ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




ปัญหาพฤติกรรมเด็ก และไอคิว article

ปัญหาพฤติกรรมเด็ก/ไอคิว
กมลพรรณ ชีวพันธุศรี 11/2/47

ปัจจุบัน ปัญหาเด็กมีมากมาย ที่สำคัญ คือปัญหาพฤติกรรม เสี่ยง หรือไม่เหมาะสม หลายด้าน ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมโดยทั่วไป
สาเหตุน่าจะเกิดจาก

1) ไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ในการพัฒนาการเลี้ยงดูอบรมเด็ก ทั้งจากพ่อและแม่ , พี่เลี้ยง , ผู้ปกครอง , ครู เป็นสาเหตุใหญ่สุด ทำให้เลี้ยงดูลูกไม่ถูกทาง เช่น รักลูกไม่เท่ากัน สนใจแต่เด็กเก่ง หรือสนใจแต่คนเล็ก แต่คนโตไม่สนใจ ทำให้อีกคนคิดน้อยใจฆ่าตัวตาย

2) ไม่มีเวลา ภาวะเศรษฐกิจ สังคม ปัจจุบันที่พ่อแม่/ครู ผู้ปกครองต้องดิ้นรนทำมาหากินเพื่อให้ได้เงินมา ใช้จ่าย การแข่งขันสูงจะทำให้ไม่ค่อยมีเวลาดูแลอบรมเด็ก ทั้งด้านอารมณ์ ร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมและสติปัญญา

3) พ่อแม่/ผู้ปกครอง ครูเอาความเครียดไปลงที่เด็ก เช่น กลับจากทำงาน หรือสอนหนังสือ ดุด่าเด็กอย่างเดียว ไม่เคยชมเชยเลย จากการวิจัยพบว่าการด่าเด็กเป็นเหตุให้เด็กฆ่าตัวตายมากสุด

4) ขาดความรับผิดชอบ ผู้ประกอบการภาคเอกชน หรือสื่อต่างๆมีความจำเป็นต้องหารายได้ให้มากขึ้นในยุคปัจจุบัน จึงทำทุกวิถีทาง แต่ขาดความรับผิดชอบ หรือขาดความรู้ ในการระมัดระวัง การผลิตสินค้า ให้เด็ก เช่น การผลิตรองเท้าสเก็ต แต่ไม่มีคำเตือนบนสินค้า หรือการทำนิยายหลังข่าวที่มีภาพความรุนแรง ภาพโป้ ตบตี ด่าทอ ฯลฯ

5) ระบบการศึกษาที่มุ่งพัฒนาเด็กเพื่อให้เด็กเก่ง วิชาการ แต่ขาดการส่งเสริมฝึกทักษะในประสบการณ์ใช้ชีวิตจริงและขาดการเอาปัญหาสังคม/ครอบครัว/ชีวิตจริง มาเป็นตัวตั้ง ขาดการนำไปประยุกต์ใช้

6) ไม่มีตัวอย่างที่ดีให้เด็กเห็น ไม่ว่า ภาพสื่อต่าง ๆ สภาพแวดล้อมเด็กที่มีความรุนแรง เช่น พ่อแม่ทะเลาะกัน (42%) ตบตีกันให้เด็กเห็น , พ่อแม่เป็นผู้มีอิทธิพล เช่น ทหาร , ตำรวจ , นักการเมืองบางคน โดยเด็กค่อย ๆ ซึมซับคือ ละเลยมากได้หรือปกป้องมากไป รักลูกผิดทาง (ตามใจลูกมาก) ซึ่งฆ่าลูกทางอ้อม เช่นซื้อรถ/มอเตอร์ไซด์ให้ แล้วซิ่งขับชนรถยนต์ตาย

6) ขาดการปลูกฝังสิ่งดี ๆ ตั้งแต่เด็ก ๆ การเป็นผู้ขาดความรับผิดชอบ ,ขาดคุณธรรม , ขาดระเบียบวินัย , ขาดความอดทน ไม่แข็งแกร่ง

7) เกิดความเหงา เพราะเวลาว่างมาก เพราะไม่เคยให้ทำอะไรเอง หรือหรือช่วยงานพ่อแม่ /ครอบครัว หรือรับผิดชอบอะไรเลยในชีวิตประจำวัน

8) ไม่ได้เตรียมตัวเป็นพ่อแม่หรือครอบครัว แต่บังเอิญมีลูก หรือมีเด็กโดยไม่ได้ตั้งใจ

ทางช่วยเหลือเด็กคือ
1) ระดับครอบครัว
-ผู้ปกครองพ่อแม่ทุกคนต้องขวนขวาย หาความรู้ในการเลี้ยงเด็ก การเตรียมตัวเป็นพ่อแม่/ครอบครัว ตามศูนย์อนามัย หรือสาธารณะสุขในต่างจังหวัด หรือตามเวบไซด์ต่างๆ

-สร้างความผูกพันธ์พ่อ-แม่ลูก มีเวลาพูดคุยกับลูกทุกเย็น เวลาทานอาหารกัน หรือเวลาอื่นที่พ่อแม่บางคนต้องจัดเวลาเอาเอง หรือการใช้โทรศัพท์คุยกัน ให้เด็กแสดงความรู้สึก เปิดอก หรือซักถามปัญหา ว่าวันนี้ เขาประสบอะไรบ้าง มีความไม่สบายใจสิ่งใด อยากให้พ่อแม่ ทำอะไรให้เขาบ้าง ต้องการความช่วยเหลืออะไร

- อย่าคุมแจ อย่าเลี้ยงแบบไข่ในหิน อย่าปล่อยปละละเลยมากไป เลี้ยงดูเด็กด้วยความรักความเมตตา แต่ ไม่ตามใจ/บังคับมากไป ไม่เคร่งครัดเกินไป ลดกฎเกณฑ์ข้อบังคับบางอย่างลง , มีความยืดหยุ่น ดูได้ว่ามากหรือน้อยจาก ปฏิกริยา สีหน้าท่าทางของเด็ก

-เมื่อเขาทำผิด หรือ เมื่อเขามาปรึกษาปัญหา ก็อย่าพึ่งดุด่าเป็นด่านแรก แต่ค่อยๆสอนสอดแทรกในสิ่งที่ถูกที่ควร ซึ่งจะสอนได้ดีก่อนวัยรุ่น(ก่อน10-11ขวบ) และระมัดระวังคำพูดจา ไม่ด่าเด็ก บ่อยๆ แต่พยายามหาสิ่งที่ดีๆในตัวเขามาชมเชยเสมอ แล้วค่อยๆให้เขาปรับตัวในพฤติกรรมที่

-ไม่เอาความเครียดจากที่ทำงาน หรือโกรธสามี/ ภรรยามาลงที่เด็ก
 
- เราต้องคอยพูดจาในสิ่งอันตราย หรือข้อควรระมัดระวังตัวในแต่ละวัยของเขา เช่น วัยเด็กควรระวังอะไร วัยรุ่นควรระวังตัวอะไร และทำตัวอย่างไร ในวัยรุ่น จะไม่ค่อยชอบให้พูดซ้ำซาก และถ้าเขาบอกว่าไม่ชอบให้พ่อแม่

บ่น เราก็ต้องบอกว่าถ้าไม่อยากให้บ่น ก็รับผิดชอบตัวเองให้ได้
-การอบรมคุณธรรม หรือเรื่องอี่นใดที่อยากปลูกฝัง ต้องทำตั้งแต่เล็กๆ เพราะพอเข้าวัยรุ่นจะไม่ค่อยเชื่อฟัง

- ความรักความอบอุ่น การให้ของ /เวลา ต้องมีให้เท่าๆกันทุกคน
- ผู้ชายก็ช่วย ภรรยาเลี้ยงดู อบรมลูก ด้วย

- ฝึกระเบียบวินัย อะไรควรทำ/ไม่ควรทำ

- อย่าเน้นแต่การเรียน และ สอบให้ได้คะแนนดี ๆ แต่ขาดการดูแลพัฒนาการด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์ การปรับตัวเข้าสังคม, ทักษะการคิด ทักษะ ในการแก้ปัญหา

- ให้เด็กได้มีเวลาออกกำลังกาย เล่นกีฬา ดนตรี ร้องเพลง ทำงานอดิเรกที่เขาชอบ

- ควรให้เด็กทุกคนหัดฝึกจิต/ สมาธิ เพื่อให้ควบคุมอารมณ์ มีทักษะในการจัดการกับความโกรธ ความก้าวร้าว ความเครียด

- ให้เรียนศิลปะป้องกันตนเอง
- ส่งเสริมให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีทั้งภาพพจน์ผู้ใหญ่ , สภาพสังคม ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี อยากให้ลูกเป็นอย่างไร พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูต้องเป็นอย่างนั้น ต้องหันมาปรับปรุงตนเอง เช่น พูดไพเราะ , ไม่ทะเลาะกัน , กินเหล้า

- มีเวลาให้ลูกมากกว่าให้เงินทอง

- ฝึกให้เด็กหัดทำงานตามวัย ช่วยเหลือตัวเองตามวัย และในวัยมัธยมเริ่มให้เรียนรู้ กิจการธุรกิจของพ่อแม่, เพื่อเรียนรู้การทำงานจริงเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพื่อมิให้มีเวลาว่างมากเกินไป

- ช่วยเหลือชุมชนเพื่อไม่ให้เด็กมีเวลาเหงาและว่างมาก ควรปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อโตขึ้นจะยากหน่อย อาจจะต้องมีเทคนิค เช่น เขาต้องได้รับเงินจากพ่อแม่ ลดจำนวนเงินลง ถ้าอยากได้มากขึ้นให้ทำอะไรหรือได้เงินเท่าไหร่ แต่ต้องพูดชัด ๆ ให้เขารู้ว่าเราไม่ใช่ไม่รักเขา แต่เพราะรักจึงต้องฝึกความอดทน ,เกิดการเรียนรู้ ,ฝึกความแข็งแร่ง , ฝึกการแก้ปัญหา คือให้เจอปัญหาบ่อย ๆ ตัดสินใจเองได้, หัดตัดสินใจเอง , สร้างประสบการณ์และการมองเห็นคุณค่าของเงินไม่ฟุ่มเฟื่อย ให้ลูกทำอะไรด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

2)ระดับ โรงเรียน
- ให้มีกิจกรรมกลุ่มที่ท้าทายความคิดที่หลากหลายและสม่ำเสมอและช่วยเหลือกัน และเพื่อไปบริการสังคม
- ไม่ควรกดดันบังคับเด็ก ให้ทำ/เรียนในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ หรือมากเกินไป ควรยึดหลักการวิจัยทางสมองมาปรับใช้กับหลักสูตรการเรียนการสอน
- ให้เยาวชน/ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมและการแก้ปัญหาทั้งในโรงเรียน ,ครอบครัว , ชุมชน
- เปิดโอกาสให้เด็กระบาย/ร้องทุกข์ภายในโรงเรียน/ระบายความเครียด
- อบรมครูด้านจิตวิทยาเด็ก พัฒนาสติปัญญา
- มีครูที่ปรึกษาที่รู้/เข้าใจจิตวิทยาดี/ ใจดี เด็กสามารถเข้าหาได้ง่าย
- สอนวิชาการเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ /ครอบครัว ในระดับ ป.6 มัธยมสาม มัธยม 6

3) ระดับ สังคม / ชุมชน
- ปัจจุบัน ในต่างประเทศจะใช้ การสร้างประสบการณ์ และปลูกฝังความคิด ทางบวก (Positive Youth Development) คือการส่งเสริมให้เยาวชนมีความรู้สึกว่าเป็นคนมีคุณค่า มีความสามารถมีศักยภาพ เป็นที่รัก/ที่ห่วงใย /ต้องการ/มีความผูกพันธ์ ของคนรอบๆข้าง จะทำให้เขาห่างไกลจากอาชญกรรม พฤติกรมเสี่ยง ความรุนแรง และยาเสพติด เช่น ใช้เวลาทำงานกับชุมชนจะมีพัฒนาการที่ดี ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งกิจกรรมมีได้หลากหลาย
โดยเริ่มจากผู้นำท้องถิ่นและตัวแทนเยาวชนและผู้ร่วมงานและเพื่อนบ้าน ตั้งชมรมเยาวชน ทำกิจกรรม ทุกวันอาทิตย์ หรือทุก
เย็นหลังเลิกเรียน เช่น ต่อต้านยาเสพติด, รุ่นพี่สอนรุ่นน้อง ไม่ว่าด้านชมรมกีฬา /ดนตรี / วิชาการ ร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน เป็นยามประจำชุมชน ซึ่ง ควรมีกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีและ ร่วมมือกันระหว่างเยาวชนและผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่ทำให้เขาคิดว่าใช้แรงงานเด็กฝ่ายเดียว

- สื่อพยายาม ยกย่องเยาวชนที่ทำดี หรือนิทานหลังข่าวควรเป็นแบบอย่างที่ดี

4) ระดับรัฐ
- ให้ความรู้ครู/ผู้ปกครองด้านการเลี้ยงดูเด็กทั้งด้านจิตวิทยาเด็ก พัฒนาสติปัญญา การ ดุแลสุขภาพเด็ก
- มีสถานที่ให้เยาวชนแสดงออก (กีฬา ดนตรี ร้องเพลง ฯลฯ)
- จากการวิจัย พบว่าเด็กที่ได้รับการปลูกฝัง เนื้อหาที่เน้นสิ่งไหน สิ่งไหนไม่ดี ติดตามไป 27 ปี พบว่าเด็กมีความประพฤติดีกว่า ติดยาน้อยกว่า และเด็กผู้หญิงท้องนอกสมรสก็น้อยกว่า
และเงินทุก ๆ หนึ่ง ดอลล่าร์ที่ รัฐบาลอเมริกาจ่ายไป ประชาชน จะได้ รับ 7.16 ดอลล่าร์คืนจากการลดอาชกรรม และได้รับภาษีคืน
เพราะฉะนั้นเราควรอบรมให้รู้ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี และปลูกฝังแต่สิ่งดีๆลงไป จะทำให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลง เมื่อเรียนศาสนาแล้วควรมีเวลาได้นำไปใช้ประยุกต์จริง
- มีกฎหมายรองรับหรือร่างกฎหมายใหม่ เช่นลงโทษผู้ปกครอง โรงเรียน หากเด็กหรือลูกหลานไปทำความเดือดร้อนต่อผู้อื่น หรือลงโทษผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบ เซ็นต์เซอร์สื่อ การ์ตูน นิยายหลังข่าว อินเตอร์เน็ท

สำหรับเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และก่อความเดือดร้อน เราควรจะให้นักจิตวิทยา ศึกษาถึงสาเหตุแห่งพฤติกรรมเสี่ยงอันนั้น แล้วแก้ไข และนำเข้าหลักสูตรกล่อมเกลาจิตใจ อาจต้องใช้เวลา และส่วนงานที่อบรมต้องเหมาะสม และเคยได้ผล ไม่ใช่นำไปเฉพาะค่ายทหารแต่ควร ให้ผู้นำศาสนามาร่วมแก้ปัญหา


ในเรื่องการเพิ่มสติปัญญา เด็กจะฉลาดหรือไม่ ขึ้นกับการพัฒนาสมอง สมองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นกับประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ เรียกว่า Neuro-Plasticity หมายถึงว่าหากเราใช้/หรือกระตุ้นสมองส่วนใดบ่อยๆ สมองส่วนนั้นจะเจริญเติบโตดี แต่หากเราไม่ได้ส่วนนั้นเลย นานๆเข้าสมองส่วนนั้นก็จะฝ่อไป สมองสามารถเพิ่ม IQได้ อย่างในอเมริกา เขาพยายามนำผลการวิจัยทางสมอง มาพัฒนาคุณภาพ และศักยภาพเด็ก ทำให้เด็กอเมริกา มีไอคิวเพิ่มขึ้นปัจจุบันอยู่ที่127จุด แต่ประเทศไทย ไอคิวเด็กอยู่ที่92 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
สมองคนเราเริ่มก่อตัวตั้งแต่อายุ 2สัปดาห์ในครรภ์ ปัจจัยที่ได้รับขณะตั้งครรภ์ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเช่นกัน เช่นแม่ต้องมีอารมณ์ดี ได้รับสารอาหารที่ครบทุกชนิด ได้ฟังเพลงที่ชอบ ไม่ได้รับสารพิษ เช่นบุหรี่ ฯ
แรกเกิด สมองเจริญเติบโต หนึ่งในสามส่วน จะเจริญเติบโตเต็มที่ ที่อายุ 18-20 ปี โดยจำนวนเซลล์เท่าผู้ใหญ่ แต่ มีใยประสาทประมาณ 20% ของผู้ใหญ่ หลังจากคลอดแล้วจำนวนเซลล์สมองไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่จะขยายตัวและเพิ่มสายใยประสาทเพื่อเชื่อมระหว่างเซลล์ ใยประสาทมากน้อยขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและการกระตุ้นต่างๆ ยิ่งมีใยประสาทมากยิ่งฉลาดมาก เรียนรู้ได้เร็ว

การทำงานของสมอง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเซลล์สมอง 2 ตัว ติดต่อกันโดยผ่านทางสายใยประสาทส่งผ่านข้อมูลซึ่งกันและกัน ขบวนการของการรับส่งข้อมูลในสมอง จะเป็นแบบกระแสไฟฟ้า-สารเคมี โดยถ้าภายในของเซลล์ประสาทเองจะเป็นไฟฟ้า ส่วนระหว่างเซลล์ประสาทจะเป็นสารเคมี (Neurotransmitter)
สารส่งสัณญาณ สมองมี 2 ชุด (แบ่งตามการทำงาน)
1 excitatory กลุ่มกระตุ้นสมองได้แก่ endorphin ฯลฯ ทำให้เซลล์สมองส่งสัญญาณไป
2 Inhibitory (กด , ยับยั้ง) กลุ่มกดการทำงานของสมอง เช่น cortisol ทำให้เซลล์สมองหยุดการส่งข้อมูล

Endorphin (Endogenous morphine) การออกกำลังกายและทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีความสุข จะทำให้สารนี้หลั่ง หรือการให้ทาน , นั่งสมาธิ การช่วยเหลือผู้อื่น จะทำให้สารเคมีนี้หลั่งเช่นกัน การหลั่งของ Endorphin ทำให้เขาสามารถเรียนรู้และจำได้ดีขึ้น มีภูมิต้านทานสูงขึ้น, อารมณ์ดี

Cortisol ถ้ามีมากจะมีพิษต่อสมอง โดยจะหลั่งเมื่อมีความเครียด ความวิตกกังวล, มีความทุกข์ การมองเห็นคุณค่าตัวเองต่ำ , โดนดุด่าทุกวัน , ซึมเศร้า , โกรธ , เข้มงวดเกินไป , ซึ่งจะทำให้ทำลายองค์ประกอบภายในสมอง ไม่ว่าใยประสาทต่างๆ หรือแม้นแต่เซลล์สมอง รวมทั้งจะหยุดยั้งการส่งข้อมูลระหว่างเซลล์สมอง ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่คุณครู หรือ พ่อ แม่ ผู้ใกล้ชิดต้องระวังไม่ให้เกิดความกดดัน ในขณะสอนหรือที่อยู่กับเด็ก

ซึ่งภาวะ cortisol สูงจะทำให้เป็นโรคกระเพาะ , ความดันโลหิตสูง , โรคหัวใจ , หรือทำให้ภูมิต้านทานต่ำเป็นโรคภูมิแพ้ , มะเร็งได้ง่าย SLE ท่านลองสังเกตบุคคลรอบๆตัวดู

มาดู การวิจัยทางด้านสมองต่างๆดังนี้
- Dr. Marian Diamond 1967 U. of California พบว่า ถ้าหากเด็กที่ขาดความรัก , มีประสบการณ์เลวร้าย การทำงานของสมองจะผิดปกติ ลองดูภาพสมองเด็กกำพร้าที่ถูกทารุณกรรมจะพบว่ากระแสไฟฟ้าที่แสดงภาวะการทำงาน ไม่เกิดขึ้นเลยในบางส่วนของสมองเช่นส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด ทำให้มีปัญหาในการเรียนรู้ เมื่อเทียบกับภาพเด็กปกติ (ตามในรูป)
Le Doux , 1996; Jensen , 1998 สิ่งแวดล้อมที่น่าเบื่อ เครียด กดดัน นานๆ จะทำให้เปลือกสมอง cortex บางลง เกิดการสร้าง Cortisol ถ้ามีมากและนานเกินไปจะสามารถทำลายสมองได้ เกิดโรคสมองเสื่อม ดังที่เราเห็นกันอยู่ว่าหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จะพบคนบ้าหรือสติไม่ดีตามท้องถนนมากขึ้น
-Khalsa1997 พบว่า สมองส่วนที่ไม่ถูกใช้ /กระตุ้นนานๆ ก็จะถูกทำลาย (Neural prunning) ทำให้ประสิทธิการทำงานของสมองส่วนนั้นลดลง เราจะสังเกตได้ว่าทำไมเด็กไทยจึงคิดแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเราไม่ค่อยได้กระตุ้นให้เด็กหัดคิด
-Dr,Jensen , 1998 , . Bob Jacops 1993 พบว่าเด็กนักเรียนที่ได้ทำกิจกรรมที่ท้าทายความคิดหลากหลาย จะมีสมองเจริญเติบโต ใยประสาทมากกว่าเด็กนักเรียนที่เรียนไปเรื่อยๆ ถึง 25% โดยไม่มีกิจกรรม
- Kotulax 1996 กล่าวว่าไอคิวสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่า20แต้มได้ขึ้นกับประสบการณ์และการกระตุ้น ต่างๆ
- FAS ปี 1996 ศึกษาเด็กกำพร้าที่ถูกทำร้ายทั้งหมด 1,000 คน ซึ่งไม่ค่อยได้ถูกกอด/ พูดคุย ไม่ค่อยได้เล่น มีสมองเล็กกว่าคนปกติ 20 - 30 %
- Dr. Eric Jensen กล่าวว่า สิ่งแวดล้อม มีผลต่อความฉลาด 40 – 70 % กรรมพันธุ์ มีผลต่อความฉลาด (IQ) 30 – 60 %
การทดลองต่างๆเหล่านี้ อเมริกาได้ นำมาใช้ พัฒนาเยาวชนของเขา ทำให้ปัจจุบัน IQ (USA) ถึงเพิ่มเป็น 127 จุด


สรุปปัจจัยที่ทำให้ฉลาด ไอคิวเพิ่ม คือ
1) การสร้างสิ่งแวดล้อมที่มัคุณภาพ คือการเอาแรงกดดันทั้งหมดออกจากสิ่งแวดล้อม ที่กำลังเรียนรู้ การเรียนการสอนรวมทั้งที่ในโรงเรียนและที่บ้าน ต้องไม่มีแรงกดดันหรือสร้างความเครียดให้เขา คือ ไม่ดุด่าประจานเด็ก หรือไม่พอใจเมื่อได้คะแนนต่ำ แต่ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ไม่บังคับเด็กมากไปจนขาดความสุข , การกำหนดการบ้านที่มากมาย , การบังคับให้เด็กเรียนหลังเลิกเรียน, การเข้มงวดเกินไป ผู้ใหญ่ต้องยืดหยุ่น ไม่ถือโกรธเมื่อเวลาเด็กทำผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ
-บรรยากาศภายในครอบครัว และเพื่อนบ้านไม่มีความรุนแรง คือการที่พ่อแม่มีอารมณ์ดี หรือไม่การกระทำที่รุนแรงต่อเด็ก และไม่ทะเลาะหรือตีกัน หรือพูดคำหยาบให้เด็กเห็น
แต่เรา ควรจะทำให้สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ ที่สนุกสนานและมีความสุข ให้เด็กรู้ว่าครูเข้าใจความรู้สึกเด็ก เช่น การเล่นดนตรีที่สนุกสนาน ประกอบการเรียนรู้ มีการเคลื่อนไหว ,ยืดเส้นยืดสาย
- ผู้ใหญ่ เอง ต้องดูแลตนเอง ไม่ให้มีอารมณ์เครียด
ครูต้องนึกตลอดเวลาว่า สมองเด็กกำลังเจริญเติบโต และต้องคำนึงถึงว่าเด็กต้องใช้เวลาอยู่กับครูนานมากกกว่าพ่อแม่ ซึ่งแสดงว่าสมองส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่มีผลจากครู และต้องคำนึงถึงว่าสมองเด็กต้องการหาความรู้ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ มาเรียนเสมอ
2) ทำอะไรให้เด็กด้วยความรักความเมตตาและแสดงให้เด็กรับรู้จากคำพูดและการกระทำ บ่อยๆและสม่ำเสมอ เด็กที่เติบโตมาในภาวะการเลี้ยงดูที่มั่นคง สม่ำเสมอ จะมองโลกในแง่ดี
แต่ถ้าไม่มีความรัก การเจริญเติบโตทั้ง สมองและร่างกายจะลดลง ไอคิวต่ำ
3) มีปฏิสัมพันธ์ ต่อสิ่งแวดล้อม บุคคลที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มทักษะชีวิต
4) กระตุ้นสมอง ผ่าน การคิดชนิดต่างๆและ การแก้ปัญหา ในการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการ กระตุ้นให้เด็กคิดในทุกรูปแบบ และถูกกระตุ้นทุกอายุ ไม่ว่าคิดสร้างสรรค์ คิดจินตนาการ คิดแก้ปัญหา คิดวิเคราะห์ ฯลฯ
การแก้ปัญหา เริ่มกระตุ้นตั้งแต่ 1 – 2 ปี เช่นการสอนให้เก็บข้าวของ การรับประทานอาหารเอง การช่วยงานเล็กน้อย เช่นการเก็บจาน แก้วพลาสติค ฯลฯ

5) ให้เด็กแสดงออกถึงความต้องการ และความรู้สึกได้
6) ยกย่อง ชมเชย,เด็กเมื่อเขาสามารถทำได้ ทำให้เขามองเห็นคุณค่าของตนเอง (Self esteem) ไม่ดุด่า บ่อยๆ ให้เด็กพยายามทำอะไรด้วยตนเอง ในเด็กโตขึ้นหน่อย
7) การเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ (Quality care) เกิดจากการที่ผู้เลี้ยงดูต้องมีความรู้ในการพัฒนาเด็กให้ทุกด้าน เริ่มเรียนวิชาเลี้ยงลูกตั้งแต่ ป.6 มัธยมสาม/6
8) การเล่น (Playing) การทำงาน การทำกิจกรรม การช่วยเหลือตัวเองตามวัย ประสบการณ์ ต่างๆ ที่หลากหลาย ท้าทายความคิด
ในเด็กเล็ก การเล่นเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะทำให้เกิดการพัฒนาการ ทุก ๆ สิ่งเด็กได้เรียนรู้ประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ผ่านการเล่น พ่อแม่ เป็นของเล่นที่สำคัญ และมีประสิทธภาพมากที่สุด
ส่วนในเด็กโต ควรให้คิดการละเล่นสิ่งใหม่ ๆ หลากหลายรูปแบบ เพื่อกระตุ้นสมองให้เกิดการสร้างจินตนาการ เล่นสมมุติ ฝึกการวางแผน สร้างกลยุทธ์, แก้ปัญหา สร้างไหวพริบ และให้เล่นกับเพื่อนๆหลายกลุ่ม เพื่อฝึกการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ และทักษะทางสังคมเมื่อเติบโตขึ้น
10) กระตุ้นสมองผ่านศิลปะ และดนตรี การเต้นรำ ร้องเพลง ที่สร้างความสุข สนุกสนานไม่ใช่การให้เด็กท่องทฤษฎี หรือการบังคับให้เรียน เช่นคิดท่าเต้นเอง แต่งเพลงเอง จินตนาการวาภาพที่ต้องการเอง
ทำให้ มี สมาธิ เกิดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ

11) การอ่าน Reading
การอ่านเริ่มที่ อายุ 6 เดือน โดยอาจจะเป็นการชี้รูปภาพให้เห็นบ่อยๆ ซ้ำ ๆ ในหนังสือ ทำให้เรียนรู้การพูดได้เร็วเช่นกัน เด็กเล็กจะต้องฟังซ้ำๆในสิ่งนั้นเพื่อเรียนรู้ภาษา แต่เด็กโตแล้วควรได้รับความรู้ใหม่ๆ เมื่อโตขึ้นให้อ่านเล่นตามความชอบของเด็ก และหัดให้สรุปประเด็นสำคัญ
ปัจจุบันต้องรู้ภาษาไอที คือก้าวให้ทันเทคโนโลยี่

12) การศึกษา การศึกษาที่ถูกทางตามพัฒนาการ ตามวัย ไม่ใช่แต่เฉพาะสาระวิชาการที่ไกลตัว ซ้ำ ๆ ที่น่าเบื่อหน่ายหรือยากเกินไป และไม่เกิดประโยชน์ จะไม่ช่วยให้เกิดการเพิ่มไอคิวเด็ก แต่ต้องเป็นความรู้และประสบการณ์ ความแปลกใหม่ เนื้อหาสาระที่แปลกใหม่จะน่าสนใจเรียนมากกว่าเนื้อหาสาระที่ซ้ำๆ (Dr. Eric Jensen) เราลองสังเกตตัวเราเองดู การเรียน การสอนที่กระตุ้นให้เด็กคิดในรูปแบบต่างๆรวมถึงการจินตนาการ การสรุปประเด็นที่สำคัญจากการเรียน ฝึกการตั้งคำถาม จากบทเรียน การฝึกค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม การจัดกลุ่ม การเปรียบเทียบ การประยุกต์ เนื้อหาในบทเรียนมาใช้กับชีวิตจริง และให้สัมผัสกิจกรรมที่หลากหลาย การทดลอง สัมผัสของจริง
การ ให้ฝึกคิดในสิ่งต่างๆ ไม่ควรมากหรือน้อยไป เพราะเด็กจะเบื่อหรือเลิกไปเลย

ซึ่งการเรียน/การสอนที่ทำสมองให้การเจริญเติบโต คือ การเน้นกระบวนการให้สมองฝึกคิดต่างๆ (Process ) แต่ไม่ได้เน้น คำตอบหรือผลลัพธ์ บางคนก็ให้ปัญหายากขึ้น ๆ

(Hannaford 1995) เราควรกระตุ้นสมองเด็กอายุ 4-7 ปีด้วยการฝึกฝนการเพิ่มจินตนาการ(สมองซีกขวา ) เช่นทำของเล่นเอง วาดภาพ ระบายสีตามจินตนาการ มากกว่าเรียนรู้ทฤษฏีในบทเรียน
ควรจะเริ่มเพิ่มสาระการเรียนรู้(สมองซีกซ้าย) ที่อายุ 9-12ปี แต่ไม่ควรมากเกินไป จนทำให้เด็กมีความทุกข์ โดย ต้องมีความพอดีในการให้ความรู้เด็ก และ การทำกิจกรรม ออกกำลังกาย การพักผ่อน
สิ่งกระตุ้นสมองอื่นๆได้แก่ การทำจิกซอ , การแก้ปัญหาใน สมมุติฐาน , การนำสิ่งที่อยู่รอบตัว ครอบครัว ชุมชน สังคม และสิ่งที่อยู่ในชีวิตจริงมาเรียนรู้และคิดแก้ปัญหา จะมีประโยชน์กว่า
13) การนอนหลับ (Sleeping)
การนอนหลับอย่างเพียงพอโดยไม่ถูกรบกวน หลับลึก เด็กที่นอนไม่เพียงพอจะมีอารมณ์เสีย
เด็กบางคนทำการบ้านดึก อดนอน เป็น SLE ตายตอนอายุ 17 ปี
14. Nutrition ให้อาหารที่เป็นประโยชน์ ครบถ้วน บริบูรณ์เหมาะสมตามวัย เด็กไม่ขาดสารอาหาร โดยเฉพาะผัก ผลไม้ อาหารไม่ขัดสี การจำกัดการกินของหวานโคก คุกกี้ เค้ก ไม่มากเกินไป

สรุปคือการสร้างไอคิวเด็กต้องใช้สมองคิดให้ทุกๆด้าน การช่วยเหลือตนเอง การให้ความรักความอบอุ่น อย่างสม่ำเสมอ การเอาใจใส่จากพ่อแม่ การให้อาหารที่ครบถ้วน การไม่สร้างความกดดัน
การที่เด็กมีแม่จบการศึกษาต่ำ ๆ หรือเรียนสูงๆจบปริญญาเอก แต่ขาด ความรู้ในการเลี้ยงดูเด็ก จะมีความสามารถในการพัฒนาบุตรหลาน ต่ำกว่าแม่ที่เรียนรู้เรื่องพัฒนาการสมอง ยิ่งฐานะยากจนยิ่งจะมี IQ ต่ำกว่า

เพราะฉะนั้นทุกคนต้องหาความรู้ในการเลี้ยงเด็กด้วย

เด็กฉลาด – ไอคิวสูงได้ จาก

-    ได้รับความรัก ความอบอุ่น สม่ำเสมอ
-    ได้อาหารครบถ้วน โดยเฉพาะข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ไข่ ถั่ว
-    ไม่ถูกบังคับมากเกินไป
-    ได้เล่นกีฬา , ดนตรี , ศิลปะตามที่ชอบ
-    มีความสุขในการเรียน การสอน   ได้รับคำชมเชยบ่อยๆ
-    อารมณ์ดี        ไม่เครียด มีเวลาพักผ่อน  เพียงพอ    และออกกำลังกาย
-    ได้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ หลากหลาย
-    ได้ฝึกหัดคิด ตัดสินใจ แก้ปัญหาและอื่น ๆ ด้วยตนเอง
-    ได้ช่วยเหลือตัวเองตามวัย เช่น งานบ้าน ช่วยเหลืองานพ่อแม่
-    ไม่โดนด่าทุกวัน
-    ได้รับการศึกษาตามหลักการแพทย์ (ตามพัฒนาการตามวัย ที่ไม่ใช่แต่ความรู้วิชาการ แต่เป็นทักษะที่หลากหลายทุกด้าน   และมีการกระตุ้น ให้เด็กคิด )
                                            ถ้าไม่อยากเสีย ลูก ไป

  อย่าทำ                                                         

-อย่าตามใจลูกทุกอย่าง     
-อย่าเอาแต่ดุด่าเด็ก        
 -อย่าทำให้ลูกทุกอย่าง                
-     อย่าคาดหวังสูง                                       -
 --    อย่าให้แต่เรียนอย่างเดียว.        
-    อย่าบ่นกับวัยรุ่นมาก               
             
-    อย่ามัวแต่หาเงิน                        
    -   อย่าบังคับ  / เข้มงวดมากไป.                                            .                                                        
-  อย่าเลี้ยงแบบไข่ในหิน              -
    อย่าลำเอียง       
        -    อย่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี    
-    อย่าตบตีลูก                      



  ให้ทำ

     -ให้มีผิดหวัง และหัดรอคอย บ้าง          
          - หาทางชมเชยบ่อย ๆ เมื่อทำดี /ให้กำลังใจ
          -ให้ลูกช่วยเหลือตัวเองตามวัย
       -  ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นเพราะเขายังเป็นเด็ก                    
      -ให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาชอบ
     -มีเวลาให้เล่นตามวัย    วัยรุ่น หาเงิน ใช้เองบ้าง
      -ฟังเขาพูดให้มาก       ผู้ใหญ่คอยแนะ   และ  ให้เขา ตัดสินใจเอง          
  -    มีเวลาปลูกฝังความชั่วดี  รู้คุณค่าของชีวิต                                             
      -   มีเวลา สังเกตพฤติกรรม สีหน้า  ท่าทาง พูดคุย                                   .                                                         และ  ทำตัวเป็นเพื่อนเล่นโดยเฉพาะพ่อ.
        -ให้ช่วยตัวเองตามวัย   โตขึ้นช่วยงานพ่อแม่ ,
      -ให้เวลา /ความรัก /สิ่งของเท่าเทียมกัน
       -สอนลูกอย่างไร เราต้องทำอย่างนั้น
        - พูดกันด้วยเหตุผล







 




ทักษะชีวิต

เตือนภัยชาวกรุงเทพ....ฉีดน้ำกรด article
จิตวิทยาการสอนตามวัยสำหรับเด็ก article
จิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก article
สลด! สาวเมาไร้สติ ถูก 2 ไอ้หื่นข่มขืนริมหาด article
ธรรมะดีๆของหลวงปู่ทวด (อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน) article
คนโง่จะครองโลก
คนโง่จะครองโลก ทฤษฎีฮาๆๆ
คำสอน ว.วชิรเมธี
บริโภค ' แกงเลียง ' ' แกงเหลือง 'ต้านโรคได้
โรคบ้างาน ภัยเงียบ! ของคนวัยทำงาน
โซเชียลเน็ตเวิร์ก...กับภาพที่ต้องขยาย
ฉากชีวิตโรงละครปากท้อง
ย่านาง สมุนไพรหมื่นปีไม่มีแก่
มลพิษ ตัวการคร่าชีวิตชาวโลก
5 กิจกรรมส่งความสุข เพื่อสมองลูกรัก
ระวังตาบอด เพราะคอนแทคเลนส์แฟชั่น
4 ของกินเล่นที่ให้ประโยชน์และโทษจริงจัง
ภัยเงียบจากการ (อด) นอน
ธุรกิจขนม-กรณีศึกษาลูกชุบ
เรื่อง ภัยร้าย Hi5ปลอม
อ้างว่าลูกค้าโอนเงินผิดมาที่บัญชีเรา article
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน article
ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง และทางออก article
ในหลวงของเรา กับประชาธิปไตย article
ทำไมเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ( IQ ลดลง ) article
ประชาชนเป็นเมืองขึ้นของข้าราชการ นักการเมือง บางคน ทางนโยบาย article
วัยรุ่นกับการตั้งครรภ์ article
ทุนต่างประเทศ พิจารณา ดูเอาเองนะคะ article
วิจัยต่างประเทศ ฯ ที่คนไทยต้องรู้ article
เรื่องจริงที่น่าสมเพชมาก article
การศึกษาเวียตนามและเกาหลี วิกฤติ หรือโอกาสประเทศไทย article
ความด้อยโอกาสของลูกชนชั้นกลาง article
ช่วยกันปกป้องลูกหลานไทย อย่าให้ไอคิวลดลง article
ปัญหาฆ่าตัวตาย article
ทักษะชีวิต ในยามคับขัน article
ทักษะชีวิต ทีเราควรรู้ไว้เพื่อระมัดระวังตนเอง article
มาป้องกันมะเร็งกันเถอะ article
IQ EQ AQ MQ SQ article
มาป้องกันโรค ก่อนจะสายเกินไป article
ครูหัวใจวาย สองคนแล้วในเดือนสองเดือนนี้
ความเครียด ฆาตกรตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา article
เรื่องขอเชิญ ผนึกกำลัง ร่วมสร้างชาติ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com