ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




อาหารดิบ ดีจริงหรืออันตราย? article

ทฤษฎีของอาหารดิบ

     เทคนิคการกิน Raw Food Diet นั้นมีหลากหลายมาก และคุณก็สามารถคิดค้นได้ด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ โดยปกติแล้วร้อยละ 75-80 ของอาหารที่คุณกินจะมาจากพืช และไม่ปรุงด้วยความร้อนเกิน 115 องศาฟาเรนไฮต์ มีคนน้อยมากที่กินอาหารดิบจริง ๆ โดยนอกจากผักแล้วก็ยังเลือกกินซาซิมิ ปลาดิบ และเนื้อสัตว์ดิบบางชนิดได้ และคุณก็สามารถกินผักและผลไม้สดได้ อย่างหน่ออ่อนของพืช เมล็ดพืช และถั่ว รวมถึงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำผลไม้สด น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ และธัญพืช

สารอาหารและแร่ธาตุจากอาหารดิบ

ไขมัน : ด้วย ความที่อาหารดิบจะเน้นผักกับผลไม้ ปริมาณไขมันที่รับจึงอยู่ระหว่างร้อยละ 20-35 ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่ควรได้รับจากไขมันในแต่ละวัน ข้อดีคือไขมันเหล่านี้จะเป็นพวกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีอีกด้วย

โปรตีน : แม้จะไม่ได้กินเนื้อสัตว์มากมาย แต่โปรตีนก็ยังอยู่ในระดับพอดีๆ ด้วยผักใบเขียว เมล็ดพืช และถั่ว

คาร์โบไฮเดรต : ไม่มากและไม่น้อยเกินไป

เกลือ : ต้อง แยกระหว่างการกินอาหารแบบ Raw Food กับอาหารญี่ปุ่น โดยอย่างแรกนั้นคุณจะพบว่า การบริโภคเกลือน้อยลงมากและอยู่ในปริมาณที่แนะนำคือ โซเดียมไม่เกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม (ยกเว้นผู้สูงอายุผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง ซึ่งจำกัดไว้ไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม) ในทางตรงกันข้ามการใช้โชยุอาจทำให้ระดับโซเดียมพุ่งสูงขึ้นได้ง่ายๆ

สารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ

ใยอาหาร : ไม่ ต้องห่วงเรื่องใยอาหาร หากคุณกินผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และเมล็ดพืชเป็นหลัก เพราะอาหารเหล่านี้มักจะมีใยอาหารสูงอยู่แล้ว ดังนั้น คุณน่าจะได้รับใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสมคือ 22-34 กรัมต่อวัน

โพแทสเซียม : สาร อาหารชนิดนี้มีความจำเป็นต่อการควบคุมระดับความดันโลหิต ลดความเสื่อมของมวลกระดูก และลดโอกาสเกิดนิ่วในไต อย่างไรก็ดี การกินโพแทสเซียมให้ได้ปริมาณ 4,700 มิลลิกรัมต่อวันนั้นค่อนข้างยาก (แม้กล้วยจะมีโพแทสเซียมสูง แต่นั่นก็หมายความว่าคุณต้องกินประมาณ 11 ผลต่อวัน)

แคลเซียม : แคลเซียมไม่ ได้จำเป็นสำหรับกระดูกเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดและการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งการกินอาหารดิบอาจทำให้คุณได้รับแคลเซียมน้อยเกินไปก็ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเลือกกินคะน้า ผักใบเขียว แอพริคอตแห้ง เพื่อช่วยทดแทน

วิตามินบี 12 : ผู้ใหญ่ ควรได้รับสารอาหารชนิดนี้ อย่างน้อย 2.4 ไมโครกรัม มันจำเป็นอย่างมาก ต่อกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์ อย่างไรก็ดี วิตามินบี 12 พบในเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ แม้ยีสต์ธรรมชาติอาจจะพอช่วยชดเชยได้บ้าง แต่การกินแคปซูลเสริมก็อาจจำเป็นเช่นกัน

วิตามินดี : ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับแสงแดดมากพอ จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีอย่างน้อย 15 ไมโครกรัมต่อวัน
 

Sushi Pros & Cons


ข้อดี

      
โดย ทั่วไปแล้วซูชิจะให้โปรตีนคุณภาพดี แต่แคลอรีต่ำ มันมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลอยู่น้อยมากจึงดีต่อหัวใจของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแซลมอน ซึ่งมีโอเมก้า-3 อยู่สูง เช่นเดียวกับปลาทูน่า ส่วนตัวสาหร่ายยิ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น ไอโอดีน ซึ่งจำเป็นต่อระบบฮอร์โมนที่ปกติ นอกจากนี้ คุณยังได้แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และไฟโตนิวเทรียนต์ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากซูชิแล้ว น้ำส้มสายชูที่ใช้ในการทำซูชิก็มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียเช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำส้มสายชูถึงถูกใช้ในการถนอมอาหารมาตั้งแต่โบราณ มันช่วยเรื่องการขับถ่าย ลดความเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง และช่วยให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยไม่มากก็น้อย

ข้อเสีย

      
แคลอรี่แอบแฝง เพราะเครื่องปรุงส่วนใหญ่ของซูชิจะถูกม้วน หรือปั้นเป็นชิ้นเล็ก บางทีคุณก็อาจจะลืมไปว่า มันมีแคลอรี่มากขนาดไหน อย่างเช่น ซูชิทูน่าอาจมีน้อยกว่า 200 แคลอรี่ก็จริง แต่ถ้ารวมมายองเนส เทมปุระ หรือซอสอื่น ๆ คุณก็จะได้แคลอรี่เพิ่มขึ้นอีกมากโข (ซอสถั่วเหลือง มีแคลอรี่ต่ำก็จริง แต่มีโซเดียมสูง)

ระดับปรอท : แหล่งน้ำเปิด อย่างเช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล จะทำให้ปลาปนเปื้อนปรอท สารพิษต่อระบบประสาทที่เป็นที่รู้จักดี บรรดาปลานักล่าตัวใหญ่จะมีระดับปรอทสูงสุด รวมถึงปลาทูน่าที่พบในซูซิ ดังนั้น เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ หรือคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ควรอยู่ห่างจากปลาดิบเหล่านี้

Expert’s Corner


ภัยแฝงจากอาหารดิบ

     
ปลาดิบ ลาบ หลู้ อันตรายอย่างไร ลองมาฟัง นพ.ธวัช มงคลพร ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและตับ ร.พ.สมิติเวช สุขุมวิท

การกินอาหารดิบมีอันตรายอย่างไร

     ภาพรวม คือ ถ้าเรากินเนื้อดิบ หรืออาหารดิบ ก็จะเสี่ยงกับการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น อาหารทะเลดิบๆ หรือแม้แต่อาหารปรุงสุกแล้วแต่ปล่อยไว้นานๆ ก็อาจจะทำให้ติดเชื้อได้ ยกตัวอย่างเช่น โรคหูดับที่เกิดจากการกินเนื้อหมูดิบปรุงไม่สุก ก็จะมีแบคทีเรียที่ทำให้หูหนวกได้

      อย่างที่สองคือ ถ้าในกรณีที่
เป็นเนื้อวัว หรือเนื้อหมู และมีพยาธิตัวตืดอยู่ เวลากินก็จะมีเม็ดสาคูซึ่งก็คือพยาธิที่ยังไม่โตเต็มวัย มันจะเจริญเติบโตภายในตัวเรา จนทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง 

อีกกรณีหนึ่งก็ในเนื้อปลาดิบ โดยเฉพาะปลาทะเล น้ำลึกจะมีพวกพยาธิตัวกลม ซึ่งจะทำให้เราเป็น Accidental Host มาอยู่ในกระเพาะ หรือลำไส้และทำให้เราเจ็บปวดได้ ทีนี้ ถ้าเป็นปลาน้ำจืด ที่ติดมาก็จะเป็นพยาธิตัวจี๊ดที่จะไชเข้าไปในผิวหนัง หากพยาธิอยู่ที่ตาก็จะสามารถไชเข้าไปได้ทุกที่ หรือบางคนเข้าไขสันหลังก็จะทำให้สมองอักเสบ  เป็นอัมพาต อัมพฤติได้

คนเราจะรู้รึเปล่าถ้ามีพยาธิอยู่ในตัว

ถ้า ไม่มาตรวจก็จะไม่เจอ ขึ้นอยู่กับชนิดของพยาธิ พยาธิบางตัวต้องไปดูที่อวัยวะนั้น ๆ แต่ส่วนใหญ่ มันจะผลิตไข่ออกมากับอุจจาระ ต้องใช้วิธีตรวจอุจจาระ ซึ่งโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนจะมีการตรวจที่ละเอียด คือปั่นให้ข้นแล้วเอาที่ข้น ๆ มาตรวจดู ก็จะตรวจหาไข่ของพยาธิได้ดีขึ้น

      ความจริงในปัจจุบันพยาธิก็เป็นเรื่องไกลตัวพอสมควร เพราะเดี๋ยวนี้เรามีห้องน้ำในบ้าน แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่า แม่ครัวล้างมือ สะอาดพอ หรือเขามีไวรัสตับอักเสบเอหรืออีไหม? หรือว่าเขาปรุงอาหารสุกขนาดไหน ถ้าเขาปรุงไม่สุกเราจะรู้รึเปล่า?
     

      ฉะนั้น จึงอยากให้กินทุกอย่างที่ปรุงสุกแล้ว ในกรณีของเนื้อสัตว์ขอให้ปรุงสุกและใหม่ก็จะปลอดภัยกว่ามาก ส่วนผักสลัดก็ควรล้างด้วยตัวเอง โดยล้างแล้วเทน้ำทิ้ง เผื่อบางทีมีไข่ติดอยู่ และจะได้เอาสารเคมีออกไปด้วย ในกรณีที่สัตว์มีเปลือกอย่างหอยจะต้องต้มนานกว่าปกติ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือถ้ามีอาการผิดปกติก็ต้องปรึกษาแพทย์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก women thaiza

 




สุขภาพน่ารู้

ระวังโรคฉี่หนู!!!...ผู้ที่ดื่มน้ำจากฝากระป๋องโดยไม่ใช้หลอดดูด
เผย 28 เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค article
รักษาโรคมะเร็ง ... น่าสนใจมากที่จะรู้ article
กินรสจืด ยืดชีวิต - คุณหมอขอบอก
คนที่ชอบ รับประทานอาหาร รสเค็ม ระวัง "ไตวาย" article
อย. เตือนอันตรายอย่าใช้ยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ article
ดื่มน้ำเปล่าหนีห่างจากโรคเบาหวาน แต่ละถ้วยลดได้มากถึงร้อยละ 10 article
สิ่งที่เกิดขึ้นเมืองเราอยู่ใกล้เสาโทรศัพท์ article
ไตเสื่อม ต้นเหตุุสำคัญของสุขภาพร่างกาย article
นิสัยเสียที่ทำลายสมอง ก่อเกิดโรคตับและมะเร็ง - MUST READ! article
การทำร้ายกระดูกสันหลัง 10 อันดับ article
ภัยร้ายจากโรค Alzheimer article
ป้องกันไตเสื่อม article
อาวไซด์เมอร์ แบบทดสอบ article
พิษของมะเฟืองถึงตาย ผู้ป่วยไตกลุ่มเสี่ยง article
วุ้นในลูกตาเสื่อม คนใช้คอมพิวเตอร์ต้องอ่าน!!
กินไข่สุกๆดิบ ๆ มีโทษ
สูตรน้ำผักผลไม้ต้านมะเร็ง article
10 ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง article
รู้ เท่าทันมะเร็ง (สำหรับคนที่ไม่อยากเป็นมะเร็ง หรือ คนที่ดูแลผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง) article
เตือน !!! ประชาชนหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำแข็งหรือเครื่องดื่มผสมน้ำแข็ง article
มะเร็ง กับ นมเนย
การสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิด ต่างๆ article
อาหารต้องระวัง article
ชีวิตวัฒนา ปัญญาจีน
หันกลับมาดูแล ตัวเอง article
กินปลาดิบ article
พิษมะเฟืองถึงตาย ผู้ป่วยไตกลุ่มเสี่ยง article
ปวดหลัง...อย่านิ่งนอนใจ article
กาแฟและโดนัทอาจช่วยกระตุ้นการทำงานสมอง article
“ภูมิแพ้” article
The top five cancer-causing foods are: อาหารชั้นเลิศที่มะเร็งถามหา article
สาเหตุการทำลายตับ article
BRAIN DAMAGING HABITS (อุปนิสัยคนเราที่ทำลายการทำงานของสมอง) article
สุดยอดอาหารล้างพิษ 20 ชนิด...หากินได้ง่าย article
โปรดทราบ......อาหารชั้นเลิศที่มะเร็งถามหา article
สาเหตุการทำลายตับ The main causes of liver damage are article
BRAIN DAMAGING HABITS ( อุปนิสัยคนเราที่ทำลายการทำงานของสมอง) article
หมอรักษามะเร็ง ฟรี article
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
หมอรักษามะเร็ง ฟรี
รวม 10 โรคยอดฮิต ที่พ่อแม่ชาวออฟฟิศควรอ่าน! article
ระวัง!ผลไม้รถเข็น article
แพทย์จีนเจ๋ง! ใช้ไอเย็น รักษาโรคมะเร็ง article
วิธีการเช็คเส้นเลือดอุดตันในสมอง article
ดื่มน้ำอุ่นหลังอาหารช่วยลดอาการหัวใจวาย article
ดูการทำงานของคลื่นไมโครเวฟ. ของโทร.มือถือครับ มีอันตราย หรือไม่ ? article
ใครชอบกิน...แกงเหลือง+แกงเลียง+แกงป่า+แกงส้ม‏ article
แนะนำกายภาพบำบัด
เตือนภัย : ดื่มน้ำอัดลมหวานๆประจำอาจเสี่ยงกับ มะเร็งของตับอ่อน
รู้ทันเบาหวาน
โรคภูมิแพ้ในเด็ก..!!



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com