ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




คนที่ชอบ รับประทานอาหาร รสเค็ม ระวัง "ไตวาย" article

 ลดเค็มครึ่งหนึ่ง คนไทยไตไม่วาย

ผศ.ดร พ.ญ. อติพร อิงค์สาธิต และ พญ. กชรัตน์ วิภาสธวัช
คณะอนุกรรมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย
 
             โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประชากรไทย จากการศึกษาล่าสุดของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยคาดประมาณจานวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประชากรไทยผู้ใหญ่ทั่วประเทศมีประมาณเจ็ดล้านคน โดยครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น และอีกครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะปานกลางถึงรุนแรง ในจานวนนี้พบว่ามีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทราบว่าตนเองเป็นโรคไต จึงไม่ได้รับการรักษาและปฏิบัติตัวให้ถูกวิธี ซึ่งจุดประสงค์หลักในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังคือเพื่อชะลอการเสื่อมของการทางานของไต และป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด โดยการควบคุมความดันโลหิตและลดภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
ในชีวิตประจาวัน ประชาชนวัยทางานทั่วไปมักมองข้ามความสาคัญของการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเป็นโรคไตเรื้อรัง เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารเค็มจัดจะนาไปสู่การเป็นโรคความดันโลหิตสูง และในระยะยาวก็จะกลายเป็นโรคไตเรื้อรังได้อาหารไทยส่วนใหญ่มีการปรุงโดยการเติมเกลือหรือน้าปลาในการปรุงรสชาติอาหารให้มีรสเค็ม แต่ผลเสียที่ติดตามมากับอาหารเค็มก็คือ “โซเดียม”สูง ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงมีผลเสียทั้งทาให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง จากการศึกษาพบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจา มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและเสียชีวิตสูงกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้นเราจึงควรมาทาความรู้จักสิ่งที่เรียกว่าโซเดียม เพื่อให้ทราบถึงบทบาทที่มีต่อร่างกายและวิธีการลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างถูกต้อง
 
โซเดียมคืออะไร
 
โซเดียมเป็นหนึ่งในเกลือแร่ที่สาคัญในร่างกาย ทาหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ การกระจายตัวของน้าในส่วนต่างๆของร่างกาย ควบคุมสมดุลของกรดด่างควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร มีผลต่อความดันโลหิต การทางานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ร่างกายของเราได้รับจากอาหารซึ่งมักอยู่ในรูปของเกลือ โซเดียมคลอไรด์ มีรสชาติเค็ม มักใช้เพื่อปรุงรสหรือถนอมอาหาร เช่นน้าปลา กะปิ นอกจากนี้โซเดียมยังแอบแฝงในอาหารรูปอื่นแต่ไม่มีรสชาติเค็ม เช่น ผงชูรส ผงฟู
 
ผลของการรับประทานโซเดียมสูงต่อร่างกาย
การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไปล้วนเป็นผลเสียต่อร่างกาย จากการสารวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่าคนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึงสองเท่าของปริมาณที่แนะนา ซึ่งผลเสียของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงมีดังนี้
1. เกิดการคั่งของเกลือและน้้าในอวัยวะต่างๆ
แม้ว่าโซเดียมมีความจะเป็นต่อร่างกาย แต่หากมีโซเดียมมากเกินไปทาให้เกิดการคั่งของเกลือและน้าในร่างกายในผู้ที่สุขภาพแข็งแรงไตยังสามารถกาจัดเกลือและน้าส่วนเกินได้ทัน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังซึ่งมักจะไม่สามารถในการกาจัดเกลือและน้าส่วนเกินในร่างกายได้ เกิดภาวะคั่งของเกลือและน้าในอวัยวะต่างๆเช่น แขนขา หัวใจ และปอด ผลคือทาให้แขนขาบวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ในผู้ป่วยโรคหัวใจน้าที่คั่งในร่างกายจะทาให้เกิดภาวะหัวใจวายมากขึ้น
2. ทาให้ความดันโลหิตสูง
การรับประทานโซเดียมมากเกินทาให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเบาหวานภาวะความดันโลหิตสูงทาให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดในอวัยวะต่างๆเช่น หัวใจ และสมอง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมาพบว่าในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้วหากรับประทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับยาลดความดันโลหิต สามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตแต่ได้รับโซเดียมเกินกาหนด
3. เกิดผลเสียต่อไต
จากการที่มีการคั่งของน้าและความดันโลหิตสูง ทาให้ไตทางานหนักขึ้นเพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้าส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้นนอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างเหล่านี้ทาให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น
โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง
อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงส่วนใหญ่มักมีรสชาดเค็ม ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสชาดเค็ม นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีโซเดียมสูงแต่ไม่เค็ม ซึ่งเรียกว่ามีโซเดียมแฝง ทาให้เรารับโซเดียมโดยไม่รู้ตัวดังนั้นจึงควรทาความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วยจากการสารวจพบว่าปริมาณโซเดียมที่ได้รับส่วนใหญ่มาจากขั้นตอนการปรุงอาหารมากกว่าการเติมน้าปลาหรือเกลือเมื่ออาหารถูกปรุงเสร็จแล้ว เราสามารถแบ่งอาหารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ดังนี้ 1. อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง ผลไม้ดอง เป็นต้น 2. เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ ได้แก่ เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้าปลา มีปริมาณโซเดียมสูง คนที่ต้องจากัดโซเดียมไม่ควรทาน ซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้าบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้าจิ้มต่างๆ ที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ซอส เหล่านี้แม้จะมีปริมาณโซเดียมไม่มากเท่าน้าปลา แต่คนที่ต้องจากัดโซเดียมก็ต้องระวังไม่กินมากเกินไปด้วย 3.ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็ม แต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยประมาณร้อยละ15 ของส่วนประกอบ 4.อาหารกระป๋องต่างๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง และอาหารสาเร็จรูปต่างๆ ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก 5.อาหารกึ่งส้าเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง 6.ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟู (Baking Powder หรือ baking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง ซึ่งผงฟูที่ใช้ในการทาขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบคาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสาเร็จรูป ที่ใช้ทาขนมเองก็มี โซเดียมอยู่ด้วย เพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว 7.น้้าและเครื่องดื่ม น้าฝนเป็นน้าที่ปราศจากโซเดียม แต่น้าบาดาลและน้าประปามีโซเดียมปนอยู่บ้าง ในจานวนไม่มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อต่างๆ มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพราะมีจุดประสงค์ให้เป็นเครื่องดื่มสาหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมากไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ส่วนน้าผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไปด้วย ทาให้น้าผลไม้เหล่านี้ มีโซเดียมสูง ดังนั้นหากต้องการดื่มน้าผลไม้ควรดื่มน้าผลไม้สดจะดีกว่า
เราจะลดปริมาณโซเดียมในอาหารลงได้อย่างไร
ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในการบริโภคไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบเป็นปริมาณเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกง1 ช้อนชาหรือเทียบเป็นปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอื่นๆได้ดังตัวอย่างในตารางที่ 1 และแสดงปริมาณโซเดียมในตัวอย่างอาหารจานเดียวที่นิยมรับประทานในตารางที่ 2 ตารางที่ 1ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงต่างๆ
เครื่องปรุงรส
ปริมาณ
โซเดียม(มิลลิกรัม)
น้าปลา, ซีอิ้ว, ซอสปรุงรส
1 ช้อนชา
400
ผงชูรส
1 ช้อนชา
600
ผงปรุงรส
1 ช้อนชา
950
ผงฟู
1 ช้อนชา
340
ซอสหอยนางรม
1 ช้อนโต๊ะ
420-490
ซอสพริก, น้าจิ้มไก่
1 ช้อนโต๊ะ
220 ตารางที่ 2ตัวอย่างปริมาณโซเดียมในอาหารจานเดียวชนิดต่างๆ
ชื่ออาหาร
ปริมาณโซเดียมต่ออาหาร 1 จาน (มิลลิกรัม)
ก๋วยเตี๋ยวน้า(ไม่ได้ปรุงรส)
1800
ก๋วยเตี๋ยวแห้ง(ไม่ได้ปรุงรส)
785
ก๋วยเตี๋ยวผัด/ ข้าวผัด
1100
ข้าวต้มเครื่อง/โจ๊ก
940
ข้าวราดกับข้าว
1090
บะหมี่กึ่งสาเร็จรูป
1950
หากรับประทานอาหารจานเดียวเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน เราก็จะได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกายถึง 2 เท่าเลยทีเดียวนอกจากนี้หากเราเติมน้าปลาเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัมส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมปริมาณสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นหลักการที่สาคัญในการลดปริมาณโซเดียมที่รับประทานก็ได้แก่
1. หลีกเลี่ยงการใช้เกลือในการปรุงอาหาร และเลือกเติมเครื่องปรุงให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กาหนด การเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติเช่น แกงส้ม ต้มยา ในรสหวาน เปรี้ยว หรือเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ 2. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียวอาหารหมักดองเช่น ปลาส้ม แหนม และอาหารแปรรูปเช่น ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง 3. ไม่เติมผงชูรส 4. น้าซุปต่างๆเช่นก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อย หรือเทน้าซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้าเพื่อเจือจางลง 5. ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสาเร็จรูป ขนมถุง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงได้ถูกต้อง อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความเคยชินในอาหารรสเค็มจัดของคนไทยทาให้ปรับเปลี่ยนได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เพราะเมื่อเกิดความเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะไม่โหยหารสเค็มอีกต่อไป เราจึงมาสร้างนิสัยกินจืดอย่างถูกวิธีกันตั้งแต่วันนี้เพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไต และเพื่อสุขภาพที่ดีตามมาด้วยชีวิตที่เป็นสุขปราศจากโรคภัย เอกสารอ้างอิง 1. แบบประเมินการรับประทานอาหารอย่างง่ายสาหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง สมาคมนักกาหนดอาหารแห่งประเทศไทย 2. คุณค่าของทางโภชนาการของอาหารจานเดียว สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล



สุขภาพน่ารู้

อาหารดิบ ดีจริงหรืออันตราย? article
ระวังโรคฉี่หนู!!!...ผู้ที่ดื่มน้ำจากฝากระป๋องโดยไม่ใช้หลอดดูด
เผย 28 เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค article
รักษาโรคมะเร็ง ... น่าสนใจมากที่จะรู้ article
กินรสจืด ยืดชีวิต - คุณหมอขอบอก
อย. เตือนอันตรายอย่าใช้ยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ article
ดื่มน้ำเปล่าหนีห่างจากโรคเบาหวาน แต่ละถ้วยลดได้มากถึงร้อยละ 10 article
สิ่งที่เกิดขึ้นเมืองเราอยู่ใกล้เสาโทรศัพท์ article
ไตเสื่อม ต้นเหตุุสำคัญของสุขภาพร่างกาย article
นิสัยเสียที่ทำลายสมอง ก่อเกิดโรคตับและมะเร็ง - MUST READ! article
การทำร้ายกระดูกสันหลัง 10 อันดับ article
ภัยร้ายจากโรค Alzheimer article
ป้องกันไตเสื่อม article
อาวไซด์เมอร์ แบบทดสอบ article
พิษของมะเฟืองถึงตาย ผู้ป่วยไตกลุ่มเสี่ยง article
วุ้นในลูกตาเสื่อม คนใช้คอมพิวเตอร์ต้องอ่าน!!
กินไข่สุกๆดิบ ๆ มีโทษ
สูตรน้ำผักผลไม้ต้านมะเร็ง article
10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง article
รู้ เท่าทันมะเร็ง (สำหรับคนที่ไม่อยากเป็นมะเร็ง หรือ คนที่ดูแลผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง) article
เตือน !!! ประชาชนหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำแข็งหรือเครื่องดื่มผสมน้ำแข็ง article
มะเร็ง กับ นมเนย
การสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิด ต่างๆ article
อาหารต้องระวัง article
ชีวิตวัฒนา ปัญญาจีน
หันกลับมาดูแล ตัวเอง article
กินปลาดิบ article
พิษมะเฟืองถึงตาย ผู้ป่วยไตกลุ่มเสี่ยง article
ปวดหลัง...อย่านิ่งนอนใจ article
กาแฟและโดนัทอาจช่วยกระตุ้นการทำงานสมอง article
“ภูมิแพ้” article
The top five cancer-causing foods are: อาหารชั้นเลิศที่มะเร็งถามหา article
สาเหตุการทำลายตับ article
BRAIN DAMAGING HABITS (อุปนิสัยคนเราที่ทำลายการทำงานของสมอง) article
สุดยอดอาหารล้างพิษ 20 ชนิด...หากินได้ง่าย article
โปรดทราบ......อาหารชั้นเลิศที่มะเร็งถามหา article
สาเหตุการทำลายตับ The main causes of liver damage are article
BRAIN DAMAGING HABITS ( อุปนิสัยคนเราที่ทำลายการทำงานของสมอง) article
หมอรักษามะเร็ง ฟรี article
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
รวม 10 โรคยอดฮิต ที่พ่อแม่ชาวออฟฟิศควรอ่าน! article
ระวัง!ผลไม้รถเข็น article
แพทย์จีนเจ๋ง! ใช้ไอเย็น รักษาโรคมะเร็ง article
วิธีการเช็คเส้นเลือดอุดตันในสมอง article
ดื่มน้ำอุ่นหลังอาหารช่วยลดอาการหัวใจวาย article
ดูการทำงานของคลื่นไมโครเวฟ. ของโทร.มือถือครับ มีอันตราย หรือไม่ ? article
ใครชอบกิน...แกงเหลือง+แกงเลียง+แกงป่า+แกงส้ม‏ article
แนะนำกายภาพบำบัด
เตือนภัย : ดื่มน้ำอัดลมหวานๆประจำอาจเสี่ยงกับ มะเร็งของตับอ่อน
รู้ทันเบาหวาน
โรคภูมิแพ้ในเด็ก..!!



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com