๆ ไม่มีความเป็นผู้นําเลย

ไอ้วิจิตรก็จ้องจะเอาเงินไปเลี้ยงเมียน้อย

ขอให้พวกมันมีอันเป็นไปโดยด่วน ตาม ความเห็น 4
ผู้แสดงความคิดเห็น เกลียดไอ้พวกปล้นชาติ วันที่ตอบ 2007-07-30 07:56:00 IP : 203.118.72.249


ความคิดเห็นที่ 13 (1100090)
ผมเห็นคุณหมอเป็นความหวังเดียวที่มาจากองค์กรประชาชน และทำงานจริงด้านนี้ อยากสนับสนุนคุณหมอกมลพรรณต่อไป....

และกรุณาอย่าเข้าร่วมกับ นปก. ถึงแม้จะมี"ศัตรู"ร่วมกัน

แต่จุดยืนอุดมการณ์ของเครือข่ายผู้ปกครอง ไม่ควรจะทำเพื่อ"ทักษิณ" ดังนั้นอยากให้สู้ อย่างเอกเทศและไม่ตอบรับการผนึกราวมกับกลุ่มใดๆที่ต้องการก่อความไม่สงบเป็นหลัก
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้หวังดี วันที่ตอบ 2007-07-30 08:20:00 IP : 58.8.93.128


ความคิดเห็นที่ 14 (1100091)
พระราชกระแสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2543

“ก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติ ฯลฯ ควรมีการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อน (คณาจารย์ นักศึกษา ผู้บริหาร ฯลฯ) และร่างกฎหมายประกอบทั้งหมดให้ครบก่อน. การปรึกษาเป็นในทำนองประชาพิจารณ์ เป็นการปรึกษาที่กว้างขวาง รวมทั้งประชาชนทั่วไป.”

http://www.ayuth.net/1.pdf

1) การแปรรูปมหาวิทยาลัยคือ Briberization

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทเอกชน (Privatization) ก็คือการแปรสมบัติสาธารณะให้เป็นสินบน (Briberization) คำสรุปสั้นๆของ ศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2001 จากการศึกษาวิเคราะห์ตลาดด้วยข้อมูลอสมมาตร (Asymmetric Information)

ข้อมูลอสมมาตรนี้เป็นสิ่งที่ทำให้กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้เพราะผู้ผลิตและผู้บริโภคแต่ละรายมีข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน การแปรรูปที่ยกเลิกการผูกขาดโดยรัฐแล้วหวังว่ากลไกตลาดของการแข่งขันโดยเอกชนจะนำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนรวมที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นนโยบายที่ผิดพลาด

ข้ออ้างการแปรรูปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจึงเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อที่ใช้หลอกลวงประชาชน โดยมีเบื้องหลังเพื่อประโยชน์ส่วนตนของผู้ที่ควบคุมนโยบายการแปรรูปนั้นนั่นเอง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไทยที่แล้วมามีความผิดพลาดในทุกๆด้าน ถ้าการยื่นฟ้องเพื่อยกเลิกการแปรรูปไม่สัมฤทธิ์ผล สมบัติสาธารณะก็จะถูกแปรให้เป็นสินบนจนประเทศชาติ “เหลือแต่กระดูก”

นอกจากเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้ว ทฤษฎีกลไกตลาดยังเป็นทฤษฎีลวงโลกที่ถูกนำมาใช้กับเรื่องอื่นๆรวมทั้งเรื่องการแปรรูปมหาวิทยาลัยด้วย โดยทฤษฎีนี้ถูกใช้สนับสนุนลัทธิทุนนิยมเพื่อการล่าอาณานิคมในยุคโลกาภิวัตน์ การแปรรูปมหาวิทยาลัยมีทั้งหมด 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนการนำออกนอกระบบราชการ ขั้นตอนการแปลงสภาพให้เป็นบริษัทเอกชน และขั้นตอนการนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากการแปรรูปจะเป็นนโยบายที่ผิดพลาดโดยธรรมชาติแล้ว การแปรรูปมหาวิทยาลัยไทยยังมีความผิดพลาดในทุกๆด้านเหมือนกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไทยที่แล้วมา ความผิดพลาดนี้เป็นไปโดยเจตนา เนื่องจากผู้ควบคุมนโยบายต้องการแปรสมบัติสาธารณะให้เป็นสินบนให้มากที่สุด ดังต่อไปนี้

ความผิดพลาดด้านนโยบายที่เป็นอิสระทั้งๆที่ต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายการปฏิรูปการศึกษาไทยซึ่งประกอบไปด้วยการแปรรูปและการกำกับดูแลที่ต้องสอดคล้องกัน

ความผิดพลาดด้านเป้าหมายที่ทำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรและเพิ่มผลประโยชน์ของบุคลากรทั้งๆที่ต้องมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประโยชน์สาธารณะ ข้ออ้างว่าการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบไม่ใช่การแปรรูปเพราะไม่มีหุ้นเป็นการบิดเบือนเพราะท้ายที่สุดแล้วมหาวิทยาลัยก็จะต้องถูกแปรรูปตามขั้นตอนที่เหลือทั้งหมดอยู่ดี

ความผิดพลาดด้านเครื่องมือที่ใช้พระราชบัญญัติซึ่งไม่ครบถ้วนและไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกำกับดูแลและอื่นๆจึงเปิดโอกาสให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้เต็มที่ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องที่ต้องให้มีก่อนจะเริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาไทย ได้แก่ ยกเลิกร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบในปัจจุบันทั้งหมด ให้มีพระราชบัญญัติองค์กรแปรรูปมหาวิทยาลัย โดยมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการแปรรูปมหาวิทยาลัยที่ชัดเจน ให้มีพระราชบัญญัติการแปรรูปมหาวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการแปรรูปที่ชัดเจน และให้การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเป็นหมวดหนึ่งในพระราชบัญญัตินี้ ให้มีพระราชบัญญัติองค์กรกำกับดูแลการศึกษา โดยมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการกำกับดูแลที่ชัดเจน ให้มีพระราชบัญญัติการกำกับดูแลการศึกษา โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการกำกับดูแลที่ชัดเจน ให้มี แก้ไข และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

ความผิดพลาดอื่นๆเช่น ความผิดพลาดด้านขอบเขตที่ครอบคลุมทุกหน่วยงานและทุกสาขาวิชาของมหาวิทยาลัย ความผิดพลาดด้านวิธีการที่ไม่สอดคล้องกฎหมายหลายประเด็นเช่น การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ผลกระทบความมั่นคงชาติ และกรรมการมีปัญหาคุณสมบัติ เป็นต้น

2) การแปรรูปจุฬาฯคือ Briberization ที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

การแปรรูปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือการแปลงสมบัติสาธารณะให้เป็นสินบน (Briberization) ที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย การแปรรูปจุฬาฯเป็นนโยบายที่อ้างอิงกลไกตลาดอันเป็นทฤษฎีที่ผิดโดยธรรมชาติในประเด็นเรื่องข่าวสารอสมมาตร (Asymmetric Information)

สมบัติสาธารณะที่จะถูกแปลงได้แก่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงมอบให้ประชาชนชาวไทยในการพัฒนาการศึกษาของชาติตามเจตนารมณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเพื่อต่อสู้กับการล่าอาณานิคมในยุคนั้น

สินบนที่จะเกิดขึ้นในขั้นต้นได้แก่ผลประโยชน์ส่วนตนของผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย ส่วนสินบนที่จะเกิดขึ้นในขั้นสุดท้ายได้แก่โอกาสการครอบงำทางความคิดของผู้ที่ต้องการยึดประเทศไทยเป็นเมืองขึ้น

เครื่องมือในการนำจุฬาฯออกนอกระบบคือร่างพระราชบัญญัติจุฬาฯ พ.ศ. ... ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการแปรญัตติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จุดเริ่มต้นของร่างพรบ.นี้คือมติคณะรัฐมนตรี 16 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งต้องการให้จุฬาฯดำเนินการอย่างมีอิสระ ซึ่งเป็นนโยบายที่อ้างอิงกลไกตลาดอันเป็นทฤษฎีลวงโลก

เหตุผลของการตราพรบ.นี้คือการนำจุฬาฯออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการที่เป็นอิสระและมีความคล่องตัวเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น หากแต่ว่าในร่างพรบ.ฉบับนี้กลับไม่มีมาตราใดเลยที่บัญญัติเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการในการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น เหตุผลที่อ้างมาจึงเป็นเพียงการโกหกประชาชนทั้งชาติ

ที่สำคัญก็คือ ทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของจุฬาฯทั้งหมดจะถูกโอนมาเป็นของจุฬาฯที่เป็นนิติบุคคลตามที่ได้บัญญัติอย่างชัดเจนในมาตรา 5 และมาตรา 69 เมื่อจุฬาฯที่เป็นนิติบุคคลนี้ถูกนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สมบัติสาธารณะก็จะถูกแปลงให้เป็นสินบนขั้นสุดท้ายซึ่งนำไปสู่การสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินในอนาคตอันใกล้

สำนักราชเลขาธิการได้เคยมีหนังสือที่ รล 0009/220 ลงวันที่ 26 เมษายน 2543 ถึงนายกสภาจุฬาฯให้ดำเนินการสนองพระราชกระแสที่ว่า “ก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติ ฯลฯ ควรมีการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อน (คณาจารย์ นักศึกษา ผู้บริหาร ฯลฯ) และร่างกฎหมายประกอบทั้งหมดให้ครบก่อน. การปรึกษาเป็นในทำนองประชาพิจารณ์ เป็นการปรึกษาที่กว้างขวาง รวมทั้งประชาชนทั่วไป.”

หากแต่ว่าจนถึงปัจจุบันนายกสภาจุฬาฯยังมิได้ดำเนินการสนองพระราชกระแสนี้ให้ครบถ้วนเลย การนำจุฬาฯออกนอกระบบในสภาวะเช่นนี้จึงเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง นอกจากนี้การนำจุฬาฯออกนอกระบบในปัจจุบันยังไม่ชอบด้วยจริยธรรม กฎหมาย และจรรยาบรรณ ดังนี้

1. ไม่ชอบด้วยจริยธรรม
- มีการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด (คณาจารย์ นักศึกษา ผู้บริหาร ฯลฯ) แล้วแต่มีผู้ไม่เห็นด้วย กับการนำจุฬาฯออกนอกระบบถึง 82%
- ไม่มีการร่างกฎหมายประกอบทั้งหมดให้ครบก่อน
- ไม่มีการปรึกษาเป็นในทำนองประชาพิจารณ์ เป็นการปรึกษาที่กว้างขวาง รวมทั้งประชาชนทั่วไป
- การมีผลประโยชน์ทับซ้อนในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจุฬาฯ พ.ศ. ...ของ สนช. และใน สนช. เอง
- ความผิดอื่นๆตามรายละเอียดในบันทึกของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชูชีพ ฉิมวงษ์ ถึง สนช. วันที่ 14 ธันวาคม 2549

2. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- มติสภามหาวิทยาลัยครั้งที่ 678 วาระ 1 วันที่ 26 ตุลาคม 2549 อ้างอิงการทำประชาพิจารณ์เมื่อปี 2545 ที่ไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. 2539 ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 ตุลาคม 2543
- มติคณะรัฐมนตรี วาระ 2 วันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 เห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการตามมติสภามหาวิทยาลัยครั้งที่ 678 วาระ 1 วันที่ 26 ตุลาคม 2549 ที่อ้างอิงการทำประชาพิจารณ์เมื่อปี 2545 ที่ไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. 2539 ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 ตุลาคม 2543
- การทำประชาพิจารณ์ในปัจจุบันไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548

3. ไม่ชอบด้วยจรรยาบรรณ
- การใช้หน้าที่และความรู้ทางวิชาชีพในการร่างกฎหมายมหาชนที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนแต่ทำให้ผลประโยชน์ส่วนรวมเสียหายร้ายแรง
- การอาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในการกระทำทางนิติบัญญัติที่ไม่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐสภาได้

4) ต่อต้านการแปรรูปมหาวิทยาลัย!

การศึกษาเป็นเรื่องของการสร้างความคิดซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับการล่าอาณานิคมในยุคโลกาภิวัตน์ ดังนั้น ควรยกเลิกนโยบายเกี่ยวกับการแปรรูปมหาวิทยาลัยไทยในปัจจุบันทั้งหมด เพราะมีความผิดพลาดในทุกๆด้าน ควรยึดหลักการว่าการแปรรูปมหาวิทยาลัยไทยเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติไม่ใช่ผลประโยชน์ขององค์กร ไม่ควรให้ผู้มีส่วนได้เสียในการแปรรูปมหาวิทยาลัยไทย (เช่นผู้บริหารและบุคลากรของมหาวิทยาลัย) เป็นผู้กำหนดนโยบาย และควรให้นโยบายเกี่ยวกับการแปรรูปมหาวิทยาลัยไทยเป็นของรัฐบาลชุดใหม่เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบ

ประเด็นปัญหาเรื่องการแปรรูปมหาวิทยาลัยไทยไม่ใช่เรื่องการจะมีค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้น แต่เป็นเรื่องการจะสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน ถ้ามหาวิทยาลัยไทยถูกแปรรูปโดยมีความผิดพลาดในทุกๆด้านแบบนี้ ประเทศชาติจะ “ไม่เหลือแม้แต่กระดูก” อย่างแน่นอน

ร่วมรักษ์ชาติก่อนจะไม่มีชาติให้รักษ์โดยร่วมลงชื่อเพื่อสนับสนุน ต่อต้านการแปรรูปมหาวิทยาลัย! ได้ที่นี่

http://www.petitiononline.com/Univ2522/petition.html
ผู้แสดงความคิดเห็น aj วันที่ตอบ 2007-07-30 08:30:00 IP : 203.118.73.124


ความคิดเห็นที่ 15 (1100092)
http://www.ayuth.net/1.pdf

การนํามหาลัยออกนอกระบบโดยไม่มีกฎหมายประกอบและไม่ทําประชาพิจารณ์เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ!

มันไม่ทํากฎหมายประกอบเพราะไม่ต้องการให้มีกฎหมายมาควบคุมการปล้นชาติของพวกมัน (กฎหมายประกอบ คือ พรบ.ที่ควบคุมการดําเนินการของมหาลัยกี่ยวกับการจัดการบุคลากรและทรัพย์สิน)

มันไม่ทําประชาพิจารณ์เพราะถ้าทําม.นอกระบบก็ไม่ผ่านมติแน่ๆ (ประชาพิจารณ์ต้องมีการลงประชามติ)

ช่วยกันส่งต่อ link http://www.ayuth.net/1.pdf ด้วย คนไทยจะได้รู้ว่าได้เคยมีพระราชกระแสเกี่ยวกับ ม.นอกระบบ มาตั้งแต่ปี 2543 แต่ไอ้พวกปล้นชาติไม่ยอมดําเนินการสนอง

ไอ้พวกปล้นชาติบาปหนา
ผู้แสดงความคิดเห็น ไม่อยากเสียกรุงครั้งที่ 3 วันที่ตอบ 2007-07-30 08:45:00 IP : 203.118.73.124


ความคิดเห็นที่ 16 (1100093)
วันที่ 2 สค. 2550

เรื่องสรุปรายงานการเสวนาวิกฤติการศึกษาไทย - ทางออก และขอความช่วยเหลือ

กราบเรียนคุณ สนธิ ลิ้มทองกุล

จากการที่พวกเราได้มาพบท่าน และได้จัดเสวนา เรื่องวิกฤติการศึกษา ไทย และทางออก เมื่อวันที่ 30 มิย. 50 โดยเชิญนักวิชาการหลายท่าน มาร่วมเสวนา รวมทั้ง สรุป การจัดเสวนาของ คณะกรรมาธิการ กิจการเด็กและสตรี ผู้สูงอายุ สนช. โดยคุณวัลลพ ตรังคณานุรักษ์ ขอสรุปเป็นประเด็นสำคัญๆ เพื่อให้ท่าน ได้โปรด พิจารณาช่วยเหลือ ดังนี้
สรุปปัญหา

1 ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย จากการวิจัย

จากการจัดเสวนาเรื่องวิกฤติการศึกษา ไทย โดยคณะกรรมาธิการกิจการเด็กและสตรี ผู้สูงอายุสนช. ในวันที่ 13 กค 2550 โดยคุณครูหยุย สรุปได้ว่า

1.1 การประกาศใช้ระบบแอดมิชชั่น ได้เด็กไม่ตรงคณะ และ เมื่อเรียนไปแล้ว เรียนไม่ได้ ต้องดรอปเรียนมากขึ้น เพราะ ได้เกรด สูงๆ โดยไม่ได้มีคุณภาพจริง คือได้เกรดสูงๆ มาโดยการช่วยเหลือของครู ก็มี เช่นการวิจัยระบบแอดมิชชั่น ของ สภาการศึกษาแห่งชาติ และการวิจัยของ ผศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน ภาควิชาฟิสิคซ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงการณ์
2 การสอบวัดคุณภาพการศึกษาระดับชาติ คะแนนเฉลี่ย ลดลง ทั้งๆที่การอ้างวัตถุประสงค์ ครั้งแรกที่ใช้ระบบแอดมิชชั่น เพื่อ ให้เด็กสนใจในห้องเรียนเพื่อให้ พื้นฐานแน่น แต่ผลกลับตรงข้าม
3 คะแนน GPA ไม่ได้สะท้อนคุณภาพตัวเด็กจริง ที่กำหนดว่าให้ใช้ GPA .ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็พิสูจน์แล้วว่า เด็กเข้าห้องเรียน เด็กได้เกรด สูงๆ แต่ไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นควรเลิกใช้ GPA ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
หรือการ อ้างว่าเด็กไม่สนใจเรียนในห้องเรียน หากใช้ ระบบเอ็นทร้านซ์เดิม ที่ไม่ใช้ GPA เพื่อ การบังคับให้เด็กเข้าห้องเรียน แต่สุดท้ายการบังคับเด็กให้เข้าห้องเรียน ก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพเด็กดีขึ้น ตาม สมมุติฐานที่พยายามกล่าวอ้าง เป็นสมมุติฐานที่ ไม่ถูกต้อง ซึ่งข้อเท็จจริงคือ สุดท้ายคือ การให้ครูบางส่วน สามารถ ใช้คะแนน GPA ในการ เรียนการสอน กวดวิชาต่างหาก

ที่ผ่านมา รมต.ศึกษาก็พยายามแก้ไขปัญหา แต่ไม่เด็ดขาด และแก้ไขได้ ในบางเรื่อง เช่น โครงการช่วยเด็กภาคใต้ โครงการหนังสือยืมเรียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลงานเด่นของรมต.ท่านนี้ แต่การ งดรับแปะเจ๊ยะ เข้าม.1 ข้อเท็จจริงผู้ปกครองต้องจ่ายเงินเพิ่มมากกว่าเดิม เพราะต้องแข่งขันกันสูง และรมต.ศธ.ไม่ได้ออก กฎกระทรวง ห้ามรับแปะเจิ๊ยะ ไม่มีบทลงโทษ ผู้ปกครองบางท่านก็กล่าวว่า การรับเงินนี้ คนละ สามหมื่น ถึงแสนบาท หากคิด ที่ห้าหมื่นบาท 100 คนก็ปาเข้าไป ห้าล้าน ต่อหนึ่งโรงเรียน ผอ. เขตพื้นที่ หนึ่งคนคุมหลายโรงเรียนก็หลาย สิบล้าน เพื่อเอาไปวิ่งเต้น เป็น รอง เลขาธิการ การศึกษา ขั้นพื้นฐาน เท็จจริงอย่างไร ไม่มีใครพิสูจน์ แต่เป็นข่าวที่ผู้ปกครองพูดจากัน โดยไม่มีหลักฐานใดๆ

ปัญหา ระบอบการสอบคัดเลือก ไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่ แก้ง่ายนิดเดียวคือการใชระบบเอ็น ทร้านซ์ เดิม แต่ ใช้ข้อสอบที่ง่ายกว่าเดิม และเน้นการวิเคราะห์ แต่ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการ และ เลขา สกอ และ อธิการ พยายาม ที่จะหาองค์ประกอบตัวนั้นตัวนี้ให้มันยุ่งยาก เพื่อ สุดท้ายจะได้หาลำไพ่พิเศษ จริงๆแล้ว การสอบ ONET ก็เพื่อพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน หากผลสอบออกมาไม่ดี ควรใช้การสนับสนุนงบประมาณ หรือ การเลื่อนขั้น หรือ การให้คุณงามความดีต่อ ผอ . หรือ ครูที่โรงเรียน เป็นเกณฑ์บังคับ มาก กว่ามาลงที่เด็ก ซึ่ง สุดท้ายกลายป็นเครื่องมือทำมาหากินของครู ไปอีก เป็นการซ้ำเติมความเลวร้ายในวงการศึกษาชาติ

การที่กำหนดให้ ONET สอบได้แค่ครั้งเดียว ในตลอดชีวิตเด็ก สามารถคัดเลือกเข้ามหาลัยได้เพียงครั้งเดียว ก็ผิดหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 28 และปิดกั้นเด็ก ซึ่งมีข่าวเด็กปี 2 ต้องขอไปเรียน ในชั้น ม.4 ใหม่ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ ข้อสอบ ONET ใช้ได้เพียงครั้งดียวในปีที่จบ หรือเด็ก ที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังจากการ ประกาศใช้แอดมิชชั่นที่กีดกัน เด็กซิ่ว และความไม่รู้วิธีการเลี้ยงดูบุตรของพ่อแม่ นี่ก็สะท้อนถึงวิธีคิด และคำสั่งของกระทรวงศึกษา สำนักงานเลขาธิการการอุดมศึกษาที่แก้ปัญหา อย่างหนึ่ง แต่ ไปเพื่อสร้างปัญหาต่อไป ไม่รู้จบ

การที่อ้างป้องกันเด็กซิ่ว เพื่อประหยัดงบประมาณ แผ่นดินนั้น ส่วนหนึ่งก็ถูก แต่ส่วนหนึ่งเพื่อ ช่วยเหลือ มหาลัยเอกชน หรือไม่ ที่เด็ก ต้องการลาออกเพื่อสอบเข้ามหาลัยรัฐที่ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า แต่ก็ต้องหมดโอกาส เพราะ สอบONET ได้ครั้งเดียว ซึ่งจากการวิจัย ก็พบว่าเด็กที่ได้เรียนในมหาลัย กลับกลายเป็น ลูกหลานข้าราชการ คนระดับกลาง เพราะมีโอกาสดีกว่าในแง่ ได้เรียน ใน โรงเรียนดี มีเงินกวดวิชา ส่วนลูกหลาน เกษตรกร ต้องเรียนมหาลัยเอกชน เป็นการพัฒนาที่สวนทาง กันอย่างชิ้นเชิง เพราะการสร้างมหาลัยรัฐ เพื่อให้ลูกหลานคนยากจนได้เล่าเรียน มากกว่า เพื่อให้ลูกหลานคนมีเงิน

อยากจะกราบเรียนว่า งบประมาณรายหัวของนิสิต มหาลัยรัฐบางแห่ง ใช้เงินแพงเกินไป บริหารไม่มีประสิทธิภาพ เพราะ คำนวณ ดูถึง ค่าใช้จ่ายรายหัว รัฐสนับสนุน 50,000 บาท เก็บจากเด็กอีก 1-20,000 บาท

รวม 6-70,000 บาท ต่อคนต่อปี เทียบกับ มหาลัยเอกชน ม.หัวเฉียวคณะเภสัช ค่าเทอมปีละ 30,000 บาท ต่อปี ซึ่งมหาลัยรัฐเอง ไม่ต้อง จ่ายค่าตึก ค่าครู อาจารย์ แต่ มหาลัยเอกชนต้องจ่ายค่าเหล่านี้ แสดงว่า การบริหารงานของ อธิการและสภามหาลัยรัฐ ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งควรให้ คัดสรร โดยการประมูลตัวอธิการบดี ทั้งจากเอกชน และรัฐ เหมือนมหาลัยเมืองนอก แต่ไม่ใช่อ้างเหตุที่ไม่มีคุณภาพ ด้วยการ นำมหาลัย ออกนอกระบบ ทั้งๆที่มหาลัยที่ออกไปแล้ว กว่าสิบปี ก็ไม่สามารถเทียบชั้นกับมหาลัยรัฐเดิมเช่นจุฬา แสดงว่าการมีคุณภาพหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับ การออกหรือไม่ออนอกระบบ ขณะนี้กำลังผ่านสองมหาลัยคือ ม.บูรพา ที่มีคุณมีชัยเป็นนายกสภามหาลัย และ ม.ทักษิณ และมีอีกหลายมหาลัยที่รมต. พยายามให้แต่ละ มหาลัยทำกฎหมายลูก ซึ่งไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะ เป็นการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย และ จะทำให้เป็นการยก มหาลัยเป็นของบุคคลบางกลุ่มฟรีๆ


จึงเห็นได้ว่าการกำหนดองค์ประกอบในการคัดเลือกเด็กเข้ามหาวิทยาลัย หรือการปล่อยให้ กระทรวงศึกษาธิการคิดอะไรเอง โดยขาดการมีส่วนร่วม ขาดการการวิจัย ทำให้ อนาคตของชาติ ถูกกระทำ และ ผลเสียหายต่ออนาคตของประเทศ โดยรวม ทรัพยากรบุคคล ที่สำคัญที่สุดของชาติ ถูกเป็นเครื่องมือทดลอง ที่ลองผิดลองถูก รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า ไม่ค่อยมีรัฐบาลไหนใส่ใจแก้ไขให้ถูกทิศทาง

หากเราจัดการศึกษาดีๆ ทุอย่างสามารถแก้ไขได้ไม่ว่าเรื่องคอรัปชั่น เรื่อง ความเห็นแก่ตัว เรื่องศักยภาพคนในชาติ ปัญหาเยาวชน เพียงแต่ต้องใช้ เวลา ภายในเวลา ห้าปี สิบปี ดีกว่า ไม่ได้ทำอะไร



2 ปัญหาคุณภาพการศึกษา ยิ่ง สอบวัดคุณภาพ ยิ่งลดลง แต่ประเมินคุณภาพครูกลับดีขึ้น เพราะเราไม่มีเกณฑ์มาตรฐานแต่ละวิชา แต่ละช่วงชั้น และมี การกำหนด ภาระครูในการสอนมากเกินไปรวมทั้ง ไม่มีหลักการวิจัยใดๆ ไม่มประเทศไหนในโลกที่เจริญแล้ว จัดการศึกษาให้เรียนและสอนมกมาย แบบนี้
3
4 ปัญหา พฤติกรรม เยาวชน เหล่านี้ ล้วนจากการที่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดุ ครูอาจารย์ ไม่มีความรู้ ในการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน การจัดการศึกษา ปัจจุบันการศึกษา เป็น การนำไปสู่การพานิชย์ ไม่ว่าการกำหนดหลักสูตรการศึกษาที่ให้เด็กเรียนซ้ำซากมากมายทุกปี (โรงพิมพ์ กำไร ) การ ออกกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ใช้องค์ประกอบมากขึ้นเช่น GPA (ครูกวดวิชาหาเงินจากเด็ก ไม่มีกฎระเบียบการควบคุมจากกระทรวงศึกษาธิการ ) การใช้คะแนน ONET คือคะแนน จากการวมสอบ ห้าวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม (ที่รวมเอา ประวัติศาสตร์ ศาสนา หน้าที่พลเมือง ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ) ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ซึ่งบางคณะก็ไม่จำเป็นต้องใช้บางวิชา เช่น เมื่อก่อนก็ไม่มีการสอบคณิต กับวิทย์ ในสายสังคม แต่ปัจจุบันทุกคนต้องสอบเหมือนกันหมด และในปีนี้ก็จะเพิ่มเป็น แปด หมวดสาระ ที่ตั้งกฎเกณฑ์ ขึ้นมามาก ก็ เพื่อให้โรงเรียนกวดวิชาขายดี

สรุปแนวทาง แก้ปัญหาวิกฤติ การศึกษา ชาติ
1 วาระเร่งด่วน
1.1 ยกเลิกการบังคับเรียนสายวิทย์ สายศิลป์ กลับไปใช้ แบบก่อนปี 2547 ให้มีวิชาเลือกจริงๆ ***ส่วน 1 วิชาเลือก ต่อ 2 วิชาบังคับ
ในระยะยาว ให้ ลดสาระเรียนรู้ที่ซ้ำๆลง และเน้นกระบวนการคิด โดยตั้งคณะกรรมการ พิจารณา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ปรับกระบวนการเรียนการสอน เช่น คุณปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นประธาน
1.2.ยกเลิกแอดมิชชั่น ให้ใช้เอ็นทร้านซ์แบบเดิมแทน แต่ลดวิชาสอบลง เน้นข้อสอบแนว การวิเคราะห์มากขึ้น ให้สอบรวมทั้งประเทศ ไม่เอา มหาลัยรับตรง เอง ซึ่งความโปร่งใสไม่ชัดเจน ตรวจสอบไม่ได้
1.3 ยกเลิกม.นอกระบบ แต่มาถกกันว่า มหาวิทยาลัยจะมีประสิทธิภาพอย่างไร เช่นการประมูลผู้บริหารที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการปริญญาเอก การลงภาคปฏิบัติ มากกว่าทฤษฎี
1.4 ให้ มีการประเมิน ผู้บริหาร มหาวิทยาลัย โดยใช้ ***ส่วน อัตราการได้งาน ของเด็ก ตรงสาขาคณะที่เรียน และ อัตราเงินเดือนของนิสิตที่จบออกไป และอัตราการว่างงาน การตกงาน สะท้อนให้เห็น ประสิทธิภาพของผู้บริหารได้ และปรับเปลี่ยนปริมาณ นิสิตให้ตรงกับสาขาที่ขาดแคลน
1.5 ค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน นักศึกษา เด็กอาชีวะ ให้ถึงมือ ผู้เรียนโดยตรง ในรูปของคูปอง เพื่อให้เกิดการแข่งขัน ประสิทธิภาพของผู้บริหาร สถานศึกษา กัน และป้องกันการเกิด การหักหัวคิว จากส่วนกลาง
1.6 ออกกฎกระทรวงห้ามครูสอนพิเศษ เด็ก นักเรียนในห้องเรียนตนเอง หรือนักเรียนที่ตนมีส่วนให้เกรด ในวิชาของตนเอง แต่ให้สอนนักเรียนที่อื่นหรือชั้นอื่นได้ เพื่อป้องกัน การหาเงินจากเด็ก กักข้อสอบเพื่อเพิ่มเกรดเด็ก
1.7 ออกกฎกระทรวงห้ามโรงเรียน เก็บเงินที่สร้างภาระแก่ประชาชน เกินความจำเป็นเช่น การให้เด็กต้องซื้อชุดวันศุกร์ ชุดกีฬาสี ชุดเนตรนารี ยุวกาชาด ซึ่งใช้ เครื่องหมายเช่นผ้าพันคอก็พอ
1.8 ให้มีการควบคุมการเก็บค่าเล่าเรียนที่เป็นธรรมแก่ประชาชน เช่น ให้รายงาน งบบัญชีรายรับรายจ่ายต่อผู้ปกครอง โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติ ตอนนี้กำไร อู่ฟู่ ไม่ต้องเสียภาษี ไม่มีการควบคุม การเก็บเงินจากผู้ปกครอง
1.9 ให้มีหน่วยกิต การบำเพ็ญประโยชน์ ลงภาคชุมชน ทุกชั้นเรียน ทุกคณะ ทุกมหาวิทยาลัย อาชีวะ ทุกชั้นเรียนมัธยม และประถม หนึ่งวันต่อสัปดาห์ ไม่เว้นสถานศึกษา เอกชน
1.10 ให้สถานศึกษารัฐ รับนักเรียนจากป .6 ทุกคน ในพื้นที่รอบบ้าน รัศมี รอบโรงเรียน เพื่อ เข้าเรียน ต่อ ในชั้นมัธยม ต้น เพราะการศึกษาภาคบังคับ รัฐ กำหนด ให้เด็กทุกคนเรียน ถึง ม. สาม แต่ไม่มีที่เรียนเพียงพอ เพราะฉะนั้นรัฐต้องจัดสถานศึกษา ให้เพียงพอ เพราะปัจจุบัน ผู้ปกครองต้องส่งไป เรียนไกลๆ ในสถานศึกษาเอกชน ซึ่ง รวมถึงใน ต่างจังหวัด
1.11 ทุกโรงเรียน สถานศึกษา ให้สอนการเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ พัฒนาการเด็กแต่ละวัย หลักการเลือกคู่ครอง ทักษะชีวิต พัฒนาการสมอง เพื่อ ให้เตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่มีคุณภาพ เพื่อมิใหเด็กมีปัญหาเมื่อเติบโต เป็นผู้ใหญ่ และมีลูกหลานไทยที่มีคุณภาพ ไม่สร้างปัญหาให้สังคม และนำพาชาติพ้นภัย

2 ระยะยาว
2.1 ให้มี หนังสือยืมเรียนทุกชั้นเรียน รวมถึงมหาวิทยาลัย
2.2 เรียนฟรีจริงๆในคนยากจน และข้าราชการผู้น้อย ห้ามเก็บเงินทุกอย่าง
2.3 เพิ่มเงินเดือนครู ให้มากกว่านี้เท่าครึ่ง
2.4 มีมาตรฐาน ขั้นต่ำ เด็กอาชีวะ ทุกสาขา
2.5 ทุกช่วงชั้นเรียน ป.3 ป.6, ม.3, ม. 6 มีมาตรฐาน เกณฑ์การเรียนขั้นต่ำ โดยเฉพาะ วิชาที่จำเป็นๆ เช่น ภาษาไทย อังกฤษ คณิตศาสตร์ ไอที (ยกเว้น ป. 3 )
2.6 มีกฎหมายควบคุมโรงเรียนกวดวิชา
2.7 ทำโปรแกรม Software สอนเด็กให้คิดเป็น ทุกวิชา ทุกสาระ แต่ลดสาระการเรียนที่ซ้ำซากลง ครึ่งหนึ่ง ส่วน ครู ทำหน้าที่ คอยเป็นพี่เลียง ตรวจข้อสอบ เพื่อให้เด็กในรงเรียน ที่ครูมีน้อย สามารถได้รับความรู้ทัดเทียม กับโรงเรียนดีเด่นดัง
2.8 ในโรงเรียนทุกโรงเรียนมีการปลูกฝังความรักชาติ ค่านิยมไทย มีเมตตาธรรม โดย ศูนย์พัฒนาคุณธรรมแห่งชาติ เป็นผู้กำหนด หลักสูตรนี้ ให้มีส่วนร่วม และมีการประเมินผล

ทั้งหมดนี้ ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณา หยิบประเด็นที่ท่านคิดว่าสำคัญต่อชาติบานเมือง และ ช่วยกรุณาผลักดันไปสู่รัฐบาลเพื่อให้เกิด รูปธรรมและบังเกิดผลประโยนช์ แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งหมายถึงอนาคตของชาติ ต่อไป หรือ หากต้องการข้อมูลรายละเอียดใดเพิ่มเติม พวกเรายินดีที่จะ ไปพบท่านได้ตลอดเวลา ขอกราบขอบพระคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถือ


พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี

นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ
ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา
โทร 0868810408

ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-30 14:54:00 IP : 202.139.211.254


ความคิดเห็นที่ 17 (1100094)
เรื่องม.นอกระบบ คงต้องคุยกันหลายฝ่าย และร่วมมือกัน

เรานะเบื่อเต็มที ไม่ต้องทำอย่างอื่นใดเลย ยย

น อกจากต้องมางประท้วง พวกที่วันๆคิดแต่เรื่องจะกินกันทั้งก๊วน
เซ็งว..

อย่าให้ต้องเปิดโปงนะว่าพรรคไหนกำลังจะทำอะไร ก่อนที่จะมาเป็นรัฐบาล ลายเริ่มออก
ยังไม่ทันไร ก็กลายๆแล้ว
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-30 14:58:00 IP : 202.139.211.254


ความคิดเห็นที่ 18 (1100095)
ประชาสัมพันธ์ช้าไปหน่อยหนึ่ง แต่ไม่เป็นไรครับ เริ่มมาถูกทางแล้ว
อันนี้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลชนก วันที่ตอบ 2007-07-30 15:00:00 IP : 125.25.86.7


ความคิดเห็นที่ 19 (1100096)
รู้อะไรมาที่เป็นประโยชน์ก็บอกประชาชนไปเลยตรับ เอาเอกสารหลักฐานมาประกอบด้วยให้มันแน่นหนา อย่างนี้หนีไม่ออก

แต่ถ้าพูดลอยๆ เข้าเนื้อเปล่าๆ มีโอกาสแล้วทำไปเลยครับ เวลาและวารีไม่เคยคอยใคร วันนี้ถ้าไม่สำเร็จ หรือไม่เสร็จในรุ่นเรา คนรุ่นต่อไปจะได้ทำต่อ จับให้มั่นคั้นให้ตาย อย่าเป๋เสียก่อนละ (ที่เจาเรียกว่าดีแตก) แต่ยี่ห้อกมลพรรณแล้ว สวย บู๊ บุ๋น ครบรูปแบบนี้เป็นต่อ ทำให้สำเร็จ ขอสนับสนุนครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลชนก วันที่ตอบ 2007-07-30 15:09:00 IP : 125.25.86.7


ความคิดเห็นที่ 20 (1100097)
คุณกมลชนก (ตอนแรกนึกว่าเป็นเพื่อนชื่อ เอ )
และคนอื่นๆ

ขอบิณทบาต ชื่อ "คุณหมอคนสวย " หน่อยนะคะ เพราะว่า ดูสาระรูปตัวเองแล้ว ไม่จืด
และคนอื่นๆ ที่เขาไม่ชอบขี้หน้าฉัน เขาจะ ว่าเอา

มีหลายที่ แล้วค่ะ

ขอเป็นคุณหมอก็พอแล้วคะ หรืออื่นๆ


ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-30 16:52:00 IP : 202.139.223.18


ความคิดเห็นที่ 21 (1100098)
ผลสำรวจ "ชี้"การแต่งกายนิสิต-นศ.ถึงเวลาต้องรีบแก้ไข ด่วน!

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กรกฎาคม 2550 15:21 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น



ผลสำรวจระบุการแต่งกายของนิสิต-นศ.จัดเป็นปัญหาที่ ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ส่วนความเห็นต่อกรณีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งผลักดัน เรื่องการแก้ปัญหาการแต่งกายของนิสิต นักศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติด้วย

ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจเรื่อง “ความคิดเห็นต่อปัญหาการแต่งกายของนิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษา” โดยเก็บข้อมูลจากนิสิต นักศึกษาระดับอนุปริญญาและปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนทั่วทุกภาคของประเทศ จำนวน 1,743 คน ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน-16 กรกฎาคม โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 72.6 เห็นว่า การแต่งกายของนิสิต นักศึกษาในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขณะที่ร้อยละ 12.8 ไม่เห็นด้วย

เมื่อถามความเห็นที่มีต่อปัญหาดังกล่าวมีความน่าเป็นห่วงเพียงใด ร้อยละ 27.4 ระบุว่าน่าเป็นห่วง ร้อยละ 54.2 ระบุไม่น่าเป็นห่วง และร้อยละ 13.4 เห็นว่าไม่ค่อยน่าเป็นห่วง

เมื่อถามถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาดังกล่าว ร้อยละ 59.9 เห็นว่าจะก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม อาทิ การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน ร้อยละ 17.8 ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันและของตนเอง ร้อยละ 5.4 ก่อให้เกิดปัญหาจี้ ปล้น วิ่งราวทรัพย์ ร้อยละ 4.3 ขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย

ส่วนความเห็นต่อกรณีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรมจะผลักดัน เรื่องการแก้ปัญหาการแต่งกายของนิสิต นักศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติ พบว่าร้อยละ 68.5 เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงกว่านี้ เป็นการลดปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมได้ นักศึกษาจะได้แต่งกายเรียบร้อยขึ้น และเพื่อรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม ขณะที่ร้อยละ 31.5 ไม่เห็นด้วยเพราะยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ระดับวาระแห่งชาติ เป็นการจำกัดสิทธิส่วนบุคคล เป็นความพอใจส่วนบุคคล และอาจเป็นการยิ่งห้ามยิ่งยุ.


ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวผู้จัดการ วันที่ตอบ 2007-07-31 08:35:00 IP : 124.120.114.47


ความคิดเห็นที่ 22 (1100099)
ไอ้โล้นมันอยากเอาม.รัฐออกนอกระบบเพราะมันจะได้โกงกินเต็มปากเต็มคํา

มันเคยโกงซะจนม.สุรนารีกําลังจะเจ๊งอยู่แล้ว ช่วงปีแรกๆที่ม.สุรนารีได้เงินสนับสนุบจากรัฐ ไอ้โล้นมันก็ถลุง + ฉ้อราษฎ์บังหลวงเต็มที่จนเงินหมดไปกับเรื่องเลวๆที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา

เช่นบ้านพัก 30 ล้านบาทของไอ้โล้น ค่าก่อสร้างหอพัก ถนน ฯลฯ

บุคลากรดีๆก็อยู่ไม่ได้ ที่อยู่ได้ก็ประเภทต้องยอมไอ้โล้นมันทั้งนั้น

ตอนนี้ ม.สุรนารีหมดวาระได้เงินจากรัฐแล้ว เงินก้นถุงก็ถูกถลุงหมดแล้ว (ติดหนี้อีกต่างหาก) คุณภาพการศึกษาฮ่วยแตกจนไม่มีเด็กเรียน

รับรองว่าเจ๊งแน่นอนเร็วๆนี้ มันถึงพยายามใช้ admission บังคับเด็กไปเรียนที่แบบนี้ไง

แม้ไอ้โล้นมันจะโกงกินแบบนี้แต่กฎหมายก็อาจทําอะไรมันไม่ได้ เพราะม.สุรนารีเป็นม.นอกระบบ สภามหาลัยมีอํานาจถลุงเงินได้เต็มที่

พอมันถลุงจนเจ๊งแล้ว มันก็หนีหางจุกตูดไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น แล้วยังหน้าด้านจะมาถลุงม.รัฐอื่นอีก เลวจิงๆๆ

ไอ้โล้นมันอยากเอาม.รัฐอื่นๆออกนอกระบบ มันจะได้ถลุงเงินหลวงโดยไม่ผิดกฎหมาย

ขอให้ท่านท้าวสุรนารีได้โปรดลงโทษไอ้คนละโมบโกงชาติทําลายอนาคตเด็กๆโดยเร็วด้วยเถิด ก่อนที่มันจะทําความฉิบหายให้บ้านเมืองไปมากกว่านี้
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้หวังดีกับระบบการศึกษาของชาติ วันที่ตอบ 2007-07-30 21:55:00 IP : 203.118.72.19


ความคิดเห็นที่ 23 (1100100)
ไปเผากระทรวงศึกษากันดีก่าๆๆๆๆ
ผู้แสดงความคิดเห็น นปก วันที่ตอบ 2007-07-30 22:00:00 IP : 203.118.72.19


ความคิดเห็นที่ 24 (1100101)
น่าคิด

ลองดูอันนี้
ม.ขอนแก่น ใครเป็นอธิการตอนสร้าง มหาลัย และสร้างบ้าน ตัวเอง พร้อมกัน

กีดกั้นเด็กซิ่วเพราะไม่ต้องการใหรัฐเสียงบประมาณ หรือไต้องการให้เด็กจากม.เอกชน ที่เขาเป็น นายกภามหาลัย และลิ่วล้อเป็นกรรมการสภามหาลยเอกชน สูญเสียลูกค้า

เท่านี้ผู้ใหญ่ในบ้านเมือตายังไม่สว่าง เสียที หรือสมรู้ร่วมคิด ว...

ขอเชิญชวนมาขับไล่รมต ดีกว่า ว...
ผู้แสดงความคิดเห็น หญิงไทย ใจรักชาติ วันที่ตอบ 2007-07-31 07:58:00 IP : 124.120.114.47


ความคิดเห็นที่ 25 (1100102)
อุทธรณ์ ช่วยดูให้หน่อยคะ

โปรดช่วยวิจารณ์คำ อุทธรณ์ทีคะ

คำผิดอาจจะมี อยู่ แต่ ขอแก้ทีหลัง เพราะ เกรงว่าจะไม่ทัน ท่าน ที่จะช่วยตรวจดูให้นะคะ

ขอบคุณ หลายๆ เน้อ ข้อกฎหมาย ของทนายกำลังทำอยู่ แต่ขอให้ช่วยดูก่อนนะคะ

คำอุทธรณ์ คำฟ้อง
คดีหมายเลขดำที่.. ๑๔๓๖............./๒๕๔๙


ศาลปกครองกลาง


วันที่ ๓ เดือน สค. พุทธศักราช ๒๕๔๙

ข้าพเจ้า พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ในฐานะ ผู้รับมอบอำนาจ จาก นาย อาชอำพล ประกอบสุข กับพวกรวม ๔๘ คน มีความประสงค์ขอ อุทธรณ์คำฟ้องดังนี้ .

ข้อ ก. ความเป็นมา เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ประกาศหลักเกณฑ์ การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๕๐ ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ๑๒ สถาบัน โดยความเห็นชอบจาก ทปอ. และสกอ. ที่กำหนด คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ ในระบบ แอดมิชชั่นตรง ของคณะแพทย์ศาสตร์ดังนี้

”๑. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือหลักสูตรอื่นๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่า หรือกำลังศึกษาอยู่และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนเมษายน ๒๕๕๐ โดยในขณะสมัคร ต้องมีคะแนนการศึกษา ๔ ภาคการศึกษา มากกว่าหรือเท่ากับ ๒.๗๕ และในเดือนเมษายน ๒๕๕๐ ต้องมีคะแนนการศึกษาตลอดหลักสูตร (GPAX)มากกว่าหรือเท่ากับ ๓.๐

๒. ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตในมหาวิทยาลัย/สถาบันของรัฐ (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร)*

๓. ไม่เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตในมหาวิทยาลัย/สถาบันของรัฐในปีการศึกษา ๒๕๕๐ ตามโครงการพิเศษต่างๆ ที่ได้ยืนยันสิทธิกับสถาบันที่คัดเลือกไว้เรียบร้อยแล้ว

๔ ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ ๑ ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักศึกษาร่วมกับสกอ. (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร)*

๕. ไม่มีปัญหาสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่จะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการประกอบวิชาชีพแพทย์ โดยขอให้ดูรายละเอียดใน website ของแต่ละสถาบัน
๖. มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะรับราชการได้เมื่อจบการศึกษา
* ถึงแม้มีการประกาศผลและรับเข้าศึกษาแล้ว หากมีการตรวจสอบพบในภายหลัง ว่ามีคุณสมบัติไม่ตรงตามข้อ ๒-๔ ก็จะถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นนิสิต/นักศึกษาของสถาบันนั้นๆ”
และการที่จะสมัครแพทย์ได้จะต้องมี ONET ไม่ต่ำกว่า ๖๐%
ข้อ ข. ในปี ๒๕๕๐ นั้น ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ได้ประชุมและมีมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่ได้ประกาศตามสื่อมวลชน ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ โดยให้ใช้ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เป็นระบบแอดมิชชั่น แบบเดิมคือ GPA ๓๐% สอบ ANET ONET อีก ๗๐% และให้มหาวิทยาลัยรับเองได้ไม่เกิน ๕๐ % ดังปรากฏตามสื่อมวลชนต่างๆ และห้ามเด็กสอบ ONET ใหม่


ข้อกล่าวอ้างผู้ถูกฟ้องคดี ที่สาม ข้อเท็จจริง จากการที่กสพท. ให้ใช้ข้อมูล เรื่องการใช้ ONET ขั้นตำ 60 % และ GPA อย่างต่ำ 3 และ ต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกาษเกินชั้นปีที่ 1 ในการรับสมัครแพทย์ ตั้งแต่ พศ. 2538 แต่ รับตรงบางส่วน

โดยใช้เกณฑ์เหล่านี้ และมีเด็กส่วนใหญ่สามารถใช้เกณฑ์อื่น ในการรับส่วนกลาง แต่หลังจาก ปี 2549 ผู้ที่ต้องการเข้าแพทย์เกือบทุกคน ต้องใช้เกณฑ์เหล่านี้ และต้อง มี ONET เกิน 60 % ทุกคน และ ONET สอบได้ครั้งเดียว ซึ่ง ปิดกั้น และละเมิดสิทธิเยาวชนบางส่วน รวมถึงละเมิดสิทธิของเยาวชน

และกล่าวว่า เป้าหมายของ การกำหนดเกณฑ์เหล่านี้เพื่อให้ ได้เด็กที่มีศักยภาพเพียงพอ ตรงตามความต้องการของคณะแพทย์ศาสตร์ เพื่อให้เด็กได้ เพื่อให้สามารถเรียนได้ในคณะแพทย์ที่เรียนยาก และต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง หากไม่สามารถเรียนจบ ก็จะทำให้รัฐสูญเสีย งบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมาก

เมื่อมาดูสถิติในสามปีย้อนหลงของจุฬา และรามาธิบดี พบว่ GPAXของเด็กที่สอบได้มากกว่า3.5 ทั้งสิ้น

และการใช้อำนาจของกสพท ก็ได้รับการมอบอำนาจมจาก สภามหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยนั้นๆ
การประกาศใช้ ระบบ แอดมิชชั่น ONET ANET ก็คือ ผลงานของ คณะที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้ประกาศให้ใช้ และลงนามคำสั่ง คือ เลขาสกอ.


ข้อเท็จจริง จากการติดตามผล การประกาศใช้ ระบบแอดมิชชั่น ONET ANET GPA มีดังนี้
ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย จากการจัดเสวนาเรื่องวิกฤติการศึกษา ไทย โดยคณะกรรมาธิการกิจการเด็กและสตรี ผู้สูงอายุสนช. ในวันที่ 13 กค 2550 โดยคุณวัลลพ ตรังคณานุรักษ์ และจากรายงานของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ สรุปได้ว่า
1 GPA
1.1 มีการเฟ้อมากกว่าร้อยโรงเรียน และค่าเกรดเฉลี่ยของเด็ก เพิ่มสูงขึ้นจาก 2.กว่า เป็น 3.
1.2 คะแนน GPA ไม่ได้สะท้อนคุณภาพตัวเด็กจริง ไม่สอดคลองกับผลการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ที่กำหนดว่าให้ใช้ GPA .ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็พิสูจน์แล้วว่า เด็กเข้าห้องเรียน เด็กได้เกรด สูงๆ แต่ไม่มีคุณภาพ เมื่อเรียนไปแล้ว เรียนไม่ได้ ต้องดรอปเรียนมากขึ้น เพราะ ได้เกรด สูงๆ มา โดยไม่ได้มีความสามารถจริง คือได้เกรดสูงๆ มาโดยการช่วยเหลือของครู ก็มี เช่นการวิจัยระบบแอดมิชชั่น ของ สภาการศึกษาแห่งชาติ และการวิจัยของ ผศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน ภาควิชาฟิสิคซ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงการณ์
เอกสารประกอบ 1 เพราะฉะนั้นควรเลิกใช้ GPA ในการเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ในการสอบเข้าแพทย์ ( ซึ่งจากข่าว ในสื่อมวลชน ได้เสนอข่าว การที่ศาลปกครอง ขอให้คณะแพทย์ยกเลิก เกณฑ์ GPA ขั้นต่ำ ในการคัดเลือกเด็ก เรียนแพทย์ เอกสาร แนบ )

1.3 GPA ไม่สามารถ เทียบกันได้ เพราะคุณภาพครู และโรงเรียนต่างกัน จากการประเมิน ของสำนักงาน รับรอง มาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา ( สมศ.) พบว่าโรงเรียนไม่มีมาตรฐาน ประมาณ 65 % เอกสารแนบ 2

2 คะแนน ONET เด็กต้องสอบวิชา ห้าหมวดสาระ แต่ในปี ป การศึกษา 2550 (สอบ พ.ศ.2551) จะต องสอบ 8 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ดังนี้

ทั้งนี้ ผู ;าสอบจะต องเป นนักเรียนชั้นมั ธยมศึ กษาป ที่ 6 หรื อเทียบเท าที่ กําลั งจะเรียนจบในป การศึกษา 2550 เท านั้น เนื่องจากที่ประชุมอธิการบดีแห งประเทศไทย หรือ ทปอ. มีมติว า การนําผล
คะแนนสอบ O-NET ไปใช ประกอบการพิจารณาเข ามหาวิทยาลัยนั้น จะต ;องเป นคะแนนสอบ O-NET
ของป การศึกษาที่ กําลั งจะจบชั้น ม.6 หรื อเทียบเท า หมายความว า ในการเข ามหาวิทยาลัย
นักเรียนจะต องมีผลคะแนน O-NET,GPA,GPAx ปี เดียวกัน (ของปีชั้น ม.6 หรือเทียบเท า)


รายละเอียด เนื้อหา แต่ละวิชา ใน ONET
จาก http://www.dek-d.com/content/view.php?id=3153
1. วิชาภาษาไทย
- การเขียน
- การอ่าน
- การฟัง , การดู , การพูด
- หลักการใช้ภาษา
- วรรณคดี และวรรณกรรม
2. วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
- ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม
- หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
- เศรษฐศาสตร์
- ประวัติศาสตร์
- ภูมิศาสตร์
3. วิชาภาษาต่างประเทศ
- ภาษาเพื่อการสื่อสาร
- ภาษาและวัฒนธรรม
- ภาษาความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ
- ภาษากับความสัมพันธ์ และชุมชนโลก
4. วิชาคณิตศาสตร์
- จำนวนและการดำเนินการ
- การวัด
- เรขาคณิต
- พืชคณิต
- การวิเคระห์ข้อมูลและการน่าจะเป็น
- ทักษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์
5. วิชาวิทยาศาสตร์
- สิ่งมีชีวิต และกระบวนการดำรงชีวิต
- ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
- สาร และสมบัติของสาร
- แรง และการเคลื่อนที่
- พลังงาน
- กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
- ดาราศาสตร์ และอวกาศ
- ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. วิชาสุขศึกษา และพลศึกษา
- การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
- ชีวิตและครอบครัว
- การขับเคลื่อน การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล
- การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค
- ความปลอดภัยในชีวิต
7. วิชาศิลปะ
- กลุ่มทัศนศิลป์ : เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าทางทัศนศิลป์ที่เป็นประโยชน์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
- กลุ่มดนตรี : เข้าใจดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
: เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
- กลุ่มนาฏศิลป์ : เข้าใจนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อนาฏศิลป์อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
: เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
8. วิชาการงานอาชีพ และเทคโนโลยี
- การดำรงชีวิต และครอบครัว (ซ้ำ)
- การอาชีพ (งานธุรกิจ งานประดิษฐ์ งานบ้าน งานเกษตร )
- การออกแบบและเทคโนโลยี
- เทคโนโลยีสารสนเทศ



จะเห็นว่าเนื้อหาสาระ ในการสอบ มีมากมาย ซ้ำกันก็มี และ ไม่เกี่ยวข้องกับคณะที่จะเรียนแพทย์ ก็มี (ที่ขีดเส้นใต้) ซึ่งทำให้เกิดภาระ โดยไม่จำเป็น และในการพัฒนา สติปัญญาเด็กจากการวิจัย ของ Dr. Eric Jensen (เอกสารแนบ ) พบว่า การเรียนรู้ที่ดี ต้องมีส่วนของกระบวนการคิด มากกว่าความจำ
และ จากข้อสอบ ONET มีข้อสอบที่เป็นกระบวนการคิด 2-3 ข้อ ที่เหลือ 90กว่า ข้อ เป็น ข้อสอบความจำ จึงมีผล ทำให้เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ไอคิวต่ำเพราะสาระการเรียนรู้มีแต่ต้องจำรอบตัว แต่ไม่เอื้อให้เกิดกระบวนการคิดในทุกด้านของ ระบบการศึกษาไทย

เมื่อ เทียบกับการสอบ SAT ของอเมริกา ที่สอบเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ อ่านและเขียน และคณิตศาสตร์ ซึ่งสอบเหมือนกันทั้งประเทศ และจะ สอบกี่ครั้งก็ได้ ส่วน GPA ใช้เป็นตัวประกอบ ไม่ใช่ตัวตัดสิน นี่เรียกว่า ระบบแอดมิชชั่น

และจากการ กำหนดให้เด็กต้องสอบทุกวิชา ทำให้คุณภาพของวิชาที่จำเป็นสำหรับการเรียนแพทย์ลดลง คงเป็น เช่นเดียวกับ ภาควิชาฟิสิคซ์ ลองทำการวิจัยดู เทีบกับคุณภาพเด็ก เมื่อสองปีก่อนศักยภาพความคิดจะแตกต่างกัน ไม่มีใครกล้าวิจัย แต่คณะแพทย์ดีหน่อยที่ไม่เอาเกด GPA มาคิด และสอบข้อสอบวิเคราะห์เอง คงจะได้เด็กที่ตรงกับความต้องการ แต่ต้องมาถูกถ่วงด้วย ONET 60 % ที่ไม่เกี่ยวกับคณะที่จะเรียนในเนื้อหาบางอัน ทำให้ คุณภาพเด็กในภาพรวมลดลง



การที่กำหนดให้ ONET สอบได้แค่ครั้งเดียว ในตลอดชีวิตเด็ก สามารถคัดเลือกเข้ามหาลัยได้เพียงครั้งเดียว ก็ผิดหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 28 และปิดกั้นเด็ก ซึ่งมีข่าวเด็กปี 2 ต้องขอไปเรียน ในชั้น ม.4 ใหม่ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ ข้อสอบ ONET ใช้ได้เพียงครั้งดียวในปีที่จบ หรือเด็ก ที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังจากการ ประกาศใช้แอดมิชชั่นที่กีดกัน เด็กซิ่ว และความไม่รู้วิธีการเลี้ยงดูบุตรของพ่อแม่ นี่ก็สะท้อนถึงวิธีคิด และคำสั่งของกระทรวงศึกษา สำนักงานเลขาธิการการอุดมศึกษาที่แก้ปัญหา อย่างหนึ่ง แต่ ไปเพื่อสร้างปัญหาต่อไป ไม่รู้จบ

การที่อ้างป้องกันเด็กซิ่ว เพื่อประหยัดงบประมาณ แผ่นดินนั้น ส่วนหนึ่งก็ถูก แต่ส่วนหนึ่งเพื่อ ช่วยเหลือ มหาลัยเอกชน หรือไม่ ที่เด็ก ต้องการลาออกเพื่อสอบเข้ามหาลัยรัฐที่ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า แต่ก็ต้องหมดโอกาส เพราะ สอบONET ได้ครั้งเดียว
จากการวิจัย ก็พบว่าเด็กที่ได้เรียนในมหาลัย กลับกลายเป็น ลูกหลานข้าราชการ คนระดับกลาง เพราะมีโอกาสดีกว่าในแง่ ได้เรียน ใน โรงเรียนดี มีเงินกวดวิชา ส่วนลูกหลาน เกษตรกร ต้องเรียนมหาลัยเอกชน เป็นการพัฒนาที่สวนทาง กันอย่างชิ้นเชิง เพราะการสร้างมหาลัยรัฐ เพื่อให้ลูกหลานคนยากจนได้เล่าเรียน มากกว่า เพื่อให้ลูกหลานคนมีเงิน แต่เมื่อเด็กยากจน จากมหาลัยเอกชนต้องการเข้ามหาลัยัฐกลับถูกกีดกันด้วยเกณฑ์ ONET ครั้งเดียว


เนื่องจาก การบังคับให้เด็กนักเรียนใช้ ONET ขั้นต่ำ โดยผ่าน ความเห็นชอบจาก ที่ประชุมอธิการบดี และ เลขาธิการสกอ. จากเอกสาร การประกาศเกณฑ์การรับสมัคร แพทย์ ปี 2549 ดังที่เคยแนบ ในเอกสารคำฟ้อง

และเนื่องจาก ONET ในปีการศึกาษ 2549 มีความผิดพลาดสูง ดังเช่นมีการประกาศ เพิ่มจำนวนเด็กอีก 22 คน ในการสอบแพทย์ ของม.อุบลราชธานี และเอกสาร กระดาษคำตอบ ของนาย ....... ที่บ่งบอกว่า การตรวจคะแนนทั้งสามครั้ง ไม่ได้คะ แนนที่ถูกต้องเลย ทำให้ เห็นว่าเมื่อระบบไม่พร้อม และไม่มีความถูกต้องชัดเจน แต่ ทางแพทย์กสพท. ยังนำไปเป็นเกณฑ์ ประกาศใช้ แน่นอน ย่อมมีเด็กที่ถูกละเมิดสิทธิ เพราะ ความไม่เที่ยงตรงของการตรวจ คะแนน และความไม่โปร่งใสเนื่องจากไม่สามารถ ตรวดูกระดาษเฉลยคำตอบได้ เพราะ ไม่มีการเปิดเผยเฉลยคำตอบให้พิสูจน์ ความโปร่งใสต่อเด็กทั่วประเทศ แต่ใครอยากดูต้องมาที่กทม. ยังผลให้ เด็กยากจนหมดสิทธิตรวจสอบความถูกต้องของตนเอง มีผลทำให้เด็กอาจจะถูกโกงหรือสร้างความผิดพลาดให้เด็ก โดยที่เด็กมิอาจเรียกร้องความชอบธรรมโปร่งใสได้

และจากข่าวไทยรัฐ พบว่า คะแนน ONET ผิดพลาด โดยในวันที่5 เม.ย.50 ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ มีนักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนรัฐและเอกชน ประมาณ 10 คน นำโดยนายจิรโรจน์ โสภณอรุณรัตน์ เข้าร้องเรียนต่อ ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (ผอ.สทศ.) เพื่อให้ตรวจสอบข้อสอบโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2549 ใหม่อีกครั้ง โดยนายจิรโรจน์ กล่าวว่า ตนและเพื่อนๆ ได้ช่วยกันตรวจทานข้อสอบโอเน็ตพบว่า ยังมีข้อที่ผิดพลาดมากกว่า 1 ข้อ ตามที่ สทศ.ได้ออกมายอมรับไว้ก่อนหน้านี้ โดยข้อสอบวิชาภาษาไทย มีข้อที่ผิดพลาดอยู่อีก 5 ข้อ ขณะที่วิชาสังคมศาสตร์มีอีก 6 ข้อ
www.gpa.moe.go.th


เนื่องจากปัญหาการประกาศคะแนน ONET ANET เมื่อปีที่ผ่านมา บางคนได้คะแนนช้า จนทางมหาวิทยาลัยตัดสิทธ์เด็กไปแล้ว คะแนนจึงออก และที่สำคัญไม่ยอมให้ ผู้ฟ้องคดีบางคน ได้ดูกระดาษเฉลยคำตอบ ทั้งๆที่เป็นสิทธิของเด็กเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส เด็กกลับถูกกระทำและละเมิดสิทธิ์ แต่ไม่มีใครมารับผิดชอบความเสียหายของเด็กที่ถูกตัดสิทธิ์ จากสาเหตุที่ไม่มีคะแนนไปยื่นในคณะแพทย์ ทันเวลา เมื่อปีที่ผ่านมา เด็กจึงดรอปเอาไว้แล้ว และอยากจะสอบใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าคะแนนที่เป็นความสามารถของเขาคือระดับไหน แต่กลับมา จำกัดสิทธิ์ของเขา แม้นจะอ้างว่า คะแนน ONET เป็นการวัดคุณภาพโรงเรียน แต่หากให้สอบใหม่ได้ก็ ไม่ต้องเอา คะแนน ONET ไปวัดคุณภาพโรงเรียน และก่อนหน้านี้ เคยมีการประกาศไว้ว่าให้สอบ ONET ใหม่ได้ ทางวิทยุจุฬา โดยเลขาธิการสกอ. ซึ่งเด็กหลายคนมากที่ได้ดรอปไว้เพื่อเตรียมตัวสอบใหม่
จึงเห็นได้ว่าการกำหนดองค์ประกอบในการคัดเลือกเด็กเข้ามหาวิทยาลัย หรือการปล่อยให้ กระทรวงศึกษาธิการคิดอะไรเอง โดยขาดการมีส่วนร่วม ขาดการการวิจัย ทำให้ อนาคตของชาติ ถูกกระทำ และ ผลเสียหายต่ออนาคตของประเทศ โดยรวม ทรัพยากรบุคคล ที่สำคัญที่สุดของชาติ ถูกเป็นเครื่องมือทดลอง ที่ลองผิดลองถูก รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า

การประกาศ เกณฑ์ ONET ขั้นต่ำ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะ ไม่ได้ผ่านการวิจัยถึงข้อดี ข้อเสีย และหรือไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ และพรบการศึกษา ไม่ได้รับรู้ข้อติดขัดเดือดร้อน ของเยาวชน ขาดการมีส่วนร่วมตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และข้อ ข. เป็นการประกาศเกณฑ์ย้อนหลัง เพราะประกาศยืนยันในสองปีนี้ แต่ต้องใช้คะแนน ที่เด็กเรียนผ่านมาแล้วเกือบ สามปี และเมื่อมีการประท้วงหรือฟ้องร้อง ก็บอกว่าอาจจะใช้ในปีหรือสองปีเท่านั้น ดังคำตัดสิน ไม่รับฟ้องของคดีดำที่ ๑๒๘๗ /๒๕๔๙ แต่การกระทำยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ


การจำกัดสิทธิดังกล่าว ไม่เป็นการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ เด็กต้องได้รับ ความคุ้มครองจากรัฐ จากการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม มาตรา ๘ ๐รัฐต้องคุ้มครอง เด็กและเยาวชน และส่งเสริมความเสมอภาคทั้งชายหญิง รวมทั้งมาตรา ๓๐ ที่การเลือกปฏิบัติ ต่อบุคคลจะกระทำมิได้ และมาตรา ๒๐๐ ที่คณะกรรมการสิทธฺ จะต้องดูแล ตรวจสอบ รายงาน การกระทำที่มิให้ขัดต่อพันธกรณีย์ ระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็น ภาคี
เป็นการผิดหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา อีกด้วย



การประกาศใช้เกณฑ์ของกสพท. ข้อ ๑และ๔ และการประกาศใช้เกณฑ์แอดมิชชั่น ของ มีมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่ได้ประกาศตามสื่อมวลชน ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ เป็นการละเมิดสิทธิ์ ของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖ ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๓๐ ๕๓ ๘๐ ๒๐๐ และ พรบ.การศึกษามาตรา ๖ ๘(๒) ๙(๖) ๑๐ ๒๒ ๒๔ ๒๘ เพราะขาดการมีส่วนร่วม และไม่ตรงตามศักยภาพ และความสนใจของผู้เรียน


ดังนั้น เกณฑ์การสอบเข้าแพทย์ ที่ต้องใช้ ONET ขั้นต่ำ ๖๐ % ก่อให้ เกิดความเสียหาย หรืออาจจะเสียหาย ต่อผู้ฟ้องคดี ดังเหตุผลต่อไปนี้
๑. .การ ประกาศหลักเกณฑ์ การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ๑๒ สถาบัน ปีการศึกษา ๒๕๕๐ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ
๑.๑ ไม่ได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมในการพิจารณา ทั้งข้อดีข้อเสีย ความเดือดร้อน ของเยาวชน ทั้งที่เป็นกระบวนการพิจารณาทางปกครอง อันมีผล หรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคล อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕๙ ๖๐ และไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖ ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๕๓ ๘๐ และพรบ.การศึกษามาตรา ๖ ๘(๒) ๙(๖) ๑๐ ๒๒ ๒๔ ๒๘
การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีได้ร่วมกันทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี เพราะ ไม่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และคณะแพทย์ หรือคณะอื่นๆ ที่ต้องการ ตามความสามารถจริง และได้รับการพัฒนาผิดทาง ทั้งนี้เพราะความบกพร่องไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี
ดังนั้นผู้ฟ้องคดี จึงใคร่ขอความกรุณาต่อศาลโปรดพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงและขอให้มีคำพิพากษาและหรือมีคำสั่งดังนี้

๑. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพิกถอนหลักเกณฑ์ คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา คณะแพทย์ศาสตร์ ๑๒ สถาบัน ในระบบ แ อดมิชชั่นตรง ข้อ ๑ ซึ่งได้ยกเลิกไปแล้ว

๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพิกถอนหลักเกณฑ์ ที่ต้องใช้ ONET ขั้นต่ำ ๖๐ %
หรือคิดเฉพาะบางวิชาที่เกี่ยวข้องกับคณะแพทย์ ที่จะเรียน

ทั้งหมดนี้จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาไต่สวน ข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรม ความชอบธรรม ที่เด็กและเยาวชน ผู้ฟ้องคดี ที่เป็นอนาคตของชาติ พึงได้รับ


(พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี)
ผู้ รับมอบอำนาจในการฟ้องคดี



thai9lee@gmail.com
,kamolpar@yahoo.com


ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ 086810408 วันที่ตอบ 2007-07-31 08:00:00 IP : 124.120.114.47


ความคิดเห็นที่ 26 (1100103)
“เพราะชีวิตดุจดังกระแสน้ำที่ไหลเชื่อมโยงถึงกันหมด การจะมีอนาคตที่ดีได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำปัจจุบันให้ดีด้วย เพราะผลของปัจจุบันจะกลายเป็นตราบาป หรือเป็นหนทางเกียรติยศของอนาคต ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่ทุกวันเช่นไร...จงเลือกที่จะอยู่ในแบบที่ควรค่าแก่การได้มีชีวิตอยู่เถิด”

ถ้อยความสั้นๆ หากลึกซึ้ง ของ อัจฉราวดี วงศ์สกล นักธุรกิจในแวดวงเครื่องประดับเพชรที่ให้ความสนใจการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังมาเป็นเวลากว่า 7 ปี ทั้งยังได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในจิตใจตัวเอง เมื่อมีพระธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ทั้งยังอยากแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ อันเกิดจากการศึกษา และปฏิบัติธรรมอย่างลึกซึ้งสู่สังคมวงกว้างโดยเฉพาะเยาวชน

************



บรรยากาศโรงเรียนแห่งชีวิต



เช่นนั้นเรือนไทยเด่นตระหง่าน ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 300 ตารางวา บริเวณกลางซอยสุขุมวิท 67 ที่ให้ชื่อว่าโรงเรียนแห่งชีวิต จึงถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549

อัจฉราวดี เริ่มต้นเล่าว่า แม้การสอนธรรมะกับการทำธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ตอบสนองความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งโลกที่สวนทางกันสิ้นเชิง กระนั้นเธอจึงอยากให้มองว่าการอยู่ในสังคม การทำงานก็เหมือนการสวมเครื่องแบบเป็นการทำหน้าที่อันสุจริต ในขณะที่ตัวเองมีความพร้อมทั้งทรัพย์สิน และความรู้ และเมื่อพร้อมแล้วยังไม่ทำความดีทิ้งไว้ให้แผ่นดินก็เรียกว่า “เสียชาติเกิด”

ทุกวันนี้จึงต้องสวมเครื่องแบบหลายชุดทั้ง แม่, ภรรยา, นักธุรกิจ และครู ทว่าเครื่องแบบที่ปรารถนามากที่สุด คือ เครื่องแบบสีขาวของธรรมะซึ่งสักวันหนึ่งเมื่อทำหน้าที่ทุกอย่างได้เสร็จสมบูรณ์แล้วก็คงเลือกใส่แต่เครื่องแบบสีขาวเท่านั้น

ครูอ้อยของเด็กๆ บอกหลักการสอนว่า “การสอนมีหลักง่ายๆ คือ ใช้หลักในการปฏิบัติธรรมไม่ได้สอนตามในหนังสือ ต้องสอนเข้าถึงหัวใจเด็ก เช่น เขียนหนังสือตัว บ.ใบไม้ บนกระดาน แล้วเขียนให้กลายเป็นคำว่า บุญ หรือ บัดซบ อารมณ์จะเปลี่ยนเลย ซึ่งการเริ่มต้นจาก บ. ใบไม้ตัวเดียวกัน แต่ความหมายของคำทั้งสองตรงกันข้ามกันเลย

ใช้หลักการเหมือนสอนคนว่ายน้ำ อ่านตำราอย่างเดียวคงว่ายน้ำไม่เป็น แต่ต้องสอนให้เขากระโจนลงไปในน้ำ เขาจะได้รู้ว่าปรุงแต่งเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เราต้องรู้จักเป็นอย่างไร การเรียนธรรมะ 3 ชั่วโมงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นต้องแบ่งกิจกรรมให้เขาได้ทำ ได้มีส่วนร่วม ที่สำคัญที่สุดเขาจะได้รู้จักตัวเอง

ในวันแรกที่เรียนจะทำความรู้จักกับเด็กทุกคนเพื่อดูพื้นฐานของเขาว่ามีชีวิตเป็นมาอย่างไร โดยการเล่าเรื่องของตัวเองให้เขาฟังก่อนว่าตัวเองเคยผิดพลาดมาอย่างไรในชีวิต เคยทำสิ่งที่ไม่ดีมาอย่างไรบ้าง ด้วยวิธีการเล่าที่มีวาทศิลป์หน่อย

จากนั้นก็ให้เด็กๆทุกคนย้อนคิดว่า อำนาจมืดในจิตใจของตัวเองมีอะไรบ้าง เคยทำสิ่งที่ไม่ดีอะไรไว้บ้าง เรื่องที่คิดเมื่อไหร่ก็ลืมไม่ได้สักทีให้เขาเขียนลงไปในกระดาษ ซึ่งการเล่าความไม่ดีของตัวเองได้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะว่าเราทำผิดโดยที่เราไม่เคยย้อนกลับไปคิดก็เท่ากับว่าตัวเราเองจมอยู่ในสภาพนั้น แต่ถ้าเราย้อนคิดแล้วสำนึกได้ และหาทางแก้ไขซึ่งเรื่องที่ดีที่สุด”

อัจฉราวดี วงศ์สกล กับ กิจกรรมของเด็กๆ



สำหรับรายละเอียดของโรงเรียนแห่งชีวิตใน 1 คอร์สเรียน 3 ครั้งๆ ละ 3 ชั่วโมง แบ่งเป็น 2 ช่วงวัย คือ อายุ 9-13 ปี และ 14-20 ปี ที่สำคัญเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

โดยในสัปดาห์แรก เป็นการสอนตั้งแต่ศึกษาศีล 5 อย่างลึกซึ้ง รวมถึงสอนให้รู้จักตัวเองด้วยหลักสัจธรรมของชีวิต นอกจากนี้ยังสอนวิธีควบคุมอารมณ์ ลดพฤติกรรมก้าวร้าว เน้นความกตัญญูต่อพ่อแม่ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และผู้มีพระคุณ ปิดท้ายด้วยการฝึกนั่งสมาธิด้วยวิธีอานาปานสติ 30 นาที และปลูกต้นไม้ตอบแทนคุณแผ่นดิน

ส่วนสัปดาห์ที่สอง เข้าสู่การสอนหลักชีวิตศาสตร์ซึ่งเป็นการวางเป้าหมาย และการสร้างจิตใจให้เข้มแข็งเพื่อการตอบสนองต่อกระแสยั่วยุทางสังคม พร้อมฝึกการมองชีวิตหลายแง่มุม และฝึกการตัดสินใจด้วยโจทย์แห่งชีวิต เพื่อช่วยแก้ปัญหาความก้าวร้าว การฆ่าตัวตาย จบด้วยการนั่งสมาธิ

สุดท้ายสัปดาห์ที่สาม สอนเรื่องหลักกรรม การแก้ไขวิบากกรรม ไปจนถึงหลักการทำบุญให้ถูกวิธี รวมถึงการสร้างบุญบารมี ปิดด้วยการนั่งสมาธิ แผ่เมตตา และขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมทั้งหลาย

นอกจากนี้ศิษย์เก่ายังสามารถกลับมาเรียนซ้ำตามตารางของศิษย์ใหม่ได้ หรือ สามารถเรียนต่อเนื่องซึ่งเปิดสอนประมาณเดือนละครั้ง ในหลักธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง และร่วมนั่งสมาธิเพื่อสร้างบุญบารมี

“สิ่งที่คาดหวังจากนักเรียนคงเพียงแค่ให้เขามีหลักในการดำเนินชีวิต ให้เขาจะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกได้อย่างไร ให้เขารู้ว่าชีวิตนี้ถ้าเขาปล่อยให้ตัวเองลอยไปโดยไม่หลักแล้วโดนกระแสของการปรุงแต่ง และกระแสของโลกพัดพาไป ชีวิตของเขาก็อาจจะหลงทาง แล้วก็อาจจะหาทางกลับมาไม่เจอเลย

สำหรับช่วงอายุของนักเรียนจะรับอายุไม่เกิน 20 ปี เพราะถือว่าตัวเองก็อายุเป็นแม่คนได้แล้ว เหมือนแม่สอนลูก อยากที่จะสอนวัยรุ่น สอนหลักการใช้ชีวิตจริงๆ พอเด็กมาเรียนจะบอกกันว่าคิดไม่ถึงว่าธรรมะเป็นแบบนี้เหรอ จริงๆ แล้วเด็กวัยรุ่นถ้าเราเข้าถึงก็สอนไม่อยาก เช่น การเปิดเพลงให้เขาเข้าถึงเรื่องการปรุงแต่ง เขาจะรู้ว่าครูเข้าใจเขา เข้าใจว่ายุคสมัยของเขาเป็นอย่างไร เราต้องไปนั่งในหัวใจเขา แล้วตีความออกมา” ครูธรรมะร่วมสมัยบอกความคาดหวัง

ภาพบรรยากาศน่ารักๆ ของแม่ และลูก



สุดท้ายเธอบอกว่า อยากให้พ่อแม่ที่กำลังทุกข์ใจในความก้าวร้าวของลูกๆ หรือลูกติดเกมส์ ให้ส่งพวกเขามาลองเรียนธรรมะซึ่งเป็นวิชาที่สอนคนให้เป็นคน ทำให้เขามีหลักในชีวิต ไม่ตกไปในหนทางที่ผิดพลาดอันเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนมักจะละเลย ที่สำคัญการทำดีแม้ว่าต้องพยายามฝืน กับความรู้สึก โลภ โกรธ หลง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ปุถุชนทุกคนย่อมต้องมี แต่ตัวเราเองก็ต้องมีหลักยึดในใจไว้เช่นกัน

หากผู้ปกครองท่านใด อยากฉีดวัคซีนคุณธรรมให้กับลูกหลาน ติดต่อโรงเรียนแห่งชีวิตได้ที่ 02-634-7461-3, 02-391-2409 หรือเว็บไซด์ www.schooloflifethailand.org





ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวผู้จัดการ วันที่ตอบ 2007-07-31 08:37:00 IP : 124.120.114.47


ความคิดเห็นที่ 27 (1100104)
เยาวชนไทยชวนงดเหล้าเข้าพรรษา

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2550 09:52 น.



เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการดื่มเหล้าและปริมาณการดื่มเหล้าของคนไทยให้น้อยลง หลากองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จึงถือเอาวันเข้าพรรษาเป็นวันแห่งการเริ่มต้นสร้างความดี ส่งเสริมให้นักดื่มทั้งหลายงดดื่มเหล้าตลอดช่วงเข้าพรรษา ซึ่งมีโครงการมากมายที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการงดเหล้าในช่วงเข้าพรรษา เช่นกิจกรรม “รณรงค์หยุดเหล้าออมเงินเพื่อพ่อหลวง 80 พรรษา” หรือ โครงการ “หมู่บ้านงดเหล้าเข้าพรรษาเฉลิมพระเกียรติ 80พรรษามหาราช” เป็นต้น

ชมรมพุทธศาสตร์สากลในอุปถัมภ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ร่วมกับชมรมพุทธหลายสถาบันทั่วประเทศสนับสนุนการรณรงค์ “โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา” โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนทั้งในระดับมัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย ที่บางคนเห็นว่าการดื่มเหล้าเป็นเรื่องของการเข้าสังคมและสร้างมิตรภาพระหว่างเพื่อนอยู่

“เชือก โชติช่วย” นิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับคัดเลือกเป็นเยาวชนดีเด่นสาขาคุณธรรมจริยธรรม จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า รู้สึกไม่ดีที่เห็นประเทศชาติกำลังไปสู่หายนะ เพราะยิ่งคนดื่มเหล้ามากขึ้น ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย แต่บางคนยังเห็นแก่ภาษีจากเหล้าเป็นสำคัญ

“เงินที่ได้จากภาษีเหล้า เทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่เกิดจากเหล้า และในฐานะเยาวชนคนหนึ่ง ผมไม่คิดว่าการดื่มเหล้าเป็นเรื่องของการเข้าสังคม และการสร้างมิตรภาพระหว่างเพื่อน แต่ตรงข้ามผมว่าเหล้าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ขาดสติ มีคนกล่าวว่า ไม้ขีดเพียงก้านเดียวก็สามารถเผาเมืองทั้งเมืองได้ เหล้าแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำลายสติ และทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ตามมาได้ เช่น ทำให้เสียทรัพย์ ทำให้เกิดโรค ทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย พอมีโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาจึงเป็นการดีที่ใช้วันสำคัญทางศาสนามาเป็นสิ่งเตือนใจ ผมในฐานะเยาวชนคนหนึ่งรู้สึกดีมากๆ ที่จะเห็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง ทำให้รู้สึกมีที่พึ่ง และก็เป็นตัวอย่างค่านิยมที่ดีแก่เด็กด้วยครับ” เชือกกล่าว

“ ด.ญ.มนัสนันท์ เหล่ายั่งยืนยง” นักเรียนโรงเรียนโสมาภานุสรณ์ ยุวทูตโครงการตอบปัญหาธรรมทางก้าวหน้า ของชมรมพุทธศาตร์สากล ในอุปถัมภ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์บอกเธอคิดว่าการงดเหล้าเข้าพรรษาเป็นสิ่งที่ดี และอยากให้คนดื่มเหล้าเลิกดื่มไปเลย เพราะนอกจากจะมีผลเสียกับคนที่เกี่ยวข้องแล้วยังเป็นผลเสียต่อร่างกายตัวเองด้วย

“ที่สำคัญเด็กไทยดูผู้ใหญ่เป็นต้นแบบ ถ้าผู้ใหญ่ดื่มให้เด็กเห็น โตขึ้นเด็กก็จะทำตาม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ อย่างที่โรงเรียนของหนูก็ไม่รับคุณครูที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เข้ามาทำงานเพราะว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่เด็กค่ะ” ดญ.มนัสนันท์บอก

ส่วน “กอล์ฟ” เยาวชนจากบ้านกาญจนาภิเษก ผู้ที่เคยก่อเหตุวิวาทเพราะเหล้า เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่มีเพื่อน มีสังคม และไม่ค่อยดื่มเหล้าเท่าไหร่ แต่วันที่เกิดเหตุเขากับเพื่อนนั่งดื่มเหล้ากันที่ร้านอาหาร แล้วไปมองหน้าโต๊ะตรงข้ามก็เลยทำให้มีเหตุตีกัน

“ต้นเหตุก็คือการขาดสติที่จะยับยั้งการกระทำของตัวผมเอง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมต้องมาอยู่ในสถานพินิจ ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ว่าชีวิตผมดำเนินมาถึงก้าวที่เท่าไหร่ แต่หลังจากการดื่มเหล้าคืนนั้นมันทำให้ชีวิตผมติดลบ แล้วตอนนี้ผมกำลังเริ่มต้นใหม่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหนกว่าจะก้าวไปถึงอย่างที่ฝันไว้ จึงอยากให้ชวนคนที่ดื่มเหล้าเลิกเหล้า และสำหรับน้องๆที่ยังไม่ดื่มก็อย่าเลยเพราะมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีเลย อาจจะทำให้ชีวิตก้าวพลาดเหมือนที่ผมเคยเจอ”








ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวผู้จัดการ วันที่ตอบ 2007-07-31 08:38:00 IP : 124.120.114.47


ความคิดเห็นที่ 28 (1100105)
วิถีชีวิตแบบพอเพียง จากเศษเงินบาท สู่เงินแสน










เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางแนวทางไว้ว่า จะต้องมีการผสมผสานและกลมกลืนกับสภาวะธรรมชาติเป็นหลักสำคัญ โดยทรงมุ่งเน้นการพัฒนา เพื่อให้คนยากคนจนพอมีพอกิน ไม่อดอยากและสามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งมิใช่จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาทางด้านเกษตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชุมชนในชนบททั้งหมด ตลอดจนโครงสร้างการผลิต วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ไปจนถึงวิธีคิดและจิตสำนึกของคนทั้งประเทศ ที่จะนำไปสู่ความสุขและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

แต่ด้วยประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงปรัชญาดังกล่าวอย่างแท้จริง วิถีชีวิตจึงไปผูกติดอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพความพร้อมที่ประเทศเรามีอยู่ ทำให้ความสุขที่คนไทยเคยอยู่กันแบบพออยู่ พอกิน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันหดหายไป แถมก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา จึงเป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนกันว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยมีวิถีชีวิตแบบพอเพียงและเกิดความสุขต่อการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริงให้ได้

โดยเฉพาะช่วงนี้ที่การจัดการศึกษาของชาติก็ได้นำเรื่องนี้มาให้เด็กได้เรียนรู้กันอย่างจริงจัง ซึ่งก็นับเป็นเรื่องดี แต่การปลูกฝังคงไม่อยากให้เกิดขึ้นเฉพาะความรู้แค่เนื้อหา หลักการ หรือแนวทางการดำเนินชีวิตที่เป็นทฤษฎีเท่านั้น แต่ต้องสร้างกระบวนการที่จะให้เด็กได้มีการฝึก หรือปฏิบัติจริงด้วย ไม่ใช่จัดกิจกรรมแค่ชั่วครั้งชั่วคราว หรือให้เด็กได้เรียนรู้เพื่อหวังผลคะแนนเท่านั้น

การที่จะทำให้เด็กเกิดจิตสำนึก เห็นคุณค่าในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ไปสู่ทางสายกลางตามหลักการ “พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน” ได้นั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน อาทิ เรื่องราวของเด็กผู้หนึ่ง ที่เป็นผู้มีจิตสำนึกอยากจะช่วยเหลือพ่อแม่ จึงได้คิดหาทางสร้างรายได้ตามศักยภาพที่ตนเองพอทำได้ ทั้งการรับจ้าง การค้าขาย การลงทุนตามที่ทรัพยากรที่เอื้ออยู่และเมื่อหาสินทรัพย์มาได้แล้วก็รู้จักใช้อย่างมีเหตุผลและอดออมอย่างเป็นระบบ เห็นคุณค่าของทรัพย์สินที่หามาได้ จากความขยันขันแข็ง รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักใช้ แค่ช่วงอายุ 8 ขวบที่เริ่มหารายได้ด้วยตัวเอง มาจนถึงทุกวันนี้ที่เรียนอยู่ ม.5 อายุแค่ 16 ปี ก็กลายเป็นเศรษฐีน้อยด้วยมีเงินสดเก็บอยู่ในธนาคารแล้วกว่า 3 แสนบาท และมีทรัพย์สินเป็นทองรูปพรรณอีกกว่า 15 บาท

เถ้าแก่น้อยคนนี้ชื่อ “ศิริศักดิ์ โพธิ์คำ” หรือ น้องหนึ่ง นักเรียน รร.พิทยาลงกรณ์พิทยาคม สังกัด สพท.กรุงเทพมหานคร เขต 3 ซึ่งจากความขยัน อดทน มีจิตใจรักการทำงาน กตัญญูต่อพ่อแม่ สิ่งที่ว่านี้ได้เริ่มฉายแววมาตั้งแต่เด็ก ทั้งวิธีคิด และความกตัญญู กล่าวคือเมื่อเรียนอยู่ ป.2 เห็นพ่อแม่ทำงานเหนื่อยและหนักก็ไม่กล้าที่จะขอเงินไปโรงเรียนหรือไม่อยากรบกวน จึงคิดหาวิธีการที่จะสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยจุดเริ่มต้นได้ขอยืมเงินยาย 3,000 บาทไปลงทุนขายน้ำปั่น ด้วยเห็นว่าในชุมชนจัดงานอยู่บ่อยครั้ง และมีคนงานอยู่ค่อนข้างมาก และนอกจากขายของตามงานต่าง ๆ แล้ววันหยุด เสาร์-อาทิตย์ก็จะขายของมาตลอด ด้วยเป็นเด็กที่คุยเก่ง มารยาทเรียบร้อย และมีความกล้าแสดงออกทางสร้างสรรค์ ขยันทำมาหากินในทางสุจริต ทำให้ผู้คนให้การสนับสนุนทำให้สามารถขายของได้กำไรพอสมควร

หลังจากขายอยู่อย่างต่อเนื่อง จนถึงอายุ 11 ขวบเรียนอยู่ ป.5 ก็ได้ต้นทุนมาคืนยายและเหลือกำไรมาลงทุนได้เองถึง 7,000 บาท เมื่ออายุมากขึ้น ความคิด วิธีการที่จะค้าขายสินค้าให้มากชนิดก็มากขึ้น จึงได้เพิ่มการลงทุนประเภทอาหาร “ทอดมันปลา” เพิ่มจากน้ำปั่น นอกจากนั้นวันใดไม่ได้ขายของก็ไม่ปล่อยเวลาว่างให้เปล่าประโยชน์ น้องหนึ่งก็จะออกรับจ้างงมหอยแครงที่ชาวบ้านแถวนั้นเลี้ยงไว้ขาย ซึ่งวันหนึ่งจะงมหอยได้ประมาณ 80-100 กิโลกรัม ได้ค่าจ้างกิโลกรัมละ 2 บาท ทำให้ทุกวันจะมีรายได้เข้ามาอยู่สม่ำเสมอทำให้ช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.6 มีเงินเก็บซื้อทองได้ 1 บาท พร้อมเหลือเงินลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง

น้องหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “รายได้ที่เกิดขึ้นเป็นกอบเป็นกำเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ย้ายมาอยู่กับยายช่วง ม.1 เพราะนอกจากจะทำการค้าขายแล้ว ยังร่วมลงทุนกับยายเลี้ยงปูเป็นครั้งแรก เมื่อจับปูขายปรากฏว่าได้กำไรคนละ 4 หมื่นกว่าบาท เมื่อเห็นว่าได้กำไรดีจึงได้ลงทุนเลี้ยงหอยแครงกับยายอีก บังเอิญช่วงที่จับหอยแครงขายได้นั้น หอยแครงราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท ทำให้ได้กำไรกว่า 7 หมื่นบาท จึงได้นำเงินที่ได้ไปซื้อทองเก็บไว้ 7 บาท และนำเงินที่เหลือไปลงทุนเลี้ยงกุ้ง โดยได้ปล่อยกุ้งไปทั้งหมด 5 แสนตัว ด้วยการเลี้ยงแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องให้อาหาร เพียงแต่ดูแลเรื่องน้ำเค็มที่ต้องให้ไหลเวียนได้สะดวกและเฝ้าระวังไม่ให้นกมากินกุ้งที่เลี้ยงไว้เท่านั้น วิธีการจึงไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงแต่จะไม่รู้ว่ากุ้งที่ปล่อยไปจะเหลือเท่าไร ดังนั้นเมื่อถึงเวลาจับกุ้งขายครั้งแรก จับขายได้เพียง 2,000 บาท ตอนนั้นคิดว่าเงินลงทุนคงสูญ แต่พอจับครั้งต่อ ๆ มากลับได้กุ้งจำนวนมากขายรวมแล้วได้ 2 แสนกว่าบาท จึงนำเงินที่ ได้มาซื้อทองเก็บไว้อีก

น้องหนึ่งเล่าว่า ได้ทำงานอยู่เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ในบางช่วงจะต้องเลี้ยงหอยแครง เลี้ยงปู จนถึงเลี้ยงกุ้ง แต่ก็ไม่ทิ้งอาชีพขายของที่เคยทำมา การหารายได้ทางสุจริตนี้ ไม่เคยคิดถึงความเหน็ดเหนื่อย เกิดอาการอาย หรือน้อยใจว่าไม่ได้เล่นสบายเหมือนกับเพื่อน ๆ ซึ่งสิ่งที่ตนทำนี้พ่อแม่ไม่ได้บังคับ แต่ใจอยากทำเอง เมื่อได้เงิน มีทองเก็บไว้ใช้ในอนาคตก็รู้สึกภูมิใจว่าเราสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละวันในการมาโรงเรียน ต้องเสียค่าเรือจ้างวันละอย่างน้อย 40 บาท หากรวมค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วยแล้วปีหนึ่งต้องใช้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว หากต้องรอแบมือขอเงินจากพ่อแม่อย่างเดียวก็คงลำบาก

“การที่จะมีเงินเก็บเพื่อไว้ใช้ยามจำเป็นได้นั้น นอกจากจะต้องมีความขยัน อดทนแล้ว ยังต้องรู้วิธีการเก็บอย่างไรที่จะให้ทรัพย์สินเพิ่มพูนขึ้นอีกด้วย สำหรับผมเลือกวิธีการสะสมเป็นทองรูปพรรณ ซึ่งพยายามซื้อเก็บไว้ตั้งแต่บาทละ 6,000-7,000 บาท ส่วนการใช้ก็ต้องรู้ว่าสิ่งไหนควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ และที่สำคัญที่สุดอีกอย่างก็คือการอดออม”

เมื่อฟังน้องหนึ่งเล่าถึงตอนนี้แล้วก็อดชื่นชมและยอมรับว่าเด็กหนึ่งคนนี้มีความคิดโตเกินเด็ก และมีวิธีการเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยชีวิตอย่างมากมาย เพราะแม้แต่เรื่องราคาทองที่ปรับเปลี่ยนแต่ละวัน เด็กหนึ่งผู้นี้จะรู้หมด เทคนิควิธีการงมหอยแครงต้องทำอย่างไร การทำอาหารทะเลให้อร่อยทำอย่างไร รู้หมด นับเป็นผู้สนใจใฝ่รู้ใฝ่เรียนและมีทักษะที่ปฏิบัติได้จริงอย่างมากมาย

จากวิถีการดำเนินชีวิตของเด็กผู้นี้จึงเป็นตัวอย่าง หรือต้นแบบที่ดี ที่จะให้เด็กและเยาวชนอื่น ๆ ได้ปฏิบัติตาม หรือแม้แต่ผู้ปกครองบางคนที่โอ๋ลูกหลานกันจนเกินเหตุ ลูกหลานอยากได้อะไร หาให้หมด ขอเพียงให้ได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ให้ได้เกรดสูง ๆ หรือเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังให้ได้เพื่อนำมาโอ้อวดกัน หรือแม้แต่รัฐบาลบางยุคที่พยายามหยิบยื่นโอกาสเรื่องเงินทองให้เด็กอย่างเต็มที่แล้วค่อยผ่อนส่งภายหลัง เป็นต้น ส่วนนี้ทำให้เด็กขาดความพยายาม ความอดทน มุ่งมั่น แถมยังเป็นการฝึกสร้างหนี้ตั้งแต่เด็ก

เมื่อเด็กเป็นเพียงผู้รอรับอย่างเดียว การที่จะปลูกฝังเรื่องจิตสำนึก ความขยัน มานะ อดทน มีคุณธรรม จริยธรรมในจิตสำนึก เพื่อให้เกิด EQ, AQ, MQ หรืออีกหลาย Q ที่ต้องการให้เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องยาก เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องค่อย ๆ หล่อหลอมด้วยการฝึกปฏิบัติจริง การที่เด็กคนหนึ่ง รู้จักหา รู้จักใช้ รู้จักเก็บ รายได้ทั้งหมดเกิดมาจากหยาดเหงื่อแรงงานจึงเห็นคุณค่า ซึ่งสิ่งใดที่เกิดคุณค่าในจิตใจแล้ว คงไม่ต้องมีใครมาพร่ำสอนให้มากก็คงสามารถที่จะคิดเองได้ เหมือนน้องหนึ่งที่ทำให้เพื่อน ๆ ได้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วนั่นเอง.

กลิ่น สระทองเนียม

ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวในเดลินิวส์ วันที่ตอบ 2007-08-01 23:22:00 IP : 124.120.115.247


ความคิดเห็นที่ 29 (1100106)
เรียนคุณหมอ คห 23

คำอุทธรณ์คดี 1436/2549 น่าจะเพิ่มประเด็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายปกครองที่เกี่ยวข้องที่ได้ยื่นตอนวันพิจารณาแต่ศาลต้นไม่วินิจฉัยตามข้างล่างนี่ (ประเด็นที่คุณหมอฟ้องเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นผมว่ามัน “บาง” มาก แต่ก็คงไว้เหมือนเดิมดีแล้วจะได้ช่วยเสริมประเด็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายตามข้างล่าง)

1. กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ออกกฎและคำสั่งโดยไม่มีอํานาจหน้าที่ (ไม่มีกฎหมายใดให้อํานาจไว้) ตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 265/2550 นอกจากนี้ กฎและคำสั่งเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐของ ทปอ. ยังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาจะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ข้าพเจ้าไม่ได้ และข้าพเจ้าก็มิได้รู้ถีงกฎ คำสั่ง ระเบียบ และอื่นๆเหล่านั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร ตามความในหมวด 1 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

2. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.) ออกกฎและคำสั่งโดยนอกเหนืออํานาจหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2548 และขัดแย้งกับกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันการศึกษาของรัฐทุกแห่ง นอกจากนี้ กฎและคำสั่งเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐของ สทศ. ยังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาจะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ข้าพเจ้าไม่ได้ และข้าพเจ้าก็มิได้รู้ถีงกฎ คำสั่ง ระเบียบ และอื่นๆเหล่านั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร ตามความในหมวด 1 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

3. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ถูกจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 (ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 120 ตอนที่ 62ก วันที่ 6 กรกฏาคม 2546) มีสถานะไม่ชอบตามมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เนื่องจากถูกจัดตั้งเกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ รวมทั้งออกกฎและคำสั่งโดยไม่ชอบตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะระเบียบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2549 <http://www.cuas.or.th/selecbook49/precentral.htm>;; และระเบียบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2550 <http://www.cuas.or.th/admbook50/for_1page/adm2550.htm>;; เนื่องจากออกกฎและคำสั่งเกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ นอกจากนี้ กฎและคำสั่งเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐของ สกอ. ยังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาจะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ข้าพเจ้าไม่ได้ และข้าพเจ้าก็มิได้รู้ถีงกฎ คำสั่ง ระเบียบ และอื่นๆเหล่านั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร ตามความในหมวด 1 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

4. สภาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐออกกฎและคำสั่งโดยนอกเหนืออํานาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแห่งนั้นๆในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐแห่งนั้นๆ และในการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐแห่งนั้นๆ นอกจากนี้ มติกฎและคำสั่งเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐของสภาสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ยังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาจะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ข้าพเจ้าไม่ได้ และข้าพเจ้าก็มิได้รู้ถีงกฎ คำสั่ง ระเบียบ และอื่นๆเหล่านั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร ตามความในหมวด 1 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

5. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกกฎและคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกจากนี้ ประกาศ ศธ. ยังไม่ชอบด้วยมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นการออกประกาศเกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้แสดงความคิดเห็น n.a วันที่ตอบ 2007-07-31 15:27:00 IP : 203.121.175.111


ความคิดเห็นที่ 30 (1100107)
คุณ Pol.maj. คห 27

ดูร่างพรบ.ทุกมหาลัยได้ที่ http://www.thaieduwatch.com/02.htm

ร่างพรบ.มหิดล = http://www.thaieduwatch.com/02.htm

ส่วนพรบ.ของแต่ละม.ฉบับที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ให้ไปดูว่าร่างพรบ.ของม.นั้นๆยกเลิกพรบ.ปีใหน เช่น พรบ.จุฬา ปี 2522 พรบ.มหิดล ปี 2530 + แก้ไข (เฉพาะเรื่องทรัพยสิน) ปี 2541
ผู้แสดงความคิดเห็น ไม่เอาม.นอกระบบ วันที่ตอบ 2007-07-31 15:50:00 IP : 203.121.175.111


ความคิดเห็นที่ 31 (1100108)
ร่างพรบ.มหิดล = http://www.thaieduwatch.com/files/pdf/plb/mu_bill.pdf
ผู้แสดงความคิดเห็น 29 วันที่ตอบ 2007-07-31 15:52:00 IP : 203.121.175.111


ความคิดเห็นที่ 32 (1100109)
หยุดเถิดสหาย... อย่าขายการศึกษา
โดย ซือโก๊ะ ซูเต นศ. มอ. ปัตตานี

จากนิสิตอย่างฉันถึงท่านสหาย...โอ้นายก
ฉันวิตกเรื่องบ้านเมืองโอ้สหาย
ระบบการศึกษามีปัญหามากมาย
จะแก้ไขนโยบายหรือทำลายปัญญาชน
สุมหัวหลายความคิด วิจิตร ศรีสอ้าน
ทางออกเรื่องวิชาการมีแค่นี้หรือ
ทำไมต้องแก้ปัญหาโดยตัดไม้ทำลายมือ
คนร่ำรวยมีสิทธิ์ถือ...ระวังลุกฮือ...ปัญญาชน
เราไม่เอามหาวิทยาลัยนอกระบบราชการ
เราไม่เอามหาลัยพิการในกำกับของรัฐ
เราไม่ต้องการสถาบันการศึกษาเป็นแค่เพียงบริษัท
เราไม่ต้องการการขูดรีดรัฐมีต่อคนยากจน
เราไม่อยากเห็นนักศึกษาเป็นแค่สินค้า
เราไม่อยากเห็นอาจารย์ที่ศรัทธาเป็นแค่ลูกจ้าง
เราไม่อยากเห็นบัณฑิตแต่ขาดจิตวิญญาณ
เราไม่อยากมีรัฐสมองพิการไม่ใส่ใจสังคม

เราอยากหนีระบบการศึกษาเน้นการกดขี่
เราอยากหลีกหนีการเพิ่มเงินภาษีนักศึกษา
เราไม่เห็นด้วยกับความมั่งมีบนคราบน้ำตา
เราไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาที่ทำลายวีถีชุมชน
เราอยากเห็นการศึกษาเป็นรัฐสวัสดิการ
เราอยากได้ระบบราชการที่ไม่กดขี่
เราต้องการสถาบันสร้างบัณฑิตที่ดี
เราคิดว่าการศึกษาดีไม่ต้องนอกระบบราชการ

เมื่อไหร่ วิจิตร ผลักดันนโยบายเข้าใจฉัน
ฉันเป็นลูกคนจนหาเช้ากินค่ำท่านรู้ไหม
ฉันตากแดดหน้าดำผลิวคล้ำกว่าจะได้เข้ามหาลัย
ฉันเป็นอย่างนี้อีกนานแค่ไหน...ฤๅ...ระบบทุน
ไม่มีแล้วพลังใดในโลกหล้า
จะหาญท้ากล้าแกร่งแห่งหนุ่มสาว
ไม่มีแล้วแสงใดเท่าแสงดาว
จะสกาวเท่าแสงแห่งปัญญาชน

เปรียบเป็นแดดเธอคือแดดที่แผดกล้า
ส่องทายท้าทั่วยุคไปทุกหน
เปรียบเป็นฟ้าคือฟ้าใหม่ไม่มืดมน
ที่ผู้คนคอยท่าทุกนาที
จะก่อร่างสร้างสุมเป็นกลุ่มก้อน
พันธมิตรปัญญาชนวายว่อนทุกแห่งหน
หากอำนาจรัฐยังทำลายข่มเหงคน
ระวัง...ปัญญาชนจะเกินทน...รัฐเผด็จการ
ผู้แสดงความคิดเห็น ซือโก๊ะ ซูเต วันที่ตอบ 2007-07-31 16:01:00 IP : 203.121.175.111


ความคิดเห็นที่ 33 (1100110)
อ่านคห 31 อยากร้องไห้จริงๆ
ไม่รู้ คมช. หลับหูหลับตา ตั้งรมตคนนี้มาได้ไงนี่
ผู้แสดงความคิดเห็น รักคนไทย และประเทศไทย วันที่ตอบ 2007-07-31 16:19:00 IP : 124.120.114.47


ความคิดเห็นที่ 34 (1100111)
อ่านคห 31 อยากร้องไห้จริงๆ
ไม่รู้ คมช. หลับหูหลับตา ตั้งรมตคนนี้มาได้ไงนี่
ผู้แสดงความคิดเห็น รักคนไทย และประเทศไทย วันที่ตอบ 2007-07-31 16:19:00 IP : 124.120.114.47


ความคิดเห็นที่ 35 (1100112)
......ต้องขอขอบคุณ..."คุณความคิดเห็นที่ 29"... ผมเชื่อว่า ถ้าช่วยกันคนละไม้คนละมือ อย่างไรเสีย..."เรือก็ต้องถึงฝั่ง"...ขอบคุณมากครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น Pol.maj. วันที่ตอบ 2007-08-01 09:55:00 IP : 58.10.128.61


ความคิดเห็นที่ 36 (1100113)
รมต เต้าหู้ยี้
ผู้แสดงความคิดเห็น carabao วันที่ตอบ 2007-08-01 10:06:00 IP : 203.121.175.111


ความคิดเห็นที่ 37 (1100114)
......ด้วยความเคารพ ศ.พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ ในฐานะที่ผม"เป็นลูกศิษย์" อยากขอความกรุณา ขอความเมตตาจากอาจารย์ หากจะต้อง..."กำหนด กฎเกณฑ์ คุณสมบัติ"...ของบุคคลเข้าศึกษาต่อในคณะแพทย์ ของ กพสท. ขออาจารย์ได้โปรดใช้ดุลยพินิจให้รอบด้าน......โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ มีตัวบทกฎหมายรองรับบัญญัติอำนาจให้ไว้ หรือไม่.....

......การศึกษา หากจะนำมาทดลอง ก็อาจเป็นสิ่งที่อาจจะพอเป็นไปได้ แต่การศึกษา ต้องไม่ใช่......"การลองผิด ลองถูก"......อนาคตของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า"คน" นะครับ อยากวิงวอนและร้องขอต่ออาจารย์....อย่างน้อยก็ขอได้โปรด...ยกเลิกการนำคะแนน O-NET เข้ามามีส่วนในการคัดเลือกบุคคลตามประกาศของ กสพท.ด้วยเถอะครับ......เหตุผล คือ

......1.การสอบ O-NET เด็กนักเรียนสอบได้ครั้งเดียว"ในชีวิต" มันยุติธรรมแล้วหรือ ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่เคยคิดพลาด ไม่เคยพูดพลาด ไม่เคยทำพลาด การสอบเพียงครั้งเดียว เด็กย่อมมีโอกาสพลาดได้ และความยากง่ายของข้อสอบ"แน่ใจแล้วหรือว่า เท่ากัน" การสอบ A-NET และ วิชาเฉพาะทางการแพทย์ กสพท.ยังเปิดโอกาสให้"สอบใหม่ได้ และ ใช้คะแนนเฉพาะของปีนั้นๆ" ความหมายคืออะไรและเหตุผลคืออะไร เมื่อ"ใครก็ตาม"บังอาจกำหนดให้สอบ O-NET ได้เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต อาจารย์ก็ควรเลิกกฎที่เกี่ยวข้องกับ O-NET ไปเลย จนกว่าจะเปิดโอกาสให้มีการสอบ O-NET ได้ใหม่และสามารถนำคะแนนใหม่ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้

......2.ขัดหรือแย้งกับ"พันธกรณีระหว่างประเทศ" ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2549 ซึ่งถือว่า เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ หรือไม่ ผมมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่า อาจารย์มีศีลธรรม สติปัญญา ความรู้ความสามารถเป็นอย่างดีเยี่ยม ไม่อย่างงั้นอาจารย์ไม่ทนสอนผมที่โง่เง่าเต่าตุ่น จนจบมาเป็นแพทย์ได้หรอกครับ

...ขอบคุณครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น Pol.maj, วันที่ตอบ 2007-08-01 16:11:00 IP : 58.10.128.53


ความคิดเห็นที่ 38 (1100115)
ร่าง พรบ.มหิดล ผ่าน สนช แล้ว

คุณ Pol.maj. ช่วยระดมคนต้าน ม.มหิดล นอกระบบหน่อยนะครับ

กําลังจะมี holy war เร็วๆนี้
ผู้แสดงความคิดเห็น holy warrior วันที่ตอบ 2007-08-01 19:20:00 IP : 203.118.73.173


ความคิดเห็นที่ 39 (1100116)
แฉ นร.-นศ.กองทุน ‘กรอ.’
ประชดรัฐบาลขู่ฆ่าตัวตายหลังไม่ได้รับเงินเรียนต่อ

พบนักเรียน-นักศึกษากองทุน “กรอ.” ประชดรัฐบาลเขียนหนังสือร้องเรียนขู่ฆ่าตัวตาย หลังไม่ได้รับเงินให้เรียนต่อในปีการศึกษษ 50 ชี้สารพัดปัญหา บอร์ดงุ่มง่ามตัดสินใจแก้ปัญหาช้า แถมไม่ทำความเข้าใจกับเด็กกว่า 3 แสนคนให้ชัดเจน จี้เร่งแก้ปัญหาก่อนเด็กไม่มีที่เรียน ด้านผู้ปกครองนศ.มรภ.นครศรีฯ เชื่อลูกสาวผูกคอตายไม่น่ามาจากเรื่องกู้เงินเรียน เพื่อนเผยเคยบ่นกลัวเรียนไม่จบ หลังผลการเรียนตกต่ำทั้งที่เป็นเด็กเรียนดี ด้านอาจารย์ ระบุ เด็กไม่เคยมาปรึกษาเรื่องเงินกู้ เพราะรู้แล้วว่าจะได้รับอนุมัติ

จากกรณี น.ส.เสาวภา ประชุม อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปี 3 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผูกคอตายในบ้านเช่า เลขที่ 4/193 ซอยเคหะ 4 หมู่บ้านการเคหะชุมชนนครศรีธรรมราช ถนนพัฒนาการคูขวาง ต.ในเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากเครียดเรื่องที่ขอกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แล้วไม่ได้รับอนุมัติ ทั้งที่ตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 3 กู้เงินเรียนจากกองทุนดังกล่าวเรียนมาโดยตลอด ตามที่เสนอข่าวมาแล้วนั้น

เกี่ยวกับความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายเสริมเกียรติ ทัศนสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า จากการพูดคุยกับพ่อและพี่ชายของ น.ส.เสาวภา เชื่อว่าสาเหตุการตายไม่น่าจะมาจากการกู้ยืมเรียน เพราะเท่าที่ดูค่าเทอมต่อปีการศึกษาเพียง 13,600 บาท หรือ 6,800 บาทต่อภาคเรียน ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก ขณะเดียวกัน น.ส.เสาวภาก็ทำธุรกิจซักรีดกับเพื่อน ดังนั้นน่าจะมีเงินมาเสียค่าเทอม และเท่าที่ตนได้คุยกับเพื่อนของผู้ตายบอกว่าผู้ตายเป็นคนที่คิดมากมาระยะหลังผู้ตายจะบ่นว่ากลัวจะเรียนไม่จบพร้อมเพื่อน เนื่องจากผลการเรียนตกเหลือเพียง 2.1 ทั้งที่เป็นคนเรียนดี และปกติจะนอนไม่ค่อยหลับคงจะคิดมากเรื่องผลการเรียน แต่ก็ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

นายเสริมเกียรติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้สอบถามอาจารย์ทราบว่า น.ส.เสาวภา ไม่เคยมาสอบถามถึงเรื่องการกู้ยืมเงินแต่อย่างใด เนื่องจากรู้ว่าเงินกู้จะได้แน่นอน และที่ผ่านมาเพื่อนนักศึกษาทุกคนก็ยังไม่ได้เงินกู้ในส่วนนี้ด้วย แต่ที่มีข่าวออกมาว่าผู้ตายไม่ได้เงินกู้ยืมจึงฆ่าตัวตายนั้นพ่อและพี่ชายผู้ตายก็บอกว่าข่าวออกมาเช่นนั้นได้อย่างไร ทั้งนี้ตนจะรายงานข้อมูลทั้งหมดต่อ รศ.นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ต่อไป

ด้าน รศ.นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ตนไม่อยากให้มองว่าสาเหตุการตายเกิดจาก กยศ. อย่างเดียว ต้องไปดูว่าปัญหาอยู่ที่ใดเกิดจากที่สถาบันหรือไม่ ทั้งนี้หลักการกู้ยืม กยศ. จะต้องทำสัญญาปีต่อปี ดูความประพฤติ ผลการเรียน แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่เคยกู้ กยศ. แล้วจะได้กู้ต่อแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 ส.ค. ตนจะรับตำแหน่งผู้จัดการ กยศ. เป็นวันแรก และในการรับตำแหน่งนี้คงจะมีการสอบถามเรื่องดังกล่าว ซึ่งตนจะรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้ทุกคนทราบ และหาทางแก้ปัญหาต่อไป

ด้าน ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ อธิการ บดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลของ น.ส.เสาวภา พบว่า เด็กจบระดับ ปวส.มาจากโรงเรียนนครพาณิชยการ เป็นนักศึกษาชั้นปี ที่ 3 วิชาเอกบริหารธุรกิจคณะวิทยาการจัดการ เดิมศึกษาอยู่ในภาคปกติ แต่ในปี 49 ในภาคเรียนที่ 2 ได้ขอโอนย้ายมาเป็นนักศึกษาภาค กศ.บป. ส่วนผลการเรียนอยู่ที่ที่ 2.19 นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กไปสมัครเป็นพนักงานร้านเบเกอรี่ชื่อร้าน "กินขนม" แต่ทำได้ประมาณ 4 เดือนก็ลาออก เพราะทางร้านต้องทำงานในวันเสาร์-อาทิตย์ จากนั้นได้ไปร่วมกับเพื่อนเปิดกิจการซักรีดเสื้อผ้า ในหมู่บ้านการเคหะฯ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยังกล่าวต่อว่า ในปีการศึกษา 2550 มหาวิทยาลัยได้รับอนุมัติเงิน 21 ล้านบาท เพื่อให้นักศึกษากู้ยืมเรียน ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการคัดกรองรายชื่อผู้มีสิทธิ กว่า 2,000 คน ซึ่ง น.ส.เสาวภา ก็มีรายชื่ออยู่ในนั้นด้วย แต่ขั้นตอนอยู่ระหว่างตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณต้นเดือนสิงหาคมจากนั้นก็จะโอนเงินเข้าบัญชีของนักศึกษาที่ผ่านการพิจารณาทุกคน

วันเดียวกันมีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มีนักเรียน นักศึกษาจำนวนมากที่เคยได้รับทุนการศึกษา จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ได้ทำหนังสือร้องเรียนมาที่กระทรวงการคลังว่าไม่สามารถกู้เงินยืมเรียนได้เหมือนเดิม ทำให้บางสถานศึกษาไม่ยินยอมที่จะให้ศึกษาต่อไปทั้งที่ได้ศึกษาภายใต้ กรอ. มาแล้ว 1 ปี หรือบางสถานศึกษาอ้างว่ามีคุณสมบัติไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งทำให้นักเรียน นักศึกษาได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

ที่สำคัญเด็กเหล่านี้ไม่ได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ยุบ กรอ.เข้ากับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยเด็กบางรายต้องสูญเสียโอกาสโดยต้องลาออกจากสถานศึกษา เพราะไม่มั่นใจว่าจะได้รับสิทธิกู้เงินหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ไม่มีความสามารถไปขอกู้จากธนาคารพาณิชย์เอกชนแห่งอื่นมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษาได้ โดยบางรายได้เขียนระบายปัญหาความเดือดร้อนของครอบครัวแม้จะมีรายได้มากกว่า 150,000 บาท ต่อปีก็ตาม แต่ครอบครัวก็มีภาระค่าใช้จ่ายมากจนไม่มีเงินเหลือพอที่จะนำไปใช้ในการศึกษาได้ บางรายถึงขั้นขู่ฆ่าตัวตายเพราะไม่มีทางออก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ประชุม ครม. จะอนุมัติให้การช่วยเหลือกับเด็ก กรอ. ที่มีกว่า 300,000 คน ก็ตาม แต่เนื่องจากการตัดสินใจที่ล่าช้าของคณะกรรมการ กรอ. และคณะกรรม การ กยศ. ที่กว่าจะสรุปเรื่องและเสนอให้ครม.พิจารณาก็เป็นช่วงเดือนสุดท้ายของปีการศึกษา 49 ขณะเดียวกันเมื่อ ครม.เห็นชอบแล้วก็ต้องนำรายละเอียดทั้งหมดมาแก้ไขในประกาศในระเบียบของ กยศ. รวมถึงสัญญาการกู้เงินที่ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด และต้องมีการตรวจสอบจากอัยการสูงสุดที่ต้องใช้เวลา ทำให้ไม่ทันกับปีการศึกษา 50 ที่เริ่มต้นในเดือน ก.ค. 50 แม้ว่าจะมีเงินงบประมาณไว้รองรับการกู้เงินของเด็กทั้งหมดไว้แล้วก็ตาม ประกอบกับ กยศ. ยังไม่มีผู้จัดการคนใหม่เข้ามาดูแลงานอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังขาดการประชาสัมพันธ์ให้เด็กกว่า 3 แสนคนเข้าใจในรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน จึงทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงานและกลายเป็นปัญหากับเด็กนักเรียน นักศึกษาอย่างมาก.
ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวจากเดลินิวส์ วันที่ตอบ 2007-08-01 23:06:00 IP : 124.120.115.247


ความคิดเห็นที่ 40 (1100117)
ดีจัง มีคนลงกระทู้ของผมเองในนี้ให้ ขอบคุณมากนะครับที่รวบรวมมา
ผู้แสดงความคิดเห็น อันดามัน วันที่ตอบ 2007-07-30 13:10:00 IP : 125.25.134.218


ความคิดเห็นที่ 41 (1100118)
ขอ email คนที่จะสอบโอเนตแล้วจะไม่ตรงตามปีที่จบ เพราะป่วยหน่อย หรือ เรียน afs มาสอบไม่ได้
ต้องการคุยด้วย ด่วยเลย เพื่อนๆ ช่วยกระจายหาให้ด้วย
สำคัญต่ออนาคตของเกณฑ์โอเนตไม่ตรงตามปีที่จบของพวกเรา
เมลล์เรา ai_323@hotmail.com
ผู้แสดงความคิดเห็น ai_323@hotmail.com วันที่ตอบ 2007-07-30 12:15:00 IP : 125.25.84.142


ความคิดเห็นที่ 42 (1100119)
จะให้ช่วยอะไรก้บอกมาก้แล้วกันคะ

จะช่วยเท่าที่จะทำได้คะ
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-29 21:53:00 IP : 202.139.211.254


ความคิดเห็นที่ 43 (1100120)
ย้อนรอยแอดมิสชั่นส์ 50 กับเกณฑ์ใหม่โอเน็ตต้องตรงปีเท่านั้น

ระยะที่ 1 ถ้ายังจำกันได้ หลังจากเลือกคณะกันเสร็จวันที่ 23 เมษายน ด้วยหลักเกณฑ์เดิมคือ ให้ใช้คะแนนโอเน็ตครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ม.6 หรือ เด็กซิ่วก็ตาม /// แต่หลังจากนั้นระบบก็ต้องหยุดชะงักเพราะมีการฟ้องร้องของเด็กซิ่วว่าขอใช้คะแนนโอเน็ตครั้งที่ 2 ด้วย ปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร อีกไม่กี่วันก็จะประกาศผลกันแล้ว

ระยะที่ 2 หลังจากการอุทธรณ์สำเร็จ สกอ จึงประมวลผลต่อได้ โดยยังคงยึดเกณฑ์ใช้คะแนนโอเน็ตครั้งแรกเหมือนเดิม และตอนนั้นหลายคนคิดว่าคงไม่มีปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก

ระยะ 3 เข้าสู่เดือนพฤษภาคม ดูเหมือนการประมวลผลจะเรียบร้อยดี แต่ทาง ทปอ ได้ให้ข่าวว่าคะแนนโอเน็ตที่ใช้นั้นจะต้องตรงกับปีที่เรียนจบด้วย และได้ตัดสิทธิ์เด็กส่วนหนึ่งในระบบที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกแล้ว และบอกอีกว่า เด็กกลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์นี้ เป็นผู้จงใจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เอง และต้องถูกเยียวยา

ระยะ 4 หลังจากข่าวออกไป เด็กซิ่ลหลายคนยังงงกับเกณฑ์นี้ และไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ในข่ายโอเน็ตไม่เข้าเกณฑ์ด้วยหรือไม่

ระยะ 5 วันประกาศผล วันที่ 12 พฤษภาคม ได้แบ่งประกาศเป็นสองรอบ คือ เวลา 16.00 น. ประกาศนักเรียนที่โอเน็ตตามเกณฑ์ และ รอบที่สอบ เวลาประมาณ 20. 00น. ก็ได้ประกาศนักเรียนที่โอเน็ตไม่เข้าเกณฑ์

ระยะ 6 หลังจากประกาศผลตามการเยียวยานั้น ก็ยังคงมีข่าวเด็กซิ่วเสียสิทธิ์เข้าเรียน และข่าวเกี่ยวกับ เกณฑ์ที่ว่า โอเน็ตจะต้องเป็นปีเดีวยกับปีที่เรียนจบ ก็ยังไม่มีใครรับผิดชอบจนถึงบัดนี้

***การตั้งกฎอะไรขึ้นมามันมีเหตุผลของมัน เหมือน เกณฑ์ของ กสพท

ขอยกตัวอย่าง กสพท ปี 50 ที่เคยกำหนด GPAX ไม่ต่ำกว่า 3.00 ว่า
นักเรียนที่สอบเข้า กสพทได้ ส่วนใหญ่ GPAX มากกว่า 3.5 ฉะนั้น กสพท. จึงตั้งกฎนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นข้อหนึ่งในการตัดสินใจสมัครสอบ ป้องกันเด็กที่สอบไม่ติดจะเสียเงินฟรี เสียเวลา เป็นต้น

ฟังเหตุผลของ กสพท ที่ตั้งกฎ นี้ขึ้นมา ผมก็เห็นด้วยเพราะมันมีเหตุผลในตัวอยู่แล้ว แต่เกณฑ์ของแอดมิสชั่นส์กลางล่ะ ....

อยากทราบว่าเกณฑ์ที่ว่า โอเน็ตจะต้องเป็นปีเดียวกับปีที่เรียนจบ มันสำคัญตรงไหน มีเหตุผลอะไรจึงตั้งเกณฑ์แบบนี้ นักเรียนที่คะแนนโอเน็ตไม่ตรงปีที่จบก็ยังมี แล้วคะแนนโอเน็ตตรงปีที่เรียนจบ กับ คะแนนโอเน็ตที่ไม่ตรงกับปีที่เรียนจบ มันแตกต่างกันอย่างไร

ผู้แสดงความคิดเห็น ต้น วันที่ตอบ 2007-07-29 22:40:00 IP : 202.139.223.18


ความคิดเห็นที่ 44 (1100121)


ความรู้สึกแรก ตอนรู้ว่าตัวคุณเอนติด รู้สึกยังไงกันบ้าง

ในบอร์ดนี้ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กซิ่ลกันเยอะ หลาย ๆคนก็ผ่านเอนกันมาแล้ว มีทั้งสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง /// แล้วคุณยังจำวันนั้นได้ไหม วันที่ผลเอนมีชื่อคุณ รู้สึกยังไงกันบ้าง
ผู้แสดงความคิดเห็น อันดามัน วันที่ตอบ 2007-07-29 22:44:00 IP : 202.139.223.18


ความคิดเห็นที่ 45 (1100122)
ผมขอรวมกลุ่มด้วยได้มั๊ยครับ เพราะโอเน็ต ผมไม่ผ่านเกณฑ์ 60 เปอร์เซ็นผมจบ ม. 6 ปีการศึกษา 2548 รุ่นที่ระบบแอดมิดชั่นมีปัญหาที่สุด ได้โปรดมีช่องว่างให้พวกผมด้วยนะครับผมก้ออึดอัดทรมานใจไม่แพ้พวกพี่ที่จบก่อนรุ่นผมหรอกครับ เพราะถึงแม้ผมจะมีโอเน็ตแต่มันน้อยจนไม่มีประโยชน์อะไรเลย คณะสายสุขภาพอย่างเภสัช ทันตะ คงหมดหวังไปเลย เพราะขนาดผมทำเอเน็ตบางวิชามากกว่าโอเน็ตแล้วนะ คะแนนแทบไม่กระดิก ทำไรไม่ได้เลยครับ ได้โปรดคุณหมอช่วยพวกผมด้วยนะครับ อยากสอบกสพท.จิงๆคับ
ผู้แสดงความคิดเห็น ม. 6 48 วันที่ตอบ 2007-07-30 01:52:00 IP : 125.27.251.203


ความคิดเห็นที่ 46 (1100123)
จะมีการดำเนินการเรื่องนี้แล้ว กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่
แต่ เหตุผลของคนกลุ่มนี้สำคัญที่สุด มีน้ำหนักมากที่สุด

ด่วนเลย เพื่อนช่วยหาให้ด้วย เดี๋ยวเราดำเนินการต่อเอง
ช่วยๆๆกันนะ
ผู้แสดงความคิดเห็น a วันที่ตอบ 2007-07-30 12:15:00 IP : 125.25.84.142


ความคิดเห็นที่ 47 (1100124)
เป็นเรื่องของแอดกลางน่ะ ความหวังสุดท้ายของพวกเรา
เพื่อนช่วยกระจายด้วยแล้วกัน
ai_323@hotmail.com

ผู้แสดงความคิดเห็น ai_323@hotmail.com วันที่ตอบ 2007-07-30 12:16:00 IP : 125.25.84.142


ความคิดเห็นที่ 48 (1100125)
พอเหอะ จะไปอุทรณ์ ให้เสียเวลาทำไม ทุกวันนี้เด็กที่ฟ้องก็อายจะแย่อยู่แล้ว ชื่อผู้ฟ้องต่างๆ ไปขึ้นหน้าเว็บไหนต่อเว็บไหน อายถึงนั่น พอเหอะค่ะ ใครอยากกจะฟ้องใครอยากจะสอบใหม่ก็ขอให้ไปฟ้องเอาเองก็แล้วกันนะ

พอได้แล้วค่ะคุณหมอ ยังไงๆ เราก็ไม่มีทางสู้เขาได้แน่นอน อีกทั้งยังจะทำให้เด็กอับอายอีก คุณหมอจำเด็กที่ขอนแก่นไม่ได้เหรอครับ โดนสังคมประนามขนาดไหน พอได้แล้วค่ะ อย่าดื้อดึง อีกเลยค่ะ
ผู้แสดงความคิดเห็น พอได้แล้ว วันที่ตอบ 2007-07-31 09:34:00 IP : 124.121.195.141


ความคิดเห็นที่ 49 (1100126)
เีเราเป็นเด็กซิ่วที่ค้นพบตัวเองว่าอยากเรียนแพทย์เหมือนกัน
แต่เรายังไม่เคยสอบ โอ-เน็ต (จบ47) อยากทราบว่าเราจะเข้ากับเพื่อนๆ ที่เป็นแบบเราได้ที่ไหน
โปรดตอบกลับมาที่ เมลล์ด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น John Rambo Return วันที่ตอบ 2007-07-31 00:08:00 IP : 125.25.79.141


ความคิดเห็นที่ 50 (1100127)
โปรดช่วยวิจารณ์คำ อุทธรณ์ทีคะ

คำผิดอาจจะมีบ้าง แต่ ขอแก้ทีหลังเกรงว่าจะไม่ทัน ผุ้ที่จะช่วยตรวจดูให้นะคะ

ขอบคูรหลายๆ เน้อ ข้อกฎหมาย ของทนายกำลังทำอยู่ แต่ขอให้ช่วยดูด้วยคะ

คำอุทธรณ์ คำฟ้อง
คดีหมายเลขดำที่.. ๑๔๓๖............./๒๕๔๙


ศาลปกครองกลาง


วันที่ ๓ เดือน สค. พุทธศักราช ๒๕๔๙

ข้าพเจ้า พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ในฐานะ ผู้รับมอบอำนาจ จาก นาย อาชอำพล ประกอบสุข กับพวกรวม ๔๘ คน มีความประสงค์ขอ อุทธรณ์คำฟ้องดังนี้ .

ข้อ ก. ความเป็นมา เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ประกาศหลักเกณฑ์ การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๕๐ ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ๑๒ สถาบัน โดยความเห็นชอบจาก ทปอ. และสกอ. ที่กำหนด คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ ในระบบ แอดมิชชั่นตรง ของคณะแพทย์ศาสตร์ดังนี้

”๑. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือหลักสูตรอื่นๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่า หรือกำลังศึกษาอยู่และคาดว่าจะจบการศึกษาก่อนเดือนเมษายน ๒๕๕๐ โดยในขณะสมัคร ต้องมีคะแนนการศึกษา ๔ ภาคการศึกษา มากกว่าหรือเท่ากับ ๒.๗๕ และในเดือนเมษายน ๒๕๕๐ ต้องมีคะแนนการศึกษาตลอดหลักสูตร (GPAX)มากกว่าหรือเท่ากับ ๓.๐

๒. ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตในมหาวิทยาลัย/สถาบันของรัฐ (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร)*

๓. ไม่เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตในมหาวิทยาลัย/สถาบันของรัฐในปีการศึกษา ๒๕๕๐ ตามโครงการพิเศษต่างๆ ที่ได้ยืนยันสิทธิกับสถาบันที่คัดเลือกไว้เรียบร้อยแล้ว

๔ ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาเกินชั้นปีที่ ๑ ในมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาของรัฐที่เข้าร่วมระบบการคัดเลือกนักศึกษาร่วมกับสกอ. (ยกเว้นได้ลาออกจากการศึกษาก่อนวันยื่นใบสมัคร)*

๕. ไม่มีปัญหาสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่จะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการประกอบวิชาชีพแพทย์ โดยขอให้ดูรายละเอียดใน website ของแต่ละสถาบัน
๖. มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะรับราชการได้เมื่อจบการศึกษา
* ถึงแม้มีการประกาศผลและรับเข้าศึกษาแล้ว หากมีการตรวจสอบพบในภายหลัง ว่ามีคุณสมบัติไม่ตรงตามข้อ ๒-๔ ก็จะถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นนิสิต/นักศึกษาของสถาบันนั้นๆ”
และการที่จะสมัครแพทย์ได้จะต้องมี ONET ไม่ต่ำกว่า ๖๐%
ข้อ ข. ในปี ๒๕๕๐ นั้น ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ได้ประชุมและมีมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่ได้ประกาศตามสื่อมวลชน ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ โดยให้ใช้ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เป็นระบบแอดมิชชั่น แบบเดิมคือ GPA ๓๐% สอบ ANET ONET อีก ๗๐% และให้มหาวิทยาลัยรับเองได้ไม่เกิน ๕๐ % ดังปรากฏตามสื่อมวลชนต่างๆ และห้ามเด็กสอบ ONET ใหม่


ข้อกล่าวอ้างผู้ถูกฟ้องคดี ที่สาม ข้อเท็จจริง จากการที่กสพท. ให้ใช้ข้อมูล เรื่องการใช้ ONET ขั้นตำ 60 % และ GPA อย่างต่ำ 3 และ ต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังศึกาษเกินชั้นปีที่ 1 ในการรับสมัครแพทย์ ตั้งแต่ พศ. 2538 แต่ รับตรงบางส่วน

โดยใช้เกณฑ์เหล่านี้ และมีเด็กส่วนใหญ่สามารถใช้เกณฑ์อื่น ในการรับส่วนกลาง แต่หลังจาก ปี 2549 ผู้ที่ต้องการเข้าแพทย์เกือบทุกคน ต้องใช้เกณฑ์เหล่านี้ และต้อง มี ONET เกิน 60 % ทุกคน และ ONET สอบได้ครั้งเดียว ซึ่ง ปิดกั้น และละเมิดสิทธิเยาวชนบางส่วน รวมถึงละเมิดสิทธิของเยาวชน

และกล่าวว่า เป้าหมายของ การกำหนดเกณฑ์เหล่านี้เพื่อให้ ได้เด็กที่มีศักยภาพเพียงพอ ตรงตามความต้องการของคณะแพทย์ศาสตร์ เพื่อให้เด็กได้ เพื่อให้สามารถเรียนได้ในคณะแพทย์ที่เรียนยาก และต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง หากไม่สามารถเรียนจบ ก็จะทำให้รัฐสูญเสีย งบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมาก

เมื่อมาดูสถิติในสามปีย้อนหลงของจุฬา และรามาธิบดี พบว่ GPAXของเด็กที่สอบได้มากกว่า3.5 ทั้งสิ้น

และการใช้อำนาจของกสพท ก็ได้รับการมอบอำนาจมจาก สภามหาวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยนั้นๆ
การประกาศใช้ ระบบ แอดมิชชั่น ONET ANET ก็คือ ผลงานของ คณะที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้ประกาศให้ใช้ และลงนามคำสั่ง คือ เลขาสกอ.


ข้อเท็จจริง จากการติดตามผล การประกาศใช้ ระบบแอดมิชชั่น ONET ANET GPA มีดังนี้
ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย จากการจัดเสวนาเรื่องวิกฤติการศึกษา ไทย โดยคณะกรรมาธิการกิจการเด็กและสตรี ผู้สูงอายุสนช. ในวันที่ 13 กค 2550 โดยคุณวัลลพ ตรังคณานุรักษ์ และจากรายงานของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ สรุปได้ว่า
1 GPA
1.1 มีการเฟ้อมากกว่าร้อยโรงเรียน และค่าเกรดเฉลี่ยของเด็ก เพิ่มสูงขึ้นจาก 2.กว่า เป็น 3.
1.2 คะแนน GPA ไม่ได้สะท้อนคุณภาพตัวเด็กจริง ไม่สอดคลองกับผลการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ที่กำหนดว่าให้ใช้ GPA .ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็พิสูจน์แล้วว่า เด็กเข้าห้องเรียน เด็กได้เกรด สูงๆ แต่ไม่มีคุณภาพ เมื่อเรียนไปแล้ว เรียนไม่ได้ ต้องดรอปเรียนมากขึ้น เพราะ ได้เกรด สูงๆ มา โดยไม่ได้มีความสามารถจริง คือได้เกรดสูงๆ มาโดยการช่วยเหลือของครู ก็มี เช่นการวิจัยระบบแอดมิชชั่น ของ สภาการศึกษาแห่งชาติ และการวิจัยของ ผศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน ภาควิชาฟิสิคซ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงการณ์
เอกสารประกอบ 1 เพราะฉะนั้นควรเลิกใช้ GPA ในการเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ในการสอบเข้าแพทย์ ( ซึ่งจากข่าว ในสื่อมวลชน ได้เสนอข่าว การที่ศาลปกครอง ขอให้คณะแพทย์ยกเลิก เกณฑ์ GPA ขั้นต่ำ ในการคัดเลือกเด็ก เรียนแพทย์ เอกสาร แนบ )

1.3 GPA ไม่สามารถ เทียบกันได้ เพราะคุณภาพครู และโรงเรียนต่างกัน จากการประเมิน ของสำนักงาน รับรอง มาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา ( สมศ.) พบว่าโรงเรียนไม่มีมาตรฐาน ประมาณ 65 % เอกสารแนบ 2

2 คะแนน ONET เด็กต้องสอบวิชา ห้าหมวดสาระ แต่ในปี ป&#63234;การศึกษา 2550 (สอบ พ.ศ.2551) จะต&#63243;องสอบ 8 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ดังนี้
1. กลุ่มสาระการเรียนรูภาษาไทย
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
3. กลุ่มสาระการเรียนรู่ภาษาอังกฤษ
4. กลุ&#63242;มสาระการเรียนรู&#63243;คณิตศาสตร&#63246;
5. กลุ&#63242;มสาระการเรียนรู&#63243;วิทยาศาสตร&#63246;
6. กลุ&#63242;มสาระการเรียนรู&#63243;สุขศึกษาและพลศึกษา
7. กลุ&#63242;มสาระการเรียนรู&#63243;การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8. กลุ&#63242;มสาระการเรียนรู&#63243;ศิลปะ
ทั้งนี้ ผู&#63243;เข&#63243;าสอบจะต&#63243;องเป&#63250;นนักเรียนชั้นมั ธยมศึ กษาป&#63234;ที่ 6 หรื อเทียบเท&#63242;าที่ กําลั งจะเรียนจบในป&#63234;
การศึกษา 2550 เท&#63242;านั้น เนื่องจากที่ประชุมอธิการบดีแห&#63242;งประเทศไทย หรือ ทปอ. มีมติว&#63242;า การนําผล
คะแนนสอบ O-NET ไปใช&#63243;ประกอบการพิจารณาเข&#63243;ามหาวิทยาลัยนั้น จะต&#63243;องเป&#63250;นคะแนนสอบ O-NET
ของป&#63234;การศึกษาที่ กําลั งจะจบชั้น ม.6 หรื อเทียบเท&#63242; า หมายความว&#63242;า ในการเข&#63243;ามหาวิทยาลัย
นักเรียนจะต&#63243;องมีผลคะแนน O-NET,GPA,GPAx ป&#63234;เดียวกัน (ของป&#63234;ที่กําลังจะจบการศึกษา
ชั้น ม.6 หรือเทียบเท&#63242;า)


รายละเอียด เนื้อหา แต่ละวิชา ใน ONET
จาก http://www.dek-d.com/content/view.php?id=3153
1. วิชาภาษาไทย
- การเขียน
- การอ่าน
- การฟัง , การดู , การพูด
- หลักการใช้ภาษา
- วรรณคดี และวรรณกรรม
2. วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
- ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม
- หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
- เศรษฐศาสตร์
- ประวัติศาสตร์
- ภูมิศาสตร์
3. วิชาภาษาต่างประเทศ
- ภาษาเพื่อการสื่อสาร
- ภาษาและวัฒนธรรม
- ภาษาความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ
- ภาษากับความสัมพันธ์ และชุมชนโลก
4. วิชาคณิตศาสตร์
- จำนวนและการดำเนินการ
- การวัด
- เรขาคณิต
- พืชคณิต
- การวิเคระห์ข้อมูลและการน่าจะเป็น
- ทักษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์
5. วิชาวิทยาศาสตร์
- สิ่งมีชีวิต และกระบวนการดำรงชีวิต
- ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
- สาร และสมบัติของสาร
- แรง และการเคลื่อนที่
- พลังงาน
- กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
- ดาราศาสตร์ และอวกาศ
- ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. วิชาสุขศึกษา และพลศึกษา
- การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
- ชีวิตและครอบครัว
- การขับเคลื่อน การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล
- การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค
- ความปลอดภัยในชีวิต
7. วิชาศิลปะ
- กลุ่มทัศนศิลป์ : เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าทางทัศนศิลป์ที่เป็นประโยชน์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
- กลุ่มดนตรี : เข้าใจดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
: เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
- กลุ่มนาฏศิลป์ : เข้าใจนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อนาฏศิลป์อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
: เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล
8. วิชาการงานอาชีพ และเทคโนโลยี
- การดำรงชีวิต และครอบครัว (ซ้ำ)
- การอาชีพ (งานธุรกิจ งานประดิษฐ์ งานบ้าน งานเกษตร )
- การออกแบบและเทคโนโลยี
- เทคโนโลยีสารสนเทศ



จะเห็นว่าเนื้อหาสาระ ในการสอบ มีมากมาย ซ้ำกันก็มี และ ไม่เกี่ยวข้องกับคณะที่จะเรียนแพทย์ ก็มี (ที่ขีดเส้นใต้) ซึ่งทำให้เกิดภาระ โดยไม่จำเป็น และในการพัฒนา สติปัญญาเด็กจากการวิจัย ของ Dr. Eric Jensen (เอกสารแนบ ) พบว่า การเรียนรู้ที่ดี ต้องมีส่วนของกระบวนการคิด มากกว่าความจำ
และ จากข้อสอบ ONET มีข้อสอบที่เป็นกระบวนการคิด 2-3 ข้อ ที่เหลือ 90กว่า ข้อ เป็น ข้อสอบความจำ จึงมีผล ทำให้เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ไอคิวต่ำเพราะสาระการเรียนรู้มีแต่ต้องจำรอบตัว แต่ไม่เอื้อให้เกิดกระบวนการคิดในทุกด้านของ ระบบการศึกษาไทย

เมื่อ เทียบกับการสอบ SAT ของอเมริกา ที่สอบเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ อ่านและเขียน และคณิตศาสตร์ ซึ่งสอบเหมือนกันทั้งประเทศ และจะ สอบกี่ครั้งก็ได้ ส่วน GPA ใช้เป็นตัวประกอบ ไม่ใช่ตัวตัดสิน นี่เรียกว่า ระบบแอดมิชชั่น

และจากการ กำหนดให้เด็กต้องสอบทุกวิชา ทำให้คุณภาพของวิชาที่จำเป็นสำหรับการเรียนแพทย์ลดลง คงเป็น เช่นเดียวกับ ภาควิชาฟิสิคซ์ ลองทำการวิจัยดู เทีบกับคุณภาพเด็ก เมื่อสองปีก่อนศักยภาพความคิดจะแตกต่างกัน ไม่มีใครกล้าวิจัย แต่คณะแพทย์ดีหน่อยที่ไม่เอาเกด GPA มาคิด และสอบข้อสอบวิเคราะห์เอง คงจะได้เด็กที่ตรงกับความต้องการ แต่ต้องมาถูกถ่วงด้วย ONET 60 % ที่ไม่เกี่ยวกับคณะที่จะเรียนในเนื้อหาบางอัน ทำให้ คุณภาพเด็กในภาพรวมลดลง



การที่กำหนดให้ ONET สอบได้แค่ครั้งเดียว ในตลอดชีวิตเด็ก สามารถคัดเลือกเข้ามหาลัยได้เพียงครั้งเดียว ก็ผิดหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 28 และปิดกั้นเด็ก ซึ่งมีข่าวเด็กปี 2 ต้องขอไปเรียน ในชั้น ม.4 ใหม่ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ ข้อสอบ ONET ใช้ได้เพียงครั้งดียวในปีที่จบ หรือเด็ก ที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังจากการ ประกาศใช้แอดมิชชั่นที่กีดกัน เด็กซิ่ว และความไม่รู้วิธีการเลี้ยงดูบุตรของพ่อแม่ นี่ก็สะท้อนถึงวิธีคิด และคำสั่งของกระทรวงศึกษา สำนักงานเลขาธิการการอุดมศึกษาที่แก้ปัญหา อย่างหนึ่ง แต่ ไปเพื่อสร้างปัญหาต่อไป ไม่รู้จบ

การที่อ้างป้องกันเด็กซิ่ว เพื่อประหยัดงบประมาณ แผ่นดินนั้น ส่วนหนึ่งก็ถูก แต่ส่วนหนึ่งเพื่อ ช่วยเหลือ มหาลัยเอกชน หรือไม่ ที่เด็ก ต้องการลาออกเพื่อสอบเข้ามหาลัยรัฐที่ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า แต่ก็ต้องหมดโอกาส เพราะ สอบONET ได้ครั้งเดียว
จากการวิจัย ก็พบว่าเด็กที่ได้เรียนในมหาลัย กลับกลายเป็น ลูกหลานข้าราชการ คนระดับกลาง เพราะมีโอกาสดีกว่าในแง่ ได้เรียน ใน โรงเรียนดี มีเงินกวดวิชา ส่วนลูกหลาน เกษตรกร ต้องเรียนมหาลัยเอกชน เป็นการพัฒนาที่สวนทาง กันอย่างชิ้นเชิง เพราะการสร้างมหาลัยรัฐ เพื่อให้ลูกหลานคนยากจนได้เล่าเรียน มากกว่า เพื่อให้ลูกหลานคนมีเงิน แต่เมื่อเด็กยากจน จากมหาลัยเอกชนต้องการเข้ามหาลัยัฐกลับถูกกีดกันด้วยเกณฑ์ ONET ครั้งเดียว


เนื่องจาก การบังคับให้เด็กนักเรียนใช้ ONET ขั้นต่ำ โดยผ่าน ความเห็นชอบจาก ที่ประชุมอธิการบดี และ เลขาธิการสกอ. จากเอกสาร การประกาศเกณฑ์การรับสมัคร แพทย์ ปี 2549 ดังที่เคยแนบ ในเอกสารคำฟ้อง

และเนื่องจาก ONET ในปีการศึกาษ 2549 มีความผิดพลาดสูง ดังเช่นมีการประกาศ เพิ่มจำนวนเด็กอีก 22 คน ในการสอบแพทย์ ของม.อุบลราชธานี และเอกสาร กระดาษคำตอบ ของนาย ....... ที่บ่งบอกว่า การตรวจคะแนนทั้งสามครั้ง ไม่ได้คะ แนนที่ถูกต้องเลย ทำให้ เห็นว่าเมื่อระบบไม่พร้อม และไม่มีความถูกต้องชัดเจน แต่ ทางแพทย์กสพท. ยังนำไปเป็นเกณฑ์ ประกาศใช้ แน่นอน ย่อมมีเด็กที่ถูกละเมิดสิทธิ เพราะ ความไม่เที่ยงตรงของการตรวจ คะแนน และความไม่โปร่งใสเนื่องจากไม่สามารถ ตรวดูกระดาษเฉลยคำตอบได้ เพราะ ไม่มีการเปิดเผยเฉลยคำตอบให้พิสูจน์ ความโปร่งใสต่อเด็กทั่วประเทศ แต่ใครอยากดูต้องมาที่กทม. ยังผลให้ เด็กยากจนหมดสิทธิตรวจสอบความถูกต้องของตนเอง มีผลทำให้เด็กอาจจะถูกโกงหรือสร้างความผิดพลาดให้เด็ก โดยที่เด็กมิอาจเรียกร้องความชอบธรรมโปร่งใสได้

และจากข่าวไทยรัฐ พบว่า คะแนน ONET ผิดพลาด โดยในวันที่5 เม.ย.50 ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ มีนักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนรัฐและเอกชน ประมาณ 10 คน นำโดยนายจิรโรจน์ โสภณอรุณรัตน์ เข้าร้องเรียนต่อ ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (ผอ.สทศ.) เพื่อให้ตรวจสอบข้อสอบโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2549 ใหม่อีกครั้ง โดยนายจิรโรจน์ กล่าวว่า ตนและเพื่อนๆ ได้ช่วยกันตรวจทานข้อสอบโอเน็ตพบว่า ยังมีข้อที่ผิดพลาดมากกว่า 1 ข้อ ตามที่ สทศ.ได้ออกมายอมรับไว้ก่อนหน้านี้ โดยข้อสอบวิชาภาษาไทย มีข้อที่ผิดพลาดอยู่อีก 5 ข้อ ขณะที่วิชาสังคมศาสตร์มีอีก 6 ข้อ
www.gpa.moe.go.th


เนื่องจากปัญหาการประกาศคะแนน ONET ANET เมื่อปีที่ผ่านมา บางคนได้คะแนนช้า จนทางมหาวิทยาลัยตัดสิทธ์เด็กไปแล้ว คะแนนจึงออก และที่สำคัญไม่ยอมให้ ผู้ฟ้องคดีบางคน ได้ดูกระดาษเฉลยคำตอบ ทั้งๆที่เป็นสิทธิของเด็กเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส เด็กกลับถูกกระทำและละเมิดสิทธิ์ แต่ไม่มีใครมารับผิดชอบความเสียหายของเด็กที่ถูกตัดสิทธิ์ จากสาเหตุที่ไม่มีคะแนนไปยื่นในคณะแพทย์ ทันเวลา เมื่อปีที่ผ่านมา เด็กจึงดรอปเอาไว้แล้ว และอยากจะสอบใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าคะแนนที่เป็นความสามารถของเขาคือระดับไหน แต่กลับมา จำกัดสิทธิ์ของเขา แม้นจะอ้างว่า คะแนน ONET เป็นการวัดคุณภาพโรงเรียน แต่หากให้สอบใหม่ได้ก็ ไม่ต้องเอา คะแนน ONET ไปวัดคุณภาพโรงเรียน และก่อนหน้านี้ เคยมีการประกาศไว้ว่าให้สอบ ONET ใหม่ได้ ทางวิทยุจุฬา โดยเลขาธิการสกอ. ซึ่งเด็กหลายคนมากที่ได้ดรอปไว้เพื่อเตรียมตัวสอบใหม่
จึงเห็นได้ว่าการกำหนดองค์ประกอบในการคัดเลือกเด็กเข้ามหาวิทยาลัย หรือการปล่อยให้ กระทรวงศึกษาธิการคิดอะไรเอง โดยขาดการมีส่วนร่วม ขาดการการวิจัย ทำให้ อนาคตของชาติ ถูกกระทำ และ ผลเสียหายต่ออนาคตของประเทศ โดยรวม ทรัพยากรบุคคล ที่สำคัญที่สุดของชาติ ถูกเป็นเครื่องมือทดลอง ที่ลองผิดลองถูก รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า

การประกาศ เกณฑ์ ONET ขั้นต่ำ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะ ไม่ได้ผ่านการวิจัยถึงข้อดี ข้อเสีย และหรือไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ และพรบการศึกษา ไม่ได้รับรู้ข้อติดขัดเดือดร้อน ของเยาวชน ขาดการมีส่วนร่วมตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และข้อ ข. เป็นการประกาศเกณฑ์ย้อนหลัง เพราะประกาศยืนยันในสองปีนี้ แต่ต้องใช้คะแนน ที่เด็กเรียนผ่านมาแล้วเกือบ สามปี และเมื่อมีการประท้วงหรือฟ้องร้อง ก็บอกว่าอาจจะใช้ในปีหรือสองปีเท่านั้น ดังคำตัดสิน ไม่รับฟ้องของคดีดำที่ ๑๒๘๗ /๒๕๔๙ แต่การกระทำยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ


การจำกัดสิทธิดังกล่าว ไม่เป็นการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ เด็กต้องได้รับ ความคุ้มครองจากรัฐ จากการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม มาตรา ๘ ๐รัฐต้องคุ้มครอง เด็กและเยาวชน และส่งเสริมความเสมอภาคทั้งชายหญิง รวมทั้งมาตรา ๓๐ ที่การเลือกปฏิบัติ ต่อบุคคลจะกระทำมิได้ และมาตรา ๒๐๐ ที่คณะกรรมการสิทธฺ จะต้องดูแล ตรวจสอบ รายงาน การกระทำที่มิให้ขัดต่อพันธกรณีย์ ระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็น ภาคี
เป็นการผิดหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา อีกด้วย



การประกาศใช้เกณฑ์ของกสพท. ข้อ ๑และ๔ และการประกาศใช้เกณฑ์แอดมิชชั่น ของ มีมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่ได้ประกาศตามสื่อมวลชน ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ เป็นการละเมิดสิทธิ์ ของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖ ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๓๐ ๕๓ ๘๐ ๒๐๐ และ พรบ.การศึกษามาตรา ๖ ๘(๒) ๙(๖) ๑๐ ๒๒ ๒๔ ๒๘ เพราะขาดการมีส่วนร่วม และไม่ตรงตามศักยภาพ และความสนใจของผู้เรียน


ดังนั้น เกณฑ์การสอบเข้าแพทย์ ที่ต้องใช้ ONET ขั้นต่ำ ๖๐ % ก่อให้ เกิดความเสียหาย หรืออาจจะเสียหาย ต่อผู้ฟ้องคดี ดังเหตุผลต่อไปนี้
๑. .การ ประกาศหลักเกณฑ์ การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ๑๒ สถาบัน ปีการศึกษา ๒๕๕๐ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ
๑.๑ ไม่ได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมในการพิจารณา ทั้งข้อดีข้อเสีย ความเดือดร้อน ของเยาวชน ทั้งที่เป็นกระบวนการพิจารณาทางปกครอง อันมีผล หรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคล อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕๙ ๖๐ และไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖ ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๕๓ ๘๐ และพรบ.การศึกษามาตรา ๖ ๘(๒) ๙(๖) ๑๐ ๒๒ ๒๔ ๒๘
การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีได้ร่วมกันทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี เพราะ ไม่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และคณะแพทย์ หรือคณะอื่นๆ ที่ต้องการ ตามความสามารถจริง และได้รับการพัฒนาผิดทาง ทั้งนี้เพราะความบกพร่องไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี
ดังนั้นผู้ฟ้องคดี จึงใคร่ขอความกรุณาต่อศาลโปรดพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงและขอให้มีคำพิพากษาและหรือมีคำสั่งดังนี้

๑. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพิกถอนหลักเกณฑ์ คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา คณะแพทย์ศาสตร์ ๑๒ สถาบัน ในระบบ แ อดมิชชั่นตรง ข้อ ๑ ซึ่งได้ยกเลิกไปแล้ว

๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เพิกถอนหลักเกณฑ์ ที่ต้องใช้ ONET ขั้นต่ำ ๖๐ %
หรือคิดเฉพาะบางวิชาที่เกี่ยวข้องกับคณะแพทย์ ที่จะเรียน

ทั้งหมดนี้จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาไต่สวน ข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรม ความชอบธรรม ที่เด็กและเยาวชน ผู้ฟ้องคดี ที่เป็นอนาคตของชาติ พึงได้รับ


(พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี)
ผู้ รับมอบอำนาจในการฟ้องคดี



thai9lee@gmail.com
,kamolpar@yahoo.com
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-31 07:42:00 IP : 124.120.114.47



[1] 2 ถัดไป >>


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.