ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




จิตวิทยาการสอนตามวัยสำหรับเด็ก article

จิตวิทยาการสอนคำสอนตามวัยสำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี

ลักษณะของเด็กวัยอนุบาล
         เด็กในวัยนี้มีความสามารถยิ่งใหญ่ในการเรียนรู้และยินดีที่จะเปิดตัวเอง เขาพร้อมที่จะให้ความไว้วางใจและมีความต้องการที่จะเป็น ผู้ให้และผู้รับในเรื่องของความรัก เรากำลังอยู่ในกระแสแห่ง การสื่อสรเด็กๆ สมัยนี้ถูกสื่อต่างๆ เข้าครอบงำทั้งทางเสียงและทางภาพ การนำเสนอด้วยการ์ตูน การโฆษณา ล้วนแต่นำข่าวสารที่สร้างค่านิยมที่หลากหลายให้กับพวกเขา รายการทางโทรทัศน์ที่นำเสนอการ์ตูนและภาพยนตร์ล้วนแต่สอนพวกเขาว่า คนที่แข็งแรงที่สุดย่อมเป็นผู้ที่ดีที่สุด นั่นคือสามารถที่จะตบตีหรือทำร้ายผู้ใดก็ได้
         เด็กในวัยนี้ยังมีความรู้สึกที่ฝังแน่นอยู่กับเรื่องความยุติธรรม ทุกคนจะต้องได้รับอะไรที่เท่าเทียมกัน ถ้าฉันใจดีต่อเธอ เธอต้องใจดีต่อฉัน ใครที่เล่นตามกฎกติกาย่อมเป็นผู้ชนะ ถ้าหากมีเรื่องกัน การลงโทษจะต้องทัดเทียมกัน ไม่มีมากหรือน้อยกว่า
        สิ่งที่ท้าทายเราในการสอนคำสอนก็คือการพัฒนาคุณลักษณะที่ดีตามธรรมชาติของเด็กๆ ให้เติบโตขึ้น
และให้ชัดเจนขึ้นในขณะที่ยังโน้มน้าวได้ง่ายในวัยนี้ แม้ว่าเมื่อโตขึ้นเขาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม เด็กในวัยนี้มักจะให้ความไว้เนื้อเชื่อใจกับคุณพ่อคุณแม่ คุณครูและผู้ใหญ่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่เขารู้สึกว่าให้ความเป็นธรรมแก่เขา แต่ถ้าเขาเห็นว่าผู้ใหญ่ไม่ยุติธรรม เขาจะลดความไว้เนื้อเชื่อใจลง

           การแบ่งปันจากตัวอย่างและจากการที่ได้รับคำชมเชยและความสนใจต่อความใจกว้างของเขา
จากผู้ใหญ่ เด็กๆ จะรู้จักการแบ่งปันอย่างเต็มใจเมื่อเขาเติบโตขึ้นและมีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น เด็กในวัยสี่ห้าขวบบางคนอาจจะเป็นคนที่ไม่ยอมแบ่งปันอะไรให้ใครเลยก็ได้ เขาจะมีความสุขอยู่กับสิ่งที่เขาสนใจ เล่นอยู่ได้ตามลำพัง แต่เด็กส่วนใหญ่เข้าสู่วัยสิบขวบก่อนที่จะเรียนรู้ถึงความสุขจากการแบ่งปันสิ่งที่ผู้อื่นต้องการและความสุขจากการที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข

ลักษณะต่อไปนี้จะช่วยให้ผู้ทำงานได้เกิดความเข้าใจเด็กๆ และสามารถสร้างความคาดหวัง
ในการทำงานกับพวกเขาได้อย่างถูกต้อง

 1.ชอบเรื่องเล่าและการร้องเพลง
 2.เรียนรู้จากการกระทำ มิใช่การให้นั่งอยู่เฉย
 3.เรียนรู้โดยการเลียนแบบอย่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้นการสอนต้องมีแบบอย่างและบอกถึงสิ่งที่คาดหวัง จะให้เกิดขึ้น เช่น กล่าวว่า ให้เราหลับตาลง คิดถึงพระเยซูและวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์”  ขณะที่บอกเด็กๆ ครูต้องหลับตาและภาวนาด้วย
 4.ยากต่อการให้เปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่ง เป็นต้น จากการให้เลิกเล่นอิสระ เพื่อให้เข้าสู่กิจกรรมการเรียน ให้ครูสอนซ้ำเรื่องที่สอนแล้วหลายๆ ในแต่ละสัปดาห์  และให้ใช้เพลงเพื่อการเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่ง เพลงจะช่วยให้เด็กๆ เคลื่อนที่ ได้อย่างเต็มใจมากขึ้น
 5.เด็กๆ มีความต้องใจในช่วงสั้นๆ(เช่น สำหรับเด็กวัย 3 ขวบ ประมาณ 5 นาที ส่วน 4 – 5 ขวบ ประมาณ 10 นาที)เด็กในวัย 3 ขวบ ชอบที่จะเล่นตามลำพัง แม้ว่าจะยืนอยู่เคียงข้างเพื่อน เขาต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์
 กับผู้อื่นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เด็กในวัย 4 และ 5 ขวบชอบที่จะเล่นกับเพื่อเพียงคนคนหรืสองคนไม่ชอบกลุ่มใหญ่ การแนะนำสมาชิกใหม่ กับเพื่อนเพียงคนหรือสองคนจะช่วยลดความกลัวที่จะแนะนำเขาต่อหน้ากลุ่มใหญ่โดยทันทีทันใด

แนวความคิดต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านได้ลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น      และจะช่วยให้เกิดความร่วมมือและพฤติกรรมเชิงบวกแก่เด็กๆ ของท่าน
 1.เด็กทุกคนต้องการคววามรักและการยอมรับ ท่านจะต้องสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านอยู่กับพวกเขา
 2.ใช้สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายเพื่อการควบคุมชั้น เช่น การปรบมือหรือการเป่านกหวีดหรือการใช้เพลงใด
 เพลงหนึ่งที่ตกลงกันไว้ เพื่อให้เด็กรู้ว่าตนเองต้องหยุดกระทำในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่และต้องให้ความสนใจครู
 3.ใช้คำพูดเพื่อยืนยันถึงพฤติกรรมที่ต้องการบอกกับเด็กๆ เช่น ครูชอบเพื่อนๆ ที่นั่งข้างหลังจังเลย
 เพราะเขากำลังแบ่งดินสอกันใช้
 4.เด็กๆ ชอบที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือ ท่านควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้าช่วยเหลืออะไรที่พอทำได้  เช่น การแจกกระดาษ การเก็บขยะ การลบกระดาน การช่วยถือของ การแบ่งความรับผิดชอบ จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าห้องเรียนนี้เป็นของพวกเขา
 5.เด็กๆ ต้องการที่จะรู้ว่าพวกเขาจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อจะได้ไม่ประพฤติผิดหรือสับสน  ดังนั้นควรที่จะตั้งกฎง่ายๆ สำหรับการปฏิบัติร่วมกันในห้องเรียน
 6.เด็กแต่ละคนมีรูปแบบในการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีถ้าท่านจับจุดเขาถูกต้อง

 

จิตวิทยาการสอนคำสอนเด็กอายุ 6-7ปี

เด็กอายุ 6 ขวบ

เด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่ผ่านโรงเรียนระดับอนุบาลมาแล้ว บางคนอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการปรับตัวในการเรียนระดับประถม เพราะในระดับอนุบาลไม่ต้องเรียนอะไรมากเพียงแต่การเตรียมความพร้อม ร้องรำทำเพลง แต่เมื่อต้องเข้าสู่ระบบที่ใหญ่กว่าอาจจะทำให้เด็กในวัยนี้รู้สึกอึดอัดจนเกิดความเครียด ไม่อยากมาโรงเรียน หรือทำเป็นไข้ไม่สบายหรือเป็นโรคปวดท้องขึ้นได้

ดังนั้นในการเรียนคำสอนนั้น เราจะต้องสร้างบรรยากาศของห้องคำสอนให้แตกต่างไปจากห้องเรียน
เด็กในวัยนี้ยังยึดคุณพ่อคุณแม่เป็นวีรบุรุษอยู่อย่างมาก

เด็กวัยอายุ 7 ปี
            เด็กวัยนี้ชอบฟังเรื่องเล่าต่างๆ เขาจะสนุกไปกับเรื่องเล่าต่างๆ ได้อย่างไม่รู้เบื่อ ครูจึงต้องพยายามตอบสนองต่อความต้องการโดยพยายามที่จะเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีอย่าง เช่นพระเยซูเจ้าเด็กในวัยนี้ยังอยู่ในวัยที่โน้มน้าวจิตใจได้ง่ายและเริ่มที่จะยอมรับความคิดของผู้ใหญ่อื่นที่ไม่ใช่พ่อหรือแม่หรือคนในครอบครัวของตน มีความต้องการที่จะรับคำชมเชยจากครูสูง ครูจะต้องสนองต่อความต้องการของเด็กในเรื่องนี้ จิตวิทยาการสอน
วัย 8 ขวบ

               ในวัยนี้เหมาะที่ครูจะฝึกอบรมพวกเขาให้มีสำนึกแห่งการรู้จักตนเอง  (Self – awareness) ต่อสังคม ความสนใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเองและผู้อื่น ที่อยู่รอบข้าง การยอมรับตนเอง และความหมายของอิสรภาพ ลักษณะเด่นของเด็กในวัยนี้คือการเข้าสนิทสนมกับกลุ่มเพื่อนสนิทของตนหรือมีจิตตารมณ์กลุ่มที่เหนียวแน่นมาก การเข้าสังกัดกลุ่มเพื่อนนี้เป็นโอกาสให้เด็กๆ ได้รับประสบการณ์แห่งคำว่ามิตรภาพ ยังเป็นการตรวจสอบความสามารถในการเป็นผู้นำหรือผู้ตาม การรู้จักทำงานร่วมกันกับผู้อื่นและเป็นการประเมินตนเองในการมี ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ของเขา เด็กในวัยนี้ต้องการการยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและการประกาศอย่างสาธารณะถึงความสำเร็จหรือการได้รับเกียรติที่เป็น เครื่องหมาย สัญลักษณ์ พวกเขาต้องการการสรรเสริญ การชื่นชมจากคนอื่นๆ ในกลุ่มโดยการแสดงออกมาให้เห็นว่าเขาสามารถทำอะไรบางสิ่งได้อย่างดีเด็กในช่วงวัยนี้เริ่มรู้สึก ได้ถึงความแตกต่างของผู้คนรอบข้าง เขาอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น คนแปลกหน้า คนต่างชาติ ต่างศาสนาและเผ่าพันธุ์ สนใจ เกี่ยวกับผู้คนต่างๆ สถานที่และสิ่งใหม่ๆ จากสิ่งต่างเหล่านี้พวกเขาสามารถเสริมสร้าง
เด็กวัย 9 ขวบ
                เด็กในวัยนี้ควรที่จะให้การอบรมเป็นพิเศษในเรื่องที่เกี่ยวกับการเป็นเพื่อหรือมิตรภาพ ที่มีพื้นฐานอยู่บนความรัก เด้กในวัยนี้กำลังจะเข้าสู่พิธีการรับมหาสนิทครั้งแรกและศีล แห่งการคืนดี จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ครูจะต้องช่วยเด็กเหล่านี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ
 -เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ่งและรักศีลมหาสนิท โดยสำนึกว่าศีลนี้เป็นของขวัญ ที่พระเยซูมอบให้แก่เราด้วยความรัก
 -ให้เกิดการยอมรับว่าเราต้องเป็นทุกข์เสียใจที่เราได้ผิดพลาดต่อเรื่องของความรักของพระเจ้าและมีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นเพื่อจะได้เข้ารักบการให้อภัยจากพระเจ้า การคืนดีเป็นเครืองหมายของการให้อภัยและความ มีเมตตาของพระบิดาที่น่ารักและเป็นเครื่องช่วยให้เรามุ่งมั่นที่จะแสดงความรักต่อ
 พระเจ้าดังเช่นที่พระองค์ทรงรักเรา เด็กๆ ต้องการความเป็นมิตรและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครูของพวกเขา ครูจึงควรที่จะต้องสังเกตสิ่งที่พวกเขากระทำและชมเชยความพยายามของพวกเขาด้วย พวกเขา
 ต้องการรูปแบบเพื่อจะได้เลียนแบบและเรียนรู้จากคำแนะนำที่ได้รับอย่างเคร่งครัด

รายละเอียดของเด็กวัย 9 ขวบ
 เด็กวัย 9 ขวบต้องการที่จะเป็นอิสระ แม้ว่าเขายังต้องพึ่งพาผู้ใหญ่อยู่ บางวันเขาก็ดู เหมือนว่าจะเป็นผู้ใหญ่อย่างน่าประหลาดใจ แต่อีกบางวันเขากลับทำเหมือนเด็กทารกถ้าหากเขาถูกดุด่าว่ากล่าวอย่างไม่เหมาะสมหรือแสดงความไม่พอใจเขาก็จะกลับเป็นกบฏและไม่ยอมสมาคมด้วยในสายตาของเขาเขารู้สึกว่าตนเองโตแล้วและอยากให้ เคารพความเป็นอิสระของเขา วัยนี้มีลักษณะเด่นอยู่กับการผูกพันอยู่กับกลุ่มเพื่อน การรับอิทธิพลจากเพื่อน
 การแข่งขันและการร่วมมือกับผู้อื่น ความผูกพันปรับระดับจากครอบครัวมาสู่กลุ่มเพื่อนๆสนใจในเรื่องของ กลุ่มสูงส่วนการละเล่นนั้นยังแยกกันเล่นแยกกันอยู่ระหว่าง เด็กชายและเด็กหญิง เมื่อเด็กชอบเล่นและทำงานเป็นกลุ่ม กิจกรรมกลุ่มในห้องคำสอนจึงเป็นการเปิดโอกาส ให้พวกเด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงทักษะที่แสดงออกถึงความรักและความอดทน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ครูควรจัดกิจกรรที่ส่งเสริมการทำงานเป็นกล่า หรือกิจกรรมที่ต้องเป็นการร่วมมือกัน และจัดพลัดเปลี่ยนหน้าที่กันรับผิดชอบในหน้าที่ต่างๆ ครูจะต้องสนับสนุนให้เด็กๆ รู้จักการประนีประนอม การแบ่งปันอุปกรณ์และขนมนมเนย การรับฟังเมื่อเขาพูดและ การยอมรับความคิดเห็นของเขา
 นักจิตวิทยาจำนวนมากยอมรับว่า เด็กในวัยนี้สามารถใช้เหตุผลในการตัดสินใจได้แล้ว เด็กๆ เริ่มที่จะเข้าใจหลักศีลธรรมที่เป็นนามธรรมได้บ้าง โดยจะตัดสินเรื่องคุณธรรม ได้เป็นกรณีๆ ตามสถานการณ์ที่เคยได้รับการเรียนรู้มาแล้ว เขาสามารถตัดสินเรื่อง  “ถูกหรือผิดได้ตามเนื้อหาแต่ยังขาดการตริตรองหรือการเชื่อมโยงกับสภาพ
 แวดล้อมต่างๆ ความขัดแย้งหรือความสับสนที่เกิดกับเด็กในวัยนี้ก็คือสิ่งที่เคยได้รับการอบรมสั่งสอน จากทางบ้านกับสิ่งที่ได้จากกลุ่มเพื่อน การให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหาทางศีลธรรมด้วย ตัวเองนั้น ครูสามารถให้เด็กได้เล่นบทบาทสมมติ การให้เล่นแบบนี้จะทำให้เด็กเกิด ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรากระตุ้นจิตสำนึก และจูงใจให้คิด หาทางแก้ไขปัญหาและผลที่จะตามมา 

เด็กวัย 10 ขวบ
 เด็กวัยนี้ให้คุณค่ากับเรื่อง ความยุตธรรม ความจงรักภักดี และการรับผิดชอบ สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็น ของฉันหรือ ของเธอโดยปรกติเขามักจะพูดความจริงและยอมรับการตำหนิเมื่อได้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไป บางครั้งอาจจะมีเด็กบางคนที่ชอบทำลายข้าวของหรือรังแกเด็กที่ไม่อยู่ในกลุ่มของตน ความผิดปรกตินี้สามารถแก้ไขได้ถ้าเด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเรียนการสอนสำหรับเด็กในวัยนี้ ต้องเป็นเรื่องที่สนุก เช่น การเล่นเกมที่เกี่ยวกับคำต่างๆ การถอดรหัส เกมปริศนา อะไรเอ่ย เป็นต้น ความจำเป็นสิ่งที่จะทำให้เขารู้สึกว่าตน ประสบผลสำเร็จ เขามีพลังในการทำงานที่สร้างสรรค์งานที่ท้าทาย และงานที่ใหม่ๆ ไม่จำเจ ทำงานอดิเรก หรืองานโครงการที่ยาวกว่าได้นานถ้าเขาได้รับการสนับสนุนและการชื่นชม เขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความล้มเหลวถ้าหากว่าเขามีประสบการณ์แห่งความสำเร็จมาแล้ว พลังเหล่านี้ครูควรค้นให้พบในเด็กแต่ละคนนำออกมาใช้ในสิ่งที่ถูกต้อง มิเช่นนั้นเด็กๆ อาจจะใช้พลังเหล่านี้ไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ ครูควรมอบหมายงานหรือหน้าที่ตามความสามารถของเขา เขาชื่นชอบการยกย่องงานของเขามากกว่าการไม่ได้รับรู้หรือไม่ชมหรือไม่ให้รางวัลเขาเลย เด็กในวัยนี้ต้องการได้รับความรู้สึกว่าตนเองเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่ไว้วางใจ ครูควร เป็นเพื่อนกับเขา เป็นต้น กับเด็กๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น เด็กที่ชอบก่อปัญหาว้าเหว่ ขี้อาย เรียนช้า เด็กเหล่านี้จะต้องไม่เรียกเขาว่าเป็นเด็กเลว เด็กขี้เกียจหรือโง่อย่างเด็ดขาด ครูต้องพยายามค้นหาสาเหตุของความผิดปรกติของเขาให้พบ เพราะบางครั้งปัญหาเกิดจากความเข้าใจผิดเท่านั้นเองซึ่งเราสามารถแก้ไขได้โดยการพูดคุยทำความเข้าใจกัน 

วัยเยาวชน 12 ปี – 20 ปี

ลักษณะเชิงบวก
                         มีเอกลักษณ์ของตน
                         มีความมั่นคงในตนเอง
                         เป็นตัวของตัวเอง แสวงหารูปแบบที่ตนประทับใจ 
                         มีความแน่นอนในบทบาททางเพศของตน
                         เชื่อผู้นำ มุ่งมั่นในอุดมคติของตน

ลักษณะเชิงลบ
                         สับสนในบทบาทของตนเอง
                         จำกัดบทบาทของตนอย่างแน่นอนไม่กล้าออกนอกกรอบที่วางไว้
                         ตัดสินไม่เป็น สับสนในเรื่องเพศของตน สับสนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่
                         สับสนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับค่านิยมใหม่

บทบาทของพ่อแม่ :ให้อิสระมากขึ้น ให้เขาบริหารเวลาและการเงินส่วนตัวของเขา
                            ส่งเสริมให้เขาเป็นตัวของตัวเอง แต่อย่าให้เสียวินัยของครอบครัว
                            ให้เขาได้ร่วมกลุ่มกิจกรรมกับเพื่อนๆ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาสนใจ 
                            โดยการพูดคุยแนะนำชมเชย

บทบาทของครูคำสอน :
          ใกล้ชิดเด็กมากขึ้น สังเกตความเปลี่ยนแปลงและความต้องการของเด็ก ติดตามสถานการณ์ของวัยรุ่นให้ทันต้องสอนให้ทันสมัย มีความยืดหยุ่น จัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ใกล้ตัวของเขา ทำตัวให้เด็กวางใจ
 การอบรมและการสอนคำสอนจะต้องคำนึงถึงปัญหาเฉพาะของวัยนี้อย่างมากต้อง ใช้เหตุผลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะความสงวัยของเขาเป็นความสงสัยทาง เหตุผล เนื้อหาให้สัมพันธ์กับชีวิตและปัญหาของชีวิตทั้งในด้านส่วนตัวครอบครัวและ สังคม แนะเขาให้เห็นคุณค่าของทุกสิ่ง คุณค่าของตัวเขาเอง คุณค่าของการอยู่ร่วม
 กันกับผู้อื่น

 




ทักษะชีวิต

เตือนภัยชาวกรุงเทพ....ฉีดน้ำกรด article
จิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก article
สลด! สาวเมาไร้สติ ถูก 2 ไอ้หื่นข่มขืนริมหาด article
ธรรมะดีๆของหลวงปู่ทวด (อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน) article
คนโง่จะครองโลก
คนโง่จะครองโลก ทฤษฎีฮาๆๆ
คำสอน ว.วชิรเมธี
บริโภค ' แกงเลียง ' ' แกงเหลือง 'ต้านโรคได้
โรคบ้างาน ภัยเงียบ! ของคนวัยทำงาน
โซเชียลเน็ตเวิร์ก...กับภาพที่ต้องขยาย
ฉากชีวิตโรงละครปากท้อง
ย่านาง สมุนไพรหมื่นปีไม่มีแก่
มลพิษ ตัวการคร่าชีวิตชาวโลก
5 กิจกรรมส่งความสุข เพื่อสมองลูกรัก
ระวังตาบอด เพราะคอนแทคเลนส์แฟชั่น
4 ของกินเล่นที่ให้ประโยชน์และโทษจริงจัง
ภัยเงียบจากการ (อด) นอน
ธุรกิจขนม-กรณีศึกษาลูกชุบ
เรื่อง ภัยร้าย Hi5ปลอม
อ้างว่าลูกค้าโอนเงินผิดมาที่บัญชีเรา article
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ : ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน article
ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง และทางออก article
ในหลวงของเรา กับประชาธิปไตย article
ทำไมเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ( IQ ลดลง ) article
ประชาชนเป็นเมืองขึ้นของข้าราชการ นักการเมือง บางคน ทางนโยบาย article
วัยรุ่นกับการตั้งครรภ์ article
ทุนต่างประเทศ พิจารณา ดูเอาเองนะคะ article
วิจัยต่างประเทศ ฯ ที่คนไทยต้องรู้ article
เรื่องจริงที่น่าสมเพชมาก article
การศึกษาเวียตนามและเกาหลี วิกฤติ หรือโอกาสประเทศไทย article
ความด้อยโอกาสของลูกชนชั้นกลาง article
ปัญหาพฤติกรรมเด็ก และไอคิว article
ช่วยกันปกป้องลูกหลานไทย อย่าให้ไอคิวลดลง article
ปัญหาฆ่าตัวตาย article
ทักษะชีวิต ในยามคับขัน article
ทักษะชีวิต ทีเราควรรู้ไว้เพื่อระมัดระวังตนเอง article
มาป้องกันมะเร็งกันเถอะ article
IQ EQ AQ MQ SQ article
มาป้องกันโรค ก่อนจะสายเกินไป article
ครูหัวใจวาย สองคนแล้วในเดือนสองเดือนนี้
ความเครียด ฆาตกรตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา article
เรื่องขอเชิญ ผนึกกำลัง ร่วมสร้างชาติ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com