ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




ทักษะชีวิต ทีเราควรรู้ไว้เพื่อระมัดระวังตนเอง article

ทักษะชีวิต คือ ความรู้  ความสามารถ ในการใช้ชีวิต ประจำวัน        ความสามารถ ความชำนาญในการประคับประคองชีวิตเราและครอบครัวให้อยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างปกติสุข สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้ ได้แก่ ...
-    ทักษะการแก้ปัญหา
-    ทักษะในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดีและเข้าสังคมได้
-    ทักษะในการสื่อสารให้ประสบความสำเร็จ
-    ทักษะในการคิดคำนวณ คิดวิเคราะห์   
-    ทักษะในการพิจารณา ไตร่ตรอง มีวิจารณญาณ มีไหวพริบ รู้จักเอาตัวรอด แต่ไม่ใช่เห็นแก่ตัว  หรือเอาเปรียบผู้อื่น

-    ทักษะในการรู้จัก เล่ห์เหลี่ยมของคนอื่นพอควรรู้จักท่าที ความประสงค์ของคนที่เข้ามาหา
-    ทักษะในการประกอบอาชีพที่ตนเองชอบและถนัด
-    ทักษะในการรักผู้อื่นเป็น การแบ่งปันให้ผู้อื่น
-    ทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน การเดินทาง รู้เส้นทาง รู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัว    บางคนรู้แต่ตำรา แต่ไปไหนเองไม่ถูกเลย ไม่รู้จักเส้นทาง ถนนอะไรก็ไม่รู้จัก  ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน
-            ทักษะ การเรียนรู้ว่าโลกภายนอกมีเหตุการณ์ อะไรบ้างที่เกิดขึ้น มีอันตรายอะไรที่ต้อง ระมัดระวัง และป้องกัน  เพราะฉะนั้นเด็กๆควรได้รับรู้ข่าวสารบ้านเมืองบ้าง
-    ทักษะการแก้ปัญหา

-                    ทักษะการควบคุมอารมณ์ และการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น  รู้จักฉลาดคิด
-   
-    -    ทักษะในการรู้จัก  กาละเทศะ  มีมารยาท  มีวัฒนธรรมประเพณีไทย
-   
    เมื่อทุกคนในครอบครัวได้หันมาสร้างคุณภาพชีวิตให้ตนเองและร่วมกันดูแลคนอื่นในครอบครัว ความสุขก็จะเกิดขึ้น คนที่มีความสุขจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติได้ต่อไป


เทคนิคปรับปรุงชีวิตให้ดีงาม

ทุกวันก่อนนอนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมานั่งทบทวนชีวิตของตนเองที่ได้ดำเนินมาตลอดวันว่าเรายัง มีอะไรที่ยังต้องแก้ไขปรับปรุงตนเองได้อีกบ้าง เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาชีวิตให้ก้าวหน้าอย่างสมดุล

- ให้ถามตัวเองว่า วันนี้ตนเองได้ทำอะไรที่เป็นที่น่าพอใจบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการทำเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง หรือ ผู้อื่น หรือการสร้างเสริมนิสัยที่ดีงามให้แก่ตนเอง เช่น ไม่พอใจกับเสียงแม่บ่นหรือเปล่า ทำงานเสร็จตามเป้าหมายหรือไม่ พูดจากับเพื่อนดีหรือเปล่า ฯลฯ

- ให้บอกกับตนเองว่า ความดีที่ทำไปมันยังไม่พอ มันต้องทำให้ดีกว่านี้ มากกว่านี้ เพราะถ้าคนเราคิดว่าตัวเองดีแล้ว เก่งแล้ว เท่ากับเป็นการประมาท ต้องคิดอ่อนน้อมถ่อมตน หมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ

-ให้ถามตนเองว่าวันนี้เราได้อะไรที่เป็นประโยชน์ ทั้งต่อตนเองและ  เพื่อส่วนรวมบ้าง     พรุ่งนี้จะทำอะไร     ทำหน้าที่ของเราในฐานะ ที่บทบาทเราเป็นอะไร ได้สมบูรณ์หรือยัง    ที่ไม่ใช้ ไร้สาระ

ทำอย่างนี้ให้ได้ทุกวัน จะช่วยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุขทุกวัน


เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
เด็ก ๆ ควรได้รับ...

- การเลี้ยงดู ส่งเสริม สนับสนุน การศึกษาตามหลักทางการแพทย์และพัฒนาการตามวัยที่แต่ละวัยจะมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นผู้เลี้ยงดู พ่อแม่ที่มีคุณภาพควรมีความรู้ในการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้อง หมั่นศึกษาหาข้อมูลอ่านทำความเข้าใจและนำไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก ซึ่งมีให้เลือกมากมายในศูนย์หนังสือ ห้องสมุด สื่ออินเตอร์เน็ต สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ วิทยุ ทีวี ฯลฯ

    - เด็ก ๆ ควรได้รับความการพักผ่อนตามวัย การใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างเต็มที่

- เด็ก ๆ ควรได้รับความรักความอบอุ่น การเอาใจใส่ ความเข้าใจจากพ่อแม่ และต้องไม่ลำเอียงที่ให้เวลาและสิ่งของความรักเท่าเทียมกัน


- เด็กควรจะมีที่ให้เขาได้ปลดปล่อยพลังได้อย่างเต็มที่ ทั้งสนามเด็กเล่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก หรือแหล่งเรียนรู้อื่นๆ

- เด็ก ๆ ควรได้รับการส่งเสริมศักยภาพ ความชอบ ความถนัดอย่างเต็มที่ เพื่อให้เขาได้ใช้ศักยภาพของเขาเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ประกอบอาชีพได้อย่างประสบความสำเร็จ

- เด็ก ๆ ควรจะได้รับการดูแลทั้งเรื่องความปลอดภัย การส่งเสริมให้เขามีทักษะชีวิตที่ดี




ความเครียดและวิธีจัดการกับความเครียด

    เมื่อคุณมีความวิตกกังวล ไม่สบายใจ คิดวกวน ไม่มีความสุข มองจากภายนอกมีสีหน้าหมองคล้ำ ซึมเคร้า เหม่อลอย นั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า คุณกำลังเผชิญหน้ากับ "ความเครียด" หากปล่อยไว้นานอาจจะลุกลามกลายเป็นโรคทางจิตเวชได้ โดยเฉพาะ โรคเครียด โรคซึมเศร้า
    จากผลการวิจัยพบว่าคนไทย โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว เป็นโรคเครียด หรือ ซึมเศร้า มากขึ้น ประมาณ 20-50% ในวัยรุ่นบางรายอาจมีอาการคลุ้มคลั่ง หรืออาละวาด ทำร้ายตัวเองและผู้อื่น
   
    ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด

    ความเครียดเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ความเครียดที่เกิดในวัยเด็กอาจจะเกิดจากการเรียน หรือจากบุคคลใกล้ชิด สำหรับผู้ใหญ่อาจจะเครียดจากการทำงาน ปัญหาครอบครัว ความเครียดเกิดจากหลายสาเหตุ เกิดจากกรรมพันธุ์ 10-20%   เกิดจากขาดสติในการควบคุมตัวเอง เกิดจากสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะเหตุการณ์หรือปัญหาที่บีบคั้นจิตใจ เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ผิดหวัง มองตนเองในแง่ลบ มองโลกในแง่ร้าย ความวิตกกังวล เครียดเพราะเป็นโรคร้ายแรง   ทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน เป็นคนเข้มงวดมากเกินไป หรืออาจเกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก เช่น ถูกบังคับ ถูกดุด่า ตัวอย่างในครอบครัวหรือประสบการณ์ที่พบเจอในชีวิตมีอิทธิพลสูงมากในการทำให้เกิดความเครียด
    ความเครียด...ฆาตรกรไร้เงา
    ความเครียด ความวิตกกังวล ถ้าหากเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือเกิดในระยะสั้นๆ จะมีผลดีต่อเราเพราะจะเป็นแรงกระตุ้นให้เราทำงานสำเร็จ แต่ถ้าสะสมความเครียดไว้เป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายหลั่งสารความเครียด (Cortisol) ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้เรียนรู้ช้าลง การทำงานของสมองถูกยับยั้ง องค์ประกอบของเซลล์สมอง เช่น ใยประสาท จุดเชื่อมใยประสาท ถูกทำลาย ทำให้คิดอะไรไม่ออก

    ความเครียดก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ภูมิต้านทานต่ำ ภูมิแพ้ ไซนัส โรค SLE เกิดผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต เกิดโรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ

    นอกจากนี้ความเครียดยังก่อให้เกิดโรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตประสาท ซึ่งมีอาการคือ ทรมานใจ (Distress) รบกวนผู้อื่น (Disturb) และสร้างความเสียหาย (Dissabilily)

    - รบกวนผู้อื่น (Disturb) ผู้ป่วยที่มีความเครียดมากๆ มักจะหวาดระแวง คิดว่ามีคนจับผิด บางรายซึมเศร้ามากจนคิดฆ่าตัวตาย โดยมากผู้ป่วยมักจะไม่รู้ว่าตนป่วย ทำให้ไม่ยอมรับการรักษา เดือดร้อนไปถึงคนใกล้ชิด เพราะความเครียดของผู้ป่วยจะส่งผลต่อคนรอบข้าง เมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์โกรธ ซึมเศร้า คนรอบข้างก็จะมีอารมณ์ไม่ดีหรือซึมเศร้าไปด้วย

    - สร้างความเสียหาย (Dissabilily) ความเครียดจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพชีวิต  ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ผลการเรียนตกต่ำ บางรายเคยเป็นคนร่าเริง กลับกลายเป็นคนหวาดกลัว ไม่กล้าพูดคุย บางรายหวาดระแวงกลัวว่าจะมีคนมาทำร้าย พยายามฆ่าตัวตายหรือฆ่าคนในครอบครัว

    ที่ผ่านมามีคนจำนวนไม่น้อยที่ป่วยเป็นโรคร้ายซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากความเครียด เช่น
--แม่บ้าน จบปริญญาโทจากเมืองนอกแต่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน เธอดูและบุตรชาย 3 คน ด้วยความเข้มงวดเป็นเวลาสิบๆ ปี สุดท้ายป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม โดยที่ไม่มีประวัติกรรมพันธุ์ 
- ครูสาวที่เป็นคนดุ เครียดจัด เข้มงวดกับนักเรียน ดุด่าเด็กโดยไม่มีเหตุผล ปรากฏว่าคุณครูคนนั้นป่วยเป็นโรคมะเร็ง ต้องรักษาด้วยการฉายแสง
- นักธุรกิจท่านหนึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซด์เมอร์ หลังจากสลบไป 3 วัน สาเหตุเนื่องมาจากโหมงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน
-เด็กนักเรียนรายหนึ่งอายุเพียง 17 ปี เสียชีวิตด้วยโรค SLE เนื่องจากเคร่งเครียดกับการเรียน และนอนดึกเป็นประจำ (โรค SLE เป็นโรคที่คร่าชีวิตคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ มักจะเกิดกับคนที่ทำงานหนัก นอนดึก)

    นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคนที่ต้องเจ็บป่วย และจบชีวิตลง โดยมีความเครียดเป็นตัวการสำคัญ ความเครียดเป็นภัยกับทุกชีวิต และเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาถ้าเราไม่ระมัดระวัง อาจกล่าวได้ว่าความเครียดที่แฝงอยู่ในตัวเรา เปรียบเสมือน "ฆาตรกรไร้เงา" ที่คร่าชีวิตเราโดยไม่รู้ตัว

    วิธีจัดการกับความเครียด

    - การทำสมาธิ เป็นการทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย สมองปลอดโปร่ง ทำให้มีความสามารถในการควบคุมสติ ไม่ให้อยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ เกิดปัญญาในการคิดแก้ปัญหา ทำให้จิตใจสงบ และมีความสุข

    การฝึกสมาธิทำได้หลายวิธี เช่น กำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ จิตใจจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจเข้าออกทางจมูกอยู่ตลอดเวลา ความคิดไม่วอกแวกไปเรื่องอื่น บางคนทำสมาธิโดยการตั้งจิตจดจ่อไปที่การยุบและพองตัวของท้อง หรือปรับจิตจดจ่อไปที่หัวใจ อาจใช้มือแตะที่กลางอกด้านซ้ายใกล้ลิ้นปี่ แล้วค่อยๆ เอามือออก ซึ่งรายละเอียดในการฝึกสมาธิสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากหนังสือธรรมะ หรือจากสื่อต่างๆ

    - ออกกำลังกาย จะช่วยสร้างภูมิต้านทานโดยธรรมชาติ และช่วยลดความเครียด เนื่องจากออกกำลังกายจะทำให้สมองหลั่งสารเอนโดฟิน (สารสุข)


     - ฝึกการคิดอย่างมีเหตุมีผล ไม่คิดล่วงหน้ามากเกินไป คิดหลายๆ แง่มุมเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย คิดแต่เรื่องที่ดี พยายามลืมอดีตที่มีแต่ความทุกข์ รู้จักยืดหยุ่น ไม่เข้มงวดจนเกินไป ปล่อยวางเมื่อทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มความสามารถแล้วแต่ทำไม่สำเร็จ

    - มองโลกในแง่ดี เอาใจเขามาใส่ใจเรา รับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น รู้จักไว้วางใจผู้อื่น โดยมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำ แก้ไขความบกพร่องของตนเอง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือนิสัยบางอย่าง ไม่รีบเร่งมากเกินไป หลีกเลี่ยงการแข่งขันกับผู้อื่น หาเวลาพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ บ้าง    

    นอกจากนี้ควรผักผ่อนให้เพียงพอ ทำงานอดิเรกที่ชอบ เช่น  อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นดนตรี ท่องเที่ยว ฯลฯ ที่สำคัญต้องรู้จักประเมินตัวเองอยู่เสมอ เมื่อรู้สึกว่าคิดอะไรไม่ออก เหนื่อยล้า หรือมีปัญหาให้ครุ่นคิด ต้องหยุดพักและหาทางระบายความเครียด ด้วยการปรึกษาหรือพูดคุยกับผู้อื่นที่เราไว้ใจ จะช่วยให้สบายใจขึ้น
..............................................................

 วัยรุ่น…วุ่นเรื่องเพศ   
วารสาร เวทีปฏิรูปเพื่อสุขภาพคนไทย บอกว่า ชาวไทยยุคมิลเลนเนียมเสียบริสุทธิ์กันเฉลี่ยที่อายุ 16 ปี เร็วกว่าสมัยคุณน้าคุณอาเมื่ออายุ 20 ปีก่อนถึง 4 ปี!! โดยที่วัยรุ่นชาย 1 ใน 3 เลือกที่จะเปิดบริสุทธิ์ให้กับสาวบริการ!!

เห็นข้อความข้างบนแล้วหลายคนคงคาดไม่ถึง เพราะโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคทางเพศสัมพันธ์สูงแน่ๆ และอย่างที่รู้ดีกันว่าโรคที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือ โรคเอดส์


    รู้ไหมว่าผู้ชายที่ตายด้วยโรคเอดส์ในปี 2541 กลุ่มใหญ่ที่สุดก็อยู่ในวัยใกล้ๆ กันนี้เอง คือ 25-34 ปี คือรับเชื้อไปแล้วตั้งแต่วัยรุ่น  ไม่กี่ปีหลังจากนั้นเสียชีวิต

    พ่อแม่ยุคใหม่จึงควรใส่ใจพูดคุยเรื่องนี้กับลูกวัยรุ่นให้เข้าใจ ...ก่อนจะสายเกินการณ์

ปัจจุบันปัญหาทางเพศในวัยรุ่นดูจะเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ วัยรุ่นชิงสุกก่อนห่ามมากขึ้น

การคบกันไม่เท่าไหร่ก็มีเพศสัมพันธ์กันก่อนวัยอันควร และปัญหาต่างๆ ก็ตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ท้องในวัยเรียน ทำแท้ง เรียนหนังสือไม่จบ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวไม่เฉพาะแต่ตัววัยรุ่นเองเท่านั้น

    สาเหตุของปัญหาทางเพศในวัยรุ่น

-    เพราะวัยรุ่นเป็นวัยอยากลอง อยากรู้ ท้าทาย มีพลังเหลือเฟือ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศทั้งหญิงชาย ทำให้เกิดอารมณ์เพศขึ้นมา

-    พื้นฐานครอบครัวไม่เข้มแข็ง ขาดความอบอุ่น ขาดการเอาใจใส่ใกล้ชิด หรือขาดการอบรมดูแลจากพ่อแม่ หรือการที่พ่อแม่ไม่เข้าใจพัฒนาการของวัยรุ่น ทำให้ขาดคนคอยชี้แนะเรื่องที่ถูกที่ควร

-    กระแสสื่อต่างๆ ทั้งอินเตอร์เน็ต ทีวี ที่นำเสนอค่านิยมตะวันตก  ทำให้วัยรุ่นได้รับสารหรือค่านิยมที่ผิดๆ

-    ความเครียดจากความไม่เข้าใจของพ่อแม่ หรือเครียดจากการเรียนที่มีการแข่งขันกันสูง ทำให้วัยรุ่นหันไปพึ่งเพื่อน ซึ่งอาจชักนำไปเสพยาเสพติด และเป็นตัวการนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจมากขึ้น  

การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของวัยรุ่นหญิง

“รักนวลสงวนตัว” ภาษิตโบราณที่ปลูกฝังค่านิยมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย แทบจะใช้ไม่ได้แล้วกับวัยรุ่นหญิงสมัยนี้  นั่นเพราะผู้หญิงสมัยใหม่กล้าคิดกล้าทำมากขึ้น ค่านิยมที่เปลี่ยนไป...สามารถมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนชายโดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายๆ คน... และที่น่าตกใจ มีการวิจัยของนางนิรมล เมืองโสม พบว่า วัยรุ่นหญิงอายุระหว่าง 16-25 ปี จำนวน 20 คน

ทั้งหมดเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว(คงแล้วแต่จะสำรวจเจาะกลุ่มใด  ไม่ใช่วัยรุ่นทั้งประเทศไทยเป็นแบบนั้น)
ทั้งกับแฟนหรือคู่รัก ด้วยความสมัครใจ ส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวแตกแยก

แต่ทั้งนี้ สำหรับวัยรุ่นหญิงที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ชักนำให้ต้องเสียตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นคือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  เหล้ายาทั้งหลาย เมื่อดื่มเข้าไปแล้วก็เกิดอาการเคลิบเคลิ้มและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจกับเพื่อนชายด้วยกัน และที่น่าตกใจ คือ ไม่ได้มีการป้องกัน เพราะคิดว่าเพื่อนกันไม่เป็นไร ไม่ต้องใส่ถุงยางอนามัยก็ได้
   

    เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มี 2 ประเภท คือ แบบที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ แต่กลับว่ามีแอลกอฮอล์สูง เช่น เบียร์ ซึ่งเบียร์ในต่างประเทศจะมีแอลกอฮอล์เพียง 5% เท่านั้น แต่เบียร์ในเมืองไทยมีแอลกอฮอล์ประมาณ 12-15% เท่ากับว่ากินเบียร์เมืองไทย 1 ขวด ปริมาณแอลกอฮอล์จะเท่ากับกินเบียร์ต่างประเทศถึง 3 ขวด อีกประเภทคือ ไวน์คูลเลอร์ หรือไวน์สีต่างๆ ที่ผลิตออกมาเพื่อเจาะตลาดวัยรุ่นและผู้หญิง มักจะโฆษณาว่ามีแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 5% และมีรสหวาน ดื่มแล้วไม่เมา

    แต่ในความเป็นจริง เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วจะมีผลต่อจิตใจ ความสามารถควบคุมตัวเองและจิตใจลดลง และจะไปกระตุ้นอารมณ์เพศด้วย วัยรุ่นจึงไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลย จะดีที่สุด


แนวทางแก้ไข
-    พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู ต้องคอยดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ให้เขาไว้วางใจ ปรึกษาได้ พยายามปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามของไทย พร้อมทั้งให้ความรัก ความอบอุ่น ไม่ลำเอียง

-    สอดส่องควบคุมการบริโภคสื่อของวัยรุ่น ชี้แนะทันทีเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ

-    ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องสรีระ ฮอร์โมน ผลของการกระทำ


-    สอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อนที่ดี ศึกษาอุปนิสัยของเพื่อนลูกด้วย

-    สอนให้เด็กรู้จักควบคุมอารมณ์ทางเพศ ไม่หมกมุ่นจนเกินไป มีสติ จิตใจแน่วแน่ ไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไป สอนให้ลูกหนีห่างยาเสพติด

-    ให้เวลากับลูกอย่างเพียงพอ หรือเมื่อลูกต้องการ
-    เข้าใจพัฒนาการของวัยรุ่น ไม่จู้จี้ขี้บ่นจนเกินไป
   

พ่อแม่แบบไหน...โดนใจวัยทีน

                - ทำตัวเป็นเพื่อน   กับลูก

-    ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กเห็น เพราะลูกจะเรียนรู้จากที่สิ่งพ่อแม่กระทำ ไม่ใช่แค่คำพูดสอนสั่งเท่านั้น

-    รู้จักถอยบ้าง ...ไม่ใช่พ่อแม่ถูกเสมอไป

-    -หมั่นแสดงความรักและให้กำลังใจ แม้จะไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองจากลูก จะช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้น

-    -หาเวลาพูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอ มีปัญหาอะไรจะได้แก้ไขทัน

-    ตามโลกของวัยรุ่นให้ทัน
พ่อแม่แบบนี้แหละ เท่ ที่สุดในสายตาของลูก





ห่างไกลเหล้า บุหรี่ กันเถอะ: จากสื่ออินเตอร์เน็ท

    ในบรรดาสารเสพติดที่มีอยู่ในโลกที่เราท่านต่างคุ้นเคยกันดี คงหนีไม่พ้นเหล้า และบุหรี่ ที่มีขายกันอย่างถูกกฏหมาย ทั้งๆ ที่เครื่องดื่มสีอำพัน และควันจากบุหรี่ ประกอบด้วยสารพิษร้ายที่ทำลายสุขภาพ

    การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพและสังคมอย่างรุนแรง เป็นสาเหตุสำคัญของโรคและการบาดเจ็บมากกว่า 60 กลุ่มโรค เช่น อุบัติเหตุจราจร โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งของอวัยวะต่างๆ สำหรับบุหรี่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ของการสูญเสียทางสุขภาพของคนไทย มีคนไทยจำนวนมากกว่าสิบล้านคนที่สูบบุหรี่ โดยมีปริมาณรวมกว่า 30,000 ล้านมวนต่อปี แต่จะมีคนไทยสักกี่คนที่รู้ถึงพิษภัยของเหล้าและบุหรี่

    เหล้า...ฆ่าคุณได้ !


    เหล้าเป็นสารเคมีกึ่งธรรมชาติกึ่งสังเคราะห์ ชาวบ้านเรียกว่า แอลกอฮอล์ (Alcohol) คนไทยเรียกสารนี้ว่าเครื่องดองของเมา หรือสุราเมรัยนั่นเอง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศทั่วโลก พบว่าคนไทยมีการบริโภคแอลกอฮอล์ สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก และที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ การบริโภคของวัยรุ่น เพศชายวัย 11 - 19 ปี ที่บริโภคเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์มีจำนวนประมาณ 1.06 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.2 ของประชากรในกลุ่มอายุนี้ และแนวโน้มในช่วงเวลาเพียง 7 ปี (2539-2546) กลุ่มผู้หญิงวัย 15 -19 ปี พบว่าบริโภคเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า


     การดื่มเหล้ามีผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง คนที่ติดเหล้าจะคิดถึงแต่เรื่องเหล้าอย่างเดียว มักหลงๆ ลืมๆ บางรายไปดื่มเหล้าบ้านเพื่อนรุ่งเช้ากลับมาจำไม่ได้ว่าไปทำอะไรที่ไหนมา อาการอย่างนี้เรียกว่า แบล็กเอาต์ (Blackout) คือ อาการที่ความจำขาดช่วง ในตอนที่ดื่มเหล้าอยู่ จะเดินไปไหน หรือทำอะไรได้อย่างปกติ แต่พอรุ่งเช้าจะจำไม่ได้ว่าตนไปทำอะไรมาบ้าง ซึ่งเรื่องนี้เป็นอันตรายต่อวัยรุ่นโดยเฉพาะผู้หญิง เพราะการดื่มเหล้าจะทำให้มีความต้องการทางเพศสูง อาจจะไม่รู้ว่าไปนอนกับใครตั้งแต่เมื่อไหร่ และอาจเกิดการตั้งท้องได้

    พิษภัยของน้ำเมา
    เมื่อดื่มเหล้าเข้าปาก แอลกอฮอล์ในเหล้าจะซึมซ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและกระจายเข้าสู่กระแสเลือดภายในเวลาเพียง 5 นาที ก่อนจะส่งต่อไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ ของเหลวทุกแห่งในร่างกาย และอวัยวะต่าง ๆ ภายในเวลา 10-30 นาที เราสามารถตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือดได้ภายในเวลา 5 นาทีหลังจากเริ่มดื่ม  แอลกอฮอล์คือตัวอันตราย มันจะทำลายอวัยวะทุกส่วนที่ไหลผ่านและเริ่มก่อให้เกิดผลต่ออวัยวะทั่วร่างกาย เริ่มจาก
 
    ผิวหนังและหลอดเลือด   ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวหนัง หลอดเลือดขยายตัวทำให้หน้าแดง ตัวแดง ในทางตรงข้าม ผู้ดื่มบางรายอาจมีอาการเส้นโลหิตหดตัว ทำให้หน้าซีด ซึ่งจัดว่าอันตรายต่อชีวิตมากกว่า

    เซลล์    แอลกอฮอล์จะทำให้การหมุนเวียนของเลือดไปยังเซลล์ต่าง ๆ เร็วขึ้น เซลล์ทุกเซลล์จึงทำงานไวขึ้นกว่าปกติจนเกินความจำเป็นในช่วงระยะสั้นๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะแปรปรวนไปจากปกติ  ต่อมาจะกดการทำงานของเซลล์ให้ทำงานน้อยลง และทำลายเซลล์ไปในที่สุด

    พิษต่อสมองเรื้อรัง  (โรคสมองพิการ)  แอลกอฮอล์มีพิษโดยตรงต่อสมอง ทำให้เซลล์สมองขยายตัวขึ้น เกิดอาการ “สมองบวม”  นานวันเข้าจะเกิดการสูญเสียของเหลวในเซลล์สมอง เซลล์สมองลีบเหี่ยว เซลล์สมองเสื่อม   และตายลง เกิดอาการความจำเสื่อม เกิดอาการประสาทหลอน ผู้ป่วยจะสร้างเรื่องราวโดยที่ไม่มีความจริง หูแว่ว หวาดระแวง คุ้มคลั่ง มีผลกระทบต่อจิตด้วยหลายประการ เช่น ทำให้ขาดความรับผิดชอบ

    แอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กดประสาท โดยกดศูนย์ควบคุมระบบต่างๆ เช่น กดศูนย์การหายใจและศูนย์ควบคุมการไหลเวียนของโลหิตในสมอง ทำให้เสียชีวิตได้ จากการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากสุราจะพบภาวะเนื้อสมองลีบเหี่ยว มีสีซีดจาง เนื่องจากถูกแอลกอฮอล์ทำลายได้อย่างชัดเจน    

 หัวใจ    เหล้าทำให้หัวใจเต้นแรง หัวใจจะถูกกระตุ้นให้สูบฉีดโลหิตเร็วขึ้น ทำงานหนักขึ้น  เกิดโรคหัวใจโต โรคความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะและต้องสูบฉีดเลือดด้วยความแรงสูง ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก เกิดอาการหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวตามมาในที่สุด  

    กระเพาะอาหาร    เกิดการระคายเคืองที่เยื่อบุอาหารตอนต้น กระเพาะอักเสบ ทำให้เกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร จะเห็นได้ว่าโรคที่พบได้บ่อยในหมู่นักดื่ม คือ โรคกระเพาะ     เมื่อดื่มจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร อาเจียนเป็นสีดำ อุจจาระเป็นสีดำ    ตับ   เนื่องจากตับเป็นแหล่งสันดาปที่สำคัญของแอลกอฮอล์ ตับจึงเป็นอวัยวะที่ได้รับพิษจากเหล้ามากที่สุด เซลล์ตับที่ถูกทำลายจะมีไขมันเข้าไปแทนที่ กลายเป็น โรคตับมัน (Fatty Liver) ทำให้เกิดการคั่งของไขมันในตับซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบ (Hapatitis)  ส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายเพิ่มมากขึ้น

    เมื่อเซลล์ตับตายลงถึงระดับหนึ่ง จะมีการสร้างพังผืดขึ้นที่บริเวณนั้นในลักษณะคล้ายแผลเป็น ทำให้เนื้อตับที่เคยอ่อนนุ่ม แข็งตัวขึ้น กลายเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายใน 5 ปี เนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้ ร่างกายจึงอุ้มยาพิษอยู่ตลอดเวลา

    นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้ระบบตับอ่อนอักเสบ เซลล์ของตับอ่อนระคายเคือง เซลล์บวมขึ้น ทำให้เกิดเลือดออกอย่างเฉียบพลัน การสร้างอินซูลินขาดหายไป ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน
   
    การดื่มเหล้าทำให้ขาดวิตามินบี 1 ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบประสาทอย่างมาก ทำให้กล้ามเนื้อชา ไม่มีเรี่ยวแรง     เกิดอาการเลือดจาง      ความสามารถในการทำลายแบคทีเรียของเม็ดเลือดขาวลดลง การแข็งตัวของเลือดช้าลงด้วย นอกจากนี้เหล้ายังเป็นอุปสรรคต่อการดูดซึมของสารอาหารบางชนิด เช่น ไขมัน วิตามินบี 6 12 และโปรตีน

               การไหลเวียนของเลือดช้าลง ปริมาณออกซิเจนน้อยลง

    ระบบประสาทตา  ทำให้ประสาทตาเสีย ไม่สามารถมองข้างๆ ได้ มองจ้องตรงๆ ได้อย่างเดียว แต่ถ้าได้รับการฉีดวิตามินเข้าร่างกาย อาการจะดีขึ้น

    พิษเฉียบพลัน (Alcoholic intoxication) แบ่งออกเป็นพิษระดับมากน้อยแตกต่างกันไป
   
    ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด        ผลต่อร่างกาย
          30 mg%         เกิดความสนุกสนาน ร่าเริง
          50 mg%         เสียการควบคุมการเคลื่อนไหว
        100 mg%         แสดงอาการเมา เช่น เดินไม่ตรงทาง
        200 mg%        เกิดอาการสับสน
        300 mg%        เกิดอาการง่วงซึม
        400 mg%         การมองเห็นเลือนลาง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง บางราย                    อาจสลบและอาจเสียชีวิตได้
   
    ในระดับครอบครัว เหล้าทำให้ความอบอุ่นในครอบครัวขาดหายไป ถึงมีก็น้อยมาก ยิ่งถ้าดื่มเหล้ามากขึ้นจะทำให้เกิดความก้าวร้าวถึงขั้นทุบตีทำร้ายลูกเมีย
   
    วิธีรักษาโรคติดเหล้า

    การรักษาโรคติดเหล้ามีหลายวิธี การตัดวงจรนั้นทำได้โดยการใช้ยา เช่น ยานาลเทรกโซน (Naltrexone) หรืออาจใช้ยายานี้ชื่อไดซัลฟิแรม (Disulfiram) หรือชื่อสามัญว่าแอนตาบิวส์ (Antabuse) แปลว่ายาแก้การติด  เมื่อกินยานี้แล้วยังดื่มเหล้าอีจะทำให้เกิดอาการป่วยอย่างมาก ต้องทนทุกข์ทรมาน ผู้ดื่มเหล้าจึงขยาดไม่กล้าดื่มเหล้าอีก แต่สำหรับผู้ที่อยากดื่มเหล้าจริงๆ เขาก็ไม่กลัวตาย ต้องแสวงหาเหล้ามาดื่มให้ได้

    การรักษาทางด้านจิตใจก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยผู้ติดเหล้าได้มาก คือต้องเข้ากลุ่มกับผู้ที่เลิกดื่มเหล้าแล้ว เพราะกลุ่มคนเหล่านี้จะมีประสบการณ์ในการเลิกดื่มเหล้า ซึ่งนำมาเป็นตัวอย่างได้ดี

    สำหรับสถานที่บำบัดและให้คำปรึกษา ในการเลิกเหล้า ได้แก่ โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนิติจิตเวช โรงพยาบาลธัญญารักษ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลตำรวจ ฯลฯ
   
    บุหรี่...เพชรฆาตรสีควัน

    น้อยคนนักที่จะรู้ว่าควันจากบุหรี่มวนเล็กๆ ที่สิงห์อมควันที่พ่นออกมา หรือสูดเข้าไปในปอดนั้น มีสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด  ที่น่ากลัวคือในควันบุหรี่มีสารก่อมะเร็งไม่ต่ำกว่า 42 ชนิด เป็นส่วนประกอบ ซึ่งสารอันตรายที่สำคัญ คือ นิโคติน ทาร์ คอร์บอนมอนนอกไซด์ สารกัมมันตรังสี   ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ สารหนู ฟอมาลดีไฮด์ และตะกั่ว ส่วนใหญ่เป็นอนุภาคเล็กๆ ที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด คอ ปาก กระเพาะปัสสาวะ และไต เปรียบเสมือนเพชรฆาตรสีควัน ที่ค่อยๆ สะสมในร่างกายและทำให้เสียชีวิตในที่สุด

    สารอันตรายในบุหรี่

    สารนิโคติน (Nicotine) เป็นสารที่ทำให้คนติดบุหรี่ มีฤทธิ์ในการเสพติดมากกว่า เฮโรอีน โคเคน แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และกัญชา นิโคตินจะออกฤทธิ์โดยตรงต่อสมอง เป็นตัวกระตุ้นและกดประสาทส่วนกลาง  ถ้าได้รับสารนี้ขนาดน้อยๆ เช่น สูบบุหรี่ 1-2 มวนแรก อาจกระตุ้นให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าสูบในปริมาณมาก  ทำให้ความรู้สึกต่างๆ ช้าลง 

    นิโคติน  จากควันบุหรี่จะไปถึงสมองในเวลาเพียง 8 วินาที และเวลาเพียง 20 วินาที นิโคตินก็จะมีผลไปถึงส่วนอื่นๆ ของร่างกาย    95 % ของสารนิโคติน จะไปจับอยู่ที่ปอด บางส่วนจับอยู่ที่เยื่อหุ้มริมฝีปาก เหงือก ทำให้เห็นสีคล้ำๆ ในคนที่สูบบุหรี่เป็นเวลานาน นอกจากนี้คนที่อยู่ใกล้กับคนที่สูบบุหรี่ หรือที่เรียกว่า "ผู้สูบบุหรี่มือสอง" จะดูดซึมสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ และไม่เป็นจังหวะ หลอดเลือดที่แขนและขาหดตัว เพิ่มไขมันในเส้นเลือด

    ทาร์หรือน้ำมันดิน (Tar) เป็นสารอันตรายที่สุดในบุหรี่ การติดบุหรี่เป็นผลของนิโคตินที่มีต่อสมอง แต่การตายของผู้สูบบุหรี่ ส่วนใหญ่เป็นผลจากทาร์ เป็นสารก่อมะเร็ง     เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งหลอดลม มะเร็งหลอดอาหาร  มะเร็งกระเพาะปัสสาวะและอื่นๆ ร้อยละ 50 ของทาร์จะไปจับอยู่ที่ปอด ทำให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นเวลานานมีอาการไอเรื้อรังและมีเสมหะ

    คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) จะจับตัวกับฮีโมโกลบินได้ดีกว่าออกซิเจน ถึง 200 เท่า การสูบบุหรี่จึงทำให้ปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์เพิ่มขึ้น ขณะที่ออกซิเจนจับกับเม็ดเลือดน้อยลง ผลที่ตามมาก็คือเกิดการขาดออกซิเจน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ

    ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen cyanide) เลือดแดงแข็ง ไขมันที่อยู่ในหลอดเลือดไปเกาะผนังหลอดเลือดได้ง่าย นอกจากนี้ควันบุหรี่ยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกันมากขึ้น เกิดการอุดตันได้อย่างฉับพลัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย และเสียชีวิตได้

    สารกัมมันตรังสี (Radioactive agents) เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปอด
    สารหนู (Arsenic) อยู่ในจำพวกผลิตภัณฑ์ยาฆ่าหญ้า
    ฟอมาลดีไฮด์ (Formaldehyde) เป็นน้ำยาดองศพ และเป็นสารก่อมะเร็ง
     ตะกั่ว (Lead) เป็นสารก่อมะเร็งทำให้ระดับไอคิวต่ำ ความดันเลือดสูง มีผลต่อระบบไต และระบบสืบพันธุ์ของผู้ใหญ่ ทำให้ตัวอสุจิ (sperm) ผิดปกติ มีจำนวนลดน้อยลง และอาจทำให้เป็นหมัน หรือสมรรถภาพทางเพศเสื่อมได้

    โรคร้าย...ของแถมจากควันบุหรี่
     
    องค์การอนามัยโลกระบุว่า 1 ใน 4 ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ โรคเส้นเลือดอุดตันในสมอง โรคมะเร็งปากและคอ โรคมะเร็งกล่องเสียงและหลอดลม โรคมะเร็งปอด ปอดอักเสบ มะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปากมดลูก โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดส่วนปลาย โรคกระดูกพรุน ในผู้ชายที่สูบบุหรี่เป็นเวลานานอาจทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อม ในหญิงมีครรภ์การสูบบุหรี่จะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า มีความเสี่ยงในการแท้ง

    คุณกำลังเป็นผู้สูบบุหรี่มือสองหรือเปล่า?
        เลิกสูบบุหรี่...คืนอิสระภาพให้ชีวิต
    จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์จากการสูบบุหรี่เป็นเวลานาน มักจะจบลงด้วยโรคภัยที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย แต่เราสามารถป้องกันตัวเองจากมหันตภัยร้ายนี้ได้ เพียงแค่กล้าพอที่จะเลิกสูบบุหรี่ และคืนอิสระภาพให้กับตัวเอง เพราะความสำเร็จในการเลิกบุหรี่นั้น ขึ้นอยู่กับกำลังใจที่เข้มแข็งของคนๆ นั้น เป็นสำคัญ
    ส่วนการช่วยเหลือผู้อื่น ให้เลิกสูบบุหรี่นั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกเวลาที่เหมาะสม ซึ่งมีหลายโอกาสที่อยากแนะนำ เช่น ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต (เปลี่ยนเพื่อนร่วมงาน เปลี่ยนงาน ตั้งครรภ์ หรือเพิ่งมีลูก) มีปัญหาสุขภาพที่รุนแรง บุหรี่มีราคาแพงขึ้น เพื่อนหรือญาติเสียชีวิตจากโรคที่สัมพันธ์กับบุหรี่ การสร้างแรงกดดันทางสังคม ในโอกาสพิเศษ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันงดสูบบุหรี่โลก ฯลฯ    
    หลังจากหยุดสูบบุหรี่มวนสุดท้ายเพียง 20 นาที จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องในร่างกายของคุณ ความดันโลหิตลดลง และกลับเข้าสู่ปกติ อุณหภูมิของมือ เท้าสูงขึ้น และกลับเข้าสู่ปกติ
    8 ชั่วโมง ระดับของคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือดต่ำลงและเข้าสู่ระดับปกติ ระดับของออกซิเจนในเลือดสูงขึ้น และกลับเข้าสู่ระดับปกติ
    24 ชั่วโมง ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลันลดลง
    48 ชั่วโมง ปลายประสาทเริ่มเจริญเติบโตใหม่อีกครั้ง
    ผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่สามารถขอคำแนะนำ ในการวางแผนเลิกสูบบุหรี่ โดยการโทรศัพท์ปรึกษากับหน่วยงานที่ให้บริการช่วยเลิกบุหรี่ เช่น 0-2350-4000 (Quit to Win: เลิกเพื่อชัยชนะ) หรือ 1600 มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

    จะเห็นได้ว่าพิษภัยอันร้ายกาจของเหล้าและบุหรี่ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่ดื่มและผู้สูบบุหรี่แล้ว ยังมีผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจต่อคนใกล้ชิดตลอดจนสังคม ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเลิกดื่มเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก
...........................................................

From:รัชตะ
    Thursday, July 7, 2005 4:38 PM

Subject :     การหาทางออกในการป้องกันอันตรายจากอินเทอร์เน็ต
    
การหาทางออกในการป้องกันอันตรายจากอินเทอร์เน็ตทั้งด้านกฎหมายและเทคโนโลยีคงจะได้มีการพัฒนาต่อไปได้อีกมากในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทุกคน
ควรจะช่วยกันทุกทางที่จะป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดแก่เด็ก
การช่วยกันคนละไม้ละมือเช่นนี้อาจจะเป็นสิ่งที่มีคุณภาพ
และเป็นการให้การเอาใจใส่เด็กได้ทั่วถึงมาก

วิธีการป้องกันอันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากอินเทอร์เน็ตนั้นมีมากมายหลายวิธีด้วยกันขึ้นอยู่จุดประสงค์ของแต่ละคนทีใช้อินเทอร์เน็ต
ดังนั้นจึงยกตัวอย่างเฉพาะพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่อาจจะมีความเสี่ยงหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายได้เช่น

อันตรายจากการหาคู่ในอินเทอร์เน็ต
อันตรายจากการคุยในห้องสนทนา
อันตรายจากการเข้าไปชมเว็บสำ
หรับผู้ใหญ่หรือที่เรียกว่าเว็บโป๊ เป็นต้น

อันตรายจากการหาคู่ในอินเทอร์เน็ต

การหาคู่ในอินเทอร์เน็ตอาจจะมีประโยชน์
แต่เมื่อมีประโยชน์ย่อมมีโทษเช่นกัน เพราะไม่มีทางรู้ได้
เลยว่าคนที่เรากำลังสนใจอยู่นั้นแท้จริงเป็นคนเช่นไร
นอกจากเขาจะบอกมาและที่เขาบอกก็ไม่รู้อีกว่าจะจริงหรือเท็จเพราะส่วนมากมักจะบอกว่าเป็นคนสวยหล่อและดีพร้อมไปทุกอย่าง
ดังนั้นผู้ที่ต้องการเข้ามาหาคู่ในอินเทอร์เน็ตจะต้องมีไหวพริบและเข้มแข็ง
ไม่หวั่นไหวต่อคำพูดหว่านล้อมต่าง ๆ ได้ง่าย
จึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลที่เราไม่รู้จักอย่างถ่องแท้
เมื่อเราใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อการพบปะคนใหม่
ๆเพื่อหาเพื่อนคุยทางอีเมล์หรือหาเพื่อนใหม่ๆหรือหาคู่รัก
โดยในโลกอินเทอร์เน็ตทำให้รู้สึกว่าได้เป็นสิ่งที่ตนอยากเป็นจริงๆ
ที่อยากเป็นมานานแล้วนั่นคือในอินเทอร์เน็ตคนๆนั้นอาจจะมีบุคลิกต่างจากในโลกความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิงหรือบางครั้งอินเทอร์เน็ตทำให้ได้พบเจอคนที่ให้ความรักความสนใจมากกว่าในชีวิตจริงจนทำให้เกิดอาการติดเว็บแล้วไม่อยากออกไปไหนทั้งสิ้น
การใช้วิจารณญาณและการตัดสินใจที่ดีจะช่วยให้เราปลอดภัยได้
และช่วยให้ได้รู้ว่าคน
ๆนั้นจริงใจแค่ไหนไม่เพียงแต่เฉพาะเด็กวัยรุ่นเท่านั้นที่วางตัวไม่ถูกและอาจถูกหลอกเอาง่ายๆ
ผู้ใหญ่ก็เช่นเดียวกัน
สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกหลอก
จากการหาคู่บนอินเทอร์เน็ตมีดังต่อไปนี้

ฟังที่เขาพูด

แน่นอนการฟังบนอินเทอร์เน็ตอาจจะเป็นการอ่านสิ่งที่เขาเขียนมานั่นเอง
ฟังว่าเขาโฆษณาเกี่ยวกับตัวเองอย่างไรบ้าง
และพอจะน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด
มีการพูดขัดแย้งกับตัวเองหรือไม่
เพราะในอินเทอร์เน็ตนั้น เมื่อพูดกันไปนาน ๆ
แล้วก็คงจะพอจับความได้ว่าผู้พูดเป็นคนอย่างไร
เขาปิดบังเกี่ยวกับเรื่องสำคัญบางอย่างหรือไม่ เช่น
เรื่อง สถานภาพสมรส เป็นต้น
บางครั้งหากรู้จักสนิทสนมกันมากพอที่จะแลกเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์กันแล้ว
อาจจะลองโทรศัพท์ ไปที่บ้านบุคคลนั้นโดยไม่ได้นัดหมาย
บางทีอาจทำให้เข้าใจเกี่ยวกับตัวบุคคลนั้นมากขึ้น เช่น
อยู่กับใคร ที่บ้านเขาเป็นอย่างไร มีครอบครัวแล้วหรือยัง
เป็นต้น

ระวังคนที่ตั้งใจมาหลอก

หากเราเป็นผู้โชคร้ายก็อาจได้พบกับผู้ที่หวังอะไรบางอย่างก็เป็นได้
ให้ระวังผู้ที่แสดงว่ามีความรักทุ่มเทให้หมดหัวใจโดยไม่มีเหตุผลตั้งแต่วันแรกๆ
ที่พบกัน รักแรกพบเป็นเรื่องล้าสมัยไปเสียแล้ว
ความรักย่อมไม่เกิดขึ้นถ้าไม่ได้มีโอกาสพบหน้ากันเลยสักครั้งหรือสนทนากันทางอินเทอร์เน็ตได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนดังนั้นใครที่บอกว่ารักตั้งแต่วันแรกที่ได้คุยกันนั้น
จงมั่นใจก่อนเลยว่าเขาโกหกแน่นอน
ขอให้ถอยกลับมาตั้งหลักสักหนึ่งก้าวแล้วถามกับตัวเองว่า
คนคนนี้ต้องการอะไรกันแน่ และถ้าเป็นรักแท้คง คอยได้
ปล่อยให้เขาคอยไปสักหนึ่งเดือนหรือหลาย ๆ เดือน
และถ้าท่าทีทุกอย่างเขายังเหมือนเดิมอาจจะเริ่มรับไว้พิจารณาก็สุดแท้แต่
การพบหน้ากัน โดยปกติแล้วการพบหน้ากันจริง ๆ
อาจจะสามารถหลีกเลี่ยงได้และขอให้หลีกเลี่ยงโดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กเยาวชน
และวัยรุ่น
แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ระมัดระวังตัวเองได้ดีแล้วการพบเจอกันอาจจะเป็นการทำให้ได้รู้จักกันให้มากพอก่อนที่จะปล่อยตัวเองให้เกิดความรู้สึกสารพัดสารพันควรได้พบกันเพื่อดูว่าเขามีสิทธิจะเป็น\"คนที่ใช่\"ไหม
ความรู้สึกของเรายังเหมือนเดิมหรือไม่เมื่อได้พบเขาแล้วตรวจสอบภูมิหลังของเขาสำหรับคนที่เราจะคบหาเป็นเพื่อนหรือเป็นคู่รัก
โดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและไม่มีทางอื่นในการรู้จักกันมากนัก
เช่น ไม่ได้ทำงานอยู่ใกล้กัน อาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน
หรือมีโอกาสพบปะเจอะเจอกันง่าย ๆ นอกจากในอินเทอร์เน็ต
การจะยอมเสียมารยาทค้นหาประวัติของเขาบ้างคงไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด
โดย เฉพาะในส่วนที่เขาเปิดให้คนอื่น ๆ เข้าไปอ่านได้
เช่น
ในเว็บไซท์เพื่อการหาคู่ที่มีการกรอกประวัติไม่แน่อาจมีชื่อเขาอยู่ด้วยคนหนึ่ง
เพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่สนใจหาคู่ทางอินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน
วิธีเช็คประวัติคนที่เพิ่งรู้จัก  ให้โทรมาถามผมนะ
อย่าให้หมายเลขโทรศัพท์และข้อมูลส่วนตัวทุกอย่าง
ในกรณีที่ต้องการพูดคุยกันควรนัดหมายเวลาที่จะคุยแล้วหาตู้โทรศัพท์สาธารณะที่รับสายเข้าได้จะเป็นการดีกว่าเมื่อได้พูดคุยกันจนเป็นที่ไว้วางใจแล้วจึงให้เปิดเผยรายละเอียดส่วนตัวอื่นๆสำหรับผู้ที่อาจจะติดต่อในระบบทางไกล
ถ้าใช้บริการเรียกเก็บเงินปลายทาง ผู้รับจะทราบว่าหมาย
เลขโทรศัพท์ที่ใช้นั้นคือหมายเลขใด ในต่างประเทศเช่น
สหรัฐนั้นมีระบบที่สามารถล็อกมิให้เครื่องปลายทางแสดงเลขหมายของผู้โทรศัพท์ไป
ป้องกันมิให้ผู้รับสายรู้หมายเลข  ซึ่งในกรุงเทพนั้นคืิอ
PCT  ซึ่งผมใช้อยู่
และการให้ที่อยู่ควรบอกเพียงบริเวณกว้าง ๆ
พอให้ทราบว่าอยู่ที่บริเวณใดแต่ ติดตามมาหาถึงบ้านไม่ได้

แต่มีวิธีที่นักขโมยข้อมูลสามารถค้นประวัติคุณได้เกือบทุกอย่างด้วย
ซึ่งเป็นวิธีไหนนั้น ให้คุณโทรมาถามผมนะครับ  095198030 ผมไม่ใช่
Hacker  แต่ผมรู้ว่าคนร้ายเขาค้นประวัติคนอื่นอย่างไร

ระวังอย่าเอารูปขึ้นไปติดไว้บนเว็บ
มีบริการหาคู่บางเว็บไซท์ที่ให้เราสามารถนำรูปขึ้นไปติดไว้ได้
ขอให้ระวังไว้ว่ารูปที่นำขึ้นไปติดไว้นั้นอาจจะไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไป
เพราะเมื่อนำขึ้นไปแล้วก็ไม่สามารถควบคุมได้ ใคร ๆ
สามารถนำรูปของเราไปทำอะไรต่อมิอะไรได้โดยเฉพาะการนำรูปของเราไปตัดต่อกับรูปภาพลามกเพื่อทำให้เกิดความเสียหายต่อเราได้
ดังนั้นจึงควรคิดให้รอบคอบก่อนนำรูปของตัวเองขึ้นมาติดบนอินเทอร์เน็ต
และไม่ควรนำรูปของผู้อื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

อย่าโฆษณาตัวเองให้มากนัก แม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็ตาม
ไม่ต้องบอกกับใคร ๆ ว่ามีบ้านกี่หลัง
มีรถกี่คันหรือมีงานดี ๆ ทำ
เพื่อที่จะดึงดูดความสนใจของเขาอย่างน้อย ๆ
ก็ไม่ควรจะบอกไปว่าที่บ้านตนเองทำอะไรบ้าง
เพราะข้อมูลเหล่านี้เองจะเป็นเหมือนพรมแดนที่เปิดต้อนรับผู้ที่ต้องการหลอกลวง
ถ้าเราดีจริงย่อมจะมีผู้ให้ความสนใจโดยไม่ต้องโฆษณาด้วยเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

ชื่อนั้นสำคัญไฉน ในห้องสนทนา \"ชื่อ\"
เป็นสิ่งแรกที่ทำให้คนรู้จักว่าเราเป็นอย่างไร
ดังนั้นจึงไม่ควรตั้งชื่อที่ล่อแหลมนัก เช่น \"สาวสิบหก\"
หรือ \"ไม่กลัวร้อน\"
หรืออะไรก็ตามที่ดึงดูดความสนใจมากเกินไป เป็นต้น

อย่าเชื่อไปหมดทุกอย่างที่เขาบอกมา

จำไว้เสมอว่าผู้ที่อยู่อีกด้านหนึ่งสามารถหลอก
ลวงเราได้ทุกขณะ เพราะว่าไม่ได้เห็นตัวจริงของเขา

อันตรายจากการคุยในห้องสนทนา

คนที่ติดอินเทอร์เน็ตใหม่
ๆส่วนมากมักจะติดในเรื่องของการสนทนา
หรือที่วัยรุ่นเรียกกันว่า\"แชท(Chat)\" นั่นเอง
การสนทนาในอินเทอร์เน็ตนั้นมีหลายรูปแบบมาก เช่น
การสนทนาผ่านเว็บ การสนทนาในโปรแกรมไออาร์ซี (IRC)
การสนทนาโดยใช้ไอซีคิว (ICQ) เป็นต้น ซึ่งระยะหลัง ๆ
คนส่วนใหญ่เริ่มหันมานิยมใช้ไอซีคิวเพราะสะดวกกว่า
อย่างไรก็ ตาม โปรแกรมการสนทนาอื่น ๆ อย่างเช่น
\"เอ็มไออาร์ซี (Mirc) หรือ \"เพิร์ช (Pirch)\"
ก็ยังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเช่นเคย
สำหรับผู้ที่เล่นอยู่เป็นประจำแล้วและเข้าใจธรรมชาติของการสนทนาในอินเทอร์เน็ตก็อาจจะไม่น่าเป็นห่วงมากนักเพราะสามารถเอาตัวรอดได้
แต่ผู้ที่น่าเป็นห่วงคงจะเป็นผู้ที่ยังไม่เคยใช้อินเทอร์เน็ตมาก่อนและเห็นว่าการสนทนาในอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องใหม่และสนุก
เพราะบุคคลกลุ่มนี้อาจจะไม่รู้เท่าทันคนที่แอบแฝงมาในคารมที่ฟังแล้วดีเลิศเสียทุกอย่างซึ่งก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของบุคคลเหล่านี้ได้
ในอินเทอร์เน็ตมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย
ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นมาจากห้องสนทนาแทบทั้งสิ้นดังตัวอย่างต่อไปนี้

มียามชาวลอสแองเจลลิสวัย 50
ปีผู้หนึ่งซึ่งโกรธที่ถูกหญิงสาววัย 28 ปีเมิน
จึงแอบเข้าไปในห้องสนทนาเรื่องเพศบนอินเทอร์เน็ตเพื่อลงโฆษณา
ในเนื้อหาของโฆษณานั้นอ้างว่าตนคือหญิงสาวคนดังกล่าวและหลงใหลในการถูกข่มขืนมากหลังจากนั้นก็มีชายจำนวนมากที่ต้องการข่มขืนหญิงสาวส่งอีเมล์ไปหาและบอกว่าสนใจร่วมทำพฤติกรรมดังกล่าว
ยามผู้นี้จึงส่งอีเมล์ตอบกลับไปพร้อมให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปพรรณสัณฐานให้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์
รวมถึงบอกวิธีในการผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่ห้องเช่าของหญิงสาวด้วยผลก็คือมีชาย6คนเดินทางไปพบหญิงสาวถึงห้องเช่าและบอกว่าพวกเขาต้องการข่มขืนเธอ

ในอินเทอร์เน็ตจะมีอาชญากรเหล่านี้อยู่มากมายซึ่งเรียกว่า
\"ไซเบอร์สตอล์ค (Cyberstalk)\"
หมายถึงอาชญากรไฮเทคซึ่งใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการคุกคามทำร้าย
เหยื่อไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อไปทำให้เกิดความอับอายและเสียหายการข่มขู่และการคุกคามในชีวิตประจำวัน
รวมไปถึงการเอาชีวิตของเหยื่อ เป็นต้น

นอกจากอันตรายที่เกิดจากอาชญากรไซเบอร์สตอล์คแล้ว
ยังมีอันตรายที่เกิดจากบุคคลที่ชอบหลอกเด็กหรือชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก
(Pedophile) ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะแอบเข้า
มาคุยในห้องสนทนาที่มีเด็กเยอะๆและจะชวนคุยหลอกล่อจนเด็กตายใจ
และนัดหมายให้ออกมาพบปะกันข้างนอก
เด็กบางคนหลงเชื่อออกมาพบปะคนแปลกหน้าจนในที่สุดบุคคลที่นัดหมายก็ลวนลามทางเพศบางคนรุนแรงกว่ามีการทำร้ายร่างกายด้วย

สำหรับการหลอกลวงเด็กสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น

การชักชวนให้ทำกิจกรรมผิดกฎหมายหรืออันตราย
การหลอกให้เด็กเผลอบอกที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
หรือข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ
รวมทั้งเลขที่บัตรเครดิตซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเองหรือคนในครอบครัวได้การแกล้งทำเป็นเด็กเหมือนกันแล้วพูดคุยให้ตายใจแล้วให้ไปพบ
หรือส่งของ ต่าง ๆ มาให้เช่น วิดีโอภาพตนเอง
การรังควานโดยส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ข่มขู่หรือพูดจาหยาบคายกับเด็ก
เป็นต้น

การทารุณทางเพศกับเด็กโดยใช้ห้องสนทนาในอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือมีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นมากมายดังต่อไปนี้

หลอกเด็กชายวัยสิบสี่

เมื่อเดือนสิงหาคม 2539 ชายอายุ 35 ปี ชาวลองไอแลนด์
นิวยอร์คถูกกล่าวหาว่าใช้อเมริกาออนไลน์เพื่อหลอกเด็กชายอายุ
14 ปีให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย
ผู้ถูกกล่าวหาได้พบกับเด็กชายผ่านทางห้องสนทนา
นัดพบปะกันและมีเพศสัมพันธ์กับเด็กชายเมื่อผู้ปกครองไม่อยู่ที่บ้าน

ชายวัยหกสิบหกทำลามกเด็ก

เมื่อเดือนเมษายน 2539 ชายอายุ66 ปี ชาวฟลอริดา
โดนตั้งข้อหาพยายามกระทำการลามกกับเด็กและโดนจับในข้อหาการใช้อินเทอร์เน็ต
เพื่อกระทำสิ่งผิดกฎหมายและการเผยแพร่รูปภาพลามกบนอินเทอร์เน็ต

ข้ามเขตรัฐเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก

เมื่อเดือนมีนาคม2539 อดีตดีเจชาวมิสสิสซิปปี้ ชายอายุ32
ปี
โดนตัดสินจำคุก
6ปีในการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวนัดพบกับผู้ที่เขาคิดว่าเป็น
เด็กชายอายุ
13ปีศาลพิจารณาว่าเขากระทำผิดในการเก็บรักษาภาพอนาจารของเด็กไว้ในคอมพิวเตอร์และข้ามเขตรัฐเพื่อการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก

ข่มขืนเด็กหญิงอายุสิบสี่

มื่อเดือนตุลาคม 2539 ชายอายุ 29 ปี ชาวโอเรกอน
กระทำผิดฐานข่มขืนเด็กหญิงอายุ
14ปีที่ได้พบบนอินเทอร์เน็ต
เด็กได้พบกับชายคนนี้เมื่อใช้คอมพิวเตอร์ของพ่อเพื่อเขียนจดหมายแลกเปลี่ยนกับวัยรุ่นด้วยกันทางกระดานข่าว
ชายคนนี้แต่งงานแล้วและมีลูก
2คนได้พัฒนาความสัมพันธ์กับเด็กหญิงทั้งทางอินเทอร์เน็ตและภายหลังเป็นการใช้โทรศัพท์

ข่มขืนเด็กหญิงอายุสิบห้า

เมื่อเดือนสิงหาคม 2538 ชายอายุ 40 ปี
ที่ฟอร์ดลอเดอร์เดล ฟลอริดาได้พบเด็กหญิงอายุ 15
ปีในออร์แลนโดและได้ข่มขืนเธอในโรงแรม
หลังจากนั้นก็พาเด็กหญิงไปที่บ้านของเขาในฟอร์ด
ลอเดอร์เดล
ซึ่งที่นั่นเด็กหญิงได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อติดต่อเพื่อนให้มาช่วยหนีออกมาได้

ล่วงเกินทางเพศกับเด็กอายุต่ำกว่าสิบสามถึงสามคน

ที่ประเทศอังกฤษปี 2540 นาย เอียน แวดอัพ (Ian Waddup)
วัย 37 ปีจากนิวคาสเซิล ถูกจับหลังจากบินไปยังซินซิเน็ติ
อเมริกาเพื่อพบกับเด็กสาววัย 15 ปี
ซึ่งรู้จักกันทางห้องสนทนาในข้อหาหลอกลวงและชักจูงเด็กไปในทางไม่ดี
และหากข้อกล่าวหานี้เป็นจริงเขาจะถูกลงโทษจำคุกถึง 2 ปี
นาย แวดอัพ แถลงกับหนังสือพิมพ์ในซินซิเน็ติว่า
เขาเพียงแต่มาพบเธอและหวังว่าจะพาเธอกลับไปยังอังกฤษเมื่อเธออายุ
16 ปี เพื่อแต่งงานด้วยเพราะกฏหมายอังกฤษอนุญาต
ให้แต่งงานได้เมื่ออายุ
16ปีแต่ก็ไม่รังเกียจถ้าจะให้รอถึง 18 ปี
ซึ่งเขาได้รู้จักเด็กคนนี้ในห้องสนทนาตั้งแต่เมื่อเธออายุ14
ปี
ในขณะที่ทางเจ้าหน้าที่สหรัฐได้รับรายงานจากตำรวจในประเทศอังกฤษว่านายแวดอัพเคยมีคดีล่วงเกินทางเพศกับเด็กอายุต่ำกว่า13ปี
ถึง 3 คดีด้วยกัน

หลอกเด็กหญิงอายุสิบเจ็ดให้ขึ้นรถข้ามรัฐไปหา

ในเดือนมกราคม 2542 ตำรวจในซานฟรานซิสโกได้พบตัว
นส.ราเชล วาลาสโก บาลทาซาร์อายุ 17 ปี พร้อมกับ โจนาธาน
วูฟ
ซึ่งตำรวจเชื่อว่าเป็นชายที่ผู้หญิงคนนี้พบในห้องสนทนานั่นเอง
ทางเอฟบีไอกล่าวว่านายวูฟได้ใช้ชื่อในห้องสนทนาว่า
มาสเตอร์เดวิลและได้ใช้คำพูดหลอกลวงหญิงสาวในขณะที่สนทนากันบนอินเทอร์เน็ตและยังได้ส่งเงินให้เธอเพื่อเป็นค่าเดินทางมาหาเขายังอีกรัฐหนึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบว่านายวูฟได้ติดต่อหญิงสาวคนอื่นอีกหรือไม่
ตำรวจกล่าวว่านายวูฟยังได้แนะนำให้ราเชลย้ายฮาร์ดดิสก์ออกไปก่อนที่จะเดินทางมาหาเขาด้วยเพื่อเป็นการทำลายหลักฐานต่างๆ
ที่พวกเขาได้สนทนากัน
ราเชลหาย ตัวออกจากบ้านในวันที่ 21 ธันวาคม 2541
หลังจากบอกกับคุณแม่ว่าจะออกไปซื้อของ
เธอเดินทางจากแคลิฟอร์เนียไปยังนิวเจอร์ซีย์ด้วยรถบัสและดูเหมือนว่าจะได้จ่ายค่า
เดินทางนี้ด้วยเงินที่นายวูฟให้มาด้วย
ตอนแรกตำรวจเชื่อว่าเด็กคนนี้อาจจะหนีออกจากบ้านเฉย ๆ
แต่ในที่สุดก็ได้ติดต่อไปยังเอฟบีไอ
หลังจากที่เพื่อนๆของหญิงสาวให้การว่าเพื่อนของเธอได้เคยติดต่อกับผู้ชายบนอินเทอร์เน็ตด้วย

ติดคุกหนึ่งปีแม้เด็กหญิงจะสมยอม

ชายวัย 32
ปีคนหนึ่งได้สารภาพว่ามีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงวัย
14ปีที่พบในห้องสนทนาหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต
เขาผู้นี้คือสก๊อต รัซเซล จากเมืองร้อกวิลล์
รัฐแมรี่แลนด์ได้สารภาพความผิดต่อข้อกล่าวหาทางเพศ
4กระทงถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี ตำรวจเล่าว่า
เด็กผู้หญิงคนดังกล่าวและนายรัซเซลได้พบกันบนอินเทอร์เน็ตและเด็กผู้หญิงได้ตามนายรัซเซลไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองวิลลิ่งเมื่อเดือนสิงหาคมด้วยความเต็มใจ
ผู้ปกครองของเธอจึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจเมื่อพบว่าบุตร
สาวของตนไม่ได้อยู่กับเพื่อนอย่างที่บอกไว้

อ้างอายุสิบห้าหลอกลวงเด็กหญิงอายุสิบสามให้ส่งวิดีโอโป๊ไปให้

หน่วยเอฟบีไอ(FBI)ในนิวเจอร์ซีจับกุมชายผู้หนึ่งฐานล่อลวงเด็กหญิงอายุ
13ปีให้ส่งวีดีโอภาพของตนไปให้ผู้ชายผู้นี้โดยเขาไม่ต้องออกจากบ้านเลย
เด็กหญิงได้เริ่มรู้จักกับชายคนนี้ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นเด็กอายุ
15 ปี เมื่อตอนอายุได้
12ปีและได้เขียนไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงกัน เสมอมา
เด็กหญิงส่งวีดีโอเทปไปให้เขาแล้วถึง 4
ม้วนชายผู้นี้ถูกจับเมื่อมารดาของเด็กหญิงเกิดสงสัยพฤติกรรมของลูกสาว

จากตัวอย่างข้างตนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีสิทธิที่จะตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีในอินเทอร์เน็ตได้ดังนั้นทุกๆฝ่ายจึงต้องหันมาศึกษาและเอาจริงในเรื่องนี้

อันตรายจากการเข้าไปชมเว็บสำหรับผู้ใหญ่หรือที่เรียกว่าเว็บโป๊
เว็บสำหรับผู้ใหญ่นั้นส่วนมากจะเห็นว่ามิได้มีการเตือนหรือป้องกันเด็กไว้ในหน้าแรกของเว็บไซท์เพราะไม่ได้ใช้รูปอนาจารมากนักอย่างไรก็ตาม
เมื่อเข้ามาหน้าที่สองก็อาจจะมีรูปภาพเย้ายวนใจมากขึ้นแต่ก็ยังไม่โป๊มากนัก
ตรงหน้านี้เองทางเว็บไซท์จะให้ผู้เข้าชมยืนยันว่าตนอายุ18ปีขึ้นไป
และต้องการเข้าชมเว็บไซท์นั้นหรือบางทีอาจจะระบุว่าอายุ
ตั้งแต่ 20ปีขึ้นไปจึงสามารถเข้าชมเว็บได้
ร้อยทั้งร้อยที่เข้ามาเจอคำถามในลักษณะนี้แล้วอยากจะดูก็คงหลอกว่าอายุถึง
ดังนั้นเด็ก ๆ ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็สามารถ
เข้าไปชมเว็บเหล่านี้ได้หากเว็บไซท์ดังกล่าวไม่มีการป้องกันในส่วนนี้ที่จริงจัง
เพราะบางเว็บไซท์ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการป้องการเด็กเข้ามาชมเว็บโดยการให้เป็นสมาชิกซึ่งต้องมีบัตรเครดิตและต้องเสียค่าบริการ
แต่ถึงกระนั้นก็ตามยังมีเว็บไซท์บางประเภทที่ใช้วิธีการเจาะระบบขโมยข้อมูลหรือที่เรียกว่า\"แฮ็ก(Hack)\"
นำเอาพาสเวิร์ดหรือ
รหัสผ่านการเข้าชมเว็บโป๊อื่น ๆ มาใส่ไว้ในเว็บของตน
ซึ่งเว็บเหล่านี้จะอาศัยค่าโฆษณาเป็นรายได้หลัก
และก็ทำให้ใคร ๆ ก็ตามสามารถเข้าชมเว็บโป๊ได้

ในส่วนของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นอาจจะไม่รุนแรงมากเท่ากับการเข้าไปคุยกับคนแปลกหน้าหรือนัดเจอคนแปลกหน้า
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องการหมกมุ่นในกามมารมณ์
ว่ากันว่าผู้ที่มีความต้องการทางเพศและไม่สามารถหาทางระบายออกทางช่องทางต่างๆ
ในโลกปัจจุบันก็หาหนทางตอบสนองความต้องการในอินเทอร์เน็ตยิ่งไม่สามารถระบาย
ออกในทางอื่นมากเพียงใดก็ยิ่งใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทดแทนมากเท่านั้นจนกลายเป็นการหมกมุ่น


ทั้งนี้เพราะลักษณะทางจิตวิทยาของอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะนี่เอง
ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 3 อย่างนั่นคือ
การเข้าถึง การเข้าสู่เว็บภาพโป๊เปลือย
หรือห้องสนทนาพูดคุยเฉพาะเรื่องเพศ ในวอชิงตัน ดี ซี
อเมริกาพบว่าในเดือนเมษายน 2541 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง
9.6
ล้านรายหรือประมาณ15เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้เว็บทั้งหมดเข้าไปดูในเว็บอนาจาร
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตใช้ง่ายและตอบสนองความพึงพอใจทางเพศของตนได้โดยสะดวกและทำให้ติดบริการเหล่านี้ได้ในที่สุด

การควบคุม ไซเบอร์เซ็กส์ทำให้เกิดบรรยากาศที่ว่าไร้ตัวตน
และการไม่รู้จักกัน (Annonymous)
ซึ่งทำให้คนส่วนมากละเลยข้อห้ามที่เกี่ยวกับเรื่องเพศหลายอย่างไปทำให้สามารถแสดงจินตนาการทางเพศที่เก็บกดไว้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครรู้หรือจับได้

การใช้เวลาในอินเทอร์เน็ตทำให้สามารถพบคนอื่น ๆ
ที่จะช่วยให้สมหวังในจินตนาการใด ๆ ก็ได้ เช่น
เมื่อผู้ชายต้องการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน
หรือผู้หญิงต้องการมีเพศสัมพันธ์ กับคนแปลกหน้า
หรืออื่นใดอีกมากมาย เป็นต้น

ความตื่นเต้น การวิจัยทางจิตวิทยาค้นพบว่า
การติดใจในรูปร่างของฝ่ายตรงข้ามและเรื่องเพศของมนุษย์นั้นความจริงเกี่ยวกับจินตนาการและความเพ้อฝันของเราเองเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้นแม้ว่าจะไม่เห็นรูปร่างหน้าตาจริงของฝ่ายตรงข้ามก็สามารถทำให้เกิดความตื่นเต้นได้เพราะการพูดคุยเชิงเพศหรือการพูดเล้าโลม
เช่น ชายที่ไม่มีใครสนใจเลยใน ชีวิตจริง
อาจจะแกล้งทำเป็นนักรักตัวยง บนอินเทอร์เน็ตก็ได้
สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเกิดความตื่นตาตื่นใจและกลายเป็นการติดเว็บในที่สุด

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนหนึ่งที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้
นอกเหนือจากนี้แล้วคงเป็นการเข้าไปชมเว็บเพื่อความบันเทิงหรือการค้นหาข้อมูลเพื่อการศึกษาค้นคว้าซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยกว่าพฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้น
อย่างไรก็ตามหากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตใช้วิจารณญาณและความคิดก็อาจทำให้รอดพ้นจากภัยมืดต่างๆที่มาจากอินเทอร์เน็ตได้
 

Subject: Fw: โปรดระวังภัยอันตราย
>Date: Wed, 6 Jul 2005 13:50:18
>
>ระมัดระวัง! สำหรับท่านที่ขับรถ หากมีข้อผิดสังเกต หรือมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น อย่าพึ่งลงจากรถ กรุณาใช้สติ ใคร่ครวญให้รอบคอบ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็น ข้อเตือนใจให้ระมัดระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง และเมื่อท่าน อ่านจบแล้ว ขอให้ช่วยส่งต่อให้กับเพื่อนและคนที่คุณรักด้วย >เมื่อวานได้ฟังเพื่อนเล่าว่าจอดรถไว้ที่วัดโพธิ์ >และไปเดินดูของที่ตลาดนัดสะพานพุทธ ขากลับมาที่รถประมาณ 2 ทุ่ม >ตอนออกรถมีผู้ชายมายืนขวางหน้า

>เพื่อนเห็นว่ามีคนเดียวและตัวเองก็เป็นผู้ชายจึงเปิดกระจกถามไปว่ามีอะไร >           เท่านั้นแหละมีผู้ชาย 3-4 คนมาจากไหนไม่รู้ ลากตัวเขาออกมาซ้อมด้านหลังรถ >แล้วขับรถพาไปด้วยไปชานเมือง ลากตัวลงมาซ้อมต่อ คนหนึ่งบอกให้ยิงทิ้ง >อีกคนบอกว่าแทงให้ตาย สุดท้ายคนหนึ่งบอกว่ามันพูดดีปล่อยมัน >ก่อนไปพวกมันถอดเสื้อผ้าออกหมด เอาเสื้อมัดแขนไว้ > > และขับรถพร้อมทรัพย์สินทั้งหมดไป โชคดีที่ไม่ตาย >

>มาดูแลเรื่องการกินอาหารกันเถอะ

เรื่องอาหารและโภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะเด็กหากได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ จะทำให้มีพัฒนาการที่ดีทั้งด้านร่างกาย และด้านสมอง  จะเห็นว่าเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ แต่ปัจจุบันพ่อแม่ไม่ค่อยเอาใจใส่เรื่องนี้เท่าที่ควร เด็กๆ มักจะเลือกกินอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์หรือบางอย่างก็เป็นโทษต่อร่างกาย ในขณะที่พ่อแม่ก็ตามใจ โดยไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมา อีกอย่างอาหารที่ไม่มีประโยชน์ทั้งหลายก็มีขายอยู่มากมาย  เด็กสามารถซื้อหาได้ง่ายมาก   (สำหรับในผู้ใหญ่เอง  ต้องลดการบริโภค อาหารพวก โปรตีน และคาร์โบไฮเดรท  คือเนี้อสัตว์ และแป้ง น้ำตาล   ไขมัน   เพราะพวกนี้ ในผู้ใหญ่เราใช้น้อย ยกเว้นคนที่ใช้กำลัยกายทำงาน   ให้หันมาทาน พวกผักสด ผลไม้ที่สะอาด  ถั่วชนิดต่างๆ  มากขึ้น    หลีกเลี่ยงการกินของหวานจัด เค็มจัด  เพือ่ป้องกันโรคเบาหวาน และโรคไต )

อาหารอันตราย

มีอาหารหลายประเภทที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา โดยเฉพาะ "อาหารขยะ" (Junk Food) หมายถึง อาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ทางโภชนาการ ประกอบด้วยสารอาหารที่ให้พลังงาน น้ำตาล ไขมัน แป้ง เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนประกอบจากโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรให้ลูกรับประทานอาหารเหล่านี้ และควรแนะนำถึงอันตรายที่จะตามมา อาหารที่จัดว่าเป็นอาหารขยะ ได้แก่
- ขนมกรุบกรอบ   ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม เช่น ข้าวโพดคั่ว อาหารแป้งทอด มันฝรั่งทอดใส่เกลือ อาหารเหล่านี้กินแล้วมีรสเค็มๆ มันๆ ไม่รู้สึกอิ่มอยากกินอยู่เรื่อยๆ และเมื่อกินเกลือเข้าไปมากๆ จะทำให้ความดันโลหิตสูง และกระหายน้ำ อาหารที่เค็มจัดจะทำให้เป็นโรคไตได้ นอกจากจะมีเกลือแล้วยังมีสีสังเคราะห์ และสารสังเคราะห์อื่นๆ เช่น ผงชูรส ซึ่งถ้ากินมากๆ ก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
    - อาหารทอด ที่ใช้น้ำมันเก่า ทอดซ้ำ ๆ หลายครั้ง จะก่อให้เป็นโรคมะเร็งได้
    -อาหารจานด่วน เช่น แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า เป็นอาหารที่มีไขมันสูง กินมากๆ จะทำให้อ้วน และเกิดโรคอื่นๆ ตามมามากมาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ และอื่นๆ
    - น้ำอัดลมจ ะมีผลต่อการขับแคลเซียมออกจากกระดูก ถ้ากินมากๆ กระดูกจะผุกร่อนง่าย ดังเช่นในอเมริกาที่พบว่า อัตราการเกิดกระดูกหักมีเพิ่มขึ้น (ข่าวจากหนังสือพิมพ์) นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการปวดท้อง โรคกระเพาะ เด็กจะรู้สึกอิ่มไม่อยากรับประทานอาหารอื่นๆ ทำให้เด็กไม่ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
-    อาหารรสหวาน เช่น  ลูกอม หมากฝรั่ง คุกกี้ ช็อกโกแลต ขนมหวานทุกชนิด ควรจำกัด    การรับประทาน เพราะอาหารพวกนี้มีรสหวานมาก หลังรับประทานอาหารเหล่านี้หากไม่ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี อาจทำให้ฟันผุได้ง่าย    และไม่อยากทานอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์
- เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยสารเร่งโต  เช่น เนื้อไก่ ควรรับประทานไก่บ้านแทนไก่เลี้ยงซึ่งส่วนใหญ่ใช้อาหารเลี้ยงไก่ ที่ผสมสารเร่งโต  เพราะจะทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่เร็วกว่าปกติ หน้าอกโตเร็ว ประจำเดือนมาเร็วกว่าปกติ และหลังจากนั้นจะหยุดการเจริญเติบโตเร็วกว่าปกติ เช่น ตัวเตี้ย       และไม่ควรรับประทานอาหารซ้ำๆ เพราะจะทำให้เด็กขาดสารอาหารบางอย่างได้
- อาหารที่มีสีฉูดฉาด  คุณพ่อคุณแม่ควรจะเอาใจใส่ลูก สอนให้ลูกหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีฉูดฉาด รู้จักดูส่วนประกอบของอาหารข้างภาชนะบรรจุ ว่ามีสารอาหารอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร มีสารที่เป็นโทษหรือไม่ เช่น ผงชูรส สีสังเคราะห์ กลิ่นสังเคราะห์
    ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตใน เมืองใหญ่ยิ่งทำให้อาหารขยะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น การซื้ออาหารเหล่านี้ให้เด็กกิน หรือให้เด็กซื้อกินเองจนติดเป็นนิสัย เป็นสิ่งที่น่าห่วงต่อสุขภาพ ...ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาให้ความสำคัญกับอาหารและโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกและทุกคนในครอบครัว

อาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาสมอง
เป็นที่ทราบกันดีว่าการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และมีสัดส่วนที่เหมาะสมตามวัย นอกจากจะทำให้ร่างกายเติบโตแข็งแรงแล้ว ยังมีผลต่อการพัฒนาด้านสติปัญญาอีกด้วย มีอาหารหลายประเภทที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาหารที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหลานรับประทาน ได้แก่ อาหารหลักห้าหมู่  และที่สำคัญเช่น
    แร่ธาตุ  เป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีอยู่หลายชนิด ที่สำคัญต่อร่างกาย ได้แก่
    - แคลเซียม พบมากในนม ผลิตภัณฑ์จากนม สัตว์เล็กๆ ที่กินทั้งตัว เช่น กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย นอกจากนี้ยังพบในไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียวต่างๆ เช่น ผักบุ้ง คื่นฉ่าย ใบยอ ผักโขม ตำลึง ยอดแค สะเดา งาดำ(มีแคลเซี่ยมมากว่านม 15 เท่า )    แคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท ช่วยให้เลือดแข็งตัว และทำให้เลือดหยุดเมื่อร่างกายได้รับบาดแผล เด็ก ๆ ควรดื่มนมอย่างน้อย 2 กล่อง เพื่อให้กระดูกแข็งแรงเติบโตตามวัย ( หรืออาจเลือกรับประทานยาแคลเซียมเม็ดละ 1 บาท  (chalk cap เด็กโตควรรับประทานขนาด 1,000 มิลลิกรัม สำหรับเด็กเล็กควรรับประทานขนาด  350 มิลลิกรัม)  หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป:  ไม่ได้ค่าสปอนด์เซอร์นะคะ )
    - ฟอสฟอรัส พบมากในแหล่งอาหารเช่นเดียวกับแคลเซียม ได้แก่ นม ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น  ฟอสฟอรัสจะทำงานร่วมกับแคลเซียมในการสร้างกระดูกและฟัน ควบคุมการปล่อยพลังงานจากการเผาไหม้ของคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนควบคุมความเป็นกรดและด่างในเลือดเป็นส่วนประกอบของสมองและไขสันหลัง
    - ธาตุเหล็ก  พบมากใน ตับ หัวใจ เลือด เนื้อวัว ไข่แดง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบเขียว เช่น โหระพา ผักโขม ผักคะน้า ผักกระถิน เป็นต้น เหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง ควรรับประทานเลือดหมู เลือดไก่ เพื่อช่วยในการสร้างเลือด ทำให้ไม่เป็นโรคโลหิตจาง
    - ไอโอดีน  พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมธัยรอยด์ ฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ควบคุมให้ร่างกายเจริญเติบโตตามปกติ
    - โซเดียม  มีมากในเกลือและอาหารต่างๆ ที่มีส่วนผสมของเกลือ แต่อย่ามากเกินไ ปเพราะจะทำให้ไตวายได้

    สารอาหารอื่นๆ  ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมอง : โดย?........
    ทอรีน   สะสมอยู่ในเนื้อสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าและจอประสาทตา มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ สติปัญญา และการมองเห็น เป็นสารที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองของเด็ก ร่างกายจะสังเคราะห์ได้จากการรับประทานอาหาร เช่น สัตว์ปีก เนื้อหมู และอาหารทะเลสำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะไม่สามารถสังเคราะห์ทอรีนได้ จึงควรให้ทารกได้กินนมแม่เพราะมีปริมาณทอรีนสูง
    โอเมก้า 3,6,9 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับเซลล์สมองเยื่อหุ้มประสาทสมอง และการทำงานของร่างกายตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสิ้นอายุ
    โอเมก้า 3 พบมากในน้ำมันที่ได้จากพืชบางชนิด เช่น คาโนลา ถั่วเหลือง  ผักใบเขียว วอลนัต ปลาที่มีไขมัน แซล์มอน  ซาร์ดีน ทูน่า แมคเคอเรล แอนโชวี น้ำมันปลา น้ำมันจากเมล็ดแบล็กเคอร์เร้นท์
    โอเมก้า 6 เป็นน้ำมันที่ได้จากพืชส่วนใหญ่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ทานตะวัน ดอกคำฝอยน้ำมันมะกอก ถั่ว คาโนลา อีฟนิงพริมโรส     น้ำมันจากเมล็ดแบล็กเคอร์เร้นท์และสตาร์เคอร์เร้นท์     เนื้อ เครื่องใน ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม
    โอเมก้า 9 พบในน้ำมันพืช ถั่ว ผลิตภัณฑ์นม ปลาที่มีเนื้อมัน เช่น ทูน่า ซาร์ดีน แซล์มอน แมคเคอเรล เนื้อ ไข่ และอะโวคาโด
    สังกะสี เป็นส่วนประกอบสำคัญของเอนไซม์มากกว่า 200 ชนิด  ช่วยเสริมความจำและความสามารถในการคิด พบมากในหอยนางรม เนื้อแดง เป็ด ไก่ และสัตว์ปีก ถั่ว อาหารทะเล ธัญพืช ผลิตภัณฑ์นม การกินอาหารที่มีสังกะสีต่ำขณะตั้งครรภ์หรือขณะให้นมลูกจะทำให้ทารกมีสมาธิสั้น และเมื่ออายุ 6 เดือนทารกจะมีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อลดลง

    อยากให้ลูกฉลาด ต้องฉลาดเลือก
    อยากให้ลูกฉลาดก็ต้องฉลาดเลือกสิ่งที่ดีๆ และมีประโยชน์สำหรับลูก ด้วยการใส่ใจและเลือกอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และเป็นอันตรายต่อร่างกาย(ผู้ใหญ่สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน)
    - ไม่ควรให้เด็กกินของหวานจัด   หรือเค็มจัด  บ่อยๆ   เพราะโอกาสเกิดโรคเบาหวานและโรคไตได้
    - หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หรือไม่ควรรับประทานบ่อยๆ  เพราะอาจจะทำให้ไขมันในเลือดสูง

    - ควรรับประทานอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ไม่ควรรับประทานอาหารค้างคืน
    - ควรเลือกรับประทานอาหารที่คนขายแต่งตัวสะอาด อุปกรณ์ต่างก็ต้องสะอาด ไม่มีแมลงวันตอม น้ำที่ล้างภาชนะไม่มีสีดำ
- ไม่ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีภาชนะปกปิด เพราะอาจมีแมลงวันตอม ทำให้มีเชื้อโรคปนเปื้อนได้
- ควรเลือกรับประทานอาหารที่ทอดจากน้ำมันที่ใส ไม่มีสีดำ
- ควรหลีกเลี่ยงอาหารปิ้ง ย่าง ไหม้ดำ  แต่ถ้าจะรับประทานอาหารประเภทนี้ เช่น หมูปิ้ง ไก่ย่าง
ควรจะเลือกส่วนที่ไหม้ออกก่อน
- ไม่ควรรับประทานอาหารที่ใช้กระดาษสีสันฉูดฉาด หรือมีกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นภาชนะบรรจุ  เพราะอาจมีสารตะกั่วจากหมึกพิมพ์ปนเปื้อนไปกับอาหาร ควรเลือกอาหารที่ใช้กระดาษสีขาวบรรจุจะดีกว่า
- กรณีที่ซื้ออาหารที่มีความร้อนที่ต้องใส่ถุงพลาสติก ควรเลือกร้านที่ใช้ถุงกันความร้อนจะดีกว่า
ควรใส่ใจกับการเลือกสรรอาหารที่ดีและมีประโยชน์ให้กับลูก กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ควรมีความหลากหลาย คือ การกินอาหารหลายๆ ชนิด เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ต่างๆ ครบถ้วน ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ เลือกอาหารที่สะอาดปราศจากสารปนเปื้อน ที่สำคัญอย่าลืมปลูกฝังให้เด็กๆ และทุกคนในครอบครัวรักการออกกำลังกาย เพียงสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ30 นาที เท่านี้คุณและครอบครัวก็จะมีสุขภาพดี มีชีวิตที่เป็นสุข
----------------------------------------------

        เคล็ดลับเพื่อสุขภาพ

    -ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปี ขึ้นไป ควรคลำเต้านมเพื่อตรวจมะเร็งเต้าด้วยตนเอง เดือนละ 1ครั้ง

    -การรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน หรือคลินิก หากสงสัยในการรักษาควรปรึกษาคนอื่นๆ หรือแพทย์ท่านอื่นๆ เพราะการรักษาบางอย่างมีหลายวิธี และไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก
    -การรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง หรือมีความเสี่ยงสูง เช่น โรคเกี่ยวกับตา หัวใจ ฯลฯ ควรศึกษาประวัติแพทย์ที่ทำการรักษาให้ดี เพราะหากรักษากับแพทย์ที่ไม่มีความชำชาญอาจเกิดความผิดพลาดได้
   
การสร้างคุณภาพชีวิต
   
การจะดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ที่นับวันจะมีแต่ความวุ่นวาย สับสนให้อยู่อย่างมีความสุขได้ ต้องมีภูมิคุ้มกันหรือวัคซีนให้กับชีวิตของตนเอง ดังนั้นหากเรารู้จักปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเราเองเป็นประจำ โดยการหมั่นสำรวจตรวจตรานิสัยใจคอ ตลอดจนการกระทำของตนเองในทุก ๆ ด้าน  เราก็จะได้ข้อมูลที่ชัดเจน สามารถนำไปปรับปรุงพัฒนาชีวิตของตนให้ก้าวหน้าได้อย่างสมดุล ทำให้สามารถพัฒนาชีวิตให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น มีความสุข

พ่อแม่ : เทคนิคปรับปรุงชีวิตให้ดีงาม

ทุกวันก่อนนอนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมานั่งทบทวนชีวิตของตนเองที่ได้ดำเนินมาตลอดวันว่าเรายัง มีอะไรที่ยังต้องแก้ไขปรับปรุงตนเองได้อีกบ้าง เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาชีวิตให้ก้าวหน้าอย่างสมดุล

- ให้ถามตัวเองว่า วันนี้ตนเองได้ทำอะไรที่เป็นที่น่าพอใจบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการทำเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง หรือ ผู้อื่น หรือการสร้างเสริมนิสัยที่ดีงามให้แก่ตนเอง เช่น ไม่พอใจกับเสียงแม่บ่นหรือเปล่า ทำงานเสร็จตามเป้าหมายหรือไม่ พูดจากับเพื่อนดีหรือเปล่า ฯลฯ

- ให้บอกกับตนเองว่า ความดีที่ทำไปมันยังไม่พอ มันต้องทำให้ดีกว่านี้ มากกว่านี้ เพราะถ้าคนเราคิดว่าตัวเองดีแล้ว เก่งแล้ว เท่ากับเป็นการประมาท ต้องคิดอ่อนน้อมถ่อมตน หมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ

-ให้ถามตนเองว่าวันนี้เราได้อะไรที่เป็นประโยชน์ ทั้งต่อตนเองและ  เพื่อส่วนรวมบ้าง     พรุ่งนี้จะทำอะไร     ทำหน้าที่ของเราในฐานะ ที่บทบาทเราเป็นอะไร ได้สมบูรณ์หรือยัง    ที่ไม่ใช้ ไร้สาระ

ทำอย่างนี้ให้ได้ทุกวัน จะช่วยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุขทุกวัน

เพื่อ คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
เด็ก ๆ ควรได้รับ...
- การเลี้ยงดู ส่งเสริม สนับสนุน การศึกษาตามหลักทางการแพทย์และพัฒนาการตามวัยที่แต่ละวัยจะมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นผู้เลี้ยงดู พ่อแม่ที่มีคุณภาพควรมีความรู้ในการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้อง หมั่นศึกษาหาข้อมูลอ่านทำความเข้าใจและนำไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก ซึ่งมีให้เลือกมากมายในศูนย์หนังสือ ห้องสมุด สื่ออินเตอร์เน็ต สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ วิทยุ ทีวี ฯลฯ     - เด็ก ๆ ควรได้รับความการพักผ่อนตามวัย การใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างเต็มที่
- เด็ก ๆ ควรได้รับความรักความอบอุ่น การเอาใจใส่ ความเข้าใจจากพ่อแม่ และต้องไม่ลำเอียงที่ให้เวลาและสิ่งของความรักเท่าเทียมกัน
- เด็กควรจะมีที่ให้เขาได้ปลดปล่อยพลังได้อย่างเต็มที่ ทั้งสนามเด็กเล่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก หรือแหล่งเรียนรู้อื่นๆ
- เด็ก ๆ ควรได้รับการส่งเสริมศักยภาพ ความชอบ ความถนัดอย่างเต็มที่ เพื่อให้เขาได้ใช้ศักยภาพของเขาเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ประกอบอาชีพได้อย่างประสบความสำเร็จ
- เด็ก ๆ ควรจะได้รับการดูแลทั้งเรื่องความปลอดภัย การส่งเสริมให้เขามีทักษะชีวิตที่ดี

ทักษะชีวิต คือ ความรู้  ความสามารถ ในการใช้ชีวิต ประจำวัน        ความสามารถ ความชำนาญในการประคับประคองชีวิตเราและครอบครัวให้อยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างปกติสุข สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้ ได้แก่ ...
-    ทักษะการแก้ปัญหา
-    ทักษะในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดีและเข้าสังคมได้
-    ทักษะในการสื่อสารให้ประสบความสำเร็จ
-    ทักษะในการคิดคำนวณ คิดวิเคราะห์   
-    ทักษะในการพิจารณา ไตร่ตรอง มีวิจารณญาณ มีไหวพริบ รู้จักเอาตัวรอด แต่ไม่ใช่เห็นแก่ตัว  หรือเอาเปรียบผู้อื่น

-    ทักษะในการรู้จัก เล่ห์เหลี่ยมของคนอื่นพอควรรู้จักท่าที ความประสงค์ของคนที่เข้ามาหา
-    ทักษะในการประกอบอาชีพที่ตนเองชอบและถนัด
-    ทักษะในการรักผู้อื่นเป็น การแบ่งปันให้ผู้อื่น
-    ทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน การเดินทาง รู้เส้นทาง รู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัว    บางคนรู้แต่ตำรา แต่ไปไหนเองไม่ถูกเลย ไม่รู้จักเส้นทาง ถนนอะไรก็ไม่รู้จัก  ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน
-            ทักษะ การเรียนรู้ว่าโลกภายนอกมีเหตุการณ์ อะไรบ้างที่เกิดขึ้น มีอันตรายอะไรที่ต้อง ระมัดระวัง และป้องกัน  เพราะฉะนั้นเด็กๆควรได้รับรู้ข่าวสารบ้านเมืองบ้าง
-    ทักษะการแก้ปัญหา

-                    ทักษะการควบคุมอารมณ์ และการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น  รู้จักฉลาดคิด
-   
-    -    ทักษะในการรู้จัก  กาละเทศะ  มีมารยาท  มีวัฒนธรรมประเพณีไทย
-   
    เมื่อทุกคนในครอบครัวได้หันมาสร้างคุณภาพชีวิตให้ตนเองและร่วมกันดูแลคนอื่นในครอบครัว ความสุขก็จะเกิดขึ้น คนที่มีความสุขจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติได้ต่อไป
อาการที่ต้องพบแพทย์ทันที
   
    1.อาการท้องเสียรุนแรง  อาเจียนมาก ถ่ายเหลว หลายครั้งต่อวัน ปัสสาวะไม่ค่อยมี ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ใจสั่น ไม่มีแรง เพราะร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที หากปล่อยไว้นานผู้ป่วยอาจช๊อก  และเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กแรกเกิด

    2.หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ปากเขียว มือเท้าเขียว จะเกิดกับเด็กทารกในเวลาที่ดูดนม หรือขณะออกกำลังกายในเด็กโต

    3. เด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็กที่ไม่ยอมกินนมหรือกินอาหาร ซึม ต้องรับพาไปพบแพทย์เพราะเด็กอาจจะมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ในสมองหรือป่วยเป็นโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้

    4.ไข้สูงมีประวัติครอบครัวเคยชักเวลามีไข้ ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี หากมีไข้สูงและมีคนในครอบครัวเคยชักเวลามีไข้สูง ควรพาไปพบแพทย์ทันที เพราะโอกาสที่เด็กจะชักนั้นมีมาก เด็กที่ชักบ่อยๆ จะมีอาการปัญญาอ่อนได้ เนื่องจากการชักแต่ละครั้งจะทำลายเซลล์สมอง 5-10 ตัว

    5.สำลักอาหาร ห้ามเด็กเล่นของเล่นที่มีลักษณะกลมๆ ขนาดเล็ก เช่น ลูกปัด ลูกโป่ง ลูกอม ถั่วชนิดต่างๆ หรือของเล่นที่มีสีหลุดรอกง่าย ถ้าเด็กเล็กสำลักอาหารหรือของเล่น ให้อุ้มเด็กโดยเอาหัวลง ตบหลังและก้น สำหรับเด็กโตให้ยืนข้างหลังผู้ป่วยเอามือโอบกอดมาข้างหน้าใช้สองมือประสานกันกดโดยแรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ทันที 

    6.หายใจเร็วผิดปกติ ซี่โครงบาน หน้าอกบุ๋ม จมูกบาน ปากเขียว มีอาการหอบอย่างรุนแรง แสดงว่าการทำงานของปอดขัดข้อง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะถ้าปล่อยไว้ระบบหายใจอาจจะล้มเหลวทำให้เสียชีวิตได้

    7.น้ำร้อนลวกหรือถูกของร้อน ใช้น้ำแข็งประคบส่วนที่โดนความร้อนทันที นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง หรืออาจจะใช้ว่านหางจระเข้ทา จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ในกรณีที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือถูกความร้อนอื่นๆ ทั้งตัวหรือเป็นแผลบริเวณกว้างต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

    การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ ในช่วงใกล้หาย ผู้ดูแลควรใช้ผ้าห่ออวัยวะที่เป็นแผลทั้งสองด้านไว้ จนกว่าแผลจะหาย เพื่อป้องกันอวัยวะที่อยู่ใกล้กันติดกัน เช่น คางติดกับหน้าอก นิ้วมือสองนิ้วติดกัน (Adhesion)
   
    8.สารพิษเข้าตา รีบล้างด้วยน้ำเปล่าทันทีเพื่อให้สารนั้นๆ เจือจาง

    9.อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือดสดๆ หรือไอเป็นเลือด ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

    10.ถ่ายเหลวสลับกับท้องผูกนานๆ อาจจะเป็นอาการของโรคมะเร็งลำไส้ เนื่องจากไม่ชอบทานผักผลไม้

    11.ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัด หรือปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน มากกว่า 3 ครั้ง/คืน ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน

    12.ปวดหัวข้างเดียว ตามัวข้างเดียวกัน อาจจะเป็นอาการของโรคต้อหิน หากปล่อยไว้นานๆ จะทำให้ตาบอดได้ และไม่ควรซื้อยาหยอดตาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบมาหยอดเอง เมื่อมีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

    13.แพ้ยา หลังจากรับประทานยาแล้วหากมีอาการแพ้ยา เกิดผืนคัน แน่นหน้าอก ต้องหยุดกินยานั้นและไปพบเแพทย์ทันที ห้ามกินยาที่ตนเคยแพ้ เพราะยาบางตัวจะไปทำลายระบบการหายใจ ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว และทำให้เสียชีวิตได้

    14.อาการชัก เมื่อผู้ป่วยมีอาการชักให้ใช้ของแข็งกดลิ้นไว้ เพื่อเปิดทางให้อากาศเข้าไปหล่อเลี้ยงสมอง ห้ามเอามือล้วงเข้าไป เพราะผู้ป่วยอาจจะกัดมือ และขณะที่ชักไม่ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารเพราะจะทำให้สำลักอาหารเข้าหลอดลม

    15.ปวดท้องอย่างรุนแรง เช่น กดเจ็บบริเวณท้องน้อยด้านขวาหรือสะดือ อาจมีสาเหตุมาจากโรคกระเพาะ หรือกดบนท้องไม่ได้เลย ซึ่งอาจเป็นเพราะไส้ติ่งอักเสบ หรือท้องอืดนานๆ ซึ่งอาจจะทำให้กระเพาะทะลุได้

    16.หญิงมีครรภ์ ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอดก่อนครบกำหนดคลอด ควรไปพบแพทย์ทันที

    17.อาการหน้าบวม ตาบวม ขาบวม อาจเกิดจากโรคไต หรือไตวาย

    18.อาการซีด ผมแดง จากการขาดสารอาหาร

    กรณีเกิดอุบัติเหตุ

    - อุบัติเหตุรถชน ตกต้นไม้ ฯลฯ ถ้าผู้ป่วยยังรู้สึกตัว ให้ลองยกมือยกเท้าเอง หรือหยิกดูว่าเจ็บหรือไม่ ถ้ายกแขนหรือเท้าไม่ได้สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดการบาดเจ็บที่ประสาทไขสันหลังทำให้เป็นอัมพาต กระดูกส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดอาการบวม เจ็บบริเวณที่หัก และเคลื่อนไหวผิดปกติ  สมองบางส่วนถูกกระทบกระเทือน

    ถ้าผู้ป่วยเดินไม่ได้  ควรหาไม้กระดานแข็งมาซ้อนขึ้นพร้อมกันทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา ลำตัว ไม่ควรยกส่วนหัวขึ้นในขณะที่ตัวยังอยู่กับพื้น เพราะอาจจะทำให้ไขกระดูกบริเวณคอถูกตัดขาด ทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัวได้

    - เกิดอุบัติเหตุต่อศีรษะ เช่น ถูกของแข็งกระแทก ล้มหัวกระแทกพื้น ถูกลูกบอลกระแทกอย่างแรง (ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเส้นเลือดในสมองผิดปกติ หรือขาดวิตมินซี จากการไม่กินผัก ผลไม้เลย) อาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ถ้ามีอาการปวดศรีษะมาก อาเจียนพุ่ง ตาพร่า พูดจาไม่รู้เรื่อง ควรพาไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะเลือดที่คั่งอยู่ในสมองจะไปกดทับก้านสมอง ทำให้หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตได้

    -ถูกกระแทกที่ท้อง หากผู้ป่วยมีอาการปวดแน่นท้อง ตัวซีดทันทีหลังถูกกระแทก ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เพราะอาจจะมีเลือดออกในท้องเนื่องจากลำไส้ทะลุ ตับแตก ม้ามแตก อาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

    - การกู้ชีวิต (Resuscitaiion) ในผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจทันที หากให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้องภายในเวลา 4-5 นาที ก็อาจจะทำให้ฟื้นกลับมาได้ (แต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างรวดเร็วเป็นวินาทีต่อวินาที)

    การช่วยเหลือขั้นที่ 1 ให้ผู้ป่วยนอนราบบนพื้นที่แข็งๆ เปิดทางหายใจให้โล่ง โดยยกคางแหงนหน้าขึ้น เอาของที่อยู่ในปาก เช่น เศษอาหาร ฟันปลอม ออกให้หมด

    ขั้นที่ 2 ช่วยหายใจด้วยการเป่าลมเข้าไปทางปาก ผู้ช่วยต้องหายใจเข้าลึกๆ ประกบปากตนเองไว้รอบๆ ปากผู้ป่วยให้แน่น จากนั้นเป่าลมเข้าปอดผู้ป่วย ถ้าช่วยถูกวิธีปอดของผู้ป่วยจะขยายขึ้น

    ขั้นที่ 3  ช่วยปั้มหัวใจ โดยใช้มือทั้งสองข้างวางซ้อนกัน เอาส้นมือกดบริเวณกระดูกหน้าอก ระหว่าง 1/3  จากลิ้นปี่ถึงจุดชนของไหปลาร้า แขนทั้งสองข้างเหยียดตรง กด 5 ครั้ง เป่าลม 1 ครั้ง ใน 1 นาที ควรกดหน้าอกประมาณ 80-100 ครั้ง สำหรับเด็กอายุ 1-8 ปี ให้ใช้นิ้วโป้งกด เด็กโตให้ใช้สันมือข้างเดียว
   
 




ทักษะชีวิต

เตือนภัยชาวกรุงเทพ....ฉีดน้ำกรด article
จิตวิทยาการสอนตามวัยสำหรับเด็ก article
จิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก article
สลด! สาวเมาไร้สติ ถูก 2 ไอ้หื่นข่มขืนริมหาด article
ธรรมะดีๆของหลวงปู่ทวด (อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน) article
คนโง่จะครองโลก
คนโง่จะครองโลก ทฤษฎีฮาๆๆ
คำสอน ว.วชิรเมธี
บริโภค ' แกงเลียง ' ' แกงเหลือง 'ต้านโรคได้
โรคบ้างาน ภัยเงียบ! ของคนวัยทำงาน
โซเชียลเน็ตเวิร์ก...กับภาพที่ต้องขยาย
ฉากชีวิตโรงละครปากท้อง
ย่านาง สมุนไพรหมื่นปีไม่มีแก่
มลพิษ ตัวการคร่าชีวิตชาวโลก
5 กิจกรรมส่งความสุข เพื่อสมองลูกรัก
ระวังตาบอด เพราะคอนแทคเลนส์แฟชั่น
4 ของกินเล่นที่ให้ประโยชน์และโทษจริงจัง
ภัยเงียบจากการ (อด) นอน
ธุรกิจขนม-กรณีศึกษาลูกชุบ
เรื่อง ภัยร้าย Hi5ปลอม
อ้างว่าลูกค้าโอนเงินผิดมาที่บัญชีเรา article
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน article
ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง และทางออก article
ในหลวงของเรา กับประชาธิปไตย article
ทำไมเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ( IQ ลดลง ) article
ประชาชนเป็นเมืองขึ้นของข้าราชการ นักการเมือง บางคน ทางนโยบาย article
วัยรุ่นกับการตั้งครรภ์ article
ทุนต่างประเทศ พิจารณา ดูเอาเองนะคะ article
วิจัยต่างประเทศ ฯ ที่คนไทยต้องรู้ article
เรื่องจริงที่น่าสมเพชมาก article
การศึกษาเวียตนามและเกาหลี วิกฤติ หรือโอกาสประเทศไทย article
ความด้อยโอกาสของลูกชนชั้นกลาง article
ปัญหาพฤติกรรมเด็ก และไอคิว article
ช่วยกันปกป้องลูกหลานไทย อย่าให้ไอคิวลดลง article
ปัญหาฆ่าตัวตาย article
ทักษะชีวิต ในยามคับขัน article
มาป้องกันมะเร็งกันเถอะ article
IQ EQ AQ MQ SQ article
มาป้องกันโรค ก่อนจะสายเกินไป article
ครูหัวใจวาย สองคนแล้วในเดือนสองเดือนนี้
ความเครียด ฆาตกรตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา article
เรื่องขอเชิญ ผนึกกำลัง ร่วมสร้างชาติ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com