ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > วิจารณ์รัฐธรรมนูญ 50

วิจารณ์รัฐธรรมนูญ 50


รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 วิจารณ์ เพื่อ สร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ แก่ประชาชน และอนาคตประเทศ

ข้อดี
1.ให้อำนาจประชาชนในการยื่นกฎหมาย และถอดถอน นักการเมือง ได้ง่ายขึ้น
2 .ให้ประชาชนมีสิทธิ เข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น
3 .ให้เยาวชมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

ข้อเสีย ในฉบับนี้ เท่าที่อ่าน สรุปได้คร่าวๆคือ
1 การมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นการ ขอ ออกกฎหมาย ยังถูก ควบคุมและคานอำนาจจากสว. และสส. เช่น การเสนอกฎหมายต้องผ่านความเห็นชอบของสภา การกำหนดให้สองหมื่นชื่อ ก็จริง แต่สุดท้ายต้องผ่านความเห็นชอบของสภา ที่มีสว.74 คนมาจากการแต่งตั้ง จากกลุ่มตุลาการ ซึ่ง ไม่ใช่จากประชาชน และต้องผ่าน ศาลรัฐธรรมนูญ

2 การให้อำนาจจริงๆแก่ประชาชนมีน้อย เช่น การไมให้ ประชาชนีส่วนร่วมในการคัดเลือก ผู้แทน องค์กรอิสระ การไม่ได้เขียนให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หรือ ติดตามการเลือกตั้ง เช่นองคืกร PNET TEN ทั้งๆที่สำคัญมากๆ เพราะกกต และ หน่วยงานเลือกตั้ง เป็นของรัฐ ยังต้องเกรงใจนักการเมือง หาก นักการเมืองทำผิด กกต หรือข้าราชการ หน่วยเลือกตั้ง ก็ไม่กล้าหาญที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง เป็นธรรม

3 การที่ ตั้งเกณฑ์ ผู้สิทธิลงคะแนนเสียงได้ต้องอยู่ในทะเบียนบ้านในสามเดือน ถือว่าน้อยมาก เข้าทาง นักการเมือง สามารถ โยกย้ายคนของ ตน มาลงคะแนนในทะเบียนบ้านเขตของ ตน ได้สบายๆ รวมทั้ง การห้ามพระภิกษุสงค์ ลงคะแนน เท่ากับตัดคนดี ๆที่มีความคิด ความรู้ ออกจาก การลงคะแนนเลือกสส. สว. นักการเมือง ไปโดยปริยาย ซึ่ง กลุ่มเหล่านี้ ซื้อเสียงไม่ค่อยจะได้

4 การให้อำนาจตุลาการมากเกินไป ในการเลือกผู้แทนอิสระ และ สว. 74 คน ไม่แน่ใจว่า จะ เลือกผู้แทนองค์กรอิสระ หรือสว. ที่มีความเที่ยงตรง ที่จริงควรมีภาคประชาชน และผู้แทนผู้นำศาสนาร่วมคัดเลือก แทนผู้แทนพรรคการเมือง

( ตัวอย่าง ผลงานการคัดเลือก ของกลุ่มตุลาการ ได้แก่ กกต. ชุดปัจจบัน คุณป...... เป็น อดีต กรรมการ ปตท. สมัยรัฐบาลคุณทักษิณ คุณอ ..... เป็นที่ปรึกษา บริษัทเอกชน รายใหญ่ .. )
หรือการให้ ผู้สมัคร ผู้แทนองค์กรอิสระ ที่ ตัวแทน กลุ่มองค์กร เอกชน ด้านกฎหมาย หรือด้านอื่น ที่ทำงานมากว่า 30 ปี ถือว่า จำกัด ตัวเลือกมากๆ ควรจะให้มากกว่า 20 ปี พอ

5 การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ม.259 กำหนด ให้นักการเมืองยื่น แต่ไม่ยอมให้มีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ของ ข้าราชการซีแปด ขึ้นไป หรือเทียบเท่า หรือ ผู้แทนองค์กรอิสระ ตุลาการ อธิการบดี กกต ปปช ผอ .รร. ฯลฯ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ ก็น่าจับตา อาจจะ มีส่วนได้เสีย กับนักการเมืองในอนาคต เพราะในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองเท่านั้น ที่ ร่วมกันคอรัปชั่น แต่เป็นกลุ่ม ข้าราชการที่เป็นคนชงให้ เพราะมีประสบการณ์มากกว่า รู้ทางหนีทีไล่ดี รู้ช่องทาง ดี

6 การริดรอน พระราชอำนาจ พระมหากษัตริย์ ม. 151 195 90 ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 8 สสร เป้นผู้กระทำการริดรอน พระราชอำนาจเอง ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็เคย ปรากฎในรัฐธรมนูญ ตั้งแต่ ปี 2535 แต่ประชาชนไม่รู้ ไม่ได้ใส่ใจ

ถ้าได้นักการเมืองที่ดี ( อยู่ที่เกณฑ์ กกต. ) เสนาบดี ผู้มีอำนาจเป็นคนดี ประชาชนจะโชคดี แต่ถ้าได้ เสนาบดี เห็นแก่ตัว จะไม่มีใครช่วยเหลือ ปกป้อง ประชาชน เพราะประชาชนอ่อนแอ เกินกว่าจะปกป้อง กันเองได้ และ ความไม่ทันคน ความหูเบา ขาด ไหวพริบและวิจารณญาณ ยังมีอยู่ การ ขาดข้อมูลข่าวสาร การสนใจปัญหาบ้านเมือง และ ความเห็นแก่ส่วนรวมยังน้อยมาก
ขณะนี้มีกฎหมาย ม.นอกระบบของม. บูรพา (มีคุณมีชัยเป็น นายกสภามหาลัย บูรพา ) และม. ทักษิณ ที่รอผ่านสนช. วาระสองสาม และ ทูลเกล้า ถ้าในหลวงไม่เห็นชอบในรอบสอง ตามมาตรา 151 ก็สามารถประกาศใช้ได้เลย นี่เป็น การออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อ ใคร ลองพิจารณากันดีๆ

7 ภาษาไทยเขียนคำซ้ำซ้อน แปลความหมายไม่ชัดเจน เช่น ม. 115 ไม่มีคุณสมบัติ ต้องห้ามต่อไปนี้ (6 )ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง มีหลายที่ หลายมาตรา น่าจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ภาษาไทย โดยวัตถุปะสงค์ และความหมายไม่เปลี่ยน

8 การที่ประชาชน จะเสนอกฎหมาย ต้องผ่านความเห็นชอบของ สภา มากกว่าครึ่งหนึ่ง และต้องผ่าน ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องระมัดระวังดีๆ ถ้าได้ คนดีประชา ชนจะโชคดี แต่ถ้าได้กลุ่มบุคคลที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์ แก่ตนเองและพรรคพวกแล้ว มีหวัง ประชาชนจะยังถูกกดขี่ต่อไป
9 ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ยังมีน้อย ไม่ค่อยเน้น ด้านคุณภาพ อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ส่งเสริมคุณภาพพ่อแม่ในการพัฒนาบุตร ซึ่งปัจจุบัน ที่มีปัญหาเยาวชนมากมาย เพราะ ไม่มีการให้ความรู้พ่อแม่ในการเลี้ยงดูบุตรให้ถูกทาง

สรุป รัฐธรรมนูญชุดนี้ ผู้ที่ได้อำนาจมากสุดในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ คือ กลุ่มตุลาการ นักกฎหมาย และ ข้าราชการ













ร่างรัฐธรรมนูญ มีที่ต้องเฝ้าจับตาดูคือ 20 กค. 50

1 การให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร ถ้าหากต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องมีการกำหนดให้มีสภาประชาชน หรือสมัชชาประชาชนทุกจังหวัด และมีทางให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมได้ทุกองค์กร และสภาหรือสมัชชานี้ มีส่วนร่วมให้การแสดงความคิดเห็น ในการออก กฎหมาย การทำนโยบายใหญ่ๆ หรือ มีผลต่อคนทั้งประเทศ หรือมีบทบาทในการคัดเลือก ผู้แทนองค์กรอิสระ ส่วนร่วมในการคัดเลือก ผู้แทนองค์กรอิสระ หรือสว.

2ไม่ควรให้เฉพาะตุลาการเท่านั้นมาเลือกผู้แทนองค์กรอิสระ เพราะ ประชาชนไม่มั่นใจ ในตุลาการ ควรให้ผู้แทนสมัชชาประชาชน ผู้แทนองค์กรศาสนา พระสังฆราช เข้ามามีบทบาท เพราะผู้นำสาสนา ซึ่ง มีคุณ ธรรมมากกว่าคนทั่วๆไป

3 ผู้แทนสว.ควรมาจากการเลือกตั้งของคนทั้งประเทศ ที่สว. มีปัญหา เพราะกกต. มีปัญหา ออกกฏระเบียบ เข้าข้างผู้มีเงินมากกว่า

4 สำคัญสุดๆ คือหลังจากเขียนรัฐธรรมนูญอย่างดี ดีที่สุดสำหรับประชาชน แต่ หมัดสุดท้ายอยุ่ที่ การประชาพิจารณ์ ซึ่ง อยู่ในกำมือของ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สามารถซื้อได้ เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านๆมา และเราทราบแล้วว่า พวกนี้ อบจ. ค้ายาก็มี
แล้วเราจะหวังอะไร หากมีการเลือกตั้งด้วยเกมส์เดิมๆ หรือประชาพิจารณ์ในกรอบเดิม ๆ ( มีหลายคน หลายกลุ่ม )

5 การจัดการศึกษา ควรให้ มีการปลูกฝังความรักชาติ ความเป็นชาตินิยม และคุณธรรมจริยะธรรม และต้อง จัดการศึกษาตามหลักการพัฒนาการเด็ก
จึงต้องมี ศูนย์พัฒนาศักยภาพมนุษย์ ไม่ขึ้นกับกระทรวงศึกษา แต่ขึ้นกับสำนักนายกฯ เพราะปัจจุบัน จัดการศึกษา มั่วๆ ไอคิวเด็กต่ำลงเรื่อยๆ และเด็กเห็นแก่ตัวมากขึ้น ไม่ค่อยมีความรักชาติ ต่อไปในอนาคต จะไม่ค่อยมีคนปกป้องบ้านเมือง และขาดความฉลาดเฉลียว นี่ก็สำคัญ (มาตรา 52 )

6 ปัญหาเยาวชน เกิดจาก พ่อแม่ไม่มีความรู้ ในการอบรมสั่งสอนลูก การให้พัฒนาความรู้ครูเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องให้ความรู้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ลูก ที่ถูกทิศทาง จะได้ไม่สร้างปัญหาสังคม โดยต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญด้วย (มาตรา 80 )
ควรเติมการสนับสนุนกิจกรรมเยาวชนทั้งด้านการเงิน พื้นที่และพี่เลี้ยง

7 มาตรา151 การให้ประกาศใช้กฎหมายได้หากในหลวง ไม่ทรงลงพระปรมาภิไทย ในรอบสอง ควรแก้เป็นให้กฎหมายตกไป หรือให้มีประชาพิจารณ์ หากในหลวงไม่ทรงเห็นชอบในรอบสองเพราะ เกรงว่าหากได้สส. มาจาก การโกงหรือการซื้อเสียงเกรงว่าจะได้ขุนนางกังฉิน จะไม่มีใครช่วยประชาชน และเมืองไทยประชาชนยังตามขุนนางกังฉิน ไม่ทัน

8 มาตรา 291 การแก้ไขรัฐรรมนูญ เมื่อ สส. ทั้งหมด หรือ มากกว่าครึ่งหนึ่ง เห็นชอบ และต้อง ผ่านความคิดเห็นของประชาชน เพราะหากได้สส. ไม่ดี ก็จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตนเอง และพวกพ้อง ซึ่งโอกาส เป็นไปได้สูงหาก กกต ยังใช้หลักการเดิมๆ แถมยังสามารถประกาศใช้ได้ หกในหลวงไม่ทรงเห็นชอบ ตามมาตรา 151






รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติ ประเทศชาติ 22 มิค. 50

เนื่องจากปัญหาวิกฤติสังคมไทย เป็นมาจาก ผู้มีอำนาจ ขาดจริยะธรรม เมตตาธรรม ยังมีระบบศักดินา และไม่มีความรักต่อประชาชน แต่จะคอยเอา เปรียบ โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการ และนักการเมือง บางกลุ่ม ที่พยายามหาทางออกกฎเกณฑ์ ที่สร้างความชอบธรรมต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และการที่สังคมไทย อ่อนแอ แม้นเราจะเขียน รัฐธรรมนูญให้ดีอย่างไร แต่ผู้ใช้รัฐธรรมนูญ ยังมีกิเลสมาก สุดท้ายเราก็ต้องมีรัฐประหารอีกรอบ ทางออกที่ดีคือต้อง มีการเลือกตั้งที่มีกฎเกณ์ อย่างยุติธรรม โปร่งใส และไม่ใช่เป็นเครื่องมือของ นักการเมือง




รัฐธรรมนูญ ที่ควรแก้ไขเพื่อช่วยเหลือ วิกฤติ ประเทศชาติ และสังคมไทย

1 สำหรับการเลือกตั้ง
-ในการเลือกตั้งทุกชนิด ต้องมีองค์กร ภาคพลเมือง ร่วมตรวจสอบและติดตาม การเลือกตั้ง โดยรัฐต้องจ่ายงบประมาณ หนึ่งในร้อย ของงบเลือกตั้ง เพื่อให้ กลุ่มภาคประชาชนร่วมดำเนินการตรวจสอบติดตามการเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเลย แต่สำคัญมากๆ
-ให้ผู้ที่ลงสมัครทุกชนิด จ่ายเงินแก่ กกต . หรือกกต จังหวัด เพื่อให้กกต .ทำเอกสารแจกจ่ายไปทุกครัวเรือน โดยผู้สมัครไม่ต้องจ่ายค่าทำป้ายเพิ่ม เช่นผู้สมัครทุกคนจ่าย สองหมื่นบาท เพื่อป้องกันมิให้ ผู้มีเงินมาก มีโอกาสมาก
- มีกฎหมาย ลงโทษ สื่อมวลชนที่ทำห้าที่โปรโมท คนใดคนหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งมากกว่าพรรค หรือผู้สมัคร อื่นๆ เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับคัดเลือกมักเป็น ผู้ที่สื่อโปรโมท มาก เพราฉะนั้น ต้องีกฎหมายอันนี้
- มี ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถให้ผู้เลือกตั้ง ใช้ลายนิ้วมือ ลงคะแนน เลือกผู้สมัคร เมื่อเสร็จแล้ว คะแนนจะไปปรากฎที่เขตทันที เพื่อป้องกัน การซื้อเสียง หรือโกงการเลือกตั้ง

2 ประเด็นอื่นๆ สำหรับ การแก้ไขรัฐธรรนูญ
- ไม่เอา กรมการปกครองมาเป็นผู้รับประชาพิจารณ์ เพราะในอดีต ผลการเลือกตั้ง สั่งการได้ แต่ขอให้มีภาคประชาชนร่วมตรวจสอบ ในรูปของเครือข่ายการเลือกตั้งภาคพลเมือง หรือ องค์กรชุมชนต่างๆ โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณ เช่น หนึ่งในห้าสิบ ของงบประมาณในการประชาพิจารณ์ หรือเลือกตั้งทุกครั้ง

- ควรมีกฎหมาย เรื่องของการรับผิดเมื่อไม่ทำตามนโยบายหรือ วัตถุประสงค์ที่ได้ประกาศไว้ หรือเขียนแผนเศรษฐกิจสังคม แล้วไม่บรรลุผลนั้นๆ ไม่ว่า ข้าราชการ นักการ เมือง
- มีกฎหมาย ลงโทษ ตุลาการที่นอกลู่ นอกทาง ตัดสินคดี ที่เอียง และควรมีคณะลูกขุน ร่วมฟังการพิจารณาคดี
- มีกฎหมาย ลงโทษ นักการเมือง ข้าราชการที่ไม่ทำตามกฎหมาย
- มีสื่อของประชาชนอย่างน้อย 10 % ของพื้นที่เวลา หรือหน้าสื่อ ไม่ว่า ทีวี วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์



ในทางที่จะนำเสนอเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่คิดว่าน่าจะทำให้การเมืองไทยดีขึ้น แต่นักการเมืองอาจจะไม่เอาด้วยคือ
1 ผู้ที่มาสมัคร สส. สว. ผู้ว่าราชการ ควรจะเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมานาน ไม่ต่ำกว่าห้าถึงสิบปี และพวกที่เป็นพ่อ/แม่ค้าหวยใต้ดิน มาเฟีย นักเลง ควรห้ามลงเลือกตั้ง โดยกกต .เป็นผู้ประเมิน แต่หากประเมิน ไม่ถูกต้องกกต .ต้อง ถูกลงโทษ เช่นกัน และสส สว. ผุ้แทนองค์กรอิสระ ควรจะผ่านการอบรม ทางธรรม หลังจากได้รับการคัดเลือก

2 ผู้สมัคร สส. สว. ให้จ่ายค่าทำใบประวัติ ผลงาน นโยบาย แก่กกต . เช่นจำนวน สามหมื่น ถึงห้าหมื่นบาท ต่อคน แล้วให้กกต.เป็นผู้แจกจ่ายเอกสารส่งถึงบ้านทุกคน และห้ามแจกจ่ายค่าโฆษณาอื่นๆเพิ่ม พรรคการเมืองก็ให้มีเวลาทางทีวี วิทยุ เท่าเทียมกัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีการได้เปรียบเสียเปรียบ ต่อผู้ที่มีเงินน้อยกว่า ในอดีตที่ผ่านมาจะพบว่า ผู้ที่มีงบประมาณมาก จะได้รับเลือกตั้งมากกว่าผู้ที่มีงบประมาณน้อยกว่า หรือผู้ที่สื่ออกมากจะได้เปรียบมาก ทำให้มีข้อเสียคือ มีการโกงกัน คอรัปชั่นกัน เพื่อหาเสียงไว้เลือกตั้ง
3 สื่อมวลชน กำหนดให้สื่อมวลชน เสนอข่าวเท่าเทียม กันทุกคน ไม่เลือกว่าดังหรือไม่ดัง เพื่อมิให้ เสียเปรียบได้เปรียบกัน ใครเสนอผู้สมัครคนใดมากกว่าคนอื่นๆ ขอให้สื่อมวลชน ต้องรับชดใช้ หากมีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อพิสูจน์ได้ว่า สื่อนั้น ช่วยประชาสัมพันธ์มากเกินไป

22มีค 50 พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี

ผู้ตั้งกระทู้ กมลพรรณ :: วันที่ลงประกาศ 2007-07-22 13:09:00 IP : 124.120.118.30


[1]

ความเห็นที่ 1 (1100049)
ขอยุติการใช้ชื่อ "กมลชนก"
เพิ่งทราบว่า กมลชนก เป็นชื่อของเพื่อนร่วมกิจกรรมของคุณหมอกกมลพรรณ จึงขออภัยคุณหมลชนก และคุณหมอกมลพรรณ ด้วย
ผู้แสดงความคิดเห็น ขออภัย วันที่ตอบ 2007-08-03 15:55:00 IP : 125.25.75.212


ความเห็นที่ 2 (1100050)
คุณ ผู้หวังดี คห.8
ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม สิ่งที่เป็นอยู่คือสิ่งที่(คิดเอาเองว่า) หมอกมลพรรณได้แสดงจุดยืนของตนเองแล้ว ไม่ว่าหมอจะฟังคุณหรือไม่ฟังคุณ สิ่งที่ปรากฏคือ ทุกอย่างเหมือนเดิม สงสัยแต่เพียงว่า คุณจะมาคาดหวังอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงซึ่งไม่ว่าคุณและผมต่างก็ไม่ได้รู้จักอะไรมากมาย ถ้าคุณรู้จักหมอกมลพรรณเป็นการส่วนตัวคุณก็คงไม่โพสต์มาในเวป คงพูดคุยกันไปแล้ว หรือก็อาจเป็นได้ว่าคุณรู้จักหมอกมลพรรณเป็นการส่วนตัว แต่คุณเตือนหมอกมลพรรณแล้ว แต่หมอไม่ฟังคุณ หรือพูดตรงๆคือ หมอไม่เล่นกับคุณ ผมว่าเลิกสนใจหมอไปเลยดีกว่า จะตกห้วยตกหนองที่ไหนก็เป็นเรื่องของหมอ เราท่านทั้งหลายไม่ได้มีหน้าที่ค่อยดูแลชีวิตหมอ หมอเป็นผู้มีประสบการณ์มาเยอะ ผมก็เคยมีความรู้สึกแบบคุณมาก่อน ต้องค่อยวิตกกังวลในการที่ใครคนหนึ่งไปทำโน้นทำนี้มาก่อน พอเราเตือนหน่อยก็หาว่าเราเสือ...ก เลยต้องปล่อยไป ไม่งั้นเราตาย ไม่ใช่คนที่เราค่อยกังวลตายนะคุณ เราจะเป็นทุกข์เสียเอง อันนี้ก็เล่าประสบการณ์ประกอบ ปล่อยเขาไป ปล่อยเขาเดินไปจนเหลือคนสุดท้าย คนเราไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เกือบความรู้สึกดีไว้กับตนเองและกับคนที่ควรได้รับดีกว่า พิจารณาดูก็แล้วกันว่าคุณแนวร่วม ปกน เป็นบัวประเภทใด

ขอให้โชคดี
ผู้แสดงความคิดเห็น คุณแนวร่วม กปน วันที่ตอบ 2007-07-28 20:09:00 IP : 125.25.70.108


ความเห็นที่ 3 (1100051)
ขออภัย จำนวนรายชื่อ
หนึ่งหมื่นชื่อ สามารถ เสนอกฏหมาย

สองหมื่นชื่อสามารถ ถอดถอน

ห้าหมื่นชื่อ แก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ

ช่วยกันอ่านดู และวิจารณ์ คะ และบอกพ่อแม่ คนในครอบครัวด้วยคะ
ในอนาคต พวกเราอาจจะขอเสนอกฎหมาย รอรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก่อน
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-23 05:53:00 IP : 124.120.115.39


ความเห็นที่ 4 (1100052)
ออกกฎหมายห้ามมิให้หมอต้องอยู่รักษาคนไข้ตลอดวัน
ถ้าไปหาหมอแล้วไม่มีหมอรักษา คนไข้ฟ้องได้
ผู้แสดงความคิดเห็น คนไข้ วันที่ตอบ 2007-07-24 13:55:00 IP : 203.155.230.117


ความเห็นที่ 5 (1100053)
ความหวังของมวลมนุษยชาติ : "ก่อนกำเนิดจนสิ้นอายุขัย"

หลายปีมาแล้วที่ผมโชคดีได้อ่านข้อเขียนของ"ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์" เรื่อง "คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตระกอน" หรือเรียกสั้นๆว่า "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตระกอน" ( The Quanlity of Life of a South East Asian : A Chronicle of Hope from Womb to Tomb ) ซึ่งท่านอาจารย์ได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 ความหมายและจุดประสงค์ของท่านคืออะไร ผมคงไม่สามารถกล่าวแทนท่านได้

ผมต้องขออนุญาตท่านและทายาทของท่าน ที่จะขอลอกเลียนแบบข้อเขียนของท่าน โดยตั้งชื่อว่า " ก่อนกำเนิดจนสิ้นอายุขัย : ความหวังของมวลมนุษยชาติ " ( The Hope of Human Life : Before Birth Until Death ) ทั้งนี้และทั้งนั้น ผมต้องยืนยันก่อนที่ว่า "พระคุณของคุณพ่อคุณแม่ของผม มากล้นเหลือคณานับ เป็นที่เคารพบูชา และไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็จะขอเกิดเป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่ของผมตลอดทุกทุกชาติไป"

......"ก่อนกำเนิดจนสิ้นอายุขัย"......

ก่อนที่ผมจะถูกก่อร่างสร้างตนในครรภ์ของแม่ ผมอยากให้ร่างกายครึ่งหนึ่งของผมได้มาจากผู้ชายที่มีศีลธรรม ผู้เป็นสามีที่ดีของแม่ของผม และมีความพร้อมที่จะเป็นพ่อที่ดีของผมด้วย ส่วนร่างกานของผมอีกครึ่งหนึ่ง ก็ขอให้ได้มาจากผู้หญิงที่มีศีลธรรม ผู้ซึ่งเป็นภรรยาที่ดีของพ่อของผม และมีความพร้อมที่จะเป็นแม่ที่ดีของผมด้วย ผมยินดีและเต็มใจที่จะรออยู่ในตัวของพ่อและแม่นานเท่าไรก็ได้ หากแม้นว่าเมื่อพ่อและแม่ให้กำเนิดผมออกมาแล้ว ทำให้พ่อและแม่ลำบากเดือดร้อนแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม

เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่แล้ว...... ผมจะค่อยๆต่อไปทีละย่อหน้าแล้วกันนะครับ

หากในย่อหน้าแรก คือ ความหวังของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ความหวังของผมแต่เพียงผู้เดียว ไม่รู้ว่า จะมีคนไทยท่านอื่น"จะเพิ่มเติม"อะไรอีกไหมครับ เพราะ"ความหวังนี้"ก็เสมือน"เป็นความต้องการ" เพราะ"เด็กคนหนึ่ง"ที่ต้องออกมาเผชิญ"กับโลกใบนี้ เขามีสิทธิหรือไม่มีสิทธิอะไรบ้าง อยากให้คนไทยทุกคนทุกท่านลองมองย้อนกลับมาดูตัวตนของตนเอง

ท่านที่เป็นผู้ชาย ท่านยอมรับตัวเองหรือไม่ว่า ท่านเป็นผู้ชายที่มีศีลธรรม หรือว่าท่านเป็นผู้ชายที่มีอย่างอื่นนอกจากศีลธรรมแล้วเหมาะสมกว่า "สิ่งที่ท่านมีท่านอ้างนั้นคืออะไรและเหตุผลที่ดีกว่าคืออะไร" ท่านพร้อมที่จะเป็นสามีที่ดีของผู้หญิงหรือยังและสามีที่ดีต้องเป็นอย่างไร(ผมขอเตือนท่านที่เป็นผู้ชายไว้ก่อนนะครับว่า อย่าได้เลือกการลงคะแนนเป็นเด็ดขาด เพราะประชากรไทย ณ.ปัจจุบันนี้ มีจำนวนเพศหญิงมากกว่าเพศชายนะครับ...จะบอกให้...) แล้วท่านพร้อมที่จะเป็นพ่อที่ดีของลูกหรือยัง เห็นไหมครับว่า การที่ท่าน"จะอ้างสิทธิ"อะไรก็ตาม ท่าน"ต้องมีหน้าที่"เป็นตัวกำกับอยู่เสมอ ท่านพร้อมหรือไม่ที่จะมี"หน่วยงานกลาง"เป็นผู้ออก"หนังสือรับรอง" ว่าตัวตนของท่าน"ดีตามมาตรฐานที่คนไทยทุกคนทุกท่านกำหนดไว้" ท่านจะได้มีสิทธิทำอะไรต่อไปได้"โดยไม่สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนต่อสังคมโดยส่วนรวม"

และหาก"ย่อหน้าแรกที่กล่าวนี้" คือ ความหวังของคนไทยส่วนใหญ่ เป็นไปได้ไหม ที่ผู้มีอำนาจจะกำหนดกฎและกติกา อาจหมายถึงเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ เพื่อความสงบร่มเย็นของสังคมไทยโดยส่วนรวม

ผมเชื่อว่า ผมได้อ่าน"พันธกรณีต่างๆที่ไทยได้ลงนามกับประเทศอื่นๆแล้ว" ยินดีและเต็มใจที่จะรับข้อวิพากษ์วิจารณ์นะครับ เอาแค่ย่อหน้าแรกก่อนก็แล้วกัน คงได้มีโอกาสเสนอจน"สิ้นอายุขัย" นะครับ ขอบคุณครับ






ผู้แสดงความคิดเห็น ขอยืมมา วันที่ตอบ 2007-07-25 12:07:00 IP : 58.10.128.186


ความเห็นที่ 6 (1100054)
อย่างผม ตอนนี้อยู่วิดยาจุฬา ปี2 ปีที่ผ่านมาสอบ A -NET ได้ 70 Up ทุกวิชา เเต่ O-NET ไม่ผ่าน60%เพราะช่วงสอบตอนนั้นเป็นไข้เลือดออก แต่ก็ถ่อสังขารมาสอบ ปวดหัวมาก หลับบ้างทำบ้าง คงนึกสภาพผมออก ทุกวันนี้ผมยังคงอยากเรียนเเพทย์ ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เรียนเลย ทำยังไงดี ชาตินี้ผมคงเป็นหมอไม่ได้เเว้ว
ผู้แสดงความคิดเห็น ผมเอง วันที่ตอบ 2007-07-26 15:04:00 IP : 161.200.255.162


ความเห็นที่ 7 (1100055)
ผมคิดว่า คุณหมอควรเอา LINK มูลนิธิดวงประทีป ของ คุณประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ออกไปเสีย

เพราะ การทำ LINK = การประกาศเป็นพันธมิตร หรือคบมิตร

และการคบคนใดก็คือ...เป็นเช่นคนนั้น
ควรเลือกคนคบพาลหรือจะคนบัณฑิต

** ตอนนี้ คุณ ประทีป อาจจะขึ้นเป็นแกนนำม้อป นปก. แทน 9 คนในคุก***

***คุณหมอกมลพรรณ ถ้ายังไม่ตัดสินใจถอดLink และถอดถอน คุณประทีป ออกจากรายชื่อกรรมการเครือข่าย ***

จะมีผลทำให้ แนวร่วม ของคุณหมอกมลพรรณ ถอนตัวไปจำนวนมาก

ผมเตือนแค่นี้นะครับ ด้วยความหวังดี
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้หวังดี วันที่ตอบ 2007-07-27 07:39:00 IP : 58.8.87.23


ความเห็นที่ 8 (1100056)
ขอแสดงความคิดเห็นที่ ๕ ด้วยคนนะครับ สุภาษิตของท่านถูกต้องแล้วครับ ผมเห็นด้วยเกินร้อย คบคนพาลพาลไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตไปหาผล แต่ในทางความคิดของแต่ละปัจเจกชน(แต่ละคน) เราเองไม่สามารถไปห้ามความคิดของเขาได้ และโดยเฉพาะทางการเมืองในยุคปัจจุบัน แต่พฤติกรรมของคุณหมอกมลพรรณ นั้นแนวทางความคิดจะแปลกแยกออกจากที่คุณแนะนำมา ดังนั้นพวกเราอย่าทำให้คุณหมอหนักใจในกรณีนี้ดีกว่า พวกเราช่วยสังคม ช่วยชาติ สร้างชาติ ยังมีแนวที่จะต้องคิต้องทำอีกอยู่เป็นอันมาก และโดยเฉพาะพวกเรา หนักแน่น เพียงพอ รู้ว่าอะไร เป็นสิ่งที่ถูก ที่ควร มีพินิจพิจารณา มีเหตุมีผล ไม่ปะปนสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ตัดสินด้วยความคิดที่มีเหตุมีผลอย่างผู้รู้แจ้ง โดยเฉพาะแนวร่วมทุกคน เช่นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุด ลูกค้าขายสิ่งที่ผิดกฏหมายและถูกพิพากษาลงโทษ พ่อและแม่ พี่น้องจะต้องพิพากษาลงโทษด้วยหรือ เราจะมีสิ่งที่ดี ๆ ที่ผูกพันเก็บเอาไว้ แต่สิ่งที่ไม่ดี พวกเราก็จะพิจารณา ความหวังดีดังกล่าวของท่านผมเห็นด้วย แต่คุณหมอเองก็ต้องพิจารณา และพวกเราทุกคนอย่าพยามใช้กระแสทางสังคมเมืองและกระแสอารมณ์ของตัวตนเราเอง รีบด่วนในการกำหนดทิศทางขององค์กรหรือตัวบุคคลที่เป็นผู้นำขับเคลื่อนองค์กร มิฉะนั้น แล้วจะทำให้เสียงานใหญ่ งานน้อยในอนาคต ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ คิด อย่าฟันธงเลยนะพี่ครับ อีกประการหนึ่ง คุณประทีปฯ ถึงแม้จะไปเป็นแกนนำ นปก. แต่ก็ไม่ได้แอบหรืออ้างเครื่อข่ายของพวกเราหรือสมาคมผู้ปกครองแห่งชาติ เข้าไปมีส่วนร่วมในการเดินขบวนประท้วง ดังนั้น หนังเรื่องนี้พวกเราดูกันนานๆ และยาว ๆ กว่านี้สักหน่อยแล้วค่อยมาพิจารณากันอีกสักรอบจะดีหรือไม่พี่น้องในเครื่อข่ายทุกท่าน ผมเองขอมอบเพลงดอกไม้เพื่อคุณสำหรับแนวความคิดของความคิดเห็นที่ ๕ ด้วยความจริงใจ และเคารพในความคิดเห็นของท่าน เพื่อสิ่งที่ดี ๆ ในสังคม ใจเย็น ๆ นิดหนึ่ง
ผู้แสดงความคิดเห็น ใจประสานใจ วันที่ตอบ 2007-07-27 10:32:00 IP : 125.24.6.224


ความเห็นที่ 9 (1100057)
หมอกมลพรรณกับครูประทีป เป็นเพื่อนกัน มีลิงค์เวปถึงกันไม่เห็นผิดตรงไหน ใครจะมาช่วยหมอกมลพรรณหรือไม่ช่วย ก็เป็นสิทธิของคนๆนั้น อันนี้ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกไหม เพราะคิดเอาเอง

อันนี้ก็คิดเอาเอง: ถ้าหมอกมลพรรณ เป็นเพื่อนกับครูประทีป ก็ไม่ได้แปลว่าหมอกมลพรรณเห็นด้วยกับการกระทำของครูประทีป

และถ้าหมอกมลพรรณกระทำ ก็ไม่ได้หมายความว่าครูประทีป เห็นด้วยกับการกระทำของหมอกมลพรรณ

หมอกมลพรรณคือ หมอกมลพรรณ
ครูประทีปคือ ครูประทีป
ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน
ที่เหมือนกันคือ หมอกมลพรรณและครูปประทีปเป็นผู้หญิงทั้งคู่
ข้อเท็จจริงมีเท่านี้

ส่วนใครจะใส่สีตีไข่ ก็เป็นเรื่องของคนนั้น
อันว่ากรรมใดใครก่อก็รับกันเอาเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น แนวร่วม กปน วันที่ตอบ 2007-07-27 11:39:00 IP : 203.113.0.222


ความเห็นที่ 10 (1100058)
ผมเคารพในการเป็นตัวของตัวเองทุกคนแหละครับ
แต่ต้องดู "เจตนา" และ"การแสดงออก" ด้วย

ไม่ใช่สักแต่ว่า พูดว่า เป็นคนละคน มันก็แน่ละครับ ขนาดฝาแฝด อิน-จัน ตัวติดกันเขายังเป็นคนละคนเลย ในความคิดจิตใจ

คุณแนวร่วม ปกน. ก็พุดกำปั้นทุบดินไปเถิด
ผมมองแค่ การกระทำ...เป็นตัวตัดสิน
หากท้วงติง ในสิ่งที่ประจกัษ์ แต่ก็ดันทุรังจะกระทำ
แต่ปากบอกปฏิเสธ มันก็ไม่ต่างจากคนถ่อยพวกนั้นที่ก่อความวุ่นวายแต่ไม่กล้ารับ กลับโยนไปเป็นว่าตนไม่ได้ทำ ทั้งที่เป็นแกนนำทำเอง

จริงอยู่คุณหมออาจมิได้ เข้าร่วม กับม้อบถ่อย

แต่การ ร่วม Link = ร่วมประชาสัมพันธ์ เวบ
ถามว่าใช่หรือไม่ ?

ข้อเท็จจริง ปรากฏอยู่ให้เห็นกับตา ผมเตือนเพราะหวังดี

ถอนออกวันนี้ยังทัน เพราะก่อนนี้ ครุประทีปไม่มีบทบาทนัก แต่ตอนนี้ มาเป็นระดับหัวหน้า

เป็นเพื่อนคุยกันได้ ปรึกษากันได้ แต่ต้องทำเป็นส่วนตัว
หากติดลิ่งค์ เท่ากับ นำ เครือข่ายไปมีส่วนร่วมว่า เป็นเวบพันธมิตร


**ผมมองแค่การกระทำ ซึ่งการกระทำ คือการส่อเจตนา**

ส่วนไอ้ความคิด มันนามธรรมอยู่ในสมอง
ไม่มีใครวัดได้
หวังว่าคุณแนวร่วม กปน คงอ่านรู้เรื่อง
ส่วนเข้าใจหรือไม่ต้องดูว่า คุณเป็น "บัว"ระดับไหน
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้หวังดี วันที่ตอบ 2007-07-27 12:43:00 IP : 58.8.83.242


ความเห็นที่ 11 (1100059)
ขอบคุณทุกๆ คน

ลองให้คุณเปรียบเทียบ การที่ สามี (ผัว อันเป็นที่รัก ไปชอบ และฝักใฝ่ พรรคการเมืองหนึ่ง ที่คุณไม่ชอบ คุณจะทำตัวอย่างไร (ฮา)

ทุกคนมีสิทธิที่จะชอบไม่ชอบ ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ข้อมูล และ ความคิดความอ่าน ความทันคน ไม่เหมือนกัน จะไปต่อว่าเขาไม่ได้

การช่วยเหลือประชาชน คนที่มีจิตใจดีงาม เขาสามารถร่วมมือกับทุกคนได้ แม้นคนนั้น จะไปฝักใฝ่พรรคไหนก็ตาม

หมอมิใช่เป็นคนที่ต้องการตอบ เพื่อ เอาใจคุณๆทั้งหลาย เพื่อให้คุณมาชอบ แต่ เราพูดความจริง
จะชอบหรือไม่ชอบ จะศรัทธาหรือไม่ ไม่มีใครไปห้าม แต่พูดความจริงไม่ต้อง เสแสร้ง สร้างภาพ

การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เรามีความคิดเดียวกัน แต่ความคิดทางการเมือง เรามีความเห็นต่าง ทุกคนมีเหตุผลความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

มูลนิธิดวงประทีปช่วยคนยากจนมามาก มาย เด็กได้ทุนทุกปีกว่า สองพันคน กว่าสิบปี เด็กติดยาที่อยู่บ้านพักในเครือดวงประทีปอีก หลายร้อย ที่กำลังบำบัด อยู่

แล้วยังมีเหตุการณ์ สึนามิ อีกที่มูลนิธิได้ไปช่วยเหลือ คนที่พูดเพราะเห็นการกระทำแค่นิดเดียว ที่ดวงประทีปได้ทำ

ลองพิจารณาเหตุผลเขาดู
คุณดู ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีส่วนของประชาชนในการเลือก สรรสว 74 คนไหม หรือเลือกผู้แทน องค์กรอิสระ
หรื อมีส่วนติดตาม การลงคะแนนของ ประชาชน หรือติดตามการทำงานของกกต. หรือเปล่าที่มีปัญหา คือพรรคการเมือง สามารถซื้อกกต แม้นในตจว.และหน่วยเลือกตั้ง ได้ ซึ่ง สำคัญสุด ในการตรวจสอบความโปร่งใสและให้ได้คนดีๆ แต่ร่างนี้ไม่กำหนดให้ประชาชนสามารถ มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การเลือกตั้ง
หรือการริดรอนพระราชอำนาจ ม151 คุณลองไปอ่านดู ไม่เข้ใจว่า คนที่บอกว่าจงรักภักดี รัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง รัฐบาลของทหารที่พูดว่าจงรักภักดี ทำไม จึงมีรัฐธรรมนูญมา ริดรอนพระราชอำนาจ

คุณ รู้รึเปล่า เมื่อก่อนที่พวกเรา มีปัญหาเรื่องแอดมิชชั่น หรือ การศึกษา สว.คือ ครูประทีปคนเดียว ที่ช่วยพวกเราไปร้องเรียนต่อสว.สายการศึกษา และอื่นๆ

คนเรา ควรรู้จักบุญคุณคน และ อยู่ในศิลในธรรม แม้นเคยเป็นด็กวัด แต่ไม่เคยเอาคุณธรรม ศิลธรรม คือศืล ห้า ที่พระท่านได้สั่งสอน มาใช้ก็เสียเวลาเปล่า

และไม่ควรตัดสินใจว่าเป็นคนเลว ในการกระทำแค่ครั้งเดียว บางทีเขาออาจะตามเกมส์การเมืองไม่ทัน ถูกหลอกใช้

และ การฝักใฝ่การเมืองก็มีความแตกต่างกัน แม้นผัวเมียยังจะทะเลาะกันตาย
คุณไม่เคยรู้หรือ

แต่ข้อคิดเห็นพวกคุณ ก็ยินดีรับฟัง

ตอนี้ไม่ ควรทะเลาะกันในประเด็น เล็กๆ หันมาคิดกันดีกว่าว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ชาติ ฉิบหาย ไม่ว่าค่าเงินบาทที่กำลังจะดิ่งเหว แถมได้นักเศรษฐศาสตร์ ที่อยู่บนหอคอยอย่าเงดียว วิเคราะห์ กัน อยู่แต่ในห้องเรียน ของจริงไม่รู้ และ แนะนำ ให้คนอื่นเคือชาติ เชื่อแบบ ลงเหว แถมยังนับถือ IMF ที่เคยหลอกลวงพวก เรา ยังไม่เคยเข็ด หลาบ และลืมง่าย หรือ สำนึกได้ว่าเคยหลวงเอาทรัพย์สินของแผ่นดินไปหลายแสนล้าน แถม ยังตามรังควาญทรัพย์สินชาวบ้านยังไม่จบเลยยย โยสมรูร่วคิดกับข้าราชการ บางคน

หรือปัญหาการศึกาษที่เยาวชนถูกกระทำ ยังไม่มีใครมาช่วยกันคิดแก้ไข
อย่างไรก็ตาม ก็ขอขอบคุณทั้งที่หวังดีทั้งหลาย และ จะไว้พิจารณา

ขอบคุณคะ
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-29 09:58:00 IP : 202.139.211.254


ความเห็นที่ 12 (1100060)
วันนี้ครูประทีป พยายามฉายแวว ของตำแหน่งใหม่ เต็มที่
การกระทำส่อชัดเจนว่า ต้องการอะไร
พยายามทำตัวให้โด่งดัง สร้างผลงาน
ผมว่าคุณหมอควรตื่นได้แล้ว
และตัดสินใจทำอะไรให้ชัดเจนซะ

สังเกตฐานเสียงด้วยว่า แนวร่วมคุณหมอคลางใจหรือไม่ที่มีชื่อครูประทีป อยู่ในกรรมการก่อตั้งเครือข่าย
ตามที่ทำ Link ไว้แบบนี้ ?

ไม่เชื่อคุณหมอลองตั้งกระทู้สักอันสิว่า...
คิดเห็นอย่างไร ถ้า เครือข่ายผู้ปกครองนี้ มีครูประทีป อึ้งทรงธรรม แกนนำ นปก. เป็นกรรมการอยู่ด้วย?

ลองสิครับถ้ากล้าลอง จะได้รู้ความจริง

.................................................................

ผมไม่เข้าใจคุณ แนวร่วม กปน นักหรอก เพราะผมอ่านแรกๆ คุณพูดสนับสนุนให้หมอ คบ คนแบบนี้ต่อไป แต่พออ่านตอนหลังคุณเหมือนไล่ส่งหมอกมลพรรณ

ผมเข้าใจว่าตัวคุณเองก็หาจุดยืนที่แน่นนอนยังไม่ได้ แล้วจะมาเขียน สอด ชาวบ้านทำไม

ผมสื่อไปยังคุณหมอคุณก็มาสอด แล้วสาธยาย ความเห็นของคุณว่าจะเลิกสนหรือไม่เลิกสนหมอ ( มันก็เรื่องของคุณ)

และสิทธิ์ในการให้ความเห็นของผมต่อคุณหมอ
ก็เป็นเรื่องของผม
(คุณไม่ควรสอด หัดมีมารยาทหน่อย)


ซึ่งผมมองว่าคุณหมอที่มีความบริสุทธิ์ใจต่อการทำงานช่วยสังคม ไม่อยากให้ด่างพร้อย เพราะหละหลวมไปชั่ววูบ

เพราะจะมีคนบางประเภทเกาะกุมเป็นจุดอ่อน ตีเอาได้อีก ดังนั้นนิ้วไหนร้ายก็ควรตัดทิ้ง ปล่อยไว้ลุกลาม ปลาทูดีๆก็จะเน่าซะทั้งเข่งได้ เหมือนนกเจอไข้หวัดนก
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้หวังดี วันที่ตอบ 2007-07-29 03:13:00 IP : 58.8.87.129


ความเห็นที่ 13 (1100061)
คุณ ผู้หวังดี ผู้มีจุดยืนที่แน่วแน่ ผู้ซึ่งไม่อยากให้หมอกมลพรรณด่างพร้อย (คห.10)

จดจำวันที่คุรโพสต์ข้อความนี้ไว้ให้ดีคือ วันที่29 กรกฎาคม 2550 เวลาตีสาม

แนวร่วม กปน จะไม่เข้ามาแสดงความเห็น(คุณใช้คำว่า สอด) เลย ถ้า คห.10 ไม่เปรียบเทียบว่า แนวร่วม กปน เป็นบัวชนิดใด

การแสดงความเห็นของแนวร่วม กปน เป็นแนวคิดของปัจจเจกชน ที่แยกแยะข้อเท็จจริง ออกจากทัศนะหรือความรู้สึก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการปรุงแต่งทางจิด

เอาล่ะไม่อยากจะวิเคราะห์อะไรมาก เมื่อแน่วร่วม กปนทราบถึงจุดยืนของคุณ ผู้หวังดี อย่างนี้แล้วก็ถือปฎิบัติตา ม ดังเช่นสุภาบัติไทยที่ว่า น้ำเชียวอย่าเอาเรือไปขวาง

และขออภัยที่ทำให้ คห.10 ไม่สบายใจ

ขอให้โชคดี
ผู้แสดงความคิดเห็น แนวร่วม กปน วันที่ตอบ 2007-07-29 08:09:00 IP : 125.25.84.189


ความเห็นที่ 14 (1100062)
หญิงไทย
ฉบับที่ 735 ปีที่ 31 ปักษ์หลัง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549

พันโท แพทย์หญิงกมลพรรณ เป็นกุมารแพทย์ที่พลิกผันบทบาทตัวเองมาทำงานด้านการศึกษาตั้งแต่ปี 2543 เริ่มจากการเข้าไปมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่อง พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษา และกับงานด้านพัฒนาการศึกษามาโดยตลอด ซึ่งเป็นสมัยของ ดร.รุ่ง แก้วแดง ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งทางรัฐบาลอยากจะเปิดโอกาสให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในระดับโรงเรียน ทำให้มีการรวมกลุ่มกันตั้งเป็น "เครือข่ายพ่อแม่-เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา" สำหรับงานชิ้นแรกก็คือ เคลื่อนไหวเรื่องหลักสูตรการศึกษาและอีกหลายๆเรื่องที่ได้รับการแก้ไขไปในระดับหนึ่ง
"สาเหตุที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการสอบเอ็นทร้านซ์ระบบแอดมิชชั่น หรือ โอเน็ต และ เอเน็ต หลังจากที่มีการประกาศผลสอบเอ็นทร้านซ์ในครั้งนี้มีผู้ปกครองจากจังหวัดราชบุรีโทรศัพท์มาบอกว่า มีเด็กจำนวนมากสอบได้คะแนนศูนย์อยากให้คุณหมอช่วยประสานเราก็ตอบตกลงด้วยความยินดี และการที่เข้าไปศึกษาข้อมูลของระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่มีความรู้สึกว่า ปัญหาเกิดจากการสร้างเงื่อนไขให้เด็กสอบแยะมากโดยไม่เกิดประโยชน์กับเด็ก และยังไม่คุ้นเคยกับระบบ ไม่เคยการผ่านการทดสอบ วิเคราะห์ วิจัยว่า สามารถใช้กับการตรวจข้อสอบประมาณ 4-5 ล้านฉบับได้ก็คือ ประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ และบุคลากรที่ไม่เคยมีความรู้มาก่อนในจำนวนกระดาษคำตอบที่มีแยะขนาดนี้
...แต่ก็ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ย่อมมีปัญหา แต่ไม่ควรสร้างเงื่อนไขที่แยะเกินเหตุไม่มีประโยชน์สำหรับเด็ก สร้างเงื่อนไขให้เด็กต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้นทั้งๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นระบบแอดมิชชั่นก็บอกว่า เด็กจะได้กวดวิชาน้อยลง เครียดน้อยลง เด็กจะได้มีทักษะชีวิตมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ตรงกันข้าม แต่ต้องไปเรียนกวดวิชามากขึ้น โรงเรียนกวดวิชาร่ำรวย "
อาจารย์หมอกมลพรรณได้แสดงความคิดเห็นต่อว่า
" เรื่องการให้โอกาสเด็กต่างจังหวัด คุณหมอคิดว่า ถ้าเราใช้เงื่อนไขอื่นก็ได้เช่น ใช้เป็นเปอร์เซ็นต์ไป เป็นโควต้าไปในกลุ่มเด็กต่างจังหวัด เพราะการอ้างใช้ระบบ GPA เป็นหนทางให้ครูเปิดโรงเรียนกวดวิชาหารายได้จากเด็กคล้ายๆขายเกรดให้กับเด็ก สาเหตุที่หมอคัดค้านเรื่องการใช้แอดมิชชั่น คือ ทางกระทรวงศึกษาธิการไม่มีระบบควบคุมคุณธรรม จริยธรรมของครู อาจารย์ที่คุณครูอาจจะไปเปิดโรงเรียนกวดวิชาดึงเด็กไปเรียน ถ้าเด็กคนไหนไม่มีเงิน ไม่เรียนก็ได้เกรดต่ำถือว่า เป็นสิ่งที่ชั่วร้ายมาก หรือว่า เด็กที่สนิทกับครู ลูกหลานครูได้เกรด 4 ซึ่งความยุติธรรมของคุณครูบางส่วนเราต้องยอมรับว่า ไม่ตรงไปตรงมา นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเหลื่อมล้ำและแตกต่างกันมากระหว่างคุณภาพการศึกษาระหว่างเด็กชายแดนถิ่นทุรกันดาร กับเด็กเตรียมอุดมศึกษาจะแตกต่างกันแยะ "
อาจารย์หมอกมลพรรณเล่าต่อถึงการคัดค้านการใช้ระบบการสอบแบบโอเน็ต และ เอเน็ต อีกว่า
" การสอบ โอเน็ต และ เอเน็ต ที่องค์กรเครือข่ายพ่อแม่-เยาวชนฯคัดค้าน เพราะจำนวนวิชาที่สอบในระบบโอเน็ต ถึง 8 หมวดวิชาและมีการแบ่งวิชาแยกย่อยลงไปอีก ซึ่งเด็กทุกคนต้องเรียน ต้องสอบและไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพและความถนัดของเด็ก ซึ่งมีผลพวงมาจากหลักสูตรการศึกษาที่ไม่ได้ช่วยให้เด็กได้รับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ "
สำหรับแนวทางเสนอแนะของ อาจารย์หมอกมลพรรณ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาของระบบการศึกษาของเด็กไทยในปัจจุบันนี้ว่า
"เราได้มีการเสนอต่อ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในแง่ที่ว่า ระบบแอดมิชชั่นเราไม่เคยมีวิจัยว่า มีผลดีต่อระบบการศึกษาของเด็กไทย หรือกระบวนการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้เด็กเกิดกระบวนการคิด ซึ่งเราได้พบว่า กระทรวงศึกษาฯในแนวทางปฏิบัติกับโรงเรียนทั่วประเทศยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน หรือว่า มุ่งเน้นในการวางแผนที่จะพัฒนาคุณภาพของครู อาจารย์ทั้งประเทศ เพราะกระบวนการคิดจะเกิดได้ก็คือ ในโรงเรียนสาธิตและเอกชนบางแห่งที่คุณครูเขาพร้อม แต่โรงเรียนอื่นๆอีกเป็น 1,000 โรงเรียนกระทรวงศึกษาฯไม่ได้วางแผนที่จะพัฒนาให้เกิดการสร้างกระบวนการคิดของเด็ก
...สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก คุณหมอคิดว่า เด็กไทยเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย ไม่กล้าออกนอกกรอบ บางครั้งเด็กออกมาโวยวายก็จะโดนอาจารย์ใหญ่เรียกไปตักเตือน คุณครูผู้สอนเรียกไปต่อว่า คุณพ่อ คุณแม่ ก็ห้ามปราบลูก ทำให้เด็กไม่กล้าแสดงความคิดที่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ ซึ่งระบบนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่จะส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยให้กับเด็กและเยาวชนในสังคม นอกจากนี้ระบบการสอบแบบโอเน็ต และเอเน็ต จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาสุขภาพจิต ทักษะชีวิตการรู้เท่าทันคน การคบเพื่อนฝูง การคิดวิเคราะห์เป็นและมีวิจารณญาณในการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตรอบตัว เพราะฉะนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองโดยเฉพาะผู้บริหารในกระทรวงศึกษาฯควรเปิดใจให้กว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นและมองเห็นผลประโยชน์ชาติสำคัญที่สุด " และในช่วงท้ายของการพูดคุยกันในวันนั้น คุณหมอกมลพรรณ ยังได้ฝากข้อคิดไปยังพ่อ แม่ ผู้ปกครองที่มีความคาดหวังกับลูกสูงว่า
"อยากให้ผู้ปกครองเรียนรู้ว่า ความรู้แท้จริงที่พ่อแม่ควรจะมีและนำไปใช้กับลูกควรจะพัฒนาลูกให้ถูกทางอย่างไร อยากจะเรียนบอกผู้ปกครองว่า ลูกจะได้เกรด 4 ลูกจะได้เกียรตินิยม แต่ลูกแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้เลยเวลาอกหักจากคู่รักโดดตึกตาย ไม่ได้เกียรตินิยมโดดตึกตายจะเอาไหม เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะต้องมีความรู้ในการพัฒนาเด็กทั้งด้านสติปัญญาและการพัฒนาทักษะชีวิต "
หญิงไทยก็หวังว่า หลากหลายมุมมองเหล่านี้ จะเป็นเสมือนกระจกเงาที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของระบบการสอบเอ็นทร้านซ์แบบใหม่ ที่ทั้งรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญและเร่งแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำซ้อนเช่นนี้ เกิดขึ้นอีกในปีหน้า

---------------------
คุณหมอกมลพรรณเคยผ่านงาน............
-กรรมการบริหารมูลนิธิดวงประทีป
ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมธิการ การศึกษาสภาผู้แทนราษฎร (ฝ่ายหลักสูตร)
รองประธาน คณะอนุกรรมธิการ การมีส่วนร่วมของนักเรียน วุฒิสภา
รองเลขาธิการ สมาคมคุ้มครองผู้บริโภค
ที่ปรึกษาประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัย

เป็นอดีตผู้สมัตร สว.กรุงเทพมหานคร หมายเลข 160

---------------
อนาคต นักการเมืองเต็มรูปแบบ มีสังกัดแน่นอน และอาจลงสมัครในสมัยหน้า
และถ้าเป็นสส.หรือมีตำแหน่งแล้ว ถ้าลืมเด็กๆ ลืมแนวทางของตนเองที่เคยบอกในเวปนี้ไว้ ละก้อน่าดู .
ผู้แสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุนทั้งหมั่นไส้ วันที่ตอบ 2007-07-29 10:05:00 IP : 125.25.84.189


ความเห็นที่ 15 (1100063)
คุณรู้ไหม กว่าจะโพสต์ ขอความข้างบนได้นี่ ต้องใช้เน็ท หลายครั้ง ส่งทหนึ่ง มันก็ทำสายหลุด หรือบางทีสงบทความให้สื่อมันช่งส่งยากเย็น ต้องหลบไปใช้ ของเช่า หรือแม้นแต่ที่เช่ามันยังบล็อกเลย

ให้สงสัยว่าเวลาหมอใช้อินเตอร์เน็ท บุคคลบางคน คอยติดามความเคลือนไหวตลอดเวลา

บางทีก้คอยตัดข้อความของเรา แม้นแต่ของพวกเราก็เถอะลองอ่านๆดูเหมือนกับว่าถูกตัดบางำออก ลองสังเกตดูกระทู้ของ "คุณขอบคุณ"

นานมาแล้วตั้งแต่สมัย ข้อสอบรั่วจนมาถึงทุกวันนี้ ยังไม่รู้ว่ามันคือผู้ใด
ใครมีวิธีติดตามหรือหาตัวคนนี้ให้ได้ที จะขอบคุณเป็นอย่างสูง
รูสึกรำคาญมากๆ

ขอบ่นหน่อยเถอะ
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-29 10:18:00 IP : 202.139.211.254


ความเห็นที่ 16 (1100064)
ขอทายว่า บริการที่คุณหมอใช้อยู่ไม่ใช่ของบริษัท TOT เป็นแน่ ที่บ้านใช้ TOT สยาบมาก ติดขัดแก้ไขง่าย ลองปรึกษาเพื่อนคุณหมอดูวฺเขาอาจช่วยได้
ผู้แสดงความคิดเห็น เพื่อนของเพือนคุณหมอคนสวย วันที่ตอบ 2007-07-29 10:38:00 IP : 125.25.84.189


ความเห็นที่ 17 (1100065)
เอ๊???? คุณ คห.13 ผู้ถูกพาดพิง(กล่าวหา)
ถ้าให้ทาย ขอทายว่าเป็นผู้ชาย ที่มีศีลไม่ห้าห้า ขาดข้อหนึ่งคือข้อ กาเม เพราะผู้หญิงดีๆไม่ผิดศีลข้อนี้
อะไรก็ช่างเถอะ ทำดีทำชั่ว ก็รู้กันอยู่แก่ใจ
อย่าว่ากันไปกันมาเลย คุณคห.13 ก็หยุดเถอะนะ
ลูกผู้ชาย ของแค่นี้แบ่งกันกินได้

คุณหมอกมลพรรณครับ คห.13 เขาก็ไม่ได้วิจารณ์อะไรจนเสียหายนะ ถ้าพิจารณาให้ดีเขาติดตามผลงานคุณหมอมากกว่า ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องในเรื่องส่วนตัวก็ OK คุณหมอไม่เดือดร้อนเป็นพอ ครอบครัวเขาจะเป็นอะไรก็ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของคุณหมอนี้ครับ ก็ตัวเขาทำของเขาเอง เมียเขาเอง ลูกเขาเอง คุณหมอไปเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้หรอกครับ
ต้องปลงอนิจจังกับคนประเภทนี้ครับ

คุณหมอเองก็อย่าได้ไปถือโทษโกรธใครเลย เพราะคุณหมอเป็นคนของประชาชน ย่อมมีคนให้ความสนใจเยอะ ต่อไปภายหน้ายิ่งจะมีคนสนใจมากกว่านี้อีก
สังคมไทยก็อย่างนี้ละ แล้วประเทศไทยก็ไม่ได้กว้าง
ทำอะไรให้ครงไปตรงมาดีที่สุด วันหน้าวันหลังไม่มีใครว่าเราได้
ผู้แสดงความคิดเห็น รักกันไว้ดีกว่า วันที่ตอบ 2007-07-29 12:46:00 IP : 203.113.0.222


ความเห็นที่ 18 (1100066)
เบื่อผู้ใหญ่ทะเลาะกัน??????????????????
ผู้แสดงความคิดเห็น เบื่อ..ว... วันที่ตอบ 2007-07-29 13:49:00 IP : 203.113.0.222


ความเห็นที่ 19 (1100067)
วุ่นนักอ่านนี้ดีกว่า ของหมอกมลพรรณ

คนบ้า โรคหัวใจวายตาย มะเร็งตาย เกี่ยวข้องอย่างไรกับการทำงานในสมอง
สามอย่างนี้ พบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากผลวิจัยทางสมองที่มีมากมาย ในนานาอารยะประเทศ ทำให้เรารู้ว่า สารเคมีในสมอง (Neurotransmitters ) มีอิทธิพลต่อร่างกาย และสมอง ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา ที่เรามักได้ยินข่าว และสังเกตรอบๆ ตัวเรา เสมอๆ


สารเคมีตัวที่สำคัญนี้ก็คือ Cortisol หากมีปริมาณไม่มากก็เป็นตัวทำให้เรากระตือรือร้นที่จะทำอะไรให้สำเร็จ แต่ถ้ามากเกินไป และนานจะเกิดความเสียหายต่อร่างกาย ซึ่งสารตัวนี้จะหลั่งมากเมื่อ มีความเครียด โดยเกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจากการมองตนเองในแง่ลบ การวิตกกังวล การบ้างาน ไม่มีเวลาพักผ่อน การถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ การแก้ปัญหาไม่ตก การได้รับสิ่งที่ไม่อยากได้ การไม่ได้รับสิ่งที่อยากได้ การถูกดุด่าทุกวัน จากพ่อ แม่ ครู หรือเจ้านาย การเป็นคนเข้มงวดเกินไป การประเมินสถานะการณ์ในแง่ลบมากเกินไป และจากพื้นฐานความคิดและประสบการณ์ของคนๆ น ฯลฯ



ความผิดปกติ ความเครียดสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเด็ก (เครียดจากการเรียน หรือบุคคลใกล้ชิด) และผู้ใหญ่ (เครียดจากการทำงาน ครอบครัว) ( คือ ฆาตกรตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา)



จากการวิจัยทางสมอง พบว่า Cortisol จะมีผลต่อการทำงานของสมอง เช่น สมองจะรับรู้การเรียนรู้ช้าลง , การทำงานของสมองถูกยับยั้ง ทำลายองค์ประกอบของเซลล์สมอง เช่น ใยประสาท, จุดเชื่อมใยประสาท และเซลล์สมอง (Khalsa 1997) ทำให้เราคิดอะไรไม่ออก บางคนเป็นอาวไซด์เมอร์ และบางคนถึงกับเป็นโรคทางจิตประสาท เช่น คนเป็นบ้าตามท้องถนนมีมากขึ้นหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ


ลองสังเกตรอบๆตัวท่านดู ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เกิดมะเร็ง โรคหัวใจ และภูมิแพ้, ไซนัส SLE รวมทั้งเกิดผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร, ระบบไหลเวียนโลหิต, เกิดโรคความดันโลหิต, โรคกระเพาะ หน้าแก่ ผมหงอก ฯลฯ (M.Spranger 1999 : Learning& Memory The Brain in Action)



จากประสบการณ์ที่ทำหน้าที่แพทย์ มีตัวอย่าง ที่เป็นผลจากความเครียด เช่น แม่บ้าน จบปริญญาโทเมืองนอกไม่ได้ทำงานนอกบ้าน แต่ดูแลบุตรชาย 3 คน ด้วยความเข้มงวดเพราะอยากให้ลูกได้ดี เป็นเวลาสิบๆปี สุดท้ายเป็นมะเร็งเต้านมทั้งๆ ที่ไม่มีประวัติกรรมพันธุ์} ผ.อ.โรงเรียน หัวใจวาย ตาย สองแล้วในรอบสอง เดือนนี้, ครูสาวที่ดุมาก เครียดจัดและเข้มงวดกับเด็ก ดุด่าเด็กทุกวันโดยไม่มีเหตุผล สุดท้ายเป็นมะเร็งต้องฉายแสงอยู่ในขณะนี้



นักธุรกิจหญิง เครียดจัดหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 หลังจากนั้น 3 ปี, เกิดมะเร็งเต้านม ไม่มีประวัติกรรมพันธุ์เช่นกัน, นักธุรกิจ เป็นผู้จัดการ ทำงานหนักมาก สุดท้าย สลบไป สามวัน ตื่นขึ้นมาจำอะไรไม่ได้เป็น อาวล์ ไซด์เมอร์ ไปเลย, นักเรียน เรียนในโรงเรียนเข้มวิชาการ สอบได้คะแนนดี เรียน/ทำการบ้านหนัก นอนดึก แต่ อายุ 17ปี ตายจากโรค SLE (เราจะสังเกตได้ว่าคนเป็นโรค SLE จะนอนดึก ทำงานหนัก เช่น คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ ) จะเห็นว่าความเครียดเป็นสิ่งที่เป็นภัยกับชีวิตทุกคน และเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาถ้าเราไม่ระวังตัว เปรียบเสมือนฆาตกรที่อยู่ในตัวเรา


ถ้าเราไม่ระมัดระวังก็จะทำให้เราตายได้ เป็นฆาตกรตัวจริงโดยที่เราไม่รู้ตัว และเมื่อรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว



ทำอย่างไรไม่ให้เครียด
1) เดินสายกลาง รู้จักปลงตกเมื่อทำสิ่งใดดีที่สุดแล้วไม่สำเร็จ ก็ต้องรู้จักปล่อยวาง อย่าคาด หวังสูง
2) มีสติตลอดเวลา สำรวจสภาพของตนเองขณะนั้นว่ามีความเครียดมาก หรือรับงานมากไปหรือไม่
3) ต้องแบ่งเวลาให้ตัวเอง ในการพักผ่อน ออกกำลังกายทุกๆวันอย่างน้อย ½ - 1 ชม./วัน
4) นั่งสมาธิ จะทำให้สมองปลอดโปร่ง คิดอะไร ออกมากขึ้น เป็นอาหารสมอง เช่นสูดหายใจลึกๆ ช้าๆ แล้วสมองคิดตาม หรือการฝึกจิตคือการสังเกตที่หัวใจเต้นตึ๊บๆ ตลอดเวลา เอาความคิดไปจดจ่อที่หัวใจ ตอนแรก อาจใช้มือแตะที่กลางหน้าอก แถวลิ้นปี่ แล้วตั้งใจ เอาความคิด ความรู้สึก ไปที่ปลายนิ้ว จะรู้สึกว่ามีอะไรเต้นตึ๊บๆ แล้วค่อยๆ เอามือออก
5) มีจิตใจดี เมตตากรุณา รู้จักให้ผู้อื่น คิดในแง่ดี คิดบวก (จิตใจผ่องใสบริสุทธิ์)
6) ไม่เข้มงวดเกินไป ให้อะลุ้มอล่วย รู้จักยืดหยุ่น รู้จักให้อภัย
7) เรียน/ทำงาน ในสิ่งที่ตนเองชอบ
8) ไม่วิตกกังวล ล่วงหน้ามากเกินไป
9) มีมุมมองในการแก้ปัญหาที่กว้างขึ้น คิดในหลาย ๆ แง่มุมและหลายๆด้าน
10) คิดแต่เรื่องดีๆในชีวิต ไม่คิดถึงอดีตที่มีแต่ความทุกข์
11) เอาใจเขามาใส่ใจเรา
12) พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้าง
13) รู้จักไว้ใจผู้อื่นในการ มอบหมายงานให้ทำ อย่าเหมาทำเองหมดเพราะไม่ไว้ใจใคร หรือกลัวว่าเขาจะทำไม่ได้ดี
14) เวลาทำงานไม่จำเป็นต้องรีบเร่งมากเกินไป
15) นอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ
16) ฟังเพลง , เล่นดนตรี เต้นรำ ทำงานอดิเรกที่ชอบ เปิดเพลงฟังขณะทำงาน
17) กินผัก ผลไม้ ถั่วต่าง ๆ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ของมันๆ ของทอดในน้ำมันดำ อาหารปิ้ง/ย่างไหม้ดำ อาหารใส่สี พริกป่น/ ถั่วป่นที่ทิ้งไว้นาน ไม่สูบบุหรี่ กินเหล้า


ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยเป็นมะเร็งเพิ่มสาเหตุจาก ความเครียด การทำงานหนัก เข้มงวดเกินไป ไม่มีเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย การเป็นทุกข์วิตกกังวลนานๆทางป้องกันคือ ออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง อารมณ์ดี, ไม่เครียด ไม่โกรธ หรือวิตกนาน กินผัก ผลไม้ ถั่วต่าง ๆ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ของมันๆ ของทอดในน้ำมันดำ อาหารปิ้ง/ย่างไหม้ดำ อาหารใส่สี พริกป่น/ ถั่วป่นที่ทิ้งไว้นาน ไม่สูบบุหรี่ กินเหล้า จิตใจดี มีเมตตาต่อทุกคน มองโลกในแง่ดี นั่งสมาธิ


พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี
1 พฤศจิกายน 2548
ผู้แสดงความคิดเห็น คนดู วันที่ตอบ 2007-07-29 17:38:00 IP : 203.113.0.222


ความเห็นที่ 20 (1100068)
แหมคุณ 13 ช่างรู้ดีจริงนะ
และติดตาม ผลงานหมอทุกที่ ก็ขอบคุณนะ

หมอนะอยากจะไปช่วยครอบครัว สามีทำมาหากิน จะตายอยู่แล้ว ช่วยหาคนมาแทนที่หน่อยซิ จะได้เลิกยุ่งกับบ้านเมือง เบื่อมากกกก

เพราะคนไทย โง่ แบบประเภท ทั้งโง่ ทั้งขี้อิจฉา ทั้งขี้ขลาด ไม่โปร่งใส บ้านเมืองจึงตกอยู่ในกำมือพวกที่ฉลาดแกมโกง

ใครบ้างที่มันจะเข้ามาช่วยชาติ แบบจริงใจ หาได้สักกี่ คน พอทำดีจะมีพวกมากขึ้น เสือกมีพวกบ่างช่างยุ แยก หรือพวกที่คิดสั้น รู้ไม่ทันเกมส์ ยุแยกให้แตกกัน

แล้วมันจะรวมกันติดไหม ที่จะไปต่อสู้กับพวกที่มีอำนาจทั้งเงินทั้งพรรคพวก ทั้งสื่อ
เฮ้อ ......คิดแล้วเศร้าใจ ว......

แปลกอะไรไหม ถ้าหมอเข้าการเมืองแล้วแก้ปัญหาการศึกษาให้พวกเยาวชนได้ พาประเทศชาติ่ทิศทางที่ควรจะเป็น

จะแปลกอะไรไหมถ้า เข้าไปแล้ว ไปบล็อกพวกที่จ้องจะแทะทรัพย์สินของแผ่นดิน

แปลกไหมถ้าการศึกษา มันพลิกหลัง เป็นหน้ามือ เยาวชนมีความสุขกับการเรียน ไม่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือทำมาหากินของบางคน

แต่ ... ขอโทษเถอะ คุณเข้าใจผิดแล้ว พวกพรรคการเมืองที่เข้ามา เกือบั้งหมด เพื่อประโยชน์ พวกเขานะ เขา ไม่เอาหมอหรอก เพราะ เขารู้ หมอไม่เอาด้วยกับม...

ตั้งแต่เริ่มเป็น กดส. เขา ก็รู้แล้วว่า ไม่ใช่พวกเดียวกับพวกเขา สั่งเราไม่ได้ และไม่ได้จะหวังจะได้ดี หวังจะได้ตำแหน่งเพราะ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เราไม่ได้เดือดร้อน เพราะไม่มีงานทำ ถึงต้องเข้าการเมือง แต่ เพราะ บ้านเมืองมันจะฉิบหายล่มจม ประชาชนถูกรังแก ราคาน้ำมันเพิ่มสูง ในไม่กี่วันก่อนบอกว่าจะถึง33--35 บาท ตอลิตร เราจึงต้องออกมา

ค่าเงินกำลัง จะดิ่งเหว เราจึงออกมา

จึงเข้ามา..ส.....

รู้ไว้ด้วย ว่าบ้านเมืองเป็นแบบนี้ เพราะ พวก ชอบมองคนในแง่ลบ หรือตามไม่ทันเกมส์
มันถึงให้ บ้านเมืองเป้นแบบนี้ไง รู้ไว้เถอะ

กำลังใจถดถอย รวมกำลังไม่ติด เพราะพวก ทั้งโง่ทั้งขี้อิจฉา พวกไม่กล้า บางคนก็ พวกรับเงิน

ไม่ได้ว่าคุณนะ แต่ มีบางคนที่ทำและคิดแบบนี่
ใครคิดใครทำ ก็ถูกคนนั้นแหละ


จะตั้งพรรคการเมืองเอง ก็ ไม่มีเงินมาพอ และประชานยังอ่อนแอ ไม่สนใจบ้านเมือง คงไม่มีใครมาช่วยตรวจสอบว่าที่ลงคะแนนมันถูกโกงไปเท่าไร ที่หน่วยไหน เพราะฉะน้น ทำได้แค่แหละที่จะช่วยพวกคุณได้

ถ้าเขียนอะไรให้ผิดไป ขออภัยด้วย ไม่เข้าใจว่าเขียนอะไรผิดไป
หรือเหยีบตาปลาใคร
ไม่เข้าใจ
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-29 21:21:00 IP : 202.139.211.254


ความเห็นที่ 21 (1100069)
เรายังไม่พูดเลยว่าเรายอมรับ ทักษิณ เอ้ากันเข้าไป
ใช่ความดีเขาก็มีความแย่เขาก็มี แต่เราจะรู้เมื่อดูไปนานๆ

เราตั้งกระทู้วิจารณ์รัฐธรรมนญ ขอให้พอแค่นี้

คนเราบางคนเขาไม่รู้ว่าเรารู้อะไรบ้าง ไปทำอะไรกับใครที่ไหน อย่างไร และเหมาะสมไหม
แต่เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่อง

รู้แต่ขอบคุณที่ กรุณาห่วงใยและคอยเตือน เรารู้ว่าจะตองทำอะไรเพือ่อะไร

ใครจะว่าอย่างไร เพือ่อะไร เราก้ฟังแต่จะทำตามหรือไม่ เราโตแล้ว และผ่านอะไรมามาก
แล้ว
มาคิดเรื่องป้องกัน ม.นอกระบบดีกว่า หรือแก้แอดมิชชั่อย่างไรนะ

ขอร้องเถอะ เบื่อที่จะต้องมาแก้คำถามบางคำถามนะ
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลพรรณ วันที่ตอบ 2007-07-30 15:23:00 IP : 202.139.211.254


ความเห็นที่ 22 (1100070)
คุณแนวร่วม กปน. เริ่มเข้ามาตอบ - สอด- ความเห็นผมตั้งแต่ ความคิดเห็นที่ 7 แล้ว
กรุณาอ่านด้วย อย่ายกแค่ความเห็นบัวใต้น้ำที่รองลงไป...แบบนี้แหละที่ผมว่า..ชอบปัดความผิดแบบซึ่งหน้า เหมือนพวก นปก.
....................................................................

ผมอยากพูดถึงประเด็นที่คุณหมอพูดเรื่อง ความนิมยมชมชอบกันหน่อย...

1. คนในครอบครั้ว ชอบคนละพรรค = เป็นเรื่องธรรมดา สมมุติ แม่ผมชอบทักษิณ แฟน ผมชอบ ปชป. ผมไม่ชอใครเลย ทั้งสองพรรค หน้าที่ผมคือ บอกความจริง ชี้แจงเรื่องเท็จ ที่ถูกปิดบัง ส่วนจะทำให้ใครตาใสได้แค่ไหน นั่นต้องดูกันไป เพราะเราต้องเคารพความชอบของแต่ละคน ......แต่ต้องพยายามชี้แจงให้ทราบว่า ..........ความชอบกับ ความถูกต้อง ต่างกัน

ใครเล่าที่เป็น นายกคนแรกที่ ทำให้ประชาชนได้รับสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคเท่าเทียมกัน

ใครเล่าทำให้เกิด OTOP ที่ทำให้ไทย GO inter ได้ขนาดนี้

ใครเล่าเปิดเกมรุก นโยบายปราบยาเสพติดแบบถึงลูกถึงคน

เหล่านี้คือ คุณูปการ ของคนเก่งคนนึงในสังคม

ความคิดที่ดี และการกระทำที่ก่อประโยชนืแก่สังคมเหล่านี้ ผมเองก็เทคะแนนเสียงให้ตอนเลือกตั้ง เขาจึงได้เป็นนายก คนแรกที่เสียงมากที่สุดและ...เป็นนายกที่มาจากเลือกตั้งที่อยู่ในตำแหน่งนานสุด


ขอถามว่าตอนนี้ เป็นไง ?
หลังจากที่ นายกทักษิณ คนเก่ง ของผม ตอบคำถาม 40 ข้อเรื่องฉ้อฉล ฉ้อราษฎร์ ปิดฟ้า ฯลฯ เหล่านั้นไม่ได้ ประชาชนก้เรื่งระแวงสงสัย

ยิ่งนานวัน คำถามมีคำตอบในตัวเองมากขึ้นๆ
และทุกวันนี้ ศาลก็กำลังจะตัดสินความผิดให้เป็นที่ประจักษ์

ผมอยากให้คุรหมอมองตัวอย่างทักษิณ เทียบกันกับ ครูประทีป

ทักษิณก็เคยกระทำความดี อันยิ่งใหญ่ จะทำไปตามหน้าที่ หรือตามความคิด หรืออะไรก็ตาม ถือว่าเขาได้ทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง

เช่นเดียวกับครูประทีป เคยช่วยเหลือคุณหมอ

และผมขอถามว่า วันนี้ เราเห็นไหมว่า เป้าหมายและเบื้องหลังของการกระทำความดี ในก่อนนั้นคืออะไร ?

ยอมรับได้ไหม ?

***ถ้าคุณหมอยอมรับทักษิณได้ ก็แปลว่าคุณหมอ เป็นคนที่ แยกแยะระหว่าง ความดีกับความเลวไม่ออก ***

การทำดี ในอดีตบางครั้ง เพื่อหวังหนทางสู่การทำเลวอันยิ่งใหญ่ แปลว่า คนๆนั้นเป็น คนดี อย่างนั้นหรือ?

อย่างที่คุณหมอพูดเองว่า ต้องดูกันไปนานๆ
นั้นแหละถูกแล้ว และผมคิดว่า ตอนนี้นานพอแล้ว

เพราะก่อนหน้านี้ ครูประทีป ทำดี จริง...ผมไม่เถียง

แต่ให้ทำดีชั่วชีวิต หาก แค่วันนี้พลิกตัวเองมาเป็นคนที่ ยืนอยู่ฝ่ายก่อความไม่สงบต่อบ้านเมือง แบบนี้ที่เห็นอยู่ ผมก็ไม่อาจสนิทใจ นับถือแล้วครับ

คุณหมอจะคิดแบบไหน ก็ตามแต่

คนเก่ง คนที่( เหมือนจะดี) ในอดีต...ถ้าทำเพื่อแฝงเป้าหมาย ที่จะก่อการใหญ่เป็นภัยต่อชาติ ในอนาคต................ผมคงยากจะนับเขาเป็น คนดี ชั่วชีวิตได้....


การกระทำ ณ อดีต = เรื่องของอดีต
การกระทำ ณ ปัจจุบัน = ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน

คนเลวติดคุกต้องขัง ก็สามารถกลับตัวกลับใจเป้นคนดีของสังคมได้ ฉันใด

คนเก่งมีความสามารถ เป็นคนดีแม่พระในอดีต ก็ย่อมสามารถ โผล่หาง ออกลาย กลายเป็นนางจิ้งจอก ได้ในปัจจุบัน ฉันนั้นแล
ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้หวังดี วันที่ตอบ 2007-07-30 08:44:00 IP : 58.8.93.128


ความเห็นที่ 23 (1100071)
ท่านผู้เจริญทั้งหลายและคุณโชคดี
ได้อ่านข้อความที่โพสต์ลงมาแล้ว ลีลาสำนวนโวหารไม่เบา สำคัญแต่จุดมุ่งหมายของท่านจะเป็นไปเพื่อการใด ดูเหมือนว่าท่านต้องการที่จะพิพากษาคนๆหนึ่ง ในทางปัจจเจกชนคนเราไม่สามารถพิพากษาใครได้ และพูดรวมๆได้แต่เพียงว่ากรรมใดใครก่อ ผู้นั้นรับไป

คำถามจึงมีต่อผู้หวังดีว่า ท่านอาศัยสิทธิใดในการไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นเช่นนี้ ท่านอาศัยความเป็นคนไทยด้วยกันแต่เพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่ บุคคลที่ท่านกล่าวถึงและเปรียบเทียบกันมีความเหมือนคือความเป็นคนไทย แต่แตกต่างในหน้าที่และความรับผิดชอบ ไม่เถียงหรอกถ้าจะบอกว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุคคลสาธารณะ คำถามคือเมื่อเป็นบุคคลสาธารณะแล้วจะวิพากษ์วิจารณือย่างไรก็ได้ใช่หรือไม่

สิ่งที่ปรากฎต่อสังคมในขณะนี้คือการเมือง วันนี้มีการกล่าวหากันไปกันมาจนไม่รู้จะฟังใคร
ปัญหาของสังคมไทยมักเป็นเช่นนี้เสมอ บางครั้งเป็นประเด็นทางกฎหมาย แต่บางครั้งก็ทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองจนให้จุดสรุปไม่ได้
แต่ถ้าไปดูในบางประเทศเช่ยสหรัฐอเมริกา เขามีระบบหาจุดสรุปอยู่ที่ศาลสูง ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางการเมืองหรือปัญหาทางกฎหมาย ตราบใดที่สังคมไทยไม่ยอมที่จะพัฒนาไปสู่จุดนั้นได้ ตราบนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นอยู่เบื้องหน้าก็คือข้อกล่าวหาทางการเมืองทั้งสิ้น

ผมไม่สามารถลงในรายละเอียดได้ เพราะไม่ค่อยฟังวิทยุ ไม่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ จึงขออภัยคุณผู้หวังดีด้วย แต่ยินดีที่จะโพสต์ตอบผู้หวังดี และท่านผู้เจริญ ตามแต่เวลาซึ่งมีอยู่จำกัด

ขอให้โชคดี



ผู้แสดงความคิดเห็น คุณแนวร่วม กปน วันที่ตอบ 2007-07-30 12:33:00 IP : 125.25.86.7


ความเห็นที่ 24 (1100072)
ลอกเอามา เขาวิเคราะห์ฮย่างนี้ ถูกใจไม่ถูกใจ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเป็นสิทธิของแต่ละท่านจะพินิจพิเคราะห์เอง
-------------------
ยุทธการโอเลี้ยงข้าวผัด ความผิดพลาดของ นปก.

น่าจะเป็นความผิดพลาดทางด้านยุทธศาสตร์อย่างแรง กรณีกลุ่มกนปก.กจัดชุมนุมประท้วงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อยั่วยุให้ทหารในกองทัพโกรธและใช้ความรุนแรง เพราะพอถึงเวลาลงมือจริง ผลลัพธ์ กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แกนนำกลุ่ม นปก. อาจมีความเชื่อว่า เมื่อเกิดการปะทะเสียเลือดเนื้อแล้ว ภาพที่ปรากฏทางสื่อมวลชนจะกระตุ้นให้ชนชั้นกลางเกิดความเห็นใจและเข้าร่วมต่อต้าน คมช. และรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ลุกลามบานปลายคล้าย ๆ กับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ พฤษภาทมิฬ 2535 แต่ปรากฏว่า หลังจากตำรวจจับกุม 9 แกนนำ นปก. ที่ศาลอาญาพร้อมกับขอฝากขัง ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อต้านใด ๆ มีเพียงคำเรียกร้องของแกนนำ นปก. อื่น ๆ ขอให้ปล่อยตัวเท่านั้น

หากพิจารณาย้อนหลังกลับไป การจัดชุมนุมประท้วงเพื่อให้ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมไม่ใช่เรื่องที่กระทำได้ง่าย นายพิรุณ ฉัตรวณิชกุล อดีตผู้นำนักศึกษายุค 14 ตุลา 2516 เคยสรุปบทเรียนเอาไว้ว่า การจะดึงประชาชนออกมาจากบ้านเพื่อร่วมชุมนุมนั้น ประเด็นที่นำมาเคลื่อนไหวจะต้องเป็นเรื่องของประโยชน์ส่วนรวม และใหญ่จริง ๆ หรือใหญ่ขนาดที่ว่า พอฟังแล้วก็ไม่สามารถทนอยู่ในบ้านได้ จะต้องออกมาร่วมกับกลุ่มนักศึกษา

ในยุค 14 ตุลา 2516 นักศึกษาเลือกประเด็นที่นำมาเคลื่อนไหวชุมนุมล้วนแต่มีผลกระทบกับประชาชนทั้งสิ้น

เช่น การคัดค้านการขึ้นค่ารถเมล์ การต่อต้านภัยขาว หรือไล่ฐานทัพสหรัฐ การต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น และท้ายสุดก็มาถึงเรื่องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ขณะที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 มีชนวนเหตุมาจากการผิดคำพูดของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้นำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ประกาศในช่วงที่เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ว่า จะไม่สืบทอดอำนาจ แต่พอถึงเวลาจริงก็วางแผน สืบทอดอำนาจโดยไปต้อน ส.ส.จากพรรคอื่น ๆ เข้ามารวมอยู่ในพรรคสามัคคีธรรมจนมีจำนวนมาก สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร

จนกระทั่งถึงขั้นตอนการสรรหาตัวนายกรัฐมนตรี นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม ถูกเจาะยางด้วยการปล่อยข่าวเรื่องบัญชีดำของสหรัฐ อันเป็นข้ออ้างของ รสช. ที่จะส่ง พล.อ.สุจินดา ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

ประชาชนจึงเกิดความไม่พอใจอย่างแรงและลุกฮือขึ้นต่อต้านจนกลายเป็นเหตุจลาจลกลางเมือง

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากทั้ง 2 เหตุการณ์ข้างต้นแล้ว เงื่อนไขการนัดชุมนุมของ นปก. ยังห่างไกลอยู่มาก ด้วยเหตุผลดังนี้

ประการที่ 1 การเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปก. แม้จะประกาศเจตนารมณ์เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหาร แต่ประชาชนโดยเฉพาะชนชั้นกลางซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองสูงในพื้นที่ กทม. ก็รู้เท่าทันว่า นปก. มีวาระซ่อนเร้น เนื่องจากเป็นการต่อสู้เพื่อที่จะเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง อีกทั้งการเคลื่อนไหวไม่แนบเนียนจนผู้คนรู้ว่า การจัดตั้งพีทีวีด้วยเงินทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำธุรกิจสื่อมวลชนจริงจัง แต่ต้องการยั่วยุเพื่อให้ถูกปิด จะได้นำไปเป็นเงื่อนไขโจมตีว่า รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คุกคามสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สูญเสียความชอบธรรม

เมื่อการเคลื่อนไหวของพีทีวี ไม่มีความก้าวหน้า จึงเปลี่ยนสภาพมาเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) แต่การไปจับมือกับกลุ่มคนรักทักษิณจัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวง หรือการนำวีซีดีการปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเปิดให้ประชาชนชม ก็ทำให้หนีภาพของการเคลื่อนไหวเพื่อรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปไม่พ้นอยู่ดี

ประการที่ 2 เมื่อการเคลื่อนไหวของ นปก. เป็นไปเพื่อรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยลืมนึกไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นกลาง ซึ่งไม่พอใจนโยบายประชานิยมที่เอาภาษีของชนชั้นกลางไปโปรย ให้กับรากหญ้าหวังสร้างคะแนนนิยม ดังนั้นชนชั้นกลางซึ่งเป็นมวลชนสำคัญในพื้นที่ กทม. จึงไม่ออกมาร่วมชุมนุมกับ นปก. ตั้งแต่ต้น และรู้สึกไม่พอใจ นปก.ด้วยซ้ำ เนื่องจากชนชั้นกลางต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด แต่การชุมนุมของ นปก. อาจทำให้เกิดเหตุแทรกซ้อนและทำให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไป
ประการที่ 3 การมุ่งโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจนั้น ไม่ได้ทำให้ นปก. เป็นฝ่าย ที่มีความชอบธรรม เพราะไม่มีหลักฐานใด ๆ ยืนยันได้ว่า พล.อ.เปรม ไปยุ่งเกี่ยวกับการรัฐประหาร ในขณะที่ พล.อ.เปรม เป็นผู้ที่มีคนเคารพรักเป็นจำนวนมาก หรืออย่างน้อยก็เป็นประชาชนที่สมควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐ เมื่อมีกลุ่มคนไปคุกคามด่าทอถึงหน้าบ้าน ตำรวจจะต้องเข้าไปดูแลรักษาความสงบ

ดังนั้นแผนการโจมตี พล.อ.เปรม ไม่สามารถสร้างผลสะเทือนไปถึง คมช. และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้ความชอบธรรมของกลุ่ม นปก. ลดลงไปเรื่อย ๆ จนมีผู้คนเอาไปล้อเลียนว่า เป็น “หน่วยปฏิบัติการปั่นป่วนและก่อกวน”

ประการที่ 4 คมช. และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เรียนรู้บทเรียนจากรัฐบาลทหารในอดีต จึงใช้ความอดทนต่อสู้กับ นปก. เพื่อเอาชนะทางการเมือง นั่นคือ ประชาชนเกิดความเห็นใจและอยากให้รัฐบาลประคองบ้านเมืองไปสู่การเลือกตั้งด้วยความเรียบร้อย เว้นเสียแต่ว่า รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ คมช. แสดงท่าทีเหลิงอำนาจ แสดงกิริยาเยาะเย้ยถากถาง หรือรังแก นปก. ด้วยอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ก็จะทำให้มวลชนส่วนหนึ่งเกิดความเห็นใจและเข้าร่วมชุมนุมในที่สุด แต่ที่ผ่านมารัฐบาลและ คมช. ใช้อำนาจด้วยความระมัดระวัง อีกทั้งการดำเนินการกับ นปก. ก็อยู่บนฐานของกระบวนการยุติธรรม

ประการที่ 5 ขาดการสร้างแนวร่วมด้วยข้อจำกัดของเงื่อนไขการเคลื่อนไหว ที่เป็นเรื่องของการรับใช้ตัวบุคคล ไม่ใช่ประเด็นสาธารณะที่เป็นปัญหาของบ้านเมือง ดังนั้น นปก. จึงขยายแนวร่วมได้ยาก ยกเว้นแต่ผู้ที่เคยได้รับประโยชน์หรือเป็นหนี้บุญคุณกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น

ด้วยเหตุปัจจัยทั้ง 5 ประการนี้ ทำให้การจับกุมแกนนำ นปก. 9 คนไปดำเนินคดี และถูกคุมขังอยู่นั้น
ไม่สามารถนำไปใช้เป็นชนวนเหตุเพื่อก่อการชุมนุมครั้งใหญ่ ดั่งเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร สั่งจับผู้นำนักศึกษาและอาจารย์ 13 คนที่แจกแผ่นปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังแตกต่างจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เพราะ คมช. และรัฐบาลยังไม่เคยแสดงท่าทีตระบัดสัตย์ โดยเฉพาะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. ประกาศจะใช้เวลาปฏิรูประบบการเมือง 1 ปี เมื่อรัฐบาลประกาศชัดแล้วว่า จะจัดการเลือกตั้งได้ทันในช่วงปลายเดือน พ.ย. หรือต้นเดือน ธ.ค. ก็ไม่สามารถนำมาเป็นเงื่อนไขปลุกระดมให้ผู้คนเข้าร่วมชุมนุม

ประการสำคัญที่ นปก. ลืมนึกถึงนั่นก็คือ เมื่อแกนนำรุ่นแรกถูกจับกุมแล้ว ก็มีการแต่งตั้งแกนนำรุ่นที่ 2 อีก 9 คนมาดำเนินการแทน โดยไม่ได้พิจารณาว่า แกนนำใหม่ทั้ง 9 คน เคยทำงานรับใช้อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดก่อนในการต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธ มิตร และไปล้อมตึกหนังสือพิมพ์เนชั่นหรือไม่
เพราะความเชื่อมโยงเหล่านี้ เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า การชุมนุมของ นปก. ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตย แต่เพื่อรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียว

ความผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์ ทำให้การเคลื่อนไหวทางยุทธวิธีประสบความล้มเหลว จนต้องจบลงด้วยการไปนั่งรับประทาน โอเลี้ยง-ข้าวผัดในมุ้งสายบัว.
ผู้แสดงความคิดเห็น แนวร่วม กปน วันที่ตอบ 2007-07-31 07:32:00 IP : 125.25.86.7


ความเห็นที่ 25 (1100073)
ขอบคุณคะที่เอาความรู้ประวัติศาสตร์มาให้อ่าน เพระอ่อนหัดทางเกมสการเมือง หูตาจะได้สว่าง
ผู้แสดงความคิดเห็น รักและหวังดีกับบ้านเมือง วันที่ตอบ 2007-07-31 07:52:00 IP : 124.120.114.47


ความเห็นที่ 26 (1100074)
No one can disgrace us but ourselves.
ใครเลยจะนำความอับอายมาสู่เราได้ นอกจากตัวเราเอง.
Josiah Gilbert Holland
นักเขียน และ กวี ชาวอเมริกัน
ผู้แสดงความคิดเห็น แนวร่วม กปน วันที่ตอบ 2007-07-31 08:22:00 IP : 125.25.86.7


ความเห็นที่ 27 (1100075)
2 ส.ค. มศวจัดอภิปรายลงมติรับร่างรธน.

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2550 10:17 น.



ศ.ดร วิรุณ ตั้งเจริญ สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่ามศวเตรียมจัดอภิปรายเรื่องการลงประชามติรัฐธรรมนูญขึ้นในวันที่ 2 ส.ค.50 ที่มศว ประสานมิตร และวันที่ 8 ส.ค.50จัดขึ้น ที่มศว องครักษ์ จ.นครนายก เพื่อเตรียมความพร้อมให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พนักงาน นิสิตและประชาชนที่สนใจ เพื่อทำความเข้าใจในการไปลงมติรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 ส.ค.50


ทั้งนี้ศ.ดร.วิรุณยืนยันว่าการจัดอภิปรายในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยจะชี้นำให้รับร่างหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากแต่ต้องการให้ทุกคนเข้าใจในสิทธิ์และหน้าที่ พร้อมจะออกไปลงมติ ส่วนการตัดสินใจว่า

จะรับร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลและเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของแต่ละคน คนไทยทุกคนตัดสินใจด้วยตัวเอง การไปลงประชามติรัฐธรรมนูญนั้น ทุกคนต้องมีสิทธิ์เสรีภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

“ในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้นผมได้ให้นโยบายว่า ต้องสร้างความเข้าใจและให้ทุกคนตื่นตัวออกไปในสิทธิ์ของตัวเอง โดยเฉพาะนิสิตนั้นเชื่อว่าหากพวกเขามีความเข้าใจ เขาต้องออกไปใช้สิทธิ์อย่างแน่นอน ครูอาจารย์ ครอบครัว พ่อแม่ สังคม สื่อ ต้องช่วยกันอธิบายสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มเยาวชน

ผมยังมองในทางบวกว่า กลุ่มเยาวชนจะกระตือรือร้นออกไปใช้สิทธิ์ของตัวเองอย่างเต็มที่ คาดว่าการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 ส.ค.นั้น คนทุกกลุ่มจะไปลงประชามติเฉลี่ยแล้วน่าจะประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์”

ศ.ดร.วิรุณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของมศว องครักษ์ จ.นครนายกนั้น ได้ให้แนวทางว่าอาจจะต้องส่งอาสาสมัครนิสิต บุคลากรมศว ออกไปช่วยอบต.ในการทำงานลงประชามติในวันที่ 19 ส.ค.50

“ขณะนี้ได้มอบงานนี้ให้กับกองกิจการนิสิต และศูนย์สารสนเทศและประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและทำให้ประชาคมมศว และชุมชนในละแวกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นประสานมิตร หรือองครักษ์ตื่นตัวในการไปลงประชามติรัฐธรรมนูญ” ศ.ดร.วิรุณกล่าวทิ้งท้าย








ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวผู้จัดการ วันที่ตอบ 2007-07-31 08:33:00 IP : 124.120.114.47


ความเห็นที่ 28 (1100076)
“เพราะชีวิตดุจดังกระแสน้ำที่ไหลเชื่อมโยงถึงกันหมด การจะมีอนาคตที่ดีได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำปัจจุบันให้ดีด้วย เพราะผลของปัจจุบันจะกลายเป็นตราบาป หรือเป็นหนทางเกียรติยศของอนาคต ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่ทุกวันเช่นไร...จงเลือกที่จะอยู่ในแบบที่ควรค่าแก่การได้มีชีวิตอยู่เถิด”

ถ้อยความสั้นๆ หากลึกซึ้ง ของ อัจฉราวดี วงศ์สกล นักธุรกิจในแวดวงเครื่องประดับเพชรที่ให้ความสนใจการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังมาเป็นเวลากว่า 7 ปี ทั้งยังได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในจิตใจตัวเอง เมื่อมีพระธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ทั้งยังอยากแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ อันเกิดจากการศึกษา และปฏิบัติธรรมอย่างลึกซึ้งสู่สังคมวงกว้างโดยเฉพาะเยาวชน

************



บรรยากาศโรงเรียนแห่งชีวิต



เช่นนั้นเรือนไทยเด่นตระหง่าน ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 300 ตารางวา บริเวณกลางซอยสุขุมวิท 67 ที่ให้ชื่อว่าโรงเรียนแห่งชีวิต จึงถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549

อัจฉราวดี เริ่มต้นเล่าว่า แม้การสอนธรรมะกับการทำธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ตอบสนองความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งโลกที่สวนทางกันสิ้นเชิง กระนั้นเธอจึงอยากให้มองว่าการอยู่ในสังคม การทำงานก็เหมือนการสวมเครื่องแบบเป็นการทำหน้าที่อันสุจริต ในขณะที่ตัวเองมีความพร้อมทั้งทรัพย์สิน และความรู้ และเมื่อพร้อมแล้วยังไม่ทำความดีทิ้งไว้ให้แผ่นดินก็เรียกว่า “เสียชาติเกิด”

ทุกวันนี้จึงต้องสวมเครื่องแบบหลายชุดทั้ง แม่, ภรรยา, นักธุรกิจ และครู ทว่าเครื่องแบบที่ปรารถนามากที่สุด คือ เครื่องแบบสีขาวของธรรมะซึ่งสักวันหนึ่งเมื่อทำหน้าที่ทุกอย่างได้เสร็จสมบูรณ์แล้วก็คงเลือกใส่แต่เครื่องแบบสีขาวเท่านั้น

ครูอ้อยของเด็กๆ บอกหลักการสอนว่า “การสอนมีหลักง่ายๆ คือ ใช้หลักในการปฏิบัติธรรมไม่ได้สอนตามในหนังสือ ต้องสอนเข้าถึงหัวใจเด็ก เช่น เขียนหนังสือตัว บ.ใบไม้ บนกระดาน แล้วเขียนให้กลายเป็นคำว่า บุญ หรือ บัดซบ อารมณ์จะเปลี่ยนเลย ซึ่งการเริ่มต้นจาก บ. ใบไม้ตัวเดียวกัน แต่ความหมายของคำทั้งสองตรงกันข้ามกันเลย

ใช้หลักการเหมือนสอนคนว่ายน้ำ อ่านตำราอย่างเดียวคงว่ายน้ำไม่เป็น แต่ต้องสอนให้เขากระโจนลงไปในน้ำ เขาจะได้รู้ว่าปรุงแต่งเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เราต้องรู้จักเป็นอย่างไร การเรียนธรรมะ 3 ชั่วโมงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นต้องแบ่งกิจกรรมให้เขาได้ทำ ได้มีส่วนร่วม ที่สำคัญที่สุดเขาจะได้รู้จักตัวเอง

ในวันแรกที่เรียนจะทำความรู้จักกับเด็กทุกคนเพื่อดูพื้นฐานของเขาว่ามีชีวิตเป็นมาอย่างไร โดยการเล่าเรื่องของตัวเองให้เขาฟังก่อนว่าตัวเองเคยผิดพลาดมาอย่างไรในชีวิต เคยทำสิ่งที่ไม่ดีมาอย่างไรบ้าง ด้วยวิธีการเล่าที่มีวาทศิลป์หน่อย

จากนั้นก็ให้เด็กๆทุกคนย้อนคิดว่า อำนาจมืดในจิตใจของตัวเองมีอะไรบ้าง เคยทำสิ่งที่ไม่ดีอะไรไว้บ้าง เรื่องที่คิดเมื่อไหร่ก็ลืมไม่ได้สักทีให้เขาเขียนลงไปในกระดาษ ซึ่งการเล่าความไม่ดีของตัวเองได้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะว่าเราทำผิดโดยที่เราไม่เคยย้อนกลับไปคิดก็เท่ากับว่าตัวเราเองจมอยู่ในสภาพนั้น แต่ถ้าเราย้อนคิดแล้วสำนึกได้ และหาทางแก้ไขซึ่งเรื่องที่ดีที่สุด”

อัจฉราวดี วงศ์สกล กับ กิจกรรมของเด็กๆ



สำหรับรายละเอียดของโรงเรียนแห่งชีวิตใน 1 คอร์สเรียน 3 ครั้งๆ ละ 3 ชั่วโมง แบ่งเป็น 2 ช่วงวัย คือ อายุ 9-13 ปี และ 14-20 ปี ที่สำคัญเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

โดยในสัปดาห์แรก เป็นการสอนตั้งแต่ศึกษาศีล 5 อย่างลึกซึ้ง รวมถึงสอนให้รู้จักตัวเองด้วยหลักสัจธรรมของชีวิต นอกจากนี้ยังสอนวิธีควบคุมอารมณ์ ลดพฤติกรรมก้าวร้าว เน้นความกตัญญูต่อพ่อแม่ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และผู้มีพระคุณ ปิดท้ายด้วยการฝึกนั่งสมาธิด้วยวิธีอานาปานสติ 30 นาที และปลูกต้นไม้ตอบแทนคุณแผ่นดิน

ส่วนสัปดาห์ที่สอง เข้าสู่การสอนหลักชีวิตศาสตร์ซึ่งเป็นการวางเป้าหมาย และการสร้างจิตใจให้เข้มแข็งเพื่อการตอบสนองต่อกระแสยั่วยุทางสังคม พร้อมฝึกการมองชีวิตหลายแง่มุม และฝึกการตัดสินใจด้วยโจทย์แห่งชีวิต เพื่อช่วยแก้ปัญหาความก้าวร้าว การฆ่าตัวตาย จบด้วยการนั่งสมาธิ

สุดท้ายสัปดาห์ที่สาม สอนเรื่องหลักกรรม การแก้ไขวิบากกรรม ไปจนถึงหลักการทำบุญให้ถูกวิธี รวมถึงการสร้างบุญบารมี ปิดด้วยการนั่งสมาธิ แผ่เมตตา และขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมทั้งหลาย

นอกจากนี้ศิษย์เก่ายังสามารถกลับมาเรียนซ้ำตามตารางของศิษย์ใหม่ได้ หรือ สามารถเรียนต่อเนื่องซึ่งเปิดสอนประมาณเดือนละครั้ง ในหลักธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง และร่วมนั่งสมาธิเพื่อสร้างบุญบารมี

“สิ่งที่คาดหวังจากนักเรียนคงเพียงแค่ให้เขามีหลักในการดำเนินชีวิต ให้เขาจะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกได้อย่างไร ให้เขารู้ว่าชีวิตนี้ถ้าเขาปล่อยให้ตัวเองลอยไปโดยไม่หลักแล้วโดนกระแสของการปรุงแต่ง และกระแสของโลกพัดพาไป ชีวิตของเขาก็อาจจะหลงทาง แล้วก็อาจจะหาทางกลับมาไม่เจอเลย

สำหรับช่วงอายุของนักเรียนจะรับอายุไม่เกิน 20 ปี เพราะถือว่าตัวเองก็อายุเป็นแม่คนได้แล้ว เหมือนแม่สอนลูก อยากที่จะสอนวัยรุ่น สอนหลักการใช้ชีวิตจริงๆ พอเด็กมาเรียนจะบอกกันว่าคิดไม่ถึงว่าธรรมะเป็นแบบนี้เหรอ จริงๆ แล้วเด็กวัยรุ่นถ้าเราเข้าถึงก็สอนไม่อยาก เช่น การเปิดเพลงให้เขาเข้าถึงเรื่องการปรุงแต่ง เขาจะรู้ว่าครูเข้าใจเขา เข้าใจว่ายุคสมัยของเขาเป็นอย่างไร เราต้องไปนั่งในหัวใจเขา แล้วตีความออกมา” ครูธรรมะร่วมสมัยบอกความคาดหวัง

ภาพบรรยากาศน่ารักๆ ของแม่ และลูก



สุดท้ายเธอบอกว่า อยากให้พ่อแม่ที่กำลังทุกข์ใจในความก้าวร้าวของลูกๆ หรือลูกติดเกมส์ ให้ส่งพวกเขามาลองเรียนธรรมะซึ่งเป็นวิชาที่สอนคนให้เป็นคน ทำให้เขามีหลักในชีวิต ไม่ตกไปในหนทางที่ผิดพลาดอันเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนมักจะละเลย ที่สำคัญการทำดีแม้ว่าต้องพยายามฝืน กับความรู้สึก โลภ โกรธ หลง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ปุถุชนทุกคนย่อมต้องมี แต่ตัวเราเองก็ต้องมีหลักยึดในใจไว้เช่นกัน

หากผู้ปกครองท่านใด อยากฉีดวัคซีนคุณธรรมให้กับลูกหลาน ติดต่อโรงเรียนแห่งชีวิตได้ที่ 02-634-7461-3, 02-391-2409 หรือเว็บไซด์ www.schooloflifethailand.org





ผู้แสดงความคิดเห็น ข่าวผู้จัดการ วันที่ตอบ 2007-07-31 08:37:00 IP : 124.120.114.47


ความเห็นที่ 29 (1100077)
ก่อนนอกวันนี้ (31 กรกฎาคม 2550)
No power on earth has a right to take our property from us without our consent.
John Jay

------------
John Jay (December 12, 1745 – May 17, 1829) was an American politician, statesman, revolutionary, diplomat, and jurist. Considered one of the "founding fathers" of the United States, Jay served in the Continental Congress, and was elected President of that body in 1778. During and after the American Revolution, he was a minister (ambassador) to Spain and France, helping to fashion American foreign policy and to secure favorable peace terms from the British and French. He co-wrote the Federalist Papers with Alexander Hamilton and James Madison. Jay served on the U.S. Supreme Court as the first Chief Justice of the United States from 1789 to 1795. In 1794 he negotiated the Jay Treaty with the British. A leader of the new Federalist party, Jay was elected Governor of New York state, 1795-1801. He was the leading opponent of slavery and the slave trade in New York. His first attempt to pass emancipation legislation failed in 1777, and failed again in 1785, but he succeeded in 1799, signing the law that eventually emancipated the slaves of New York; the last were freed before his death.
ผู้แสดงความคิดเห็น กมลชนก วันที่ตอบ 2007-08-01 00:08:00 IP : 125.25.99.147



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.