ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




ประชาชนเป็นเมืองขึ้นของข้าราชการ นักการเมือง บางคน ทางนโยบาย article

 

จากการที่ ได้ติดตามการแก้ปัญหาบ้านเมืองมาตลอดตั้งแต่ ก่อนและหลังปฏิวัติ ขอสะท้อนความรู้สึกทั้งของ ตัวเองและประชาชนทั่วไป ดังนี้

จากประสบการณ์ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามา ไม่ว่าเก่าหรือใหม่ พบว่า ปัญหาสำคัญของชาติบ้านเมืองตัวจักรสำคัญอีกอันหนึ่งคือข้าราชการผู้ใหญ่โดยเฉพาะในกระทรวงบาง กระทรวง ขอ อนุญาต ระบายความอึดอัด และห่วงใย มา เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชาติบ้าง

ณ ขณะนี้ ข้าราชการมาเป็นรัฐมนตรีมาก และข้าราชการเหล่านั้นเคยทำหน้าที่บริหารประเทศร่วมกับรัฐมนตรีคนก่อนๆมาแล้วทั้งสิ้น ผลงานเป็นอย่างไร ก็ ต้องดูเอาเอง เมื่อมาเป็นรัฐมนตรี บางคนก็คิดดี เช่น อ.ธีรภัทร ที่กรุณา ออกกฎหมายผลประโยชน์ทับซ้อน แต่บางคนก็ไม่แน่ใจในความคิดว่าจะดีกับประชาชนไหม

อยากกราบเรียนให้ทุกท่านสังเกตว่า เมื่อก่อน ต่างชาติเอากำลังทหารมา รบเพื่อเอาส่วยจากเมืองขึ้นของอีกประเทศหนึ่ง โดยใช้กำลังที่มากกว่า เอาเปรียบซึ่งหน้า ใครกำลังมากก็ชนะไป

แต่ปัจจุบัน เสนาบดี ที่มีปัญญาอันแหลมคม ในการ ออกนโยบายเอาเปรียบประชาชน เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ใต้ปกครอง ต้องส่งส่วยทางอ้อม เช่นต้องกวดวิชา เพิ่ม เสียเงินเพิ่ม ให้กับโรงเรียนกวดวิชา เพื่อส่งต่อให้ เสนาบดี และพรรคพวก หรืออกกฎเกณฑ์ หลักสูตรการศึกษา ให้ เรียนหนังสือมากมายซ้ำซาก เพื่อขายหนังสือให้ได้มากๆ แต่แนวทางพัฒนา เด็กและครูไม่ได้ตามหลักการ ไม่ได้จริงใจแก้ไข เพื่อให้ประชาชนโง่ๆ แล้วก็ปกครองหรือหลอกลวงได้ง่ายๆ หรือกรณีย์สัมปทานน้ำมัน ก๊าซ ค่าไฟฟ้า ในรูปของค่า ft ค่าน้ำประปา หรือกรณีย์ ปัญหาภาคใต้ก็คิดว่าน่าจะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชน ผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งข้าราชการทหาร ตำรวจตายไปแต่ละวัน ไม่มีใครรู้สึกเดือดร้อนอะไร โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีหน้าที่โดยตรง

คือคนไทยกันเอง เอาเปรียบกันเอง ชาติเดียวกัน โดยประชาชนไม่มีทางสู้

คนชาติเดียวกันทำกันเองเพื่อความอยู่รอดของตนเอง หรือเพื่อความไม่พอเพียงของตนเองและพรรคพวก ไม่ใช่ต่างชาติ และไม่ใช่ข้าศึก หรืออาจจะมีต่างชาติมาร่วมมือ กัน แต่ใช้มันสมอง

 

เราเป็นห่วงว่ากฎหมาย กฎระเบียบบางอันอาจจะมีการหมกเม็ด สุดท้ายประชาชนจะเสียหาย เช่นกฎหมายประกันภัย กฎหมายผลิตอาวุธ กฎหมายส่งเสริม ม.นอกระบบ หรือกฎหมายพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง คงติดตามดูไม่ได้หมดทุกอัน เพราะกฎหมายต่างๆมีมาก และหาดูไม่ได้ ขณะนี้ ไม่ว่าจากเวบ กระทรวงหรือสนช. หรือรัฐสภา หรือกฤษฎีกา บางอันสามารถดูบางส่วน จากสื่อมวลชนได้ แต่หลายอัน ไม่ทราบเลย และเวลาขอดูก็จะยากมาก ฯลฯ เราจะสังเกตว่า เมื่อ ทางภาคประชาชนขอไป ก็จะบ่ายเบี่ยงเสมอๆ

ในการร่างกฎหมาย ก็จะมาจาก ข้าราชการชงกฎหมายส่งให้ รมต ส่งครม ครม . ส่ง กฤษฎีกา กฤษฎีกา ส่งให้ สนช. สนช. ส่งอนุกรรมาธิการฯ ก็กลุ่มเดียวกันหมด สมควรที่จะต้องเปลี่ยนตัว คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทั้งสิบสองคณะ บางคณะดีแล้ว แต่ บางคณะควรเปลี่ยนเช่น คณะที่ ห้าและแปด

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือต้องแก้ที่นิสัยคนไทย เยาวชนไทยให้มีความรักชาติ เสียสละ ซึ่งก็เกิดจากการปลูกฝัง อย่างเช่นอิสลาม สามารถพลีชีพตายเพื่อชาติเพราอะไร เพราะการปลูกฝังทั้งสิ้น ของประเทศไทย เราแค่ปลูกฝัง ความรักชาติ เสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ชาติบ้าง และสอนให้คนฉลาด เมื่อฉลาดแล้วก็รู้จักทำมาหากิน ไม่ใช่รู้แต่เพียงว่า จะกอบโกยทรัพย์สินจากการโกงอย่างไรเท่านั้น ส่วนประชาชน ก็ใช้การปลุกกระแสความรักชาติ การปกป้องผลประโยชน์ชาติ การส่งเสริม สภาการเมืองภาคประชาชน ให้เครื่องมือคือ สื่อต่างๆ แก่เขาด้วย

โดยเฉพาะกระทรวงศึกษา ตอนนี้ก็ขอแก้ไข พรบ เอกชน พรบ.ระเบียบวินัย ข้าราชการ แล้วท่านสังเกตไหมว่า ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย แอดมิชชั่น ไม่มีใครมาดูแลแก้ไข ทั้งๆที่มีปัญหามากเมื่อปีที่ผ่านมา เด็กเครียดมาก และส่งเสริมการกวดวิชา ไม่มีงานวิจัยใดๆว่าเด็กจะได้รับการพัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ตอนนี้ผู้ปกครองรับเละในแง่ของ การจ่ายเงินค่ากวดวิชา แถม เยาวชนโง่ลง ฟุ่มเฟือย เห็นแก่ตัว และ เมื่อร้องเรียนก็ อ้างโน่นอ้างนี่จนคนร้องเบื่อไปเอง

และแปลกมากที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่มีใครสนใจปัญหาศักยภาพและพฤติกรรมเยาวชน ทั้งที่การจัดการศึกษาคือการแก้ไขปัญหาทั้งปวง แต่ พวกเรามัวแต่ไปดูปลายเหตุ คือการป้องกันคอรัปชั่น

ในการแก้ปัญหา เยาวชนที่ฟุ้งเฟ้อและไอคิวต่ำ และ อื่นๆ ในการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ แก้ได้แต่ต้องใช้เวลา และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง และจริงใจ
ในการแก้ปัญหา เช่นการให้เด็กคิดแก้ปัญหา ด้วยตนเอง การวางแผน วางกลยุทธ์ คิดรูปแบบกิจกรรม คิดวิเคราะห์ คิดวิจารณญาณ ฯลฯ ถึงจะทำให้สมองเจริญเติบโต ไอคิวเพิ่ม ไม่ใช่การเรียนซ้ำๆซากทุกๆปี ไม่มีเวลาให้เด็กคิด หรือทำกิจกรรม ที่มีเนื้อหาสาระมากมายเกินไป อย่างไทยทำอยู่นี้

เมื่อเราอยากให้ เด็กมีคุณภาพ ซึ่งแน่นอน ผู้เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนต้องมีคุณภาพเสียก่อน ก็คือรัฐต้องให้ความรู้ประชาชนทั้งประเทศ ในการสอน การส่งเสริม ลูกหลาน ก็ต้องมีกระบวนการ และมีหลักการ ซึ่ง มีวิจัยต่างประเทศมากมาย ที่เราสามารถนำมาใช้กับประเทศเราได้ วิจัยที่สำคัญๆ คือ

ในการวิจัยของคุณ Willium Bill Greenough U.of Illinois ได้ นำหนูมา 2 กลุ่ม
- กลุ่มแรกมีของเล่นที่มีสีต่างๆ มีเพื่อนเล่นและเครื่องออกกำลังกาย และมี การลงผิดลองถูก อาหารครบบริบูรณ์
- กลุ่มที่สองอยู่ในกรงที่มีสิ่งกระตุ้นเล็กน้อย
พบว่าในกลุ่มแรกมีสายใยเชื่อมโยงเซลล์ประสาทมากกว่ากลุ่ม สองถึง 25 % และมีความฉลาดกว่ามาก
ซึ่งการทดลองของสมองสามารถนำมาใช้กับคน ในอเมริกา ได้ว่าปัจจุบัน ทำไม IQ (USA) ถึงเพิ่มขึ้นกว่า 20 จุด
เราสามารถปรับเพิ่มหรือลด IQ กว่า 20 จุด ขึ้นกับสิ่งแวดล้อม (Kotulax 1996) โรงเรียนจะมีผลต่อ IQ และเด็กที่ได้ใช้สมองคิด ร่วมสร้าง และทำกิจกรรมต่างๆ (คือใช้สมองคิด ทุกรูปแบบ : Challenging activities) ช่วยเหลือตนเองตามวัย ฯลฯ จะมีสมองเจริญเติบโตถึง 25% มากกว่า กลุ่มที่ไม่ได้ทำกิจกรรม ที่เรียนในห้องเรียนไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนไม่ใช่การศึกษาที่ท่องจำ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีประสบการณ์และใช้สมอง ร่วมคิดผลิตกิจกรรมต่างๆ และคิดด้านอื่นๆ
และงานวิจัยของ Dr.David Weikart ได้แบ่งเด็กอาฟริกาที่ฐานะยากจน 127 คน อายุ 3 - 4 ขวบเป็น 2 กลุ่ม
1 กลุ่มแรกได้รับการเรียน 2.5 ชม./วัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยเนื้อหาเน้นสิ่งไหนดี
สิ่งไหนไม่ดี และช่วยแก้ปัญหาที่ประสบอยู่
2 กลุ่มสองอยู่ในฐานะเดิมใช้ เวลา การศึกษา 27 ปี หลังจากนั้นเขาพบว่า
-เด็กกลุ่มแรกมีความประพฤติดีกว่า
- ส่วนกลุ่ม 2 มีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่า ถูกจับ จากติดยา มากกว่า 3 เท่า
- เด็กผู้หญิงกลุ่ม 2 ท้องนอกสมรส มากกว่า กลุ่มแรก 3 เท่า
- กลุ่มแรก มีบ้านของตนเอง มีงานทำที่ดี และครอบครัวที่ไม่แตกแยกมากกว่ากลุ่ม 2 สังคมก็ ปลอดภัยกว่า
ดังนั้น เงินทุก ๆ หนึ่ง ดอลล่าร์ที่จ่ายให้กับเด็กยากจน ประชาชน (Public) จะได้ รับ 7.16 ดอลล่าร์ จากการลดอาชญากรรม ลดค่าประกันสังคม และได้รับภาษีคืน

อยากกราบเรียนให้ท่านสังเกตว่า เมื่อก่อน ต่างชาติเอากำลังทหารมา รบเพื่อเอาส่วยจากเมืองขึ้นของอีกประเทศหนึ่ง โดยใช้กำลังที่มากกว่า เอาเปรียบซึ่งหน้า ใครกำลังมากก็ชนะไป

แต่ปัจจุบัน เสนาบดี ที่มีปัญญาอันแหลมคม ในการ ออกนโยบายเอาเปรียบประชาชน เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ใต้ปกครอง ต้องส่งส่วยทางอ้อม เช่นต้องกวดวิชา เพิ่ม เสียเงินเพิ่ม ให้กับโรงเรียนกวดวิชา เพื่อส่งต่อให้ เสนาบดี และพรรคพวก หรือออกกฎเกณฑ์ หลักสูตรการศึกษา ให้ เรียนหนังสือมากมายซ้ำซาก เพื่อขายหนังสือให้ได้มากๆ แต่แนวทางพัฒนา เด็กและครูไม่ได้ตามหลักการ ไม่ได้จริงใจแก้ไข เพื่อให้ประชาชนโง่ๆ แล้วก็ปกครองหรือหลอกลวงได้ง่ายๆ คือคนไทยกันเอง เอาเปรียบกันเอง ชาติเดียวกัน โดยประชาชนไม่มีทางสู้ คนชาติเดียวกันทำกันเองเพื่อความอยู่รอดของตนเอง หรือเพื่อความไม่พอเพียงของตนเองและพรรคพวก ไม่ใช่ต่างชาติ และไม่ใช่ข้าศึก

แม้นว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ และ ถูกเลือกตั้งใหม่ แต่สิ่งเลวร้ายยังคงก่อสร้างตัวอยู่ นักการเมืองที่แย่ๆยังคงปลูกรากฐานอยู่ที่ถิ่นของเขา รวมทั้งกรรมการเลือกตั้งที่ไม่ใช่เฉพาะ กกต. กลางนั้น แต่ยังมีกรรมการ เลือกตั้ง ประจำท้องถิ่น และระดับล่างๆคนนับคะแนน สามารถที่จะ ถูกซื้อได้หมด เลือกตั้งกี่ครั้งๆ ก็จะได้คนเดิมๆ ซึ่งคงต้องกำหนดวาระ สส สว.

การจัดการศึกษาคงต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ

1 ตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพมนุษย์ แห่งชาติ โยเชิญบุคคลที่มีความรู้และจริงใจ นอกกระทรวงศึกษา มา ทำหน้าที่ พัฒนาครู ให้ความรู้พ่อแม่ ทั่วประเทศ และสร้างคู่มือครูที่สอนให้เด็กคิดเป็น มีคำถามที่กระตุ้นให้เด็กคิด ในหลากหลายรูปแบบ ในทุกบทของเนื้อหาสาระที่เรียน โดยรวบรวมคำถามจากครูต้นแบบ ผู้สนใจการศึกษา แบบตัวอย่างหลักสูตรของต่างประเทศ นำมาคัดเลือกและดัดแปลง ให้เข้ากับบริบทเมืองไทย ที่สำคัญ เราต้องมีเวลาให้เด็กและครู ได้ฝึกคิด นั่นคือการลดเนื้อหา จำนวน เกณฑ์มาตรฐาน ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานลง รวบเอา ศูนย์พัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาขึ้นกับศูนย์นี้

2 ควรลดภาระที่ไม่จำเป็นลง เช่นการกำหนดให้ซื้อหนังสือเรียนที่มากมาย ทุกๆปี ทั้งๆที่แทนที่โรงเรียนจะกำหนดให้ยืมเรียนกันได้ และปีต่อไป ก็มาคืนให้รุ่นต่อไป รวมทั้งจำนวนวิชาก็ให้น้อยลงด้วย และชุดลูกเสือ เนตรนารี อะไรที่มีเครื่องหมายเยอะแยะ ควรจะเปลี่ยนให้เป็นแค่ ผ้าผูกคอก็พอ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่ผู้ปกครอง เช่นค่าชุด ลูกเสือ ชุดละ 500บาท

3 ควรให้เงินรายหัวผ่านให้ผู้ปกครอง หรือเด็ก โดยตรง ไม่ให้ผ่าน กระทรวง เพราะจะถูกหักค่าโน่นค่านี้ หลายขั้นตอน บางแห่งมีปัญหามาก และกระจายอำนาจทั้งนโยบายและงบประมาณ อำนาจ สั่งการ

ขณะนี้ผู้จัดการศึกษาเอาเงินเหล่านี้บางส่วนไปจ้างสื่อ ประชาสัมพันธ์ตนเอง

5 การพัฒนาครู โดยให้ยุบ สำนักงาน คณะกรรมการประเมิน ทางการศึกษา (สมศ) ให้เป็นองค์กร พัฒนาครูแทน ปัจจุบัน ครู จำนวนไม่พอ ก็เพราะเรากำหนดงานสอนให้ครูมากเกินไป ไม่เป็นประโยชน์ทั้งครูและเด็ก (แต่คงมีประโยชน์ ต่อ โรงพิมพ์ ) แต่ ถ้าเราลดสาระซ้ำซากลง ครึ่งหนึ่งปริมาณครูก็อาจจะเพียงพอ และพัฒนาให้มีคุณภาพ เพราะไม่มีเวลาได้ถกเถียงกัน คิดวิเคราะห์ หรือนำลงไปภาคปฏิบัติ แถมยังขาดคุณภาพ ศักยภาพในการสอนให้เด็กคิดเป็น เนื่องจากเรายังไม่มีองค์กรพัฒนาครูเลย แต่ กลับกลายเป็นประเมินไปก่อน มันสวนทิศทาง เช่นเดียวกับยังไม่ทันสอน แต่ให้สอบก่อน สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ

6 การเร่งพัฒนาคุณภาพครูผู้สอนทั่วประเทศ โดยทำคู่มือครู และ ใช้ ไอทีช่วย

. เช่น เร่งตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพครู ทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กมีคุณภาพใกล้เคียงกัน อบรมครูเสร็จภายใน 10 วัน ใน 6หัวข้อ คือ

n การพัฒนาสติปัญญา

n การสอนอย่างไรให้คิดเป็น

n การสอนทักษะชีวิตให้เด็ก

n จิตวิญญาณความเป็นครู / คุณธรรมจริยธรรม

n การดูแลสุขภาพตนเองทั้งกาย+จิต

n จิตวิทยา+พัฒนาการเด็ก

n การปลูกฝังความรักชาติ ความเสียสละ

7 ขอให้เปลี่ยนเกณฑ์ ประเมินคุณภาพครูจากการทำเอกสารเป็นตั้งๆ เป็นการประเมินที่ ผลการเรียน ของตัวเด็กที่สอน จะได้ไม่ต้องเสียเวลา เป็นภาระไม่จำเป็นต่อครู ที่มีการทำอาจารย์สาม

8 จัดตั้งคนกลางที่มีความรู้ด้านการศึกษา ที่เป็นคนนอกกระทรวงศึกษา เพื่อให้จัดการประชาพิจารณ์ หลักสูตรการศึกษาและ ระบบแอดมมิชั่น เช่นดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยะวัตร อาจารย์ ประเวศ วะสี คุณปุระชัย คุณ โสภณ สุภาพงษ์ ให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน การกำหนดสัดส่วนคะแนนรายวิชา จำนวนวิชา ควรจะต้องเปลี่ยน

และหลักสูตร ควรจะต้อง มีหลากหลายให้เด็กเลือก วิชาบังคับเรียนควรลดลงและในสายสามัญลดเนื้อหาลงให้มาก กว่าครึ่ง

9ในอาชีวะ ควรเรียนอาชีวะจริงๆไม่ควรให้เรียน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ ของสายสามัญ แต่ให้มีเวลาในการปฏิบัติมากขึ้น เมื่อจบอาชีวะแล้วสามารถทำงานได้เอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถต่อไปทางปริญญาตรีสายอาชีพได้ ไม่ควรนำอาชีวะมาใส่แต่ให้ขยายโรงเรียนอาชีวะที่มีคุณภาพมากขึ้นทั่วประเทศ

10 ในสายสามัญควรมีวิชาให้เด็กเลือกไม่ใช่บังคับเรียนบังคับสอบแบบปัจจุบันและขยายโรงเรียนที่ดีเด่นดังไปทุกจังหวัด เป้าหมายทุกปี ต้องเพิ่มจังหวัดละหนึ่งแห่ง ทุกระดับ เพื่อให้เด็กจะได้ไม่ต้องมาอัดกันอยู่แต่ในกรุงเทพ และการกวดวิชาลง โดยให้มีพี่เลี้ยงจากโรงเรียนดีเด่นดังใกล้เคียง และต้องขยาย ทุกระดับตั้งแต่อนุบาล ประถม และมัธยม

11 มีการปลูกฝัง ความดี เช่นทุกวันศุกร์มีการรณรงค์ให้ไปพัฒนาชุมชน บำเพ็ญประโยชน์ ในชุมชน ทุกโรงเรียนต้องทำทั่วปะเทศ

และทางโรงเรียนอาจจะให้ครูช่วยเน้นย้ำ ความดีเช่นวันนี้ได้ทำอะไรให้ส่วนรวม อะไรบ้าง หรือบ้านเมืองมีปัญหาอะไร ควรแก้ไขอย่างไร เอามาถกเถียงกันเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์

12 ในระดับมหาวิทยาลัย การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย ควรมีการติดตามเรื่องอัตราการได้งานของแต่ละคณะด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าที่สอนๆและลงทุนไปได้ประสิทธิภาพไหม

มีการวิจัยความต้องการตลาดแรงงาน โดย สำนักงาน การวิจัย และสถิติแห่งชาติ และการจัดการศึกษา อัตราการได้งานและตกงานในแต่ละคณะ และมหาวิทยาลัย เพื่อมิให้สิ้นเปลืองงบประมาณ

13 มีกฎหมาย ควบคุมโรงเรียนกวดวิชาทั้ง เวลาปิดเปิด และค่าเล่าเรียน

14 ในมัธยมศึกษา ให้นักเรียนมีเสรีภาพในการถ่ายโอน การเรียนระหว่างอาชีวะ สู่มัธยมปลาย สายสามัญ หรือจากสายสามัญ สู่อาชีวะ หลักสูตรการศึกษา มัธยม ต้องมีความหลากหลาย พร้อมๆกับเน้นความความสามารถเฉพาะด้าน และเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสเลือกโปรแกรมการเรียน อย่างกว้างขวาง เปิด ทางเลือกให้เด็กได้ ตามความถนัด ความสนใจ และตามความจำเป็น




ทักษะชีวิต

วิธีการส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตของลูก
เตือนภัยชาวกรุงเทพ....ฉีดน้ำกรด article
จิตวิทยาการสอนตามวัยสำหรับเด็ก article
จิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก article
สลด! สาวเมาไร้สติ ถูก 2 ไอ้หื่นข่มขืนริมหาด article
ธรรมะดีๆของหลวงปู่ทวด (อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน) article
คนโง่จะครองโลก
คนโง่จะครองโลก ทฤษฎีฮาๆๆ
คำสอน ว.วชิรเมธี
บริโภค ' แกงเลียง ' ' แกงเหลือง 'ต้านโรคได้
โรคบ้างาน ภัยเงียบ! ของคนวัยทำงาน
โซเชียลเน็ตเวิร์ก...กับภาพที่ต้องขยาย
ฉากชีวิตโรงละครปากท้อง
ย่านาง สมุนไพรหมื่นปีไม่มีแก่
มลพิษ ตัวการคร่าชีวิตชาวโลก
5 กิจกรรมส่งความสุข เพื่อสมองลูกรัก
ระวังตาบอด เพราะคอนแทคเลนส์แฟชั่น
4 ของกินเล่นที่ให้ประโยชน์และโทษจริงจัง
ภัยเงียบจากการ (อด) นอน
ธุรกิจขนม-กรณีศึกษาลูกชุบ
เรื่อง ภัยร้าย Hi5ปลอม
อ้างว่าลูกค้าโอนเงินผิดมาที่บัญชีเรา article
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน article
ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง และทางออก article
ในหลวงของเรา กับประชาธิปไตย article
ทำไมเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ( IQ ลดลง ) article
วัยรุ่นกับการตั้งครรภ์ article
ทุนต่างประเทศ พิจารณา ดูเอาเองนะคะ article
วิจัยต่างประเทศ ฯ ที่คนไทยต้องรู้ article
เรื่องจริงที่น่าสมเพชมาก article
การศึกษาเวียตนามและเกาหลี วิกฤติ หรือโอกาสประเทศไทย article
ความด้อยโอกาสของลูกชนชั้นกลาง article
ปัญหาพฤติกรรมเด็ก และไอคิว article
ช่วยกันปกป้องลูกหลานไทย อย่าให้ไอคิวลดลง article
ปัญหาฆ่าตัวตาย article
ทักษะชีวิต ในยามคับขัน article
ทักษะชีวิต ทีเราควรรู้ไว้เพื่อระมัดระวังตนเอง article
มาป้องกันมะเร็งกันเถอะ article
IQ EQ AQ MQ SQ article
มาป้องกันโรค ก่อนจะสายเกินไป article
ครูหัวใจวาย สองคนแล้วในเดือนสองเดือนนี้
ความเครียด ฆาตกรตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา article
เรื่องขอเชิญ ผนึกกำลัง ร่วมสร้างชาติ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com