ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




สันติวิธี vs ปีศาจวิทยา

 

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

 

12 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ

 

 

 

ชนวนที่พร้อมถูกจุด

อาจารย์ชัยวัฒน์แยกแยะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอาจจะมีเบื้องหลังทางการเมือง แต่ต่อให้ไม่มีเบื้องหลังหรือไม่มีเจตนาของใครเลย ความรุนแรงก็จะเกิดอยู่ดี จากพื้นฐานความขัดแย้งที่มีมาทั้งหมดในสังคมไทย ซึ่งในฐานะนักสันติวิธี อาจารย์ขอพูดในส่วนนี้ ที่มีความสำคัญยิ่งว่าแล้ว

สังคมไทยจะอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างไร

"ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูได้เป็น 2-3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งก็คือผมสนใจท่าทีของ พล.อ.ชวลิต ผมว่าน่าสนใจมาก คือจะพูดว่าใครในซีกรัฐบาลดูเหมือนจะพยายามเชื่อมโยงกับฝ่ายพันธมิตรได้ ก็คือ พล.อ.ชวลิตที่ทำได้ ปัญหาที่เป็นความขัดแย้งแบบร้อนแรงทั้งหลาย พล.อ.ชวลิตจะพยายามทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขมร ปัญหาภาคใต้ หรือเรื่องพันธมิตรฯ ก็ตาม 3 เรื่องหลักๆ ปรากฏว่ามันเริ่มต้นดีแล้วถูกเปลี่ยนด้วยเหตุการณ์บางอย่าง เพราะฉะนั้นเหตุปัจจัยที่เกื้อหนุนทำให้เกิความรุนแรงมันมีหลายอันผสมกัน รวมทั้งอันสุดท้ายที่ พล.อ.ชวลิตแถลงในจดหมายถึงนายกฯ ที่ขอลาออก อ่านแล้วก็หมายความว่า พล.อ.ชวลิตก็สั่งเป็น 2 อย่าง คือให้คุ้มครองรัฐสภาโดยกำลังตำรวจ แต่อย่าให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และก็เสนอด้วยว่าย้ายที่ประชุม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ที่น่าสนใจก็คือเรื่องทั้งหมดมันไม่เกิด แปลว่าอะไร เราเป็นคนนอกเวลาเราฟังก็หมายความว่ารองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหานี้ไม่สามารถสั่งการให้เกิดขึ้นได้ หน่วยงานข้างในคงมีความขัดแย้งกันพอสมควร"

"เพราะฉะนั้นก็หมายความต่อไปว่าความรุนแรงที่เกิดมันเป็นผลรวมของความรุนแรงที่มีบางฝ่ายบางพวกอยากเห็นมันเกิด ซึ่งมาจากหลายฝ่าย หรือในอีกทางหนึ่งมันเป็นความรุนแรงที่ดูกันในภาพรวมจะเป็นไปได้อยู่แล้ว"

"ส่วนแรกผมไม่อยากจะพูดถึง ผู้วิเคราะห์ในเรื่องการเมืองไทยคงจะอธิบายได้ครอบคลุมกว่า ใครที่อยู่ใกล้ข้อมูลกว่าก็จะเห็น ผมไม่ได้อยู่ใกล้ข้อมูลขนาดนั้น แต่ส่วนที่สองว่าทำไมความรุนแรงถึงเกิด ตรงนี้อาจจะพออธิบายได้ในฐานะที่เราทำงานด้านความรุนแรงกับสันติวิธี"

"ขณะนี้บ้านเมืองของเรา ความขัดแย้งที่มีอยู่เป็นความขัดแย้งที่แหลมและลึกในหลายชั้น ในความเห็นผมเป็นความขัดแย้งที่ไม่เหมือนเดิมเลย ก็เพราะความขัดแย้งที่ว่ามันเป็นความขัดแย้งอย่างน้อย 3 ชั้น ที่ปรากฏอยู่ อันที่หนึ่งเป็นความขัดแย้งในเรื่องเป้าหมายของสังคมการเมือง สมมติว่ามันเป็นความขัดแย้งใน theme อะไร แล้วสิ่งที่ปรากฏคืออะไร หลักฐานก็คือเหมือนว่าในสังคมไทย ฝ่ายหนึ่งต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง สามารถทำนโยบายอะไรต่างๆ ได้ตามใจ อีกฝ่ายหนึ่งต้องการการควบคุมรัฐบาลที่เข้มแข็ง อำนาจในการควบคุมตรวจสอบเข้มแข็ง ก็แปลว่ารัฐบาลอ่อน ฝ่ายแรกต้องการรัฐบาลเข้มแข็ง ไม่ต้องถูกควบคุมอะไร ทำงานรวดเร็วมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพสูง เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ฝ่ายหนึ่งต้องการรัฐบาลซึ่งอ่อนแอ อำนาจควบคุมจากฝ่ายต่างๆ เป็นตัวมอนิเตอร์ที่เข้มแข็งขึ้น อันนี้ก็เป็นสถานการณ์ที่เป็นอยู่"

"สิ่งที่ปรากฏก็คือการต่อสู้กันในทางความคิดระหว่างความคิดซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ต้องการรัฐบาลเสถียรภาพเข้มแข็ง และรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่ต้องการรัฐบาลเข้มแข็งเท่าไหร่ ถามว่านี่แปลกไหม ไม่แปลกหรอก ในประเทศไทยก็ปะทะกันแบบนี้มาหลายครั้งในอดีต เมื่อเรามีรัฐบาลอ่อนแอก็มีฝ่ายที่ยึดอำนาจรัฐประหารทั้งหลายทั้งปวง มันเคยเกิดมาแล้วใน 70 กว่าปีที่ผ่านมาของระบอบรัฐธรรมนูญที่เรามี"

"อันที่สองที่น่าสนใจกว่าก็คือ วันนี้ผมรู้สึกว่าความขัดแย้งมันไม่ใช่ความขัดแย้งเรื่องเป้า แต่เป็นเรื่องวิธี วิธีในการที่ใครควรจะครองอำนาจ ก็คือฝ่ายหนึ่งเห็นว่าวิธีขึ้นครองอำนาจในรัฐที่ชอบธรรม คือการเลือกตั้ง อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม ไม่ใช่วิธีครองอำนาจ มันก็ปะทะกัน อันนี้มันเลยยุ่งกว่าเดิมมาก เพราะในอดีตถึงแม้รัฐประหารเกือบจะทุกชุดมาก็จะบอก 2-3 อย่าง มีเหตุผลทำไมต้องรัฐประหาร รัฐบาลคอรัปชั่นก็ว่าไป ในที่สุดก็บอกว่าอันนี้ชั่วคราวนะ แล้วจะนำรัฐธรรมนูญกลับมาใหม่ นำระบบประชาธิปไตยกลับมาใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน และจบ"

"วันนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะว่าอย่างน้อยการเลือกตั้งในรูปแบบปกติเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่เหมาะ ในขณะที่อีกฝ่ายก็เห็นว่านี่แหละคือรากฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของระบอบประชาธิปไตย เรื่องนี้ใหญ่มากในความเห็นผม การเลือกตั้งเป็นนวัตกรรมทางการเมืองสำคัญในรอบ 200-300 ปีที่ผ่านมา เพราะมองจากมุมการจัดการความขัดแย้ง หรือการอยู่กับความขัดแย้ง มันตอบโจทย์ใหญ่ที่สุดทางการเมืองอันหนึ่งคือ ใครควรจะครองอำนาจอธิปไตยในรัฐ และมันตอบโดยให้ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินด้วยการเลือกตั้ง มันมีข้อบกพร่องอะไร มีระบบวิธีเลือกตั้งนานาชนิด แต่ตัวมันเองออกมาเพื่อแก้ปัญหานี้ พอเราบอกไม่เอามัน มันเลยยุ่ง หรือว่าฝ่ายหนึ่งในสังคมบอกไม่เอา อีกฝ่ายบอกเอา ก็ปะทะกัน อันนี้เป็นความขัดแย้งอันที่สองซึ่งซ้อนอยู่บนอันแรก"

"อันที่สามมาจากการที่สังคมไทยเวลานี้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อย่างที่เราเห็นว่ามันซึมเข้าไปในตัวของสังคมไทยแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้น อันนี้คือความขัดแย้งในจินตนาการความเป็นไทย อันนี้เป็นปัญหาที่ยากมาก มันแปลว่าตกลงความเป็นไทยของเราซึ่งหมายความถึงหลายเรื่อง หมายถึงความภักดีที่เรามีต่อสิ่งสำคัญๆ ของบ้านเมือง หน้าที่ของเราในฐานะที่เป็นพลเมือง ความถูกความผิดในสังคมทั้งหลายทั้งปวง มันมาผูกโยงแบบว่าตกลงเรายังเป็นไทยกันอยู่หรือเปล่า และเราไม่ใส่เสื้อบางสี หรือไม่แสดงออกบางลักษณะ ไม่ทำอะไรบางอย่างก็กลายเป็นว่าไม่ใช่คนไทยแล้ว แปลว่ามันไปรบกวนจินตนาการความเป็นชาติไทยที่สำคัญมาก"

"ผลของมันก็อย่างที่เราเห็นขณะนี้ ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ความไม่สามารถวางใจใครได้ กระทั่งความเกลียดชังอาจจะมีในหมู่ของเรากันเอง ประเด็นต่างๆ ใหญ่โตทั้งหลายถูกดึงมาใช้เกือบหมด เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้เรากำลังอยู่บนฐานนี้ทั้งอัน เหตุการณ์ 7 ตุลามันวางอยู่บนของทั้งหมดนี้ การรณรงค์ของพันธมิตรก็ดี นปก.ก็ดี ในความเห็นผมมันคือปรากฏการณ์ที่วางอยู่บนความขัดแย้ง 3 อัน ที่กำลังซึมลึกลงไปในเนื้อของสังคมไทยในขณะนี้"

"ฉะนั้นถามว่ามันนำมาสู่ 7 ตุลาได้ไหม มันก็นำมาสู่ 7 ตุลาได้ ถามว่าเราอธิบาย 7 ตุลาได้อย่างไร ผมคิดว่าเหตุการณ์ 7 ตุลา ถ้ามันจะไม่เกิด ชนิดของความขัดแย้งจะต้องไปไม่ไกลถึงขั้นที่เห็นคนซึ่งต่างจากเราเป็นศัตรูคู่อาฆาต อันนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญ"

"บังเอิญในขณะนี้ความขัดแย้งที่เกิด โดยเฉพาะอันที่สามมันทำให้เรามองอีกฝ่ายกลายเป็นศัตรูไป อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่ากลัว ไม่เฉพาะในสังคมไทย รวมถึงในโลกนี้ ระบอบประชาธิปไตยหัวใจของมันก็คือมีฝ่ายตรงข้าม แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ศัตรู สำหรับสังคมไทยขณะนี้มันได้เปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามให้เป็นศัตรู อันนี้อันตราย ฝ่ายตรงข้ามเช่นกีฬา คุณวิ่งแข่ง ชกมวย เล่นแบดมินตัน ก็ต้องมีฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นฝ่ายตรงข้ามสำคัญกับคุณมาก ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีกีฬาทั้งหลายทั้งปวง แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ศัตรู ถ้านักมวยเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู ขึ้นเวทีก็ยิงมันเลย ก็ไม่มีกีฬามวย ไม่มีชัยชนะ มันคนละเรื่องเลย แต่เรากำลังเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นบางอย่างที่น่าอันตราย 7 ตุลามันวางอยู่บนปัญหาแบบนี้"

"นี่คือชนิดของความขัดแย้งที่ทำให้เกิด อันที่สองที่ผมสนใจคือ เอาละต่อให้มีความขัดแย้ง แต่ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดความรุนแรง ถ้าไม่เกิดได้มันต้องมีอีกตัวหนึ่งคือความสามารถในการควบคุมกลุ่มของตัว ต้องสูงมากๆ แปลว่าต้องสั่งได้จริงๆ ว่าไม่ใช้อาวุธนะ ต้องสั่งจริงๆ ว่าต้องไม่ใช้ความรุนแรงนะ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของคนในกลุ่มของตัวเองได้ ทั้งหมดนี้ผมไม่มีความมั่นใจเลยว่าพันธมิตรฯ ก็ดี หรือฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ดี จะสามารถทำอย่างนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่าความรุนแรงคงต้องเกิด ถึงแม้ว่าฝ่ายนำของทั้ง 2 ฝ่ายคือฝ่ายพันธมิตรฯ หรือเจ้าหน้าที่ก็ดี อาจจะมีคนบอกว่าโอ๊ย ทุกคนวางแผนทำให้เกิดปะทะกัน แต่ผมขอเป็นคนไร้เดียงสาทางการเมือง และก็บอกว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องปรารถนาดีหมด ผมจะใช้สมมติฐานนั้นด้วยซ้ำ แต่ต่อให้ทุกคนปรารถนาดีหมดก็จะเกิดความรุนแรงด้วยเหตุผลที่ผมว่า ควบคุมไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์"

มันก็ไม่ไร้เดียงสาขนาดนั้น คุณจำลองเดินออกไปให้จับ

"ไม่ทราบ ถึงบอกว่าต่อให้ไง"

อีกฝ่ายก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงจับคุณไชยวัฒน์

"ถึงพูดตอนต้นเรื่องคุณชวลิต เป็นปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชนก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ผมก็พูดประเด็นเหล่านั้น แต่ผมไม่สนใจจะพูดไง"

"คือเราสามารถจะวิเคราะห์เรื่องนี้แบบนั้นก็ได้ ซึ่งก็มีคนทำเยอะแล้ว ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ แต่ผมเลือกจะใช้สมมติฐานที่ต้องโดนด่าแน่ว่าไร้เดียงสาทางการเมือง แต่จะใช้ ซึ่งใช้แล้วผลก็คือเหมือนเดิม คือเกิด ต่อให้คนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องดีหมดเลย คุณจำลอง คุณสนธิ คุณสมชาย ใครต่อใคร ทุกคนเป็นคนดีหมด แต่ในท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ความรุนแรงก็จะยังเกิด สมมติว่าเป็นตำรวจ ส่งตำรวจมา 2 พัน 3 พัน ถ้าสังคมไทยแตกแยกถึงเพียงนี้ คุณเอาอะไรมาบอกว่าในตำรวจไม่แตกแยกละ คุณสั่งตำรวจ บอกอย่าใช้อย่างอื่นเลยนะ ใช้แก๊สน้ำตาชนิดที่ผลิตในอเมริกาโดยแท้ ห้ามใช้แบบอื่นเลยนะ ใช่ แต่มันอาจจะมีบางคนในนั้นที่เป็นอีกอย่างหนึ่ง"

คือตำรวจที่เกลียดพันธมิตรฯ

"ใช่ไหม ถ้ามันจริงในร้านรวง ในภาคต่างๆ ของสังคม มันก็น่าจะจริงในองค์กรเหล่านี้ด้วย ถ้าจะไม่ให้เกิดแปลว่าวินัยต้องสูงมาก control ต้องได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งผมไม่เชื่อว่าทำได้ ทางพันธมิตรฯ ก็เช่นเดียวกัน พูดแบบเขาพูดอะไรผมเชื่อหมดเลย เอาแบบงี่เง่าเลยนะ เชื่อหมดเลยว่าไม่มีใครวางแผน แต่มันก็ยังจะเกิดความรุนแรง คือไม่ต้องไปตั้งคำถามถึงเบื้องหลังหรอก เอาแค่เบื้องหน้าที่เห็น แต่ปัญหาก็ยังจะเกิด เพราะชนิดของความขัดแย้งเป็นอย่างนี้ เงื่อนไขทางสังคมเป็นอย่างนี้"

เพราะเราปลุกอารมณ์กันมาทั้ง 2 ฝ่าย

"พอปลุกอารมณ์แบบนี้ มันเลยเป็นอันตรายมากในสังคมนี้ เพราะเงื่อนไขของความรุนแรงทุกแห่งในโลกมันมีเงื่อนไข 2-3 ข้อ อันแรกเป็นจิตวิทยาผมขอไม่พูดถึง แต่มี 2 ข้อที่สำคัญมากสำหรับสังคมไทย ข้อหนึ่งก็คือการบอกว่าฝ่ายที่ขัดกับเรามันเลวไม่ใช่มนุษย์ มันเป็นมาร มันเป็นปีศาจชั่วร้าย เขาเรียกว่าปีศาจวิทยาของความขัดแย้ง คือกระบวนการที่เปลี่ยนคนซึ่งเห็นตรงข้ามกับเราเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ ใครทำอันนี้ก็แปลว่าเปิดประตูให้กับความรุนแรงพร้อมที่จะเข้ามา มันสร้างเงื่อนไขไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าความขัดแย้งจะเป็นอะไร มันเกิดขึ้นทุกแห่งในโลก โคโซโว รวันดา เวลานี้ในสังคมไทยกำลังใส่อันนี้มากเกินไป"

"อันที่สองคือความเชื่อที่บอกว่าไม่ว่าตัวเองจะพูดว่าอะไร ในที่สุดก็จะต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา คือคล้ายๆ เป็นว่ามาถึงจุดหนึ่ง ถึงแม้จะอย่างไร มีอาวุธอยู่ในกระเป๋า ผมชักธงสันติวิธี-สมมตินะ ผมชักธงสันติวิธี บนธงเขียนว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าปลายธงมันแหลม ถึงเวลาหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะใช้อันนี้ ตำรวจบอกว่าใช้โล่ไม่ใช้อาวุธอะไรเลย แต่โล่ก็ใช้อัดคนจนหายใจไม่ออกก็ได้ ถ้าจะทำ ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นว่า ถ้าเราเชื่อว่าสังคมนี้ไม่มีทางออกความรุนแรงก็ยังจะเกิดขึ้น คำถามของผมต่อสังคมไทยก็คือ เราได้สร้างสังคมเรามาถึงจุดนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นความจริงคำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือแล้วต่อจากนี้จะอยู่กันอย่างไร"

จินตนาการความเป็นไทย

นั่นคือประเด็นที่อาจารย์ชัยวัฒน์ชี้ว่า ไม่ว่าใครจะเจตนาหรือไม่ ความรุนแรงก็จะเกิดอยู่ดี

เราสมมติตัวอย่างเช่น ฝ่ายพันธมิตรฯ อาจคิดว่าไม่นองเลือดก็ไม่ชนะรัฐบาล

"ไม่ทราบ ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร"

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็คิดว่าจะต้องปราบพันธมิตรฯ ให้ได้เพื่อชัยชนะ

"ผมไม่รู้ แต่ถ้าสังคมไทยอยู่ในสภาพนี้ความรุนแรงก็คาดเดาได้ ผมไปพูดทุกแห่งก็บอกว่ามันก็รอวันจะเกิด ถึงแม้เราสอนเรื่องสันติวิธี ก็เพราะเราสอนสันติวิธีเราจึงเห็นอย่างนี้ ยังไงมันก็จะเกิด เพราะเงื่อนไขของสันติวิธีสัมพันธ์กับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ใช่ในฐานะที่เขาเป็นปีศาจ เป็นมาร คือมนุษย์ และเราเองเป็นใคร เราเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็ไม่ได้บริสุทธิ์วิเศษดีกว่าคนอื่น 100 เปอร์เซ็นต์ คนอื่นก็ไม่ได้เลวบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าวันไหนที่สังคมไทยมีความรู้สึกว่าตัวกูบริสุทธิ์ดีกว่าเขาทุกอย่าง อีกฝ่ายหนึ่งเลวไม่มีที่ติเลย ข้อแรกมันไม่เป็นจริง ในโลกนี้ไม่มีมนุษย์แบบนี้ ไม่มีใครเลวบริสุทธิ์ ไม่มีใครดีบริสุทธิ์ ที่เห็นๆ กันอยู่ก็ไม่ใช่อริยบุคคลกันทั้งนั้น ก็เป็นคนธรรมดา และเรากำลังทำให้คนรู้สึกว่าไอ้นี่มันเลวบริสุทธิ์ ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่มีทางให้อภัยกัน ไม่มีทางอยู่ร่วมกันได้ ทางออกมันก็เลยเป็นอย่างนี้"

"รวันดา ปี 1994 มันมีการฆ่ากันครั้งใหญ่ กูตูฆ่าตุสซี่ สถานีวิทยุในรวันดาก่อนที่จะมีการฆ่ากันขนาดนี้มันออกข่าวทุกวัน เรียกอีกฝ่ายเป็นแมลงสาบ เรียกเป็นสัตว์นรก มองอีกฝ่ายไม่ใช่คน ฉะนั้นยิงมันก็เหมือนบี้แมลงสาบตัวหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก็เลยเข้าใจได้ ถ้าขืนเรายังเป็นแบบนี้"

ที่ยุ่งกว่าคือนั่นมันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันแล้วชนะเบ็ดเสร็จ แต่เราไม่มีทางเอาชนะกันได้เบ็ดเสร็จ

"ในสังคมไทยขณะนี้มันจะเบ็ดเสร็จอย่างไรผมยังตอบไม่ได้ แต่ปัญหาตอนนี้คือเชื้อมูลของความรุนแรงมันใส่ลงไป ถ้ามันใส่ลงไปจะโดยใครก็ตาม อันนี้มีอันตราย ถ้าเราไม่คิดถึงอนาคตเลยของสังคมนี้ ของลูกหลานที่จะอยู่ต่อไป ของสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญต่อชีวิตเราทุกประการ ผมคิดว่าอันตรายมาก"

บางคนเขาก็คิดว่าต้องชนะเพื่อลูกหลานในอนาคต

"การคิดว่าจะต้องชนะคือมันเป็นการคิดถึงอนาคตหรือ คือชัยชนะนี้ สมมตินะไม่ว่าใครจะชนะก็แล้วแต่ แต่มันอยู่บนฐานของการปลูกฝังต้นแห่งความเกลียดชังลงไปในประเทศนี้ มากถึงขนาดนี้ จริงๆ คุ้มหรือ ในระยะยาว แล้วระบอบการเมืองแบบไหนล่ะ ในความรู้ผมแทบจะไม่มีอะไรที่จะสามารถทำให้คนที่เกลียดกันอยู่ด้วยกันได้ มันก็ต้องเป็นอีกอย่างหนึ่งแล้ว เราจะเอาแบบนั้นจริงๆ หรือ ถ้าประเทศนี้เป็นอย่างที่ผมว่าจริงๆ ความขัดแย้งมันก็ครึ่งๆ พอสมควรนะ เลือกตั้งอย่างไร มีประชามติอย่างไร ตัวเลขที่ออกมาครึ่งๆ เรากำลังพูดถึงคนแต่ละฝ่ายซึ่งก็ไม่หนี 10 ล้าน พันธมิตรฯ ที่เราเห็นก็ไม่มีแค่ในทำเนียบรัฐบาล นับไม่ถ้วนที่อยู่ข้างหลัง คนที่ดู ASTV พี่น้องเขา รัฐบาลก็เหมือนกัน ฝ่าย นปก.ก็เหมือนกัน ฝ่ายไทยรักไทยก็เหมือนกัน ก็มีคนเป็น 10 ล้านคนอยู่ข้างหลัง แล้วไง คุณจะทำอย่างไรกับคนที่เหลืออีก 10 ล้านคน ลูกหลานของเขาพี่น้องของเขาจะทำอย่างไร"

เราบอกว่ามีคนบางกลุ่มไม่รู้สึกมากนักกับเหตุการณ์ 7 ตุลา บอกว่าเทียบกับวันที่พันธมิตรฯ ปะทะ นปก.ยังตกใจมากกว่า เป็นเพราะสังคมไทยชินชากับความรุนแรงแล้วหรือเปล่า

"คนที่ตายจะเป็นจะเป็น นปก. คนที่ตายจะเป็นพันธมิตรฯ จะเป็นอะไร ถ้าสมมติเราเริ่มตัดสิน เฮ้ย-คนนี้เป็น นปก.แล้วตายช่างมัน คนนี้มันเป็นพันธมิตรฯ ตายช่างมัน มันเป็นความขัดแย้งทางจินตนาการ มันอันตราย"

"ความเป็นสังคมการเมืองมันอยู่ได้ด้วยเหตุผลนี้ก็คือเวลาเกิดเหตุที่สุไหงโก-ลก คนที่เชียงใหม่ต้องรู้สึกเห็นใจ ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ เวลาเกิดเหตุที่พิษณุโลกคนที่ระนองต้องรู้สึกเป็นห่วง ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยนะ แต่ต้องรู้สึกว่าต้องส่งอะไรไปช่วย คนเดือดร้อนนะ แต่ถ้าเราบอกว่าเราจะช่วยเฉพาะคนซึ่งใส่สีต่อไปนี้ สีอื่นกูไม่ช่วย หรือว่าเราจะดูแลเฉพาะคนในจังหวัดนี้เพราะเลือกเรา ไอ้คนพวกนี้มันไม่เอาด้วย แล้วบ้านเมืองจะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นที่คุณพูดถูกเป๊ะเลย 2 เรื่อง อันที่หนึ่งคือเราหมดความสามารถที่จะจินตนาการถึงคนที่ต่างจากเรา หมายความว่าเขาก็สำคัญกับเราเหมือนกัน เราหมดความสามารถไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือเราชาชินกับวิธีการจัดการกับปัญหาและยอมรับให้ความรุนแรงเป็นนายใหญ่"

เทียบแล้วมันคล้ายกับปัญหาภาคใต้

"ใช่ ธรรมชาติของความรุนแรง แล้วคนอีก 73 จังหวัดก็มองเหมารวมว่าคน 3 จังหวัดก่อเรื่องก่อปัญหา เคยได้ยินไหมสมัยที่เกิดสึนามิฝั่งกระบี่ ก็มีคนบอกว่าน่าจะไปเกิดฝั่งอ่าวไทย 3 จังหวัดจะได้หมดเรื่องสักที คิดอย่างนี้ได้แปลว่าอะไร แปลว่าเราไม่ได้คิดถึงคนแถวนั้นเลยว่าเขาเป็นคนในสังคมการเมืองเดียวกับเรา ก็แปลว่าจินตนาการความเป็นชาติไทยมันกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง จนไม่สามารถจินตนาการว่าเขาเป็นพวกเดียวกับเรา พอไม่เห็นเป็นพวกเดียวกับเรา เราก็จัดการอีกแบบหนึ่งตายก็ช่าง ตอนนี้ก็ชินแล้วนี่ ตายทุกวัน ก็แค่ถามว่าพวกแขกตายช่างมัน อีกพวกหนึ่งก็บอกเป็นไทยพุทธตายช่างมัน ถามหน่อยแบบนี้จะอยู่ยังไง คุณเห็นภาคใต้เกิดอยู่ต่อหน้าต่อตาแต่ทำไมถึงมาขนาดนี้ได้"

อะไรคือวิวัฒนาการที่ทำให้สังคมไทยนิยมความรุนแรง เหมือนมันปลุกง่าย ใช้วิธีฉาบฉวย อาจจะไม่เฉพาะสังคมไทยแต่สังคมโลกด้วย เช่นการก่อการร้ายที่สมัยนี้ก็ฆ่าคนบริสุทธิ์

"ผมอธิบายอย่างนี้ ถึงแม้ผมเป็นมุสลิม แต่เวลาคิดเรื่องพวกนี้เราคิดจากพุทธวิธีมีประโยชน์ พุทธศาสนาในฐานะกรอบการวิเคราะห์ ความน่าทึ่งของพุทธศาสนาคือ วิธีที่พุทธศาสนามองเรื่องทางสังคมทางชีวิตทั้งอันเลย ศาสนาพุทธมองความเป็นจริง ถามว่าพุทธศาสนาสนใจอะไร เท่าที่ผมเข้าใจ พุทธศาสนาสนใจปัญหาเรื่องความทุกข์ และพุทธศาสนาพยายามจะบอกเราว่า คุณจะจัดการกับมันคุณต้องเข้าใจมัน ถามว่าเข้าใจอะไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเข้าใจเหตุ สมุทัย อันนี้ไม่ต้องไปพูดเรื่องมรรคผลอะไรทั้งหลายนะ แต่ว่าเฉพาะเรื่องสมุทัย พุทธศาสนาน่าสนใจมาก"

"วิธีที่พุทธศาสนาวิเคราะห์ให้เห็นเหตุปัจจัยที่มันมาสัมพันธ์กันแล้วให้กำเนิดความทุกข์ นี่แปลว่าอะไร แปลว่าพุทธศาสนาปฏิเสธที่จะบอกว่าเหตุแห่งทุกข์เข้าใจได้โดยมักง่าย เช่น คนนี้ทำให้เป็นอย่างนี้ เหตุการณ์ 9 ก.ย.เห็นเครื่องบินชนตึก ถ้าคิดอย่างธรรมดาก็คือว่าการก่อการร้ายมันเกิดเพราะเครื่องบินไปชนตึก พุทธศาสนาอาจจะมองว่านี่เป็นหนึ่งในเหตุปัจจัย ไล่ดูว่ากว่าที่เครื่องบินจะชนตึกมันเกิดอะไรขึ้นในโลก ซึ่งให้กำเนิดคนจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะตายและเอาชีวิตคนอื่นอีก 3,000 คน"

"ดังนั้น ถ้าเราอาศัยพุทธวิธีในการพิจารณาที่มันเกิดขึ้นน่าจะมีประโยชน์ไหม ปัญหาที่เกิดมันไม่ใช่คนนั้นทำ แต่มันมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ถ้าจะแก้มันต้องคิดให้เห็นกระบวนการทั้งหมดว่าจะทำอย่างไร น่าจะลองดู ถามว่าทำอย่างนี้แล้วจะเป็นอย่างไร ทำอย่างนี้แล้วเราก็อาจจะลังเลนิดหน่อย ถ้าลังเลแล้วก็ไม่อยากเห็นคนเป็นศัตรูเท่าไหร่ ก็คือมาจากเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้เขาเป็นคนอย่างนี้ ก็ไปไล่จัดการ ผมไม่ได้หมายความว่าคิดทั้งหมดนี้แล้วไม่จัดการกับความผิดความถูกอะไร-ก็ทำ แต่ต้องเข้าใจว่าเหตุปัจจัยอื่นๆ มีอะไรบ้าง ผมว่าสันติวิธีมันต้องอยู่บนฐานของการคิดระบบนี้ให้ครบ และกันไม่ให้ความรุนแรงเกิด"

ทำไมพัฒนาการของสังคมโลกจึงนิยมความรุนแรงมากขึ้น

"เพราะความรุนแรงมันชี้ไปสู่เป้าซึ่งเห็นชัด มันทำให้เรารู้สึกว่าเราทำอะไรได้บางอย่าง ซึ่งเป้ามันไม่ใช่เรา มันเป็นอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับเรา เวลาเราสร้างความรู้สึกเกลียดชังกับอีกฝ่าย มันทั้งเกลียดทั้งกลัว เกลียดก็ไม่อยากให้มันมาเกี่ยวข้องกับเรา กลัวก็คือกลัวว่ามันจะทำร้ายสิ่งที่เรารัก ทั้ง 2 อย่างรวมกันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นในมายาคติของความเกลียดความกลัว"

"ทำแบบนี้มันก็เอาปัญหาทั้งหมดไปลงจ่อมอยู่ตรงนี้ ปัญหาของชาวเซิร์บก็คือชาวมุสลิม ปัญหาของชาวสิงหลก็คือชาวทมิฬ ปัญหาของชาวอิสราเอลก็คือชาวปาเลสไตน์ ปัญหาของพันธมิตรฯ ก็คือฝ่ายทักษิณ ปัญหาทักษิณก็คือพันธมิตรฯ โลกนี้มันก็แบ่งอย่างนี้ ทั้งๆ ที่มันไม่จริง มันมีเหตุปัจจัยอื่นๆ หลายอย่าง แต่ว่าความขัดแย้งที่เข้มข้นมันก็ทำให้เกิดอันนี้ ปัญหาของอเมริกาคืออัลกออิดะห์ ปัญหาของมุสลิมบางส่วนคืออเมริกา"

"พอเป็นอย่างนี้ เป้ามันชัด ออกแรงได้ จัดการกับปัญหาได้ ระดมทรัพยากรได้ เล่นงานพวกนี้ได้ แล้วตัวเองไม่ต้องชี้มาว่าเราเป็นต้นเหตุของปัญหา เราเป็นการแก้ เราก็เป็นตัวรักษา เพราะฉะนั้นเราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว และเราก็กำลังทำสิ่งที่ดีและถูกต้อง โดยที่ไม่เคยมองเห็นว่าวิธีการที่เราเลือกใช้ก็ทำให้เป็นปัญหาต่อไปในสังคมต่อไป"

ทางออกอยู่ที่ไหน

เราบอกว่าหลังวันที่ 7 ตุลามาถึงวันนี้ ยังหาทางลงกันไม่ได้เลย มองไม่ออกว่าอนาคตจะไปอย่างไร

"ถ้าเราถูกในเรื่องความขัดแย้งทั้ง 3 อัน ก็แปลว่าต้องมี solution สำหรับความขัดแย้งแต่ละอัน ซึ่งง่ายที่สุดคืออันที่หนึ่ง ก็คือความขัดแย้งเรื่องรูปของสังคม อันนั้นอาจจะคุยกันได้ แต่ยากคือจะเอาวิธีไหน"

หมายถึงเลือกตั้ง-ไม่เลือกตั้ง

"อันนี้พูดแบบไม่เข้าใครออกใครเลย คือในอดีตผมก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้ ไม่ได้สนใจการเลือกตั้งเท่าไหร่ ผมมีความเชื่อความเข้าใจทางการเมืองในลักษณะว่า การเลือกตั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมทางการเมืองมีอีกหลายแบบ แต่คิดให้ดีถ้าการเลือกตั้งมันตอบปัญหาเรื่องการครองอำนาจ พอไม่เอาการเลือกตั้งแล้วเราจะเอาอันอื่นก็ต้องคิดให้ออก"

ซึ่งพันธมิตรฯ ก็คิดไม่ออก

"เขาคิดออกแต่เขาคิดออกมาบนฐานอีกฐานหนึ่ง มันนำไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง เช่น การเข้าใจว่าตกลงคนอาจจะไม่เท่ากัน เหตุผลที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะบางคนอาจจะไม่รู้ ดังนั้นไม่ควรมีสิทธิ์เลือก ซึ่งการเลือกตั้งไม่ได้อยู่บนฐานนั้น การเลือกตั้งอยู่บนฐานว่าทุกคนเท่ากัน ดังนั้นถ้าคนที่เขาเท่ากัน เขาตัดสินใจเลือกต้องเชื่อว่าเขามีเหตุผลของเขา มันก็มีระบบเหตุผล 2 อัน อีกฝ่ายบอกว่ามันขายเสียงซื้อเสียง ถ้าไปให้สุดขั้วอีกฝ่ายก็บอกว่าจะซื้อเสียงขายเสียงก็เสียงมัน มันจะขาย มันเป็นเหตุผลคนละอันที่สู้กัน"

"แล้วคุณจะเอาอย่างอื่นมาแทนได้อย่างไร เราสามารถจะเอาอย่างอื่นมาแทนที่ เห็นว่าคนในสังคมมีความเท่าเทียมกันได้ไหม ยังเคารพศักดิ์ศรีของผู้คนได้ไหม ยังระมัดระวังให้เกียรติต่อทุกคนเสมอกันได้ไหม ไม่ใช่ว่าคนนี้เป็นชาวไร่ชาวนา อยู่จังหวัดไหน เห็นว่ามีความรู้น้อยกว่าฉัน ไม่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับฉัน ต้องคนในเมืองหรือคนในภาคใดภาคหนึ่ง มันต้องหาวิธีซึ่งยากมากนะ เพราะคนที่คิดระบบเลือกตั้งออกในรอบ 200-300 ปี มันก็ทำแบบนี้ ก็คือตกลงสร้างระบบเลือกตั้งหลายชั้นหลายซ้อนขึ้นมาก็ยังเลือกตั้งอยู่ดี"

แล้วประเด็นจินตนาการความเป็นไทย

"อันนี้คือเรื่องที่ผมสนใจเป็นพิเศษ ถ้าเป็นอย่างนี้ในขณะนี้มันได้จัดการพูดถึงสถานะความเป็นคนไทยซึ่งแตกต่างกัน ถ้าเป็นอย่างนี้จริงอันนี้เป็นอันตรายกว่าอันแรกด้วยซ้ำ เพราะเราจะเห็นคนที่อยู่ในสังคมการเมืองเดียวกันเป็นคนอื่น ไม่ต้องเอาใจใส่กัน ไม่ต้องเอื้ออาทรต่อกัน ระยะยาวคือตรงนี้"

มันจะไม่จบ

"ใช่ ถ้าอันนี้มันลึกมากมันก็จะไม่จบ และที่ไหนๆ ในโลกที่มีปัญหาแบบนี้ เขาก็จะให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้มันเกิด แม้กระทั่งประเทศในยุโรปที่เขามีประสบการณ์แบบนี้มาแล้วที่เขาเจ็บปวดมาก เขาถึงระวังเรื่องนี้"

ในต่างประเทศมันเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของคนต่างสีผิว ต่างศาสนา แต่ของเราเป็นอุดมการณ์การเมืองต่างกัน

"ผมเคยเอาภาพที่โคโซโว เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเซิร์บ เป็นโครแอต เป็นมุสลิม แต่ตอนที่เป็นเด็กและถูกยิงหน้าตาเหมือนกันหมดเลย มันแยกไม่ออก ของเราก็แบบนี้ ผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเห็นเหมือนกันหมด แต่ความต่างมันจะต้องเป็นความต่างที่เราอยู่ด้วยกันและต้องให้เกียรติความต่างนี้"

เหมือนเราคิดว่าเราต้องเอาชนะกันก่อนแล้วค่อยสมานฉันท์

"สมานฉันท์เป็นคำที่ยุ่งเหมือนกัน มันมีเงื่อนไขหลายอย่าง ตอนที่ทำงานกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เราก็เสนอโมเดลของสมานฉันท์ สมานฉันท์ไม่ใช่ว่าพอเกิดเหตุแล้วก็มาตบหลังตบไหล่กัน มาไหว้ทักทายกัน มันมีเงื่อนไขตั้งหลายข้อ เช่นหลังจากเกิดความรุนแรงแล้ว ถ้าจะทำสมานฉันท์ต้องประกอบด้วย ความจริงต้องทำให้ปรากฏ ถ้าตราบใดความจริงไม่ปรากฏก็สมานฉันท์ไม่ได้ ความยุติธรรมต้องมี การพร้อมรับผิด หมายความว่าคนที่กระทำความผิดต้องได้รับโทษ หรือได้รับผลของสิ่งที่ตัวเองทำ เมื่อทำ 2-3 อย่างนี้แล้วต้องสามารถให้อภัยได้ด้วย ไม่ใช่ลงโทษแต่ยังเกลียดชัง"

"แต่ไม่ใช่ความจริงไม่ปรากฏจะให้อภัยได้อย่างไร ยังไม่พร้อมรับผิดเลย ทำของเหล่านั้นแล้วจึงให้อภัย สารเสวนา ใช้สันติวิธี จะวางความทรงจำวันที่ 7 ตุลาไว้ที่ไหน ผู้ที่บาดเจ็บทั้งหลาย เราจะจินตนาการสังคมไทยอย่างไร แล้วต้องรู้ว่าการทำสมานฉันท์มีความเสี่ยงสูง มันเป็นความดีความงดงามก็จริงแต่มันมีความเสี่ยงสูง"

<






ขอประณาม การใช้ชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อตนเองและพวกพ้อง อย่าทำร้ายประชาชนอีกเลยไม่ว่าฝ่ายไหน

อย่าใช้ชีวิต และเลือดเนื้อ อุดมการณ์ จิตใจที่ดีงาม ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาอำนาจสู่พรรคพวกท่าน

โปรดหันมาแก้ปัญหาประชาชนที่เดือดร้อน กำลังจะอดตาย เจ๊งจาก การค้าขายไม่ได้ ถูกตามหนี้สินที่ไม่เป็นธรรม เยาวชน ถูกระบบการศึกษาทำลายมันสมองดีๆ

ขอให้ท่านมองอนาคตของบ้านเมืองเป็นหลัก อย่าแบ่งเขาแบ่งเรา ไม่มีพรรคไหนดีกว่าพรรคไหนทั้งนั้น แต่อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ละคน มากกว่า

ขอให้พิจารณาให้รอบคอบ ในการเคลื่อนไหว โปรดอย่าปิดท่าเรือ สนามบิน ไฟฟ้า ประปา เพราะสร้างเสียหายแก่เศรษฐกิจประเทศชาติ มหาศาล

การจะเรียกร้องการเมืองใหม่ ขอให้หันหน้าคุยกัน หาทางออกให้แก่ประเทศชาติ ที่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทันที ไม่ว่าปัญหาปากท้อง ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาการศึกษาที่เด็กเป็นเหยื่อของธุรกิจการศึกษา มิใช่เคลื่อนไหวเพื่อให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมามีอำนาจ หรือเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ขอให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนจริงๆ มิใช่เป็นเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้ามามีอำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง

โปรดอย่าเอาชีวิตประชาชน ทหาร ตำรวจ มาเป็นเครื่องมือ เพื่อแสวงหาอำนาจและ ผลประโยชน์ เพื่อตนเองและพวกพ้อง

ขอประนาฌ พวกตีสองหน้า ทุกฝ่าย ที่สร้างสถานการณ์

ให้เกิดความสูญเสียแก่ประชาชน ที่บริสุทธิ์ใจ

ด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง






 

 

 




กิจกรรม

สรุปกิจกรรมสัมนา 5 เรื่อง โดยคณะกรรมการเผยแพร่ประชาธิปไตย และประชาสัมพันธ์ สภาพัฒนาการเมือง article
สรุปกิจกรรมเสวนา เรื่อง “ขึ้นค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร เป็นธรรม??” ในวันที่ 4 พค 55 ที่ผ่านมา article
ขอเชิญร่วมเวทีระดมสมอง “ ทางออก ทางรอด ของเยาวชนเหยื่อของระบบการศึกษา แนวคิด และวิธีปฏิบัติ เพื่อปฏิวัติการศึกษาไทย article
โครงการ “อ่าน เขียน เรียน คิด
ขอเชิญร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา
Headline
ขอเชิญเข้าร่วมเสวนา หัวข้อ“ปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปการเลือกตั้ง :สร้างคนดีเข้าสภา วันที่ 8 ส.ค.2553 article
วิกฤตขาดเลือด สภากาชาดไทยเร่งขอบริจาคเลือดสำรอง
อยากไปเรียนต่อเนเธอร์แลนด์ไม๊? เชิญฟังทางนี้จ้า
ขอเชิญเข้าร่วม กิจกรรมเสวนาระดมสมอง เรื่องผลกระทบจากระบบการศึกษา article
ใบมอบอำนาจ ฟ้องคดีแทน article
สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ article
วมกันคัดค้าน และขอสำรวจ ความคิดเห็น ระบบแอดมิชชั่น article
ขอเชิญร่วมสัมนา แอดมิชชั่น สร้างหรือทำร้าย ศักยภาพเด็กไทย article
ร่วมกันคัดค้านค่าเอฟที
ขอเชิญผู้เดือดร้อนจากระบบ แอดมิชชั่น แพทย์กสพท.
ข้อเสนอในการแก้ไขปัญ หาการศึกษาและแนวทางแก้ไข
แบบฟอร์ม คำร้องขอใช้สิทธิดูข้อมูลข่าวสาร
เศรษฐกิจพอเพียง
การควบคุมรายจ่ายของวัยรุ่น
ขอเชิญเสวนา ระดมสมองเพื่อปฏิรูปการศึกษา
คำถามที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เรียนคูมองมีประโยชน์ไหม article
วิจารณ์ รัฐธรรมนูญฉบับ ปี2550 article
วิจารณ์ รัฐธรรมนูญฉบับ ปี2550



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com