ReadyPlanet.com


มหาลัยชีวิต นี่สิ ของจริงที่ผุ้ฉลาดต้องเลือกและฝึกทำ


จากข่าวเดลินิวส์
ปริญญา ไม่มีความหมาย หาก เรามีหัวคิด

"บัณฑิตสาว มอ.ไม่ง้องานออฟฟิศ ปลูกปาล์ม-ขุนวัวขาย กำไรดี"

“อรุณพร คงภักดี” บัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาเคมีอุตสาห กรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตปัตตานี ผู้ที่ไม่เคยสนใจงานออฟฟิศเหมือนบัณฑิตหนุ่มสาวทั่วไป หลังจบการศึกษาเธอเริ่มต้นชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยด้วยการเป็นครูสอนพิเศษให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ อ.เขาพนม จ.กระบี่ ซึ่งเป็นอาชีพอิสระนานเกือบ 2 ปี จากนั้นเธอได้ตัดสินใจเลือกที่จะเป็น “เกษตรกร” ดำเนินรอยตามบรรพบุรุษซึ่งได้ปูพื้นฐานด้านการเกษตรในที่ดิน ส.ป.ก.ที่ได้รับจัดสรร จำนวน 45 ไร่

ปัจจุบันอรุณพรได้สืบทอดการทำเกษตรจากพ่อ เธอกลายเป็นผู้บริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันที่กำลังให้ผลผลิตทั้ง 45 ไร่ ขณะเดียวกันเธอยังได้ลงทุนเลี้ยงโคเนื้อในสวนปาล์มน้ำมันควบคู่กันไปด้วย พร้อมกับจับธุรกิจเขียงเนื้อในตลาดสดเทศบาลเขาพนมอีกอย่างหนึ่ง เพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ครอบครัว ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า แม้วิชาชีพที่ร่ำเรียน มาจะไม่ตรงกับสายงานที่เลือก ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด การได้คลุกคลีอยู่กับการทำเกษตรมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับรู้จักประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีและพยายามค้นคว้าหาความรู้และเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ทำให้เธอสามารถประคับประคองธุรกิจของครอบครัวให้ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยวัยเพียง 27 ปี

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้คัดเลือกแปลงเกษตรของอรุณพรขึ้นมาเป็น ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ต.เขาพนม เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งแปลงนี้มีความโดดเด่นอยู่ที่ “การเลี้ยงโคในสวนปาล์มน้ำมัน” ถือเป็นการทำเกษตรแบบเกื้อกูลกัน ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยใช้ทางใบปาล์มน้ำมันมาเลี้ยงโคเนื้อ และนำมูลโคไปใช้เป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดินในสวนปาล์ม ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้ค่อนข้างมาก ทั้งยังช่วยให้ได้ผลผลิต/ไร่เพิ่มสูงขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 3 ตัน/ไร่ ส่งผลให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

อรุณพรบอกด้วยว่า ขณะนี้มีโคเนื้ออยู่กว่า 60 ตัว เป็นแม่พันธุ์โค จำนวน 10 ตัว ส่วนที่เหลือเป็นลูกโค โครุ่นและโคขุน ซึ่งแม่พันธุ์กับโคขุนจะเลี้ยงแยกกันเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ โคขุนส่วนใหญ่จะซื้อจากชาวบ้านในละแวกนี้ อายุต้องไม่ต่ำกว่า 12 เดือน นำมาเข้าระบบการขุนใช้ระยะประมาณ 3-4 เดือน สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงโคขุนนั้น ใช้ทางใบปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น นำมาเข้าเครื่องบดสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปให้โคกิน หากมีเวลาจะแบ่งส่วนหนึ่งไปหมักแล้วค่อยนำมาเลี้ยงโค ซึ่งโคจะชอบกินมากกว่าปาล์มสด อีกทั้งยังให้อาหารข้นเสริมด้วย คือ กากปาล์มผสมกากถั่วเหลือง รำข้าว และกากน้ำตาล นอกจากนี้ยังมีการนำสารจุลินทรีย์อีเอ็ม (EM) มาผสมน้ำให้โคกินด้วย มีคุณสมบัติช่วยย่อยและดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น ทำให้โคมีอัตราการแลกเนื้อ (FCR) ดี และได้น้ำหนักเร็วขึ้น

เมื่อขุนได้น้ำหนักตามที่ต้องการแล้ว จะชำแหละโคจำหน่ายเองโดยเปิดเขียงเนื้อที่ตลาดสดเทศบาลเขาพนม ขณะนี้มีการเชือดโคประมาณ 4 ตัว/สัปดาห์ จำหน่ายกิโลกรัมละ 140 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกำไรเหลือ 1,500-2,500 บาท/ตัว แม้โคบางตัวจะได้กำไรไม่มากนัก แต่ก็จำเป็นต้องเชือดเพราะต้องรักษาตลาดและลูกค้าเอาไว้ ถือว่าพออยู่ได้ เนื่องจากมีรายได้ 2 ทาง คือ การขุนโคชำแหละขายและยังมีรายได้จากผลผลิตปาล์มน้ำมันอีกปีละกว่า 240,000 บาทด้วย

น้อยคนนักที่จะมีแนวคิดอย่างเธอผู้นี้ ความเป็นมือใหม่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของอรุณพร ความเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้ารุ่นใหม่ต่างหากที่ผลักดันให้เธอก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้ เธอยังแนะเคล็ดลับส่งท้ายด้วยว่า การกล้าตัดสินใจ กล้าลงมือทำ และรักในสิ่งที่ทำ มีส่วนช่วยให้งานที่ทำประสบผลสำเร็จได้

อย่างไรก็ตาม หากสนใจที่จะศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ทางใบปาล์มน้ำมันเลี้ยงโคเนื้อ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 248 หมู่ 7 ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่ โทรศัพท์ 08-7881-9168.....



ผู้ตั้งกระทู้ ข่าวจากเดลินิวส์ :: วันที่ลงประกาศ 2007-08-01 23:17:00 IP : 124.120.115.247


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1100185)
เห็นด้วยกับ คห.2 คุณหมอกมลพรรณ
ขอบคุณที่นำเอาสาระดีๆมาฝากพวกเรา

ได้ประสบพบเห็นครอบครัวหนึ่ง ได้ประกาศร่วมกันที่จะพัฒนาชีวิตให้พ้นจากความยากจน
แล้วเขาก็พัฒนาตนเองขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง
พี่ชายคนโตจนถึงน้องเลบ็กขยันเรียนหนังสือมาก ได้ทุนตลอดจนถึงชั้นปริญญาเอก
น้องชายคนเล็ก ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากฎหมายรายได้เดือนหลายแสน

ใครสนใจประวัติการต่อสู้ชีวิตและใช้ชีวิตอย่างเพียงพอและมีความสุขของอีกครอบครัวหนึ่ง ลองติดต่อคุณหมอกมลพรรณดู เคยฝากไว้หนึ่งชุด ที่น่าสนใจอีออย่างคือ พี่ชายคนโตของครอบครัวนี้ เป็นนักเรียนรุ่นเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จบปริญญาเอกจากมหาวิทลาลัยเดียวกัน แต่มีทัศนะ แนวคิดทางการศึกษาต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ฝ่ายกระทรวงศึกษากำลังทำอยู่ในขณะนี้

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กนอก(กทม) วันที่ตอบ 2007-08-03 17:52:00 IP : 125.25.75.212


ความคิดเห็นที่ 2 (1100186)
เห็นด้วยอย่างยิ่ง นี่สิ ของจริงที่เราต้องฝึกในชีวิตจริง ฝึกคิดฝึกทำ คิดให้ เป็น

แต่ความรู้อ่านออกเขียนถูกต้องคิดคำนวณเป็น ก็ทิ้งไม่ได้ แต่ไม่จำเป็น เหรียญทองหรื อชนะโอลิมปิค ได้ที่หนึ่งของประเทศ แต่เอาตัวไม่รอดไหว หรือ

นี่แหละอยากให้เยาวชน ฝึก โดยเฉพาะ ข้อสอง
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-08-01 23:27:00 IP : 124.120.115.247


ความคิดเห็นที่ 3 (1100187)
วิถีชีวิตแบบพอเพียง จากเศษเงินบาท สู่เงินแสน










เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางแนวทางไว้ว่า จะต้องมีการผสมผสานและกลมกลืนกับสภาวะธรรมชาติเป็นหลักสำคัญ โดยทรงมุ่งเน้นการพัฒนา เพื่อให้คนยากคนจนพอมีพอกิน ไม่อดอยากและสามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งมิใช่จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาทางด้านเกษตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชุมชนในชนบททั้งหมด ตลอดจนโครงสร้างการผลิต วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ไปจนถึงวิธีคิดและจิตสำนึกของคนทั้งประเทศ ที่จะนำไปสู่ความสุขและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

แต่ด้วยประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงปรัชญาดังกล่าวอย่างแท้จริง วิถีชีวิตจึงไปผูกติดอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพความพร้อมที่ประเทศเรามีอยู่ ทำให้ความสุขที่คนไทยเคยอยู่กันแบบพออยู่ พอกิน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันหดหายไป แถมก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา จึงเป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนกันว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยมีวิถีชีวิตแบบพอเพียงและเกิดความสุขต่อการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริงให้ได้

โดยเฉพาะช่วงนี้ที่การจัดการศึกษาของชาติก็ได้นำเรื่องนี้มาให้เด็กได้เรียนรู้กันอย่างจริงจัง ซึ่งก็นับเป็นเรื่องดี แต่การปลูกฝังคงไม่อยากให้เกิดขึ้นเฉพาะความรู้แค่เนื้อหา หลักการ หรือแนวทางการดำเนินชีวิตที่เป็นทฤษฎีเท่านั้น แต่ต้องสร้างกระบวนการที่จะให้เด็กได้มีการฝึก หรือปฏิบัติจริงด้วย ไม่ใช่จัดกิจกรรมแค่ชั่วครั้งชั่วคราว หรือให้เด็กได้เรียนรู้เพื่อหวังผลคะแนนเท่านั้น

การที่จะทำให้เด็กเกิดจิตสำนึก เห็นคุณค่าในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ไปสู่ทางสายกลางตามหลักการ “พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน” ได้นั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน อาทิ เรื่องราวของเด็กผู้หนึ่ง ที่เป็นผู้มีจิตสำนึกอยากจะช่วยเหลือพ่อแม่ จึงได้คิดหาทางสร้างรายได้ตามศักยภาพที่ตนเองพอทำได้ ทั้งการรับจ้าง การค้าขาย การลงทุนตามที่ทรัพยากรที่เอื้ออยู่และเมื่อหาสินทรัพย์มาได้แล้วก็รู้จักใช้อย่างมีเหตุผลและอดออมอย่างเป็นระบบ เห็นคุณค่าของทรัพย์สินที่หามาได้ จากความขยันขันแข็ง รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักใช้ แค่ช่วงอายุ 8 ขวบที่เริ่มหารายได้ด้วยตัวเอง มาจนถึงทุกวันนี้ที่เรียนอยู่ ม.5 อายุแค่ 16 ปี ก็กลายเป็นเศรษฐีน้อยด้วยมีเงินสดเก็บอยู่ในธนาคารแล้วกว่า 3 แสนบาท และมีทรัพย์สินเป็นทองรูปพรรณอีกกว่า 15 บาท

เถ้าแก่น้อยคนนี้ชื่อ “ศิริศักดิ์ โพธิ์คำ” หรือ น้องหนึ่ง นักเรียน รร.พิทยาลงกรณ์พิทยาคม สังกัด สพท.กรุงเทพมหานคร เขต 3 ซึ่งจากความขยัน อดทน มีจิตใจรักการทำงาน กตัญญูต่อพ่อแม่ สิ่งที่ว่านี้ได้เริ่มฉายแววมาตั้งแต่เด็ก ทั้งวิธีคิด และความกตัญญู กล่าวคือเมื่อเรียนอยู่ ป.2 เห็นพ่อแม่ทำงานเหนื่อยและหนักก็ไม่กล้าที่จะขอเงินไปโรงเรียนหรือไม่อยากรบกวน จึงคิดหาวิธีการที่จะสร้างรายได้ให้กับตนเอง โดยจุดเริ่มต้นได้ขอยืมเงินยาย 3,000 บาทไปลงทุนขายน้ำปั่น ด้วยเห็นว่าในชุมชนจัดงานอยู่บ่อยครั้ง และมีคนงานอยู่ค่อนข้างมาก และนอกจากขายของตามงานต่าง ๆ แล้ววันหยุด เสาร์-อาทิตย์ก็จะขายของมาตลอด ด้วยเป็นเด็กที่คุยเก่ง มารยาทเรียบร้อย และมีความกล้าแสดงออกทางสร้างสรรค์ ขยันทำมาหากินในทางสุจริต ทำให้ผู้คนให้การสนับสนุนทำให้สามารถขายของได้กำไรพอสมควร

หลังจากขายอยู่อย่างต่อเนื่อง จนถึงอายุ 11 ขวบเรียนอยู่ ป.5 ก็ได้ต้นทุนมาคืนยายและเหลือกำไรมาลงทุนได้เองถึง 7,000 บาท เมื่ออายุมากขึ้น ความคิด วิธีการที่จะค้าขายสินค้าให้มากชนิดก็มากขึ้น จึงได้เพิ่มการลงทุนประเภทอาหาร “ทอดมันปลา” เพิ่มจากน้ำปั่น นอกจากนั้นวันใดไม่ได้ขายของก็ไม่ปล่อยเวลาว่างให้เปล่าประโยชน์ น้องหนึ่งก็จะออกรับจ้างงมหอยแครงที่ชาวบ้านแถวนั้นเลี้ยงไว้ขาย ซึ่งวันหนึ่งจะงมหอยได้ประมาณ 80-100 กิโลกรัม ได้ค่าจ้างกิโลกรัมละ 2 บาท ทำให้ทุกวันจะมีรายได้เข้ามาอยู่สม่ำเสมอทำให้ช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.6 มีเงินเก็บซื้อทองได้ 1 บาท พร้อมเหลือเงินลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง

น้องหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “รายได้ที่เกิดขึ้นเป็นกอบเป็นกำเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ย้ายมาอยู่กับยายช่วง ม.1 เพราะนอกจากจะทำการค้าขายแล้ว ยังร่วมลงทุนกับยายเลี้ยงปูเป็นครั้งแรก เมื่อจับปูขายปรากฏว่าได้กำไรคนละ 4 หมื่นกว่าบาท เมื่อเห็นว่าได้กำไรดีจึงได้ลงทุนเลี้ยงหอยแครงกับยายอีก บังเอิญช่วงที่จับหอยแครงขายได้นั้น หอยแครงราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท ทำให้ได้กำไรกว่า 7 หมื่นบาท จึงได้นำเงินที่ได้ไปซื้อทองเก็บไว้ 7 บาท และนำเงินที่เหลือไปลงทุนเลี้ยงกุ้ง โดยได้ปล่อยกุ้งไปทั้งหมด 5 แสนตัว ด้วยการเลี้ยงแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องให้อาหาร เพียงแต่ดูแลเรื่องน้ำเค็มที่ต้องให้ไหลเวียนได้สะดวกและเฝ้าระวังไม่ให้นกมากินกุ้งที่เลี้ยงไว้เท่านั้น วิธีการจึงไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงแต่จะไม่รู้ว่ากุ้งที่ปล่อยไปจะเหลือเท่าไร ดังนั้นเมื่อถึงเวลาจับกุ้งขายครั้งแรก จับขายได้เพียง 2,000 บาท ตอนนั้นคิดว่าเงินลงทุนคงสูญ แต่พอจับครั้งต่อ ๆ มากลับได้กุ้งจำนวนมากขายรวมแล้วได้ 2 แสนกว่าบาท จึงนำเงินที่ ได้มาซื้อทองเก็บไว้อีก

น้องหนึ่งเล่าว่า ได้ทำงานอยู่เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ในบางช่วงจะต้องเลี้ยงหอยแครง เลี้ยงปู จนถึงเลี้ยงกุ้ง แต่ก็ไม่ทิ้งอาชีพขายของที่เคยทำมา การหารายได้ทางสุจริตนี้ ไม่เคยคิดถึงความเหน็ดเหนื่อย เกิดอาการอาย หรือน้อยใจว่าไม่ได้เล่นสบายเหมือนกับเพื่อน ๆ ซึ่งสิ่งที่ตนทำนี้พ่อแม่ไม่ได้บังคับ แต่ใจอยากทำเอง เมื่อได้เงิน มีทองเก็บไว้ใช้ในอนาคตก็รู้สึกภูมิใจว่าเราสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละวันในการมาโรงเรียน ต้องเสียค่าเรือจ้างวันละอย่างน้อย 40 บาท หากรวมค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วยแล้วปีหนึ่งต้องใช้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว หากต้องรอแบมือขอเงินจากพ่อแม่อย่างเดียวก็คงลำบาก

“การที่จะมีเงินเก็บเพื่อไว้ใช้ยามจำเป็นได้นั้น นอกจากจะต้องมีความขยัน อดทนแล้ว ยังต้องรู้วิธีการเก็บอย่างไรที่จะให้ทรัพย์สินเพิ่มพูนขึ้นอีกด้วย สำหรับผมเลือกวิธีการสะสมเป็นทองรูปพรรณ ซึ่งพยายามซื้อเก็บไว้ตั้งแต่บาทละ 6,000-7,000 บาท ส่วนการใช้ก็ต้องรู้ว่าสิ่งไหนควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ และที่สำคัญที่สุดอีกอย่างก็คือการอดออม”

เมื่อฟังน้องหนึ่งเล่าถึงตอนนี้แล้วก็อดชื่นชมและยอมรับว่าเด็กหนึ่งคนนี้มีความคิดโตเกินเด็ก และมีวิธีการเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยชีวิตอย่างมากมาย เพราะแม้แต่เรื่องราคาทองที่ปรับเปลี่ยนแต่ละวัน เด็กหนึ่งผู้นี้จะรู้หมด เทคนิควิธีการงมหอยแครงต้องทำอย่างไร การทำอาหารทะเลให้อร่อยทำอย่างไร รู้หมด นับเป็นผู้สนใจใฝ่รู้ใฝ่เรียนและมีทักษะที่ปฏิบัติได้จริงอย่างมากมาย

จากวิถีการดำเนินชีวิตของเด็กผู้นี้จึงเป็นตัวอย่าง หรือต้นแบบที่ดี ที่จะให้เด็กและเยาวชนอื่น ๆ ได้ปฏิบัติตาม หรือแม้แต่ผู้ปกครองบางคนที่โอ๋ลูกหลานกันจนเกินเหตุ ลูกหลานอยากได้อะไร หาให้หมด ขอเพียงให้ได้เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ให้ได้เกรดสูง ๆ หรือเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังให้ได้เพื่อนำมาโอ้อวดกัน หรือแม้แต่รัฐบาลบางยุคที่พยายามหยิบยื่นโอกาสเรื่องเงินทองให้เด็กอย่างเต็มที่แล้วค่อยผ่อนส่งภายหลัง เป็นต้น ส่วนนี้ทำให้เด็กขาดความพยายาม ความอดทน มุ่งมั่น แถมยังเป็นการฝึกสร้างหนี้ตั้งแต่เด็ก

เมื่อเด็กเป็นเพียงผู้รอรับอย่างเดียว การที่จะปลูกฝังเรื่องจิตสำนึก ความขยัน มานะ อดทน มีคุณธรรม จริยธรรมในจิตสำนึก เพื่อให้เกิด EQ, AQ, MQ หรืออีกหลาย Q ที่ต้องการให้เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องยาก เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องค่อย ๆ หล่อหลอมด้วยการฝึกปฏิบัติจริง การที่เด็กคนหนึ่ง รู้จักหา รู้จักใช้ รู้จักเก็บ รายได้ทั้งหมดเกิดมาจากหยาดเหงื่อแรงงานจึงเห็นคุณค่า ซึ่งสิ่งใดที่เกิดคุณค่าในจิตใจแล้ว คงไม่ต้องมีใครมาพร่ำสอนให้มากก็คงสามารถที่จะคิดเองได้ เหมือนน้องหนึ่งที่ทำให้เพื่อน ๆ ได้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วนั่นเอง.

กลิ่น สระทองเนียม


ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวจากเดลินิวส์ วันที่ตอบ 2007-08-01 23:24:00 IP : 124.120.115.247



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.