ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




วิจัยต่างประเทศ ฯ ที่คนไทยต้องรู้ article


ปัญหาเยาวชน อนาคตของชาติ ไม่ว่าเรื่องศักยภาพความคิด หรือพฤติกรรม อีกมากมาย

ในการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ แก้ได้แต่ต้องใช้เวลา และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง และจริงใจ

มีการวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม สติปัญญา และปัญหาเด็ก ดังนี้

ในการวิจัยของคุณ Willium Bill Greenough U.of Illinois ได้ นำหนูมา 2 กลุ่ม
- กลุ่มแรกมีของเล่นที่มีสีต่างๆ มีเพื่อนเล่นและเครื่องออกกำลังกาย และมี การลงผิดลองถูก อาหารครบบริบูรณ์
- กลุ่มที่สองอยู่ในกรงที่มีสิ่งกระตุ้นเล็กน้อย
พบว่าในกลุ่มแรกมีสายใยเชื่อมโยงเซลล์ประสาทมากกว่ากลุ่ม สองถึง 25 % และมีความฉลาดกว่ามาก
ซึ่งการทดลองของสมองสามารถนำมาใช้กับคน ในอเมริกา ได้ว่าปัจจุบัน ทำไม IQ (USA) ถึงเพิ่มขึ้นกว่า 20 จุด

และงานวิจัยของ Dr.David Weikart ได้แบ่งเด็กอาฟริกาที่ฐานะยากจน 127 คน อายุ 3 - 4 ขวบเป็น 2 กลุ่ม
1 กลุ่มแรกได้รับการเรียน 2.5 ชม./วัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยเนื้อหาเน้นสิ่งไหนดี
สิ่งไหนไม่ดี และช่วยแก้ปัญหาที่ประสบอยู่
2 กลุ่มสองอยู่ในฐานะเดิมใช้ เวลา การศึกษา 27 ปี หลังจากนั้นเขาพบว่า
-เด็กกลุ่มแรกมีความประพฤติดีกว่า
- ส่วนกลุ่ม 2 มีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่า ถูกจับ จากติดยา มากกว่า 3 เท่า
- เด็กผู้หญิงกลุ่ม 2 ท้องนอกสมรส มากกว่า กลุ่มแรก 3 เท่า
- กลุ่มแรก มีบ้านของตนเอง มีงานทำที่ดี และครอบครัวที่ไม่แตกแยกมากกว่ากลุ่ม 2 สังคมก็ ปลอดภัยกว่า

ดังนั้น เงินทุก ๆ หนึ่ง ดอลล่าร์ที่จ่ายให้กับเด็กยากจน ประชาชน (Public) จะได้ รับ 7.16 ดอลล่าร์ คืนจากการลดอาชญากรรม ลดค่าประกันสังคม และได้รับภาษีคืน

William Greenough 1997 : Illinois Neuroscientist พูดว่า ถ้าหากเด็กที่ขาดความรัก , มีประสบการณ์เลวร้าย การทำงานของสมองจะผิดปกติ (Malfunction)

เราสามารถปรับเพิ่มหรือลด IQ กว่า 20 จุด ขึ้นกับสิ่งแวดล้อม (Kotulax 1996) โรงเรียนจะมีผลต่อ IQ และเด็กที่ได้ใช้สมองคิด ร่วมสร้าง และทำกิจกรรมต่างๆ (คือใช้สมองคิด ทุกรูปแบบ : Challenging activities) จะมีสมองเจริญเติบโตถึง 25% มากกว่า กลุ่มที่ไม่ได้ทำกิจกรรม ที่เรียนในห้องเรียนไปเรื่อยๆ

ซึ่งแน่นอนไม่ใช่การศึกษาที่ท่องจำ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีประสบการณ์และใช้สมองคิด ในการแก้ปัญหา และคิดด้านอื่นๆ เช่นการแก้ปัญหา ด้วยตนเอง การวางแผน วางกลยุทธ์ คิดรูปแบบกิจกรรม คิดวิเคราะห์ คิดวิจารณญาณ ฯลฯ ถึงจะทำให้สมองเจริญเติบโต ไอคิวเพิ่ม ซึ่งเด็กที่เรียนแบบรับความรู้ในห้องเรียนไปเรื่อย ๆ กับเด็กที่มีการใช้สมองคิดท้าทายทุกวัน จะมีการเจริญเติบโตของสมองต่างกัน (Jacobs , schall , scheibel 1993) แต่เด็กไทย อาจจะมีสภาพ เช่นเดียวกันนี้ เพราะระบบการเรียนรู้ และการศึกษา มีแต่เนื้อหาให้จดจำมากมาย ซ้ำซาก รอบด้าน ซึ่งผิดหลักการพัฒนาเด็ก หลักพัฒนาสติปัญญา และหลักทางการแพทย์ จึงมีปัญหา ไอคิวลดลง เมื่อยิ่งเรียนสูงขึ้น และมีปัญหาในการคิดวิเคราะห์ คือใครพูด อะไรไม่มีการไตร่ตรองให้รอบคอบ แต่จะเชื่อทันที ซึ่งจะทำให้เกิดการตัดสินใจหรือ วางแผนทำงาน หรือวางแผนการประกอบอาชีพ ที่ ผิดพลาด ได้

Ja cops , Scheibel 1993 พบว่าเด็กที่คิดทำกิจกรรมต่างๆที่หลากหลาย ที่ท้าทายความคิด(Challenging activity ) จะมีสมองเจริญเติบโต ใยประสาทมากกว่าเด็ก ที่เรียนไปเรื่อยๆ ถึง 25%

Craig Ramey,U .Alabama ได้นำเด็ก 6 สัปดาห์ ที่ยากจน มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อาหาร, การเลี้ยงดู, ของเล่น หลังจาก3 ปี เด็กเหล่านั้นมี IQ สูงกว่า อีกกลุ่ม 20แต้ม
Dr. Diamond& Hopson 1998 & Khalsa1997 กล่าวว่า สมองจะเกิดปรากฎการณ์
Neural pruning ได้ คือ หาก ไม่ได้ถูกกระตุ้น หรือใช้นานๆ จะเกิดการสูญเสียการทำงานของสมองส่วนนั้น เช่นความสามารถในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ไหวพริบ รู้เท่าทันคน ในเด็กไทยและคนไทยจะมีน้อย เพราะ เราเน้นเรื่องความจำ ในเนื้อหามากมาย ซ้ำๆทุกปี แต่ไม่มีเวลาให้เด็กได้ฝึกคิด แต่ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ สำคัญมากในการประกอบอาชีพ เพราะ ต้องคิดแปลกแตกต่างจึงทำให้มูลค่าสินค้าที่เราผลิต จะเพิ่มสูงขึ้นได้ ยกตัวอย่าง เช่น ลายผ้าไหมหากเราทำซ้ำๆ ก็จะไม่ค่อยมีคนซื้อ แต่หากเรา คิดลายใหม่ๆ ก็จะมีคนต้องการมากขึ้น หรือการแปรรูปสินค้า การคิดมือถือ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งก็มาจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เช่นเดียวกัน เครื่องบินหนึ่งลำเท่ากับการผลิตข้าวของคนไทยทั้งประเทศ หนึ่งปี ซึ่งจะมองเห็นว่ามูลค่า ผลผลิตแตกต่างกัน

วิธีการส่งเสริม การเรียนรู้ การอบรมเลี้ยงดู ในแต่ละวัย พ่อแม่ที่มีความรู้จะส่งเสริมและพัฒนาลูกแตกต่างกัน ในวัยเล็กก็เล่นเสียมากกว่า วัยโตขึ้นหน่อยก็ทำงานช่วยเหลืองานบ้าน พ่อแม่บ้าง ทำกิจกรรม ในวัยรุ่น ก็ช่วยงานพ่อแม่ รวมทั้งงานอาชีพที่พ่อแม่ทำ หรือรับจ้างทำงานเพื่อหาเงินเล็กน้อยๆ ให้รู้จักความอดทน และ คุณค่าของเงิน หัดเรียนรู้ และทำกิจกรรมต่างๆ รายละเอียดสามารถอ่านในการพัฒนาการเด็ก วัยต่างๆ

การอบรมเลี้ยงดู การดูแล การศึกษา จะมีผลต่อไอคิว และการเจริญเติบโตของสมอง เช่นหาก ขาด อาหารขาด ความรัก มีความกดดัน จะทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ลดลง สมองจะไม่ค่อยเจริญเติบโต และหากมีความเครียดและกดดันนาน จะทำให้สมองเล็กลง หรือหาก สมองไม่ใช้ฝึกคิดเลย ก็จะคิดไม่เป็น ไม่ว่าความคิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา (ซึ่งเกิดขึ้นได้มาก เมื่อ เราได้ทำอะไรด้วยตนเอง)

ความคิดวิเคราะห์ ก้ต้องหัดวิเคราะห์ ข้อมูลต่างๆที่ได้มา ไม่ควรจะเชื่อถือทีเดียวแต่มองหลายๆองค์ประกอบเข้าด้วยกัน การคิดวิเคราะห์สามารถ สอนกันได้โดย ให้เด็กหัดคิดว่าที่กำลังเรียนอยู่นี้นั้นนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ควรเรียนหรือไม่เรียนดี หรือ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นสามารถเกิดจากอะไร ได้บ้างเป็นไปได้ไหมในบางเรื่องที่เขาให้ข่าวกันมา เช่นเด็กอิสานไอคิวต่ำกว่าภาคอื่น เพราะแม่อยากลดความอ้วน เป้นไปได้หรือไม่ได้ นี่ต้องหัดคิด หรือข่าวก็ว่าคนนี้ดีจริงนะ แต่เราต้องดูว่า จริงหรือไม่ ในอดีตทำอะไร เคยคดโกงไหม หรือรวยมาจากอะไร ทำไมแค่ รับราชการสามารถส่งเสียลูกไปเรียนเมืองนอกปีเป็นล้านๆได้ หรือจะเลือกใครเป็นคู่ครองก็ต้องดูว่า เป้นคนอย่างไรอย่าดุแต่เฉพาะหน้าที่เห็น นี่คือความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ คือให้หัดคิดว่า จริงม่จริง แท้ไม่แท้ มีจุดมุ่งหมายอะไร เพื่อหวังผลอะไร ในการทำแต่ละเรื่องแต่ละอย่าง ไม่ใช่เห็นแค่ปรากฏการณ์ เดียวก็ตราหน้าแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้นะ แบบนั้นนะ
สำคัญที่สุดของเมืองไทยคือการขาดวิจารณญาณ คิดวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินอะรไรเป็นอะไร

และจากการที่เรามักจะได้ข่าว ชาวอิรัค หรืออิสลาม เขาพลีชีพ เพื่อชาติ หรือศาสนาได้นั้น เราคิดว่าเพราอะไร เป็นเพราะการปลูกฝัง กล่อมเกลา ทั้งสิ้น ประเทศไทยเรา คนไทยเรา ไม่เคยปลูกฝังเรื่องความรักชาติ เสียสละ เมตตาธรรม การมองเห็นคุณค่าของชีวิต เพื่อป้องกันการฆ่าแกงกัน และ พุทธศาสนิกชน เรา (หมอก็เป็นพุทธคะ) ไม่ได้ ไปวัดวาเพื่อรับการกล่อมเกลาจริงใจเหมือน อิสลาม หรือคริสต์ ที่เขาไปโบถส์ ทุกสัปดาห์ เพื่อรับฟังคำเทศน์ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจ ผู้คนส่วนใหญ่จึงเห็นแก่ตัว สูงกว่าคนใน ศาสนาอื่นๆ

จากการ วิจัย และข้อสังเกตข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า หากเด็กได้รับการปลูกฝังสิ่งดีๆตั้งแต่เล็กๆ เมื่อโตขึ้นจะมีปัญหาน้อยกว่า มีจิตใจที่ดีกว่า ที่สำคัญ คงไม่ใช่ สอนสิ่งที่ดีๆตั้งแต่เด็กเล็กๆ แต่พอโตขึ้นหน่อยก็ไปรับ สิ่งแวดล้อม หรือการปลูกฝังที่ไม่ดี ซึ่งอาจจะทำให้ นิสัยที่ดีๆอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้

และหากผู้ปกครอง และครู ผู้ใหญ่ มีความรู้ในการพัฒนาเด็ก เด็กๆก็จะเจริญเติบโต และได้พัฒนา อย่างถูกทิศทาง มีศักยภาพ

เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่า เด็กๆจะมีนิสัย ความประพฤติ ศักยภาพ อย่างไร ขึ้นกับ ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ พ่อแม่ ต่อมาก็ครู และสิ่งแวดล้อมต่างๆที่ดีๆ เพราะฉะนั้น ศักยภาพของพ่อแม่ ครู ที่มีความรู้ในการพัฒนาเด็ก การเลี้ยงดูอบรมเด็ก ภาวะแวดล้อม สื่อต่างๆ ทั้งนิยายหลังข่าว สื่ออินเตอร์เน็ท หนังสื่อนิทาน สิ่งแวดล้อมเพื่อนบ้าน จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาเด็กเยาวชน ทุกวัย

จึงเป็นโจทก์ ใหญ่ที่ว่า การแก้ปัญหาเด็ก เยาวชน ควรแก้ที่ความรู้ผู้ปกครองและครู เพราะฉะนั้น รัฐบาลที่จะขึ้นมา คงเป็น รัฐบาลที่เน้นเรื่องให้ ความรู้พ่อแม่ ครู และสังคม ซึ่งจริงๆก็มีอยู่ในพรบ. การศึกษามาตรา 13 14 แต่ยังไม่มีเป็นรูปธรรมขึ้นมา จริงๆจังๆ จึงสมควรที่จะ เร่งสร้างองค์กรเหล่านี้ เช่นศูนย์พัฒนาศักยภาพมนุษย์ โดยร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สถานีอนามัย อบรมชุมชน โรงเรียน อบรมพ่อแม่ ครู ในโรงเรียน เพื่อให้ความรู้ที่ถูกทางในการพัฒนาเด็ก ซึ่งแต่ละวัย ก็จะแตกต่างกัน ในการสอน คุณธรรมจริยธรรม การปลุกฝังความรักชาติ การเสียสละ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มารยาท วัฒนธรรมประเพณีไทย ก็ต้องอนุบาล และ ปฐมวัยดีสุด

ส่วนในวัยเริ่มเข้าวัยรุ่น ก็เรื่องเพศ การวางตัว การแต่งกาย การให้ทำกิจกรรมต่างๆ ทักษะชีวิต ศิลปะการป้องกันตัว การคบเพื่อนต่างเพศ ภัยอะไรที่น่าเป็นห่วงการเช็ท อินเตอร์เน็ท ควรระวังอะไร การรับฟังข่าวสารบ้านเมืองเพื่อ ระวังภัยต่างๆ การช่วยงานพ่อแม่ ช่วยทำ มา หากิน รายละเอียดคง ต้องดูแต่ละช่วงวัย เมื่อโตขึ้นหน่อยก็คงต้องสอนเรื่องการเลือกคู่ครองควรดูอะไร เหมาะสมไหมที่จะมี เซ็กซ์กันในวัยเรียน
ฯลฯ


จาก: กมลพรรณ [3 Jan 2007 12:32] ผู้ดู [341] ผู้ตอบ[14] ลบ

 

ความคิดเห็นที่ 1 โดย คุณ กมลพรรณ
3 Jan 2007 12:51 #1154546 ลบ

ปัจจุบัน เด็กไทยถูกกระทำ มีอยู่สาม กลุ่ม

กลุ่มแรก ชนชั้นล่าง ได้รับการเรียนการสอน แบบ พอไปที ทั้งครูและอุปกรณ์ต่างๆไม่พร้อม อ่านไม่ได้ เขียนไม่ออกก็ไม่สนใจ การเรียนการสอน ไม่เต็มที่ เด็ก ๆ ถูกปล่อยปละละเลย ต้องช่วยตนเอง ทุกอย่าง นี่คุณภาพการศึกษา ต่ำ แต่ความสามารถในการเอาตัวรอดมีสูงกว่ากลุ่มสอง มีจำนวน มากของประเทศ

กลุ่มที่สอง ชนชั้นล่างถึงกลาง จำต้องเรียนในระบบโรงเรียนไทยๆมีเงินเรียนกวดวิชา เดิน ตามกระทรวงสั่งทุกประการ มีน้อยรายที่ สามารถเข้า รร. สาธิตฯ ที่ราคาไม่แพงมาก กลุ่มนี้ พอจะมีความรู้บ้าง
แต่ยัง เด็กๆยังไม่ได้รับการพัฒนา อย่างถูกหลักทีเดียว และมีกระแสสังคม ทำให้ เชื่อว่าต้องเข้ามหาลัยให้ได้ จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งคิดผิดถนัด กลุ่มนี้ต้องเดินตามกระทรวงศึกษา ที่กำหนดอะไรก็ทำตาม เช่นเรียนหนักขึ้น กวดวิชามากขึ้น
แต่หารู้ไม่ว่าสมองลูกเรานั้น ได้รับการพัฒนาหลงทาง ยิ่งเรียนมากยิ่งโง่ลง ลองเอาไปวัดไอคิวม. 4 เทียบกับเมื่อขึ้น ม. 6 ลอง พิสูจน์ เองดู เรามักได้ข่าวไอคิวต่ำอยู่เสมอๆ ยิ่งเรียนสูงขึ้นยิ่งไอคิวลดลง ไอคิวต่ำ ก็เหมือนเด็กสติปัญญาอ่อน ถูกหลอกได้ง่าย ไม่มีไหวพริบ ไม่รู้เท่าทัน เอาตัวรอดยาก

ทางออกของกลุ่มนี้พ่อแม่ต้องหัดคิดเอง ให้ตกผลึกให้ได้ คิดให้ได้ว่าทุกๆที่เราส่งลูกไปกวดวิชา ได้อะไรติดตัวเขามาบ้างเพื่อแประกอบอาชีพ เมื่อเขาโตขึ้น ไม่ใช่ส่งไปเรียนเพื่อสอบเข้ามหาลัยให้ได้แค่นั้น ซึ่งต้องระมัดระวังในเรื่อง ของศักยภาพของลูกเราเอง (ที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาความจำสาระการเรียน แต่เป็นระดับสติปัญญา ความสามารถในการคิดวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิดเองคิดวิเคราะห์เป็น ) ของลูกที่ต้องมี เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ลดลงอย่างทุกวันนี้

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่พอจะมีเงินส่งเสียลูกเรียน ต่างประเทศ ซึ่งมีไม่มาก กลุ่มนี้จะมีความสามารถมากในการคิด หากสามารถบริหารประเทศ โดยมีคุณธรรมก็จะโชคดี ผู้ที่มีพอจะมีเงินมากก็ไม่กี่คน ก็โชคดีไป แต่จำนวนน้อย หกากลับมาบริหารประเทศแบบเห็นแก่ตัว ประเทศไทยก็ยังจะโชคร้ายตลอด

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำมากในด้านการจัดการศึกษา คนด้อยโอกาสก็จะด้อยโอกาส ตลอดไป
ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดการปัญหานี้ ซึ่งไม่ยาก อาจจะใช้สื่อไอทีช่วย การเพิ่มสวัสดิการเงินเดือนครูสูงๆ ลดภาระที่ไม่จำเป็นลง เนื้อกหาหลักสูตรการศึกาษ ต้องลดลง
การจ้างคนเก่งๆมาทำหลักสูตร หรือเอาของต่างประเทศบางส่วนมาใช้กับเด็กไทย

 

ความคิดเห็นที่ 2 โดย คุณ กมลพรรณ
3 Jan 2007 13:15 #1154553 ลบ

นโยบาย ทางการศึกษาที่ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นโยบายทางการศึกษา ที่น่าจะเป็น ควรจะมีนโยบายต่างๆดังต่อไปนี้

การศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการศึกษา ที่มีคุณภาพ ไม่เก็บค่าใช้จ่าย และ เป็นธรรม ทั่วถึง
วิธีการ
1 ตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพมนุษย์ แห่งชาติ ขึ้นตรงต่อสำนักนายกฯ ทำหน้าที่ พัฒนาครู สร้างคู่มือครูที่สอนให้เด็กคิดเป็น มีคำถามที่กระตุ้นให้เด็กคิด ในหลากหลายรูปแบบ ในทุกเนื้อหาวิชา ทุกชั้นปี โดยรวบรวมคำถามจากครูต้นแบบ ผู้สนใจการศึกษา แบบตัวอย่างหลักสูตรของต่างประเทศ นำมาคัดเลือกและดัดแปลง ให้เข้ากับบริบทเมืองไทย ที่สำคัญ เราต้องมีเวลาให้เด็กและครู ได้ฝึกคิด นั่นคือการลดเนื้อหา จำนวน เกณฑ์มาตรฐาน ในหลักสูตรการศึกษาลง รวบเอา ศูนย์พัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาขึ้นกับศูนย์นี้

2 จัดตั้งสภาผู้ปกครอง/ครู /เยาวชนแห่งชาติ หรือสภาการศึกษาภาคประชาชน ประกอบไปด้วย ตัวแทนผู้ปกครอง ครู และเยาวชนทุกจังหวัด เสนอชื่อเลือกกันเองขึ้นมาทั่วประเทศ ทั้งนายกสภา และ กรรมการ ฯลฯ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา อย่างแท้จริง

มีหน้าที่ การมีส่วนร่วมในการกำหนด นโยบาย ร่วม เป็นกรรมการ การศึกษาไม่ว่า หลักสูตรการศึกษากฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เกณฑ์มาตรฐานการศึกษากรรมการสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา

3 ควรลดภาระที่ไม่จำเป็นลง เช่นการกำหนดให้ซื้อหนังสือเรียนที่มากมาย ทุกๆปี ทั้งๆที่แทนที่โรงเรียนจะกำหนดให้ยืมเรียนกันได้ และปีต่อไป ก็มาคืนให้รุ่นต่อไป รวมทั้งจำนวนวิชาก็ให้น้อยลงด้วย และชุดลูกเสือ เนตรนารี อะไรที่มีเครื่องหมายเยอะแยะ ควรจะเปลี่ยนให้เป็นแค่ ผ้าผูกคอก็พอ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่ผู้ปกครอง เช่นค่าชุด ลูกเสือ ชุดละ 500บาท

4 ควรให้เงินรายหัว ให้ผู้ปกครอง หรือเด็ก โดยตรง ในรูปคูปองการเรียน ไม่ให้ผ่าน กระทรวง เพราะจะถูกหักค่าโน้นค่านี้ หลายขั้นตอน บางแห่งมีปัญหามาก และกระจายอำนาจทั้งนโยบายและงบประมาณ อำนาจ สั่งการ

5 การพัฒนาครู โดยให้ยุบ สำนักงาน คณะกรรมการประเมิน ทางการศึกษา (สมศ) ให้เป็นองค์กร พัฒนาครูแทน ปัจจุบัน ครู จำนวนไม่พอ แถมยังขาดคุณภาพ ศักยภาพในการสอนให้เด็กคิดเป็น เนื่องจากเรายังไม่มีองค์กรพัฒนาครูเลย แต่ กลับกลายเป็นประเมินไปก่อน มันสวนทิศทาง เช่นเดียวกับยังไม่ทันสอน แต่ให้สอบก่อน สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ

6 การเร่งพัฒนาคุณภาพครูผู้สอนทั่วประเทศ โดยทำคู่มือครู และ ใช้ ไอทีช่วย
. เช่น เร่งตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพครู ทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กมีคุณภาพใกล้เคียงกัน อบรมครูเสร็จภายใน 10 วัน ใน 6หัวข้อ คือ
 การพัฒนาสติปัญญา
 การสอนอย่างไรให้คิดเป็น
 การสอนทักษะชีวิตให้เด็ก
 จิตวิญญาณความเป็นครู / คุณธรรมจริยธรรม
 การดูแลสุขภาพตนเองทั้งกาย+จิต
 จิตวิทยา+พัฒนาการเด็ก
 การปลูกฝังความรักชาติ ความเสียสละ

7 ขอให้เปลี่ยนเกณฑ์ ประเมินคุณภาพครูจากการทำเอกสารเป็นตั้งๆ เป็นการประเมินที่ ผลการเรียน ของตัวเด็กที่สอน จะได้ไม่ต้องเสียเวลา เป็นภาระไม่จำเป็นต่อครู ที่มีการทำอาจารย์สาม

8 จัดตั้งคนกลางที่มีความรู้ด้านการศึกษา ที่เป็นคนนอกกระทรวงศึกษา เพื่อให้จัดการประชาพิจารณ์ หลักสูตรการศึกษาและ ระบบแอดมมิชั่น เช่นดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยะวัตร อาจารย์ ประเวศ วะสี ให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน การกำหนด***ส่วนคะแนนรายวิชา จำนวนวิชา ควรจะต้องเปลี่ยน

และหลักสูตร ควรจะต้อง มีหลากหลายให้เด็กเลือก วิชาบังคับเรียนควรลดลง

9 การจัดสวัสดิการ และเงินเดือนให้ครู ทหาร ตำรวจ ข้าราชการผู้น้อย ลูกจ้าง ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

10 การให้มีคณะกรรมการ สถานศึกษา ที่มีผู้ปกครอง ผู้แทนศาสนา ผู้แทน เยาวชน ร่วมด้วย ที่สามารถร่วมกำหนดนโยบาย ตรวจสอบการใช้งบประมาณของโรงเรียน สถานศึกษา ปัจจุบัน เป็นได้แค่ชื่อแต่ไม่มีบทบาทอะไรนอกจากจัดหาทุน และให้โรงเรียน แสดงบัญชีรายรับรายจ่าย ทุกเดือนแก่ผู้ปกครอง ทุกโรงเรียน

11 การกำหนดให้มีสภานักเรียน ประจำโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน

12 .เด็กที่ครอบครัวมีรายได้รวม น้อยกว่า 10,000บาท/เดือน ให้รัฐบาลสนับสนุนการเรียนฟรีทุกด้าน ไม่มีการเก็บเงินใดๆทั้งสิ้น

13 ในระดับมหาวิทยาลัย ควรจะมีการคานอำนาจจากผู้บริหาร กับอาจารย์มหาวิทยาลัย เช่นสภามหาวิทยาลัยมีองค์ประกอบ จาก ตัวแทนอาจารย์มหาวิทยาลัย ตัวแทนนิสิต ตัวแทนผู้บริหาร อย่างละส่วนเท่าเทียมกัน
การได้มาของตัวแทนต้องเป็นธรรม มีหน้าที่ติดตาม และกำหนด นโยบายของมหาวิทยา ลัย ตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน
การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย ควรมีการติดตามเรื่องอัตราการได้งานของแต่ละคณะด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าที่สอนๆและลงทุนไปได้ประสิทธิภาพไหม
มีการวิจัยความต้องการตลาดแรงงาน โดย สำนักงาน การวิจัย และสถิติแห่งชาติ และการจัดการศึกษา อัตราการได้งานและตกงานในแต่ละคณะ และมหาวิทยาลัย เพื่อมิให้สิ้นเปลืองงบประมาณ

14 มีกฎหมาย ควบคุมโรงเรียนกวดวิชาทั้ง เวลาปิดเปิด และค่าเล่าเรียน

15 ในทุกสถาบัน การศึกษา มีเครดิตแบงค์ ผู้เรียนสามารถเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิต และมีความสะดวกในการถ่ายโอนหน่วยกิต ข้ามโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา ตลอดจนข้าม สาขาวิชาได้

16 ในมหาวิทยาลัย ปรับลดวิชาเอกลงให้น้อยที่สุด และปรับให้มีระบบวิชาเอกคู่หรือ ควบ double major หรื triple major เพื่อให้เด็กได้เลือกเรียนในคณะที่ชอบและถนัด

17 ในมัธยมศึกษา ให้นักเรียนมีเสรีภาพในการถ่ายโอน การเรียนระหว่างอาชีวะ สู่มัธยมปลาย สายสามัญ หรือจากสายสามัญ สู่อาชีวะ หลักสูตรการศึกษา มัธยม ต้องมีความหลากหลาย พร้อมๆกับเน้นความความสามารถเฉพาะด้าน และเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสเลือกโปรแกรมการเรียน อย่างกว้างขวาง เปิด ทางเลือกให้เด็กได้ ตามความถนัด ความสนใจ และตามความจำเป็น


ฯลฯ

 

 

ความคิดเห็นที่ 4 โดย คุณ กมลพรรณ
3 Jan 2007 13:37 #1154558 ลบ

หลักการสำคัญ ของการปฏิรูปการศึกษา เวียตนาม และเกาหลี เพื่อตอบสนองต่อ สังคม ยุคใหม่

1 การศึกษาให้ความสำคัญต่อผู้เรียน มากกว่าความต้องการของผู้บริหาร และครู

นักเรียนและผู้ปกครองต้องมีตัวเลือกมากมาย เพื่อให้โอกาสเด็กได้เลือกเหมือนการเลือกซื้อสินค้า

2 ความหลากหลายรูปแบบ ของการศึกษา หมายถึงการให้โรงเรียน มีการศึกษาเฉพาะทางหลายรูปหลายแบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม สามารถหาความรู้เพื่อพัฒนาตน ได้ตรงตามความสนใจ แทนระบบเดิมที่จัดการศึกษาระบบมาตรฐานเดียว นั่นคือ เป็นการจัดการศึกษา ที่เลื่อนจากประถมสู่มัธยม สู่มหาวิทยาลัย และผู้ที่จะผ่านได้ต้องเป็นผู้สอบผ่านได้เท่านั้น

3ความอิสระของโรงเรียน โรงเรียนจะต้องมีอำนาจในการบริหารจัดการ ในโรงเรียนร่วมกับ การมีส่วนร่วมจากชุมชน และผู้ปกครอง มากขึ้น และมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รายงายรายรับจ่ายของโรงเรียนทุกเดือนต่อผู้ปกครอง

4 ความอิสระ และเสมอภาค ให้ทุกคนมีโอกาส ที่จะได้รับการพัฒนา ตนเองมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส ก็ควรจะได้รับการศึกษา ที่ดีที่สุดด้วย เสรีภาพ ในการเลือก และสิทธิในการรับการศึกษา อย่างเท่าเทียมกัน

5 ด้านครู ต้องได้รับโอกาสที่จะพัฒนาวิชาชีพ และมีอิสระในตนเอง ในเรื่องของการ สอน และต้องได้รับผลตอบแทนบนพื้นฐาน ความเป็นจริง

แนวทางในการพัฒนา

1 จัดตั้งศูนย์ข้อมูล ทางวิชาการแห่งชาติ เพื่อให้มหาวิทยาลัย (มัธยม ประถม) สามารถพัฒนาสู่มาตรฐานโลก และให้มหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนตามผลการประเมินคุณภาพ

2 ปรับรูปแบบของมหาวิทยาลัย ให้หลากหลาย พอที่จะตอบสนอง ความต้องการ ของผุ้เรียน พร้อมกับให้มหาลัยมีอำนาจ ในการตัดสินใจ ใน ปริมาณ การรับนักศึกษา การปรับหลักสูตร

3 ในทุกสถาบัน การศึกษา มีเครดิตแบงค์ ผู้เรียนสามารถเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิต และมีความสะดวกในการถ่ายโอนหน่วยกิต ข้ามโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา ตลอดจนข้าม สาขาวิชาได้

4 ผู้ที่จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และไม่เข้าเรียน ต่อในมหาวิทยาลัย จะต้องได้เรียนในชั้นอาชีวะ ที่ใช้เทคโนโลยี่ที่ทันสมัย

5 เพิ่มอำนาจ ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วม ตัดสินใจ ประเด็น ทางการศึกษา ที่ตนเอง จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แก่ผู้เรียน องค์กรบริหารท้องถิ่น และประชาชนในท้องถิ่น

6 ในมหาวิทยาลัย ปรับลดวิชาเอกลงให้น้อยที่สุด และปรับให้มีระบบวิชาเอกคู่หรือ ควบ double major หรื triple major เพื่อย้ายคณะได้ ไม่เกิดเด็กซิ่ว

7 ในมัธยมศึกษา ให้นักเรียนมีเสรีภาพในการถ่ายโอน การเรียนระหว่างอาชีวะ สู่มัธยมปลาย สายสามัญ หรือจากสายสามัญ สู่อาชีวะ หลักสูตรการศึกษา มัธยม ต้องมีความหลากหลาย พร้อมๆกับเน้นความความสามารถเฉพาะด้าน และเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสเลือกโปรแกรมการเรียน อย่างกว้างขวาง เปิด ทางเลือกให้เด็กได้ ตามความถนัด ความสนใจ และตามความจำเป็น









 

ทุนต่างประเทศ สามารถหาเพิ่มเติมได้ที่ www.google.co.th และ yahoo โดยเขียนคำว่าทุนต่างประเทศ

 

ในการวางแผนการของอนาคตของเรา หากเราต้องการเรียนเมืองนอกให้ฟิต ภาษาให้ดีๆ อาจจะสนใจม.4 5 6 น้อยลงหน่อย ไม่แคร์ การเข้ามหาลัย ไทย แต่ใส่ใจว่าเราควรจะฝึกฝนอะไร โดยเฉพาะด้านภาษา แต่ต้องมีใจมุ่งมั่น แล้วหัวเราะทีหลังดังกว่า ไม่ต้องตามกระแส แต่ขอเอาดีกรีเมืองนอกมาให้ครอบครัว รวมทั้งมีศักยภาพดีกว่า เพราะได้ฝึกประสบการณ์ ในชีวิตจริงมากกว่าการจำกัดในห้องเรียนสี่เหลี่ยมของเมืองไทย ที่มุ่งแต่วิชาการ จน คิดแก้ปัญหา หรืออื่นๆไมได้ หรือ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่มี หรือตามคนไม่ทัน สำคัญมากๆ

การฝึกฝนในชีวิตจริงของคนเราในช่วงมัธยมปลายและมหาลัยเป็นช่วงเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ที่เราควรจะฝึกฝน ชีวิตจริงๆของคนเราว่าต้องทำอะไร เช่นการเริ่ม ประกอบอาชีพ การฝึกติดต่อผู้คน การเจรจา ฯลฯ

ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่กวดวิชาทั้งเช้าทั้งเย็น สุดท้ายคิดอะไรไม่เป็น น่าเป็นห่วงคะ

 

ใครจะเชื่อไม่เชื่อจะทำหรือไม่ก็ต้องหัดคิดเอาเอง อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็ นหรือได้ฟังแต่ต้องหัดคิดเอาเอง

 

ทุนต่างประเทศ

http://wwww.american-learning.com/ap1.htm

Aupair คืออะไร?

AuPair
เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 18-26 ปี จากนานาประเทศทั่วโลก เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อหาประสบการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวชาว อเมริกัน เป็นระยะเวลา 1-2 ปี โดยจะทำหน้าที่เป็น Childcare Helper ภายใต้เงื่อนไขของวีซ่าประเภท J-1 (Cultural Visitor Exchange) โดย Au Pair จะต้องเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ต่ำกว่า 6 หน่วยการศึกษา ทั้งนี้จะได้รับทุนการศึกษามาจากครอบครัวชาว อเมริกัน และ เมื่อจบโครงการยังสามารถ เดินทางท่องเที่ยว ต่อในประเทศ สหรัฐอเมริกา ได้อีก 30 วัน

โครงการ AuPair ได้รับการรับรองหน่วยงานรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา U.S. Department of State (DOS) เมื่อปี ค.ศ. 1989 เพื่อให้เยาวชนในประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมโครงการ และเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 1996 ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ได้อนุมัติให้โครงการ Au Pair สามารถคัดเลือกเยาวชนจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าร่วมโครงการ

http://www2.psu.ac.th/PresidentOffice/StudAffairs/Mdegree/out_edu2.htm

ทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ




ทักษะชีวิต

วิธีการส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตของลูก
เตือนภัยชาวกรุงเทพ....ฉีดน้ำกรด article
จิตวิทยาการสอนตามวัยสำหรับเด็ก article
จิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก article
สลด! สาวเมาไร้สติ ถูก 2 ไอ้หื่นข่มขืนริมหาด article
ธรรมะดีๆของหลวงปู่ทวด (อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน) article
คนโง่จะครองโลก
คนโง่จะครองโลก ทฤษฎีฮาๆๆ
คำสอน ว.วชิรเมธี
บริโภค ' แกงเลียง ' ' แกงเหลือง 'ต้านโรคได้
โรคบ้างาน ภัยเงียบ! ของคนวัยทำงาน
โซเชียลเน็ตเวิร์ก...กับภาพที่ต้องขยาย
ฉากชีวิตโรงละครปากท้อง
ย่านาง สมุนไพรหมื่นปีไม่มีแก่
มลพิษ ตัวการคร่าชีวิตชาวโลก
5 กิจกรรมส่งความสุข เพื่อสมองลูกรัก
ระวังตาบอด เพราะคอนแทคเลนส์แฟชั่น
4 ของกินเล่นที่ให้ประโยชน์และโทษจริงจัง
ภัยเงียบจากการ (อด) นอน
ธุรกิจขนม-กรณีศึกษาลูกชุบ
เรื่อง ภัยร้าย Hi5ปลอม
อ้างว่าลูกค้าโอนเงินผิดมาที่บัญชีเรา article
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน article
ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง และทางออก article
ในหลวงของเรา กับประชาธิปไตย article
ทำไมเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ( IQ ลดลง ) article
ประชาชนเป็นเมืองขึ้นของข้าราชการ นักการเมือง บางคน ทางนโยบาย article
วัยรุ่นกับการตั้งครรภ์ article
ทุนต่างประเทศ พิจารณา ดูเอาเองนะคะ article
เรื่องจริงที่น่าสมเพชมาก article
การศึกษาเวียตนามและเกาหลี วิกฤติ หรือโอกาสประเทศไทย article
ความด้อยโอกาสของลูกชนชั้นกลาง article
ปัญหาพฤติกรรมเด็ก และไอคิว article
ช่วยกันปกป้องลูกหลานไทย อย่าให้ไอคิวลดลง article
ปัญหาฆ่าตัวตาย article
ทักษะชีวิต ในยามคับขัน article
ทักษะชีวิต ทีเราควรรู้ไว้เพื่อระมัดระวังตนเอง article
มาป้องกันมะเร็งกันเถอะ article
IQ EQ AQ MQ SQ article
มาป้องกันโรค ก่อนจะสายเกินไป article
ครูหัวใจวาย สองคนแล้วในเดือนสองเดือนนี้
ความเครียด ฆาตกรตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา article
เรื่องขอเชิญ ผนึกกำลัง ร่วมสร้างชาติ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com