ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




ขอเชิญผู้เดือดร้อนจากระบบ แอดมิชชั่น แพทย์กสพท.


 

ตัวอย่างหนัวสือ ยื่นปปช. ยังไม่เรียบร้อยดี

วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กราบเรียน คณะกรรมการ ปปช.

เรื่อง ร้องเรียน หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ละเมิดสิทธิเยาวชน ในการประกาศใช้เกณฑ์การคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ ในสถาบันอุดมศึกษา

ผู้ถูกร้องเรียน

1 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
2 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

3 อธิการ มหาวิทยาลัยรัฐ 21 สถาบัน ที่รวมตัวกันเป็น ทปอ.

(ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย )

4 เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา นายสุเมธ แย้มนุ่ม

5 คณะกรรมการคัดเลือก กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.)

สิ่งที่ส่งมาด้วย

1 หนังสือร้องเรียนของเยาวชน

2 เกณฑ์การรับตรงแพทย์และทันตแพทย์ปี53 ประกาศใช้ เกณฑ์การคัดเลือกแอดมิชชั่น ปี 2553

3 ผลการวิจัยต่างๆ

3.1 ผลการสำรวจค่ากวดวิชา

3.2 ผลการวิจัยคะแนนเฉลี่ยของนักศึกษา และ จำนวนนักศึกษาถอนรายวิชาฟิสิคซ์ ในมหาวิทยาลัย โดยคณะวิทยาศาสตร์ 25 สถาบัน

3.3 ผลคะแนน ONET

3.4 ผลสำรวจไอคิวเด็กไทย

3.5 ผลสำรวจความเครียดและอัตราการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น

3.6 ผลกระทบของความเครียด

4 ตารางค่าใช้จ่ายของเด็กนักเรียน เทียบกับแบบเดิม เอ็นทร้านซ์ และประเมินรายได้ ของการจัดการสอบ GAT PAT จากเวบผู้จัดการ

5 หนังสือ ของคณะกรรมการสิทธิเรื่อง ONET ละเมิดสิทธิเด็ก

6 ทปอ. ยืนยันไม่เปลี่ยน ONET แอดมิชชั่น

 

ข้าพเจ้า พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ ในฐานะประชาชนคนไทย มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ชาติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 71 และในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจและได้รับเรื่องร้องเรียนจากเยาวชนจากผู้เดือดร้อนจากระบบแอดมิชชั่น และ จากประกาศเกณฑ์การสอบคัดเลือกเข้าคณะแพทย์ ไม่เป็นธรรม ( เอกสารแนบ 1 ) เนื่องจาก หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีหลักวิชาการ ละเมิดสิทธิเยาวชน ประมาทเลินเล่อ ทำให้เยาวชนผผ็ได้รับผลกระทบเสียหาย

และโดยบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ตามมาตรา 5 6 (4)() ส่งเสริม และให้ความช่วยเหลือประชาชน ชุมชน ให้สามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผนด้านต่างๆ ทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น การตัดสินใจทางการเมือง การจัดทำบริการสาธารณะ และการตรวจสอบอำนาจรัฐ

ขอร้องขอความเป็นธรรม และขอความช่วยเหลือ ต่อท่าน ในกรณีย์ ที่เด็กถูกละเมิดสิทธิ ดังนี้

ก. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1. กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 2 , 3

4 , 5, 26, 28 , 30 , 29 , , 49 , 52 , 57 , 58 , 71 74 , 78 (1,4,5 ,6 ) , 81 , 87 , 157 , 164, 257 , 270 , 275 279

มาตรา 4 ไม่ว่า กฎหมาย หรือกฎ ประกาศใดๆ ก็ตาม ก็ไม่สามารถขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในความเสมอภาคกัน ความเท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมาย

คดีนี้ นักเรียนที่จบมัธยมหก และที่ถูกรีไทร์ หรือที่ไม่ชอบไม่ถนัดเรียนไม่ไหวในคณะเดิม หรือเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีคต่าเล่าเรียนแพง แล้วไม่สามารถเรียนได้เพราะไม่มีค่าเทอม จะหมดโอกาสทันที ในการเข้าศึกาต่อในมหาวิทยาลัยรัฐ หรือONET ไม่ถึง 60 % ไม่สามารถสอบแก้ตัวในคะแนน ONET ในการเข้าเรียนแพทย์ ได้

มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้

มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง สภาพทางกาย สถานะของบุคคล จะกระทำมิได้

มาตรา 57 การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม การออกกฎที่จะมีผลกระทบ ต่อส่วนได้เสียของประชาชน ให้รัฐจัดกระบวนก่ารรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อน ดำเนินการ

มาตรา 58 บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน

มาตรา 51 มาตรา58 ขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน ด้วยความคิดเห็น ด้วยผลสำรวจความคิดเห็นที่เด็กไม่เห็นด้วยกับระบบแอดมิชชั่นที่จะใช้ปี 2553 จากการสำรวจโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เดือนมีนาคม 2551 พบว่าเด็กไม่เห็นด้วย 86.77 % แต่ทางหน่วยงานของรัฐ อธิการบดี ก็ยังเดินหน้าประกาศใช้ ทั้งๆที่ไม่มีวิจัยหรือหลักฐานใดว่าใช้ระบบแบบนี้ แล้วจะเกิดผลดีอย่างไร


มาตรา 74 อธิการ เลขา สกอ เลขา สพฐ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้ดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษา ประโยชน์ ส่วนรวม
เพราะกำหนด เกณฑ์ขึ้นมาโดยทำให้เด็กต้องพักการเรียน (ดรอป)มากขึ้น คุณภาพเด็กลดลง ได้เด็กไม่ตรงคณะ ไอคิวเด็กลดลงเมื่อเรียนสูงขึ้น สูญเสียงบประมาณแผ่นดิน
มาตรา 78 ( 5) ไม่ได้การจัดระบบงานราชการ โดยคํานึงถึง ส่วนร่วมของประชาชน
มาตรา 81 (1)(2) มาตรา87 (1) (2)

มาตรา71 ไม่ได้รักษาผลประโยชน์ของชาติ เพราะทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณจากการพักการเรียนและการลาออกของเด็กมากขึ้น และสูญเสียศักยภาพคนในชาติ ความสามารถในการแข่งขันลดลง และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหลายประการคือ มาตรา 81 (1)(2) มาตรา87 (1) (2)

2 . กฎหมาย พรบ. การศึกษา พศ 254 2 และแก้ไข 2545
มาตรา 6 มาตรา 8, 9 ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

มาตราที่ 22 การจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่า ผู้เรียน สำคัญสุดที่สุด สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ

แต่ระบบแอดมิชชั่น และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้ทำตามนี้ เพราะบังคับเรียน และสอบ แปดหมวดสาระ มากมายไปหมด ไม่สามารถพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพ และตามความถนัด ความสนใจของผู้เรียนได้ ขัด มาตรา 24 (1)การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษา และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

และ มาตรา 28 (2) หลักสูตรการศึกษา ดับต่างๆ ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ

3. พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 22 มาตรา 26 (1) (7) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ให้เด็ก กระทำการใด เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า อันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก หรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก เช่นการกำหนดเกณฑ์ในระบบแอดมิชชั่นทำให้ผู้ปกครองและเด็ก ต้องจ่ายค่ากวดวิชามากขึ้น โรงเรียนกวดวิชาได้กำไรมากขึ้น แต่คุณภาพการศึกษาลดลง ศักยภาพทางความคิดลดลง (IQ)
4. กฎกระทรวงพ.ศ. 2549 กําหนดแนวทางการพิจารณาว่าการกระทําใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็ก
ข้อ 1 การกระทําเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก ให้พิจารณาตามแนวทาง ดังต่อไปนี้
(1) ลักษณะเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน แต่ระบบการเรียนการสอน และระบบการคัดเลือก ทำให้เด็กถูกบังคับเด็กให้เรียน และสอบ ทุกอย่างทั้งที่ชอบ และไม่ชอบ ไม่ถนัด
(2) ความเหมาะสม ความต้องการ ของเด็ก
(3) ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับในด้านร่างกาย สุขภาพอนามัย การเจริญเติบโต การส่งเสริมสุขภาพ การพักผ่อนและนันทนาการ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะระบบบังคับให้จำต้องสอบทุกวิชา เรียนทุกวิชามากน้อยแตกต่างกัน แต่ไม่สามารถพัฒนาไปสู่จุดสูงสุดได้เพราะ ต้องไปเรียนวิชาอื่นๆ ที่บังคับให้เอาคะแนน GPA ONET ทุกวิชา (ห้าหมวดสาระในคระแพทย์ ) ถ้าไม่เรียนก็ไม่ได้เพราะไม่สามารถสอบคัดเลือก เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
(4) ประโยชน์ที่ เด็กจะได้รับในด้านการศึกษา โดยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
ไม่หยุดชะงัก และเป็นการศึกษาตามความสามารถของเด็ก
(5) ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับในด้านการเตรียมความพร้อม เพื่อการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัด ความสามารถ เพศ และวัย แต่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน บังคับให้เด็กต้องเรียนทุกวิชาซ้ำๆทุกปี ทำให้เด็ก ไม่สามารถได้รับการศึกษาตามความสามารถและสนใจของเขาได้ เพราะต้องเสียเวลามาเรียนในวิชาที่ไม่ถนัด ไม่ชอบ
และข้อ (13) การคุ้มครองเด็กให้พ้นจากการแสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบในทางเศรษฐกิจ หรือเป็นการขัดขวางการศึกษาของเด็ก หรือขัดขวางการพัฒนาทางร่างกาย สมอง จิตใจ ศีลธรรม และสังคมของเด็ก การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ที่ใช้ ONET GPAX ทำให้เด็กมีไอคิวลดลง
และ(17) การเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการใช้อํานาจหน้าที่และการปฏิบัติที่มีผลกระทบต่อเด็กแต่ข้อเท็จจริงขาดการมีส่วนร่วมของเยาวชน
5. พรบ. สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542

มาตรา 15 คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) ส่งเสริมการเคารพและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
(2) ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรืออันไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี และเสนอมาตรการการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าวเพื่อดำเนินการในกรณีที่ปรากฎว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอให้รายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

สาระสำคัญอนุสัญญาว่าด้วยเด็กประกอบด้วยบทบัญญัติ 54 ข้อ ได้แก่เรื่องเกี่ยวข้องกับสิทธิของเด็กโดยตรง ซึ่งเน้นหลักพื้นฐาน 4 ประการ และแนวทางในการตีความอนุสัญญาทั้งฉบับ ได้แก่

1)การห้ามเลือกปฏิบัติต่อเด็ก และการให้ความสำคัญแก่เด็กทุกคนเท่าเทียมกันโดย ไม่คำนึงถึงความแตกต่างของเด็ก ในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิด หรือสถานะอื่นๆ ของเด็ก หรือบิดามารดา หรือผู้ปกครองทางกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน

2)การกระทำหรือการดำเนินการทั้งหลายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก

3)สิทธิในการมีชีวิต การอยู่รอด และการพัฒนาทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม

4)สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก และการให้ความสำคัญกับความคิด เหล่านั้น

6. อนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก การจำกัดสิทธิ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ สองขึ้นไป หรือผู้ที่ถูกรีไทร์ (เอกสารเด็กร้องเรียน ) หรือผู้ที่ไม่ชอบในสาขาคณะเดิมที่เรียนอยู่ ไม่สามารถเข้าสมัครได้ เพราะ ให้ สอบ ONET ได้ครั้งเดียว ไม่สามารถ สอบแก้ตัวใหม่ได้ หากสอบได้เท่าใดก็ต้องเท่านั้นตลอดชีวิต เช่นเจ็บป่วย ไข้ อุบัติเหตุ การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ONET 6๐ % ในการสอบเข้าแพทย์ กสพท. ทำให้ผู้ที่มีความสามารถ ในวิชาที่จะเข้าสาขาแพทย์จริงๆ ส่วนหนึ่ง กลับถูกตัดสิทธิ์

ขัด พันธกรณีระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษย์ชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี สมาชิกของสหประชาชาติ ซึ่งต้องทำตามสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตามรัฐธรรมนูญ

7. พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 8(3) (4) ก่อนเริ่มดำเนินการส่วนราชการต้องจัด ให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้ครบถ้วนทุกด้าน กำหนดขั้นตอนการดำเนินการที่โปร่งใส มีกลไกตรวจสอบการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน ในกรณีที่ภารกิจใดจะมีผลกระทบต่อประชาชน ส่วนราชการต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้รับจากภารกิจนั้น แต่ระบบแอดมิชชั่น ไม่มีผลวิจัยว่า ประชาชนจะได้รับประโยชน์ใด

8. พรบ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กระทรวงศึกษา

9. พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547

มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 10 สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ดำเนินการให้มีการประเมินและพัฒนาข้าราชการ

พลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพ

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ ก... กำหนด

มาตรา 11 ให้มีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า...” ประกอบด้วย

(1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน

(2) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการ ก.. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

(5) เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา 14 ... มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการบริหารงานบุคคล

ของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

(3) กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคล วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย

การออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์

(6) กำกับ ดูแล ติดตามและประเมินผลการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

มาตรา 38 ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ

มาตรา 39 ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความ

ซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ขยันหมั่นเพียร และดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของทางราชการ ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น

การปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับ

ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผน

ของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของทางราชการ

การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ

แบบแผนของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของทางราชการ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

มาตรา 42 ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาต้องไม่กระทำการ หรือยอมให้ผู้อื่น

กระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่

ราชการของตน การกระทำดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัย

10. พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .. 2551

มาตรา 6ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 8 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการโดยยึดหลัก ดังต่อไปนี้

(1) ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา

(7) การบริหารงานโดยบุคลากรมีส่วนร่วม

10. พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .. 2551

มาตรา 6ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 8 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการโดยยึดหลัก ดังต่อไปนี้

(1) ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา

(7) การบริหารงานโดยบุคลากรมีส่วนร่วม

มาตรา 27 ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย

มาตรา 32 อธิการบดีเป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในกิจการทั้งปวง และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้

(1) บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายของมหาวิทยาลัย แต่ในระบอบแอดมิชชั่น และเกณฑ์ กสพท ไม่มีความเสมอภาคและไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์ ไม่มีการประเมินผลแล้วแก้ไข

(5) จัดทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการ โดยปฏิบัติตามนโยบายและแผนงานของมหาวิทยาลัย รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย

53 รัฐมนตรีมีอำนาจและหน้าที่กำกับและดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 และให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะ ในกรณีที่มีปัญหาข้อขัดแย้งในการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจเกิดความเสียหายต่อส่วนรวม ให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เมื่อคณะรัฐมนตรีวินิจฉัย เป็นประการใดแล้วให้ผู้เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะรัฐมนตรี

11. พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พ.. 2531

มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 20 ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย

ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี และรองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยและกฎหมายอื่น

มาตรา 25 อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้

(1) บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ นโยบาย ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ในการนี้ให้มีอำนาจออกระเบียบ คำสั่ง และประกาศได้

12. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.. 2551 ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม พ.. 2551 เป็นต้นไป

ข้อ 4ในระเบียบนี้ ข้าราชการการเมืองหมายความว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี

ข้อ 6 ข้าราชการการเมืองมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย รักษาประโยชน์

ส่วนรวม ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยจะต้องยึดมั่นในค่านิยมหลัก ดังนี้

(1) ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(4) ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

(5) ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม และถูกกฎหมาย

(6) ให้บริการแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว มีอัธยาศัย และไม่เลือกปฏิบัติ

(9) ยึดมั่นในหลักจรรยาของการเป็นข้าราชการการเมืองที่ดี

หมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมของข้าราชการการเมือง

ข้อ 7 ข้าราชการการเมืองต้องจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์และเป็นแบบอย่างที่ดีในการเคารพและรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 8 ข้าราชการการเมืองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

ข้อ 9 ข้าราชการการเมืองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการเป็นพลเมืองดีการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ข้อ 12 ข้าราชการการเมืองต้องมีอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และต้องถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งสูงสุด

ข้อ 13 ข้าราชการการเมืองต้องรับใช้ประชาชนอย่างเต็มความสามารถด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติและปราศจากอคติ

ข้อ 14 ข้าราชการการเมืองต้องไม่ใช้หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นข้าราชการการเมืองไปแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินหรือไม่ก็ตาม

ข้อ 24 ข้าราชการการเมืองพึงพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนอย่างสม่ำเสมอ เอาใจใส่ทุกข์สุข และรับฟังเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนและรีบหาทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ข้อ 28 ข้าราชการการเมืองต้องไม่คบหาหรือให้การสนับสนุนแก่ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย

ข้อ 30 นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติตนของรัฐมนตรีและข้าราชการการเมืองอื่นที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นไปตามระเบียบนี้ ในกรณีที่พบว่ามีการประพฤติปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบนี้ ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ ลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ

ข้อ 31 รัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติตนของข้าราชการการเมืองอื่นที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นไปตามระเบียบนี้ ในกรณีที่พบว่ามีการประพฤติปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบนี้ ให้รัฐมนตรีดำเนินการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ

ถ้าปรากฏว่ารัฐมนตรีผู้ใดมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้รัฐมนตรีผู้นั้นดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

ก. 13 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
การกระทำละเมิด (ป.พ.พ.มาตรา 420)
1. กระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ
2. ต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย
3. ทำให้เขาเสียหายถึงแก่ ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิ
ก.14 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์พ.ศ. 2539 ข้อ 3 ข้อ 7 ข้อ 15
ก. 15 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 7

ก.16 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการพ.ศ. 2540
มาตรา 4 มาตรา 7 หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา

(4)
กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบายหรือ การตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 8 ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ตามมาตรา 7 (4) ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควรเช่นระบบแอดมิชชั่น ประกาศ พค. 2548 ให้สอบ 2549 ไม่ได้ลงในราชกิจจานุเบกษา หรือที่จะประกาศใช้ระบบใหม่ GAT PAT ก็ไม่ได้ลง


พฤติกรรมที่กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

1 ข้อเท็จจริง

การกระทำโดยหน่วยงานของอธิการบดี ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ในการพิจารณาปรับใช้ระเบียบกฎเกณฑ์ของรัฐ คือ เกณฑ์คัดเลือกแพทย์ กสพท. และเกณฑ์ในระบอบแอดมิชชั่น ปี 2553 ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชน และ รัฐธรรมนูญ ในการคุ้มครองสิทธิเด็ก หรือหลักธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งกระทำการโดยขาดหลักนิติรัฐ ใช้อำนาจโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิมนุษยชนในทางการศึกษา และ สิทธิเด็ก ดังความที่ข้าพเจ้าจะขอกราบเรียนแจ้ง โดยย่อดังนี้

แนวทางหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา หลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ฯ ปีการศึกษา 2553 ผ่านระบบรับตรง ( Direct Admissions) ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยซึ่ง จะสอบวิชาเฉพาะ ประมาณปลายเดือนตุลาคม 2552

น้ำหนักคะแนนที่ใช้ กลุ่มสาระวิชาที่ต้องสอบ กลุ่มสาระวิชา น้ำหนักคะแนน

1. เงื่อนไข O-NET = 0 % คะแนนรวมต้องเท่ากับหรือมากกว่า 60% (หากมีการสอบมากกว่า 5 กลุ่มสาระวิชา จะคิดเพียง 5 กลุ่มสาระวิชานี้ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตร์กายภาพ รวมเอา ฟิสิคซ์ เคมี ชีวะ ดาราศาสตร์ (โลก และอวกาศ) เข้าไปด้วย ) คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเท่านั้น และเป็นคะแนนสอบครั้งแรกของผู้สมัครเท่านั้น

2. วิชาสามัญ 70 % แบ่งเป็น

วิทยาศาสตร์ 40 % รวมเอา ฟิสิคซ์ เคมี ชีวะ ดาราศาสตร์

คณิตศาสตร์ 20 % ภาษาอังกฤษ 20 % ภาษาไทย 10 %

สังคมศึกษา 10 %(รวมเอาวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศาสนา เศรษฐศาสตร์ )

คะแนนแต่ละกลุ่มสาระวิชาต้องได้ เท่ากับหรือ มากกว่า30%

3. วิชาเฉพาะ 30 %

3.1. การทดสอบศักยภาพในการเรียนรู้ ได้แก่ ความสามารถในการจับใจความ คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ เชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผล และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ

3.2. การประเมินแนวคิดทางจริยธรรม (ใช้คะแนนสอบที่จะสอบเข้าปีการศึกษา 2553 เท่านั้น)

จาก แนวทางหลักเกณฑ์ข้างต้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์เด็กสี่ประการคือ

1.ด้านคุณภาพ เนื่องจากหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน รวมเอาทุกวิชาในแปด หมวดสาระ ได้แก่หมวด คณิตศาสตร์ หมวดวิทยาศาสตร์ (เคมี ชีวะ ฟิสิคซ์ ดาราศาสตร์ ) หมวดสังคมศึกษา หมวดภาษาต่างประเทศ หมวดภาษาไทย สุขศึกษา ศิลปะ การงานพื้นฐานอาชีพ ซึ่งบางวิชาไม่เกี่ยวข้องกับสาขาคณะที่จะเรียน เช่น คณะแพทย์ศาสตร์ ต้องสอบ วิชา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ ทำให้แน่นไปด้วยเนื้อหาสาระที่ต้องจดจำ ซึ่งปกติเด็กทุกคน ต้องเรียน ตั้งแต่ประถม จนถึงมัธยมปีที่ หก หลายวิชาเรียนซ้ำๆ โดย เพิ่มเนื้อหาให้ลึกขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็ลึกเกินกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทำให้ความรู้ที่เป็นพื้นฐานจำเป็นต่อการเรียนในสาขาคณะนั้นๆ ลดลง เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ ชีวะวิทยา ต้องถูกลดลงเนื่องจากต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปเรียนในวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องและไม่จำเป็นต่อสาขาคณะที่เรียน อย่างวิชา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ดาราศาสตร์

เด็กไม่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ และตามความสนใจ ความถนัด ปิดกั้นการใช้ชีวิตในวัยเด็ก ขัดขวางการพัฒนาสติปัญญา พัฒนาการตามวัยและศักยภาพ ทำให้เด็กขาดความสุข ในการศึกษาเล่าเรียนเด็กมีความเครียดเพิ่มขึ้น ขัด พรบ.การศึกษา พ.ศ. 2542 และแก้ไข2545 ม. 6, 8 9 10 ,22 , 24 , 28

- การจัดการศึกษาไมได้คำนึงถึงความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน ตามวัย และศักยภาพ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 22 มาตรา 26 (1) (7) กระทำการใด อันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก เช่นการกำหนดเกณฑ์ในระบบแอดมิชชั่นทำให้ผู้ปกครองและเด็ก ต้องจ่ายค่ากวดวิชามากขึ้น โรงเรียนกวดวิชาได้กำไรมากขึ้น แต่คุณภาพการศึกษาลดลง ศักยภาพทางความคิดลดลง (IQ)
ขัด กฎกระทรวงพ.ศ. 2549 กําหนดแนวทางการพิจารณาว่าการประกาศเกณฑ์แอดมิชชั่น ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็กขัดขวางการพัฒนาทางร่างกาย สมอง จิตใจ ข้อ (1) (2) (3) (4) (5) (13) (17)

- ไม่ได้รับการพัฒนาด้านสติปัญญา เต็มตามศักยภาพ ไม่ได้รับการจัดการศึกษาตาหลักวิชาการและหลักการพัฒนาเด็ก หลักการทางการแพทย์ ( IQ ลดลง เมื่อเรียนสูงขึ้น) ศักยภาพด้านความคิดลดลง เพราะสมองสวนใหญ่ถูกกระตุ้นด้วยเนื้อหาความจำซ้ำซาก มากมาย มากกว่าการสร้างกระบวนการคิดจึงเป็นเหตุให้เด็กไทย ไอคิวลดลง เมื่อเรียนสูงขึ้น

ถ้าไม่เรียนวิชาที่ไม่ชอบ ก็ไม่ได้เพราะ ต้องการ ได้คะแนน ONET สูงๆ เพื่อสอบ เข้ามหาวิทยาลัย ในคณะแพทย์

ทำให้เด็กถูกละเมิดสิทธิในการได้รับการศึกษาเต็มตามศักยภาพ ตามความสนใจ เพราะต้องเอาเวลาไปเรียนในวิชาที่เคยเรียนมาแล้วซ้ำซาก ไม่สามารถเรียนในวิชาที่ชอบและสนใจอย่างเต็มที่ เป็นการ ขัดขวางต่อการ พัฒนาการของเด็ก ศักยภาพของเด็ก คุณภาพการศึกษาตกต่ำ ศักยภาพทางความคิดลดลง (IQ) ขัดพรบ.การศึกษา ม. 22 24 28 และ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 22 มาตรา26 (1) (7) ขัด กฎกระทรวงพ.ศ. 2549 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็ก ข้อ 1 (1) (2) (3) (4) (13)

และ ขัด พันธกรณีระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษย์ชน มาตรา 32 การจัดการศึกษา รูปแบบ ดังกล่าว เป็น อันตรายต่อสุขภาพของเด็ก หรือ สมอง , จิตใจ เด็กๆ เพราะถูกบังคับ ให้เรียนมากมาย เครียด รวมทั้งสติปัญญาลดลงเมื่อเรียนสูงขึ้น ทำลายสุขภาพจิต และมันสมองเด็ก

ตรงข้ามกับผลวิจัยของสมองที่เขียนเรื่อง Teaching With the Brain in Mind โดย Dr. Eric Jensens ( E mail : jlcbrain @ connectnet.com ) ที่ว่า สมองจะพัฒนาได้ดี เมื่อเด็กเรียนโดย ให้ มีความเครียด น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการให้การบ้านมากมาย การเรียนหลัง เลิกเรียน ฯลฯ และเด็กจะมีไอ คิวเพิ่มขึ้นเมื่อได้ร่วมคิดร่วมทำ กิจกรรม

และ จาก www.newhorizons.org Dr. Ronald Kotulak เขียนเรื่อง Learning How To Use the Brain (Paper presented at the "Brain Development in Young Children: New Frontiers for Research, Policy and Practice" Conference, Chicago, on June 13, 1996) ที่ว่าประเทศต่างๆทั่วโลก ไอคิวเพิ่มขึ้น {ยกเว้น แต่ประเทศไทยเรา ไอคิวลดลงไปเรื่อยๆเมื่อเรียนสูงขึ้น }

และหนังสือ Brain Longevity, เขียนโดย Dr. Dharma Singh Khalsa, M.D., ที่บอกว่าความเครียดทำลายสมอง ทำให้ความจำลดลงความสามารถในการเรียนลดลง ( เอกสารแนบ 5 )

และขัดกับหลักการพัฒนาการเด็กที่เด็กต้องมีความฉลาดที่หลากหลาย (Multiple intelligences ) ซึ่ง Professor Dr. Howard Gardner แห่งมหาวิทยาลัย ฮาวาด ได้บัญญัติไว้ ว่าการจัดการศึกษา ครู ผู้ปกครอง ต้องคำนึงถึงความฉลาดที่หลากหลาย และต้องพัฒนาให้เด็กได้รับเต็มตามศักยภาพเด็ก

2.ด้านโอกาสความเท่าเทียมกันในการได้รับการศึกษา

- ละเมิดสิทธิของเด็กในโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน เนื่องด้วยให้โอกาสเด็กเฉพาะในปีการศึกษาที่จบเท่านั้น และเด็กที่ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย เพราะเรียนไม่ไหว ไม่สามารถสมัครเข้าสอบแข่งขันใหม่ได้ ขัดต่อ อนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก การจำกัดสิทธิ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ สองขึ้นไป หรือผู้ที่ถูกรีไทร์ หรือผู้ที่ไม่ชอบในสาขาคณะเดิมที่เรียนอยู่ หรือผู้ที่เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ไม่สามารถจ่าย ค่าเล่าเรียนได้ หรือเด็กที่สอบได้ ONET ไม่ถึง 60 %ในปีที่จบ ไม่สามารถเข้าเรียนพทย์ได้เลยตลอดชีวิต (เอกสารแนบ 1 ) กลับถูกละเมิดสิทธิ์ ไม่สามารถเข้าสมัครได้ เพราให้ เอาคะแนนสอบ ONET ครั้งแรก ครั้งเดียว ตรงปีที่จบ ไม่สามารถ สอบแก้ตัวใหม่ได้ หากสอบได้เท่าใดก็ต้องเท่านั้นตลอดชีวิต

ขัด พันธกรณีระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษย์ชน มาตรา 28 รัฐภาคีตระหนักในสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษา บนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ในเกณฑ์นี้ เด็กยากจนย่อมมีโอกาส น้อยกว่า

และ รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 2 มาตรา 3 26 29 30

ซึ่ง คณะกรรมการสิทธิเคยตัดสินแล้วว่าการให้ใช้คะแนนสอบ ONET ครั้งแรกครั้งเดียวถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก (เอกสารแนบ...................) แต่ไม่มีการแก้ไขปรับเปลี่ยน เพราะอ้างว่าจะทำให้การประเมิน โรง

 

เรียนไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริง ONET ไว้ประเมินคุณภาพโรงเรียน ไม่ใช่เพื่อการเข้ามหาวิทยาลัย

เมื่อนำONET มาเข้ามหาวิทยาลัยจึงผิดวัตถุประสงค์ และเมื่อใช้คะแนนONET มาใช้เข้ามหาวิทยาลัยการให้ใช้คะแนนครั้งแรกครั้งเดียว จึงถือว่าละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งหากให้สอบครั้งที่สอง สาม ผู้ที่เกี่ยวข้องอ้างว่าจะประเมินคุณภาพโรงเรียนไม่ได้

ข้อโต้แย้งคือ การแก้ปัญหานี้ง่ายมากคือการสอบครั้งที่สองสาม ก็ไม่ต้องนำคิดเทียบไปประเมินคุณภาพโรงเรียน

หากปัญหาแค่นี้คิดไม่ออกแก้ไม่เป็นก็ไม่ควรมาเป็นผู้ที่จะบริหารแกะกำหนดชะตาอนาคตของคนทั้งประเทศ

ว่าด้วยเรื่อง ONET ครั้งเดียว ครั้งแรก ในการสมัครสอบเข้าแพทย์

เหตุผลของคณะกรรมการ เพราะ

1 ต้องการคนเก่ง คนพร้อมเพื่อ ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ป้องกันเด็กถูกรีไทร์ หรือเรียนไม่จบ มาเรียน ถ้าทำคะแนนได้ไม่ถึง 60% แสดงว่าไม่ใช่คนเก่ง และจะ เรียนไม่ไหว มีหลักฐานอะไรยืนยันประกอบหรือแค่สันนิษฐาน

แล้วทำไม่ไม่เอาคะแนน ANET หรือคะแนนในสาขาวิชาเฉพาะที่ตรงกับคณะแ พทย์มากกว่ามาเป็นตัวกำหนดว่าเด็กจะเรียนแพทย์จบหรือไม่ หรือเรียนไหวหรือไม่ ทำไมต้องเอาะแนน ONETมาเป็นเกณฑ์ ตัวชี้วัดว่า เด็กจะเรียนจบหรือไม่

หากเป้นเช่นนั้นจริงต้องเอาคะแนนONET มาตัดสินเลยว่าใครควรจะเนียนแพทย์ หรอืไม่ ไม่ต้องสอบ ANET หรือวิชาเฉพาะ ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ

2 การเรียนในระดับอุดมศึกษาเป็นการลงทุนสูง ต้อง กันคนที่คะแนน ONET ไม่ถึง 60% เพราะจะเรียนไม่จบ

ข้อโต้แย้ง

ข้อที่หนึ การสอบ ONET ได้ ไม่ถึง 60 % เช่นได้ 59.95 % ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการเรียน และเรียนไม่ไหวจริงไหม มีหลักฐานอะไร ที่บ่งบอกว่า ONET59.95 เรียนแพทย์ไม่ไหว

และเด็กได้คะแนน 59.95 % จะเป็นแพทย์ที่ดี มีฝีมือไม่ได้ เรียนไม่จบแน่นอนจริงหรือ

และ คนที่ได้ ONET 60 %หรือ 60.1% เรียนแพทย์จบทุกคน จริงหรือ

และเด็กได้คะแนน มากกว่า 60 %หรือ 60.1 จะเป็นแพทย์ที่ดี มีฝีมือ และเรียนจบแน่นอนจริงหรือ

มีผลวิจัยอะไรสนับสนุน ยืนยัน

คนที่ได้คะแนน 59.99 กับคนที่ได้ 60 % จะสามรถ แยก ว่าคนที่ได้59.95 ไม่มีความสามารถ คนที่ได้ 60.00 มีความสามารถในการเรียนแพทย์ และเป็นคนดี จรืงหรือ


การรักษาคนไข้ผิดพลาดไม่ได้อยู่ที่ คะแนน ONET แต่อยู่ที่ความ สามารถเฉพาะบุคคล การมีจิตวิญญาณของความเป้นแพทย์มากกว่า การจะได้ONET มากกว่า 60 %

ตรงกันข้าม คนที่ได้คะแนน ONET ไม่ถึง 60 % อาจจะเก่งกว่าคนคะแนนถึง 60% เพราะเขาอาจจะเก่งในสาขาวิชาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแพทย์โดยตรงเช่น เก่งวิชาชีวะวิทยา อังกฤษ แต่ไม่ได้เก่งวิชาเศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ (ในวิชาสังคม ) หรือเคมี ดาราศาสตร์ ซึ่งห่างไกลจากวิชาการเป็นแพทย์เก่ง มากกว่า

และในประเทศอเมริกาก็ไม่ได้เอาคนที่เป็นหัวกะทิ หรือ คนเก่งที่สุดมากเรียนแพทย์ มาเรียนแพทย์ คนเก่งเขาเรียนวิชากฎหมายมากกว่า

เพราะฉะนั้น สันนิษฐานที่ว่าการตัดคะแนน ONET 60%เป้นคนเก่งเรียนจบแพทย์แน่ๆ ถือว่าไม่ชอบธรรม

ข้อที่สอง การสอบครั้งเดียว เท่ากับ ละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งคณะกรรมการสิทธิ ได้มีหนังสือตอบกลับไปที่ศาลปกครองแล้วว่าการให้สอบ และใช้คะแนน ONET ครั้งแรกครั้งเดียว ถือว่าละเมิดสิทธิเด็ก เพราะบางครั้งการสอบครั้งนั้น เด็กอาจจะ เตรียมไม่เต็มที่ เกิดอุบัติเหตุ คนที่โชคร้ายป่วยหรือไม่สบายในวันสอบ ความเจ็บป่วยไม่เคยบอกล่วงหน้า ว่าจะเป็นวันไหน ส่วนบางคนพอสอบได้คะแนนน้อยแล้วเอาความเจ็บป่วยมาอ้างก็มี แต่คนที่ไม่สบายเจ็บป่วยจริงๆ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน การสอบได้ครั้งเดียวแล้วเอาคะแนนไปตัดสินอนาคตเด็กถือว่า เป็นการละเมิดสิทธิเด็กในโอกาสทางการศึกษา หากจะเอา 60 % ต้องให้เด็กแก้ตัวได้ สอบใหม่ได้ โดย ONET ครั้งที่สอง สาม ไม่ต้องนำไปประเมินโรงเรียน

ข้อที่สาม การสอบและใช้ ONET ครั้งแรกครั้งเดียว ตรงปีที่จบ ยังเป็นการลิดรอนสิทธิเด็กด้วย เช่น นักศึกษาที่ถูกรีไทร์ และโดยเฉพาะผู้ที่จบม.6 ก่อนปี 2548 ซึ่งยังไม่มีการสอบโอเน็ตนั้น หมดสิทธิ์สอบเปลี่ยนไปเรียนคณะ แพทย์ หรือคณะอื่นๆ ยกเว้นเอกชนที่แพงมาก สุดท้าย คนจนๆหมดสิทธิเป็นแพทย์แน่นอน หากพลาดครั้งแรก

ข้อที่สี่ อีกกรณี เผื่อ เด็กซิ่ว ที่ตอนแรก ไม่ได้ คิดอยากเป็น หมอ เลย ทำข้อสอบ ได้ไม่ถึง 60% อาจจะได้ 58%
พอเข้าไปเรียน ปีแรกแล้ว ไม่ใช่คณะ ที่ชอบ แต่ กลับ อยากเป็น หมอ ขึ้นมา เด็กคนนั้นก็ หมด สิทธิ์ ไปเลย


{เข้าใจว่าเป็นงบภาษีประชาชน ถ้า จะป้องกันสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน ก็น่าจะ็ลองให้คนที่จะสอบรอบ 2 ออกเงินค่าสอบแทนเอง ชดใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ที่เรียนในมหาวิทยาลัย และควรมีการให้ย้ายคณะได้ และ มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ดี } รวมทั้งหากต้องการไม่ให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดิน ต้องแก้ไขเกณฑ์การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเพราเกณฑ์การใช้ ONET GPAX GAT PAT ยังคงมีปัญหาทำให้ได้เด็กไม่ตรงคณะ (เอกสารแนบ..........)




3 . ด้านจิตใจ ขาดความสุข ผิดอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

4 พ่อแม่ ผู้ปกครอง เยาวชน ประชาชน ถูกละเมิดในเรื่องการที่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การมีส่วนร่วม และความเสมอภาค และการปฏิบัติตามกฎหมาย หลากหลายประการข้างต้น

ในการจัดการศึกษาที่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของตน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 52 57 58 บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน แต่ในการกำหนดให้เกณฑ์ ONET ขั้นต่ำ 6๐% และใช้คะแนนครั้งแรก ครั้งเดียว ตรงปีที่จบ ในปี 2553 ไม่เคยได้ให้เยาวชนเข้ามามีสิทธิมีส่วนร่วมใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่ไม่มีวิจัยหรือหลักฐานใดว่าใช้ระบบแบบนี้ แล้วจะเกิดผลดีอย่างไร ตามกฎหมายต่างๆข้าง

ต้น ผู้ถูกร้องเรียนทั้งห้ากลุ่ม ถือว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงของประเทศ เป็นผู้มีคุณวุฒิสูง ต้องรู้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรา และเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องรู้กฎหมายทุกฉบับโดยเฉพาะที่กล่าวอ้างมาข้างต้นในข้อ ก. แม้นประชาชน และอาจารย์มหาวิทยาลัย จะร้องเรียนอย่างไร เอกสารแนบ.......คำละออศรี ....สธน...................ก็ยังยืนยันคำเดิมๆ และคณะกรรมการสิทธิจะตัดสินว่าละเมิดสิทธิเด็ก ก็ยังเพิกเฉย ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ผิดอาญามาตรา 157

จาก การที่ประเทศไทย ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย หมายความว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การบริหาราชการแผ่นดิน ต้องมีส่วนร่วมของประชาชน (มาตรา 57 58 78 87 ) และการกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิเท่าเทียมกัน มาตรา 4 26 28 29 30 57 58

ประเทศไทยปกครองโดยระบบนิติรัฐ (รัฐธรรมนูญมาตรา 3 40 71 74 78 81 ) ข้าราชการพลเรือน ในอุดมศึกษา เจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ และข้าราชการการเมือง มีหน้าที่ดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ส่วนร่วม และให้บริการแก่ประชาชน ตามหลักธรรมาภิบาล ของการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี ต้องคำนึงถึงประโยชน์ประเทศชาติ ต้องยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก่อนเริ่มดำเนินการส่วนราชการต้องจัด ให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้ครบถ้วนทุกด้าน และรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ก่อน จะทำอะไร ที่กระทบต่อประชาชน ( พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 8(3) (4) ) แต่ระบบแอดมิชชั่น และเกณฑ์การสอบแพทย์ กสพท. ไม่มีผลวิจัยว่า ประชาชนจะได้รับประโยชน์ใด

จาก พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 6 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 10 สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ดำเนินการให้มีการประเมินและพัฒนาข้าราชการ พลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งอธิการบดีเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

มาตรา 11 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ กำกับ ดูแล ติดตามและประเมินผลการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา แต่ไม่ ได้ทำหน้าที่อย่างครบถ้วน แม้นมีการร้องเรียนผ่านรมต. ศธ.หลากหลายครั้ง

มาตรา 38 ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ข้าราชการสถาบันอุดมศึกษาซึ่งรวมอธิการบดี มหาวิทยาลัยรัฐทุกแห่ง เช่น ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ฯลฯ ไม่ได้สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นเยาวชนไม่เห็นด้วยกับการใช้เกณฑ์นี้ถึง 86.77 % ยังเดินหน้าประกาศใช้ ทั้ง ไม่มีข้อวิจับใดๆสนับสนุนว่าประกาศใช้เกณฑ์นี้แล้วทำให้เด็กได้ตรงคณะ หรือมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร แต่ผลจากระบบแอดมิชชั่น ทำให้เด็กที่เข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์คุณภาพลดลง เกรดเฉลี่ยจาก 1.94 เหลือ 1.22 ก็ยังเดินหน้าประกาศใช้เกณฑ์การในระบบแอดมิชชั่น

ขัด มาตรา39 , 42 ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ไม่ ดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของทางราชการ ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งจากการประกาศใช้เกณฑ์นี้สศช. ประเมินว่า ปี 50 เงินกวดวิชา กว่า 6,000 ล้านบาท (เอกสารแนบ. 3 ………. ) ปี 2551 ประเมิน โดย นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ คาดว่ามีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท จากการสำรวจของสสส.และมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ผู้ปกครองต้องส่งลูกเรียน กว่า 70% เป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับโดยอ้อม และทั้งยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหลายมาตรา หลายฉบับ ข้างต้น

ทั้งมีวิจัยชี้ชัดว่าทำให้เกิดการครอบเรียนมากขึ้น และเสียหายต่องบประมารแผ่นดินมากขึ้น ถือเป็นการประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนของทางราชการ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ

เช่นเดียวกัน พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พ.. 2531 มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 20 ให้มีอธิการบดีคนหนึ
ซึ่ง ณ ขณะนี้ ข้าราชการพลเรือนคืออธิการบดี คณะกรรมการแพทย์กสพท. ได้ปฏิบัติหน้าที่ ผิดกฎหมายหลายฉบับ หลายมาตรา ข้างต้น เพราะขาดการมีส่วนร่วม ขาดการวิจัยข้อดีข้อเสีย เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม รรกวดวิชาได้รับประโยชน์

มีการร้องเรียน เสนอแนะ เรียกร้องให้แก้ไข หลายครั้ง และมีผลวิจัยว่าทำให้เกิดความเสียหายแก่แผนดิน ทั้งงบประมาณ และศักยภาพเยาวชน คนในชาติ แต่ก็ยังเดินหน้า ในการประกาศใช้เกณฑ์แอดมิชชั่น และเกณฑ์แพทย์กสพท รวมทั้งการละเมิดสิทธิเด็กหลากหลายประการ ถือว่าจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดกฏหมายอาญา มาตรา 157

จากข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงข้างต้น ดังนั้น ข้าพเจ้า จึงใคร่ขอความช่วยเหลือ ได้โปรดพิจารณา ไต่สวนข้อเท็จจริง ในกรณีย์ที่ข้าราชการพลเรือนในอุดมศึกษาและข้าราชการการเมือง ละเว้นการปฏืบัติหน้าที่ รปะมาทเลินเล่อ ทำให้ประชาชน และงบประมาณแผ่นดิน เสียหาย แล้ว เสนอเรื่องต่อผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งรัฐบาล เพื่อดำเนินการเร่งผลักดันให้เกิดการแก้ไขเกณฑ์ในระบบแอดมิชชั่น ภายใน 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 59

ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริง ทั้งสิ้น ข้าพเจ้า บริสุทธิ์ใจที่อยากเห็นการพัฒนาเด็กเป็นไปบนความถูกต้อง มีหลักการทางการแพทย์ และหลักวิชาการ ตามหลักนิติธรรม และมีความยุติธรรม หากเยาวชนในชาติมีศักยภาพตกต่ำ หมายถึงศักยภาพคนในชาติที่ต้องตกต่ำ และด้อยกว่านานาอารยะประเทศ มีผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่อปล่อยให้เนิ่นนานไปจะเกิดความเสียหายต่ออนาคตของประเทศชาติ มาก ขึ้น

ข้อเสนอ ทางออกแอดมิชชั่น

1. ยกเลิก GPAX ONET 50% เพราะคำนวณ แล้วหากเด็กไม่เก่งคณิต วิทย์ สามารถเข้าเรียนวิทยาศาสตร์

วิศวะได้ เอกสารแนบ 4

2. P2 ควรแยกเป็น P2.1 =เคมี P2.2= ฟิสิกส์ P2.3=ชีวะ

สัดส่วนตามสาขาคณะที่เลือกแพทย์ P2.3 สูงกว่า ส่วนวิศวะฯ P2.2 สูงกว่า P2.3 เป็นต้น

3. ให้ผ่านประสบการณ์ในสาขาที่จะเรียน

4. นิสิตคนไหนลาออก ต้องชดใช้เงิน ยกเว้นมีเหตุผล ที่เหมาะสม เช่นเรียนไม่ไหว จะสอบตก จะถูกรีไทร์ ไม่มีเงินเรียน

5. ให้โอกาสเด็กยากจน และทุกคนสอบGAT PAT ฟรี หรือเก็บไม่เกิน 100 บาท ไม่ละเมิดสิทธิเด็กยากจน สอบสองครั้งต่อปีเพียงพอ ต่อการคัดเลือก และ ไม่ทำให้เด็ก เครียด

6. โอเน็ทขั้นต่ำ ในภาควิชาแพทย์ ควรจำกัดเฉพาะรายวิชา ในการกำหนดคะแนนขั้นต่ำ ไม่ใช่เหมา ทุกวิชา เพราะขัด พรบ.การศึกษามาตรา 22 24 28 และรัฐธรรมนูญ ม. 52 และหากใช้ ONET ขั้นต่ำ ต้อง มีสิทธิแก้ตัว สอบใหม่ ได้ไม่ใช้ได้คะแนนแค่ไหนต้องแค่นั้นจนตลอดชีวิต

ในอเมริกา สอบวิชา ทั่วไปแค่ SAT ทั่วประเทศ และทั่วโลก คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษเท่านั้น

อื่นๆที่ต้องการเสนอ คือ

1. แยก ONET ออกไป ให้ใช้ วัดมาตรฐานคุณภาพ โรงเรียน และใช้ถ่วง GPA เพื่อวัดมาตรฐานโรงเรียน

2. ในอนาคต เด็ก มีสิทธิย้ายคณะได้ ในสาขาที่ต่ำกว่า เด็ก มีสิทธิแก้ตัว

3. ทุกข้อสอบเช่น GAT , PAT ต้องมีการเฉลยข้อสอบ มีการวัดทักษะกระบวนการหาความรู้ และวิธีการเรียนรู้ของเด็ก และเน้นวิเคราะห์จริง ไม่ใช่เหมือนข้อสอบเอ็นทร้านซ์ ไม่เอาความรู้มหาวิทยาลัยมาออก เพราถือเป้นการละเมิดสิทธิเด็ก

4. มีประสบการณ์ ในสาขาที่เรียน สักสองสามเทอม

จึงใคร่ขอความกรุณา โปรดพิจารณาตามบทกฎหมาย และหลักฐานข้างต้นเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนดที่ทุกคนไม่อยู่เหนือกฎหมาย ขอ กราบขอบพระคุณยิ่ง ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ขอแสดงความนับถือ

พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี

ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง













กิจกรรม

สรุปกิจกรรมสัมนา 5 เรื่อง โดยคณะกรรมการเผยแพร่ประชาธิปไตย และประชาสัมพันธ์ สภาพัฒนาการเมือง article
สรุปกิจกรรมเสวนา เรื่อง “ขึ้นค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร เป็นธรรม??” ในวันที่ 4 พค 55 ที่ผ่านมา article
ขอเชิญร่วมเวทีระดมสมอง “ ทางออก ทางรอด ของเยาวชนเหยื่อของระบบการศึกษา แนวคิด และวิธีปฏิบัติ เพื่อปฏิวัติการศึกษาไทย article
โครงการ “อ่าน เขียน เรียน คิด
ขอเชิญร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา
Headline
ขอเชิญเข้าร่วมเสวนา หัวข้อ“ปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปการเลือกตั้ง :สร้างคนดีเข้าสภา วันที่ 8 ส.ค.2553 article
วิกฤตขาดเลือด สภากาชาดไทยเร่งขอบริจาคเลือดสำรอง
อยากไปเรียนต่อเนเธอร์แลนด์ไม๊? เชิญฟังทางนี้จ้า
ขอเชิญเข้าร่วม กิจกรรมเสวนาระดมสมอง เรื่องผลกระทบจากระบบการศึกษา article
ใบมอบอำนาจ ฟ้องคดีแทน article
สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ article
วมกันคัดค้าน และขอสำรวจ ความคิดเห็น ระบบแอดมิชชั่น article
ขอเชิญร่วมสัมนา แอดมิชชั่น สร้างหรือทำร้าย ศักยภาพเด็กไทย article
สันติวิธี vs ปีศาจวิทยา
ร่วมกันคัดค้านค่าเอฟที
ข้อเสนอในการแก้ไขปัญ หาการศึกษาและแนวทางแก้ไข
แบบฟอร์ม คำร้องขอใช้สิทธิดูข้อมูลข่าวสาร
เศรษฐกิจพอเพียง
การควบคุมรายจ่ายของวัยรุ่น
ขอเชิญเสวนา ระดมสมองเพื่อปฏิรูปการศึกษา
คำถามที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เรียนคูมองมีประโยชน์ไหม article
วิจารณ์ รัฐธรรมนูญฉบับ ปี2550 article
วิจารณ์ รัฐธรรมนูญฉบับ ปี2550



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com