ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
Group Menu
dot
dot
เมนูหลัก
dot
bulletเรารักในหลวง
bulletสุขภาพน่ารู้
bulletการศึกษา
bulletทักษะชีวิต
bulletสภาพัฒนาการเมือง
dot
หนังสือพิมพ์ - ข่าว
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletข่าวสด
bulletแนวหน้า
bulletไทยโพสต์
bulletโพสต์ทูเดย์
bulletผู้จัดการ
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletบ้านเมือง
bulletThe nation
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletบางกอก โพสต์
bulletประชาชาติธุรกิจ
bulletสยามรัฐ
bulletสยามธุรกิจ
bulletสยามดารา
bulletบางกอก ทูเดย์
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง
bulletธรรมาภิบาล




การศึกษา


จี้ ทปอ.ยอมรับ "แอดมิชชั่น" ล้มเหลว

จี้ ทปอ.ยอมรับระบบ "แอดมิชชั่น" ล้มเหลว หลังไม่สามารถรับเด็กได้ตรงตามที่สาขาต้องการ ชี้แต่ละสาขาจัดสอบเอ็นทรานซ์กันเอง จะวุ่นวายมากขึ้น ...

ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงข้อถกเถียงถึงปัญหาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่ออุดมศึกษาในระบบกลางหรือแอดมิชชั่นและระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆว่า ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ควรยอมรับกันได้แล้วว่าระบบแอดมิชชั่นที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่ประสบความสำเร็จในการคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัย เพราะสาขาวิชาต่างๆ ได้สะท้อนว่าไม่สามารถรับเด็กได้ตรงตามที่สาขาต้องการ จึงส่งผลให้แต่ละสถาบันมีการแยกกันไปสอบตรงกันเองจนเกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ขณะที่บางสาขาถึงกับคิดหวนกลับไปสอบเอ็นทรานซ์ ทั้งนี้ หากแต่ละสาขาหันไปจัดสอบเอ็นทรานซ์กันเอง ตนคิดว่าจะต้องส่งผลให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น เพราะจะมีทั้งระบบแอดมิชชั่น เอ็นทรานซ์ของสาขา และการรับตรงของสถาบัน นอกจากนี้ จากการที่ตนได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการกวดวิชาพบว่า ระบบแอดมิชชั่นยังทำให้เด็กกวดวิชามากขึ้นอีกด้วย เพราะยิ่งสอบหลายอย่าง รวมถึงการรับตรงของสถาบัน ผู้เรียนก็จะยิ่งกวดวิชาตามวิชาที่สอบ และตามสถาบันที่จะเข้าเรียนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการสูญเสียอย่างมาก

ศ.ดร.ไพฑูรย์กล่าวต่อไปว่า ตนคิดว่าระบบแอดมิชชั่นที่ทดลองทำกันมานั้นน่าจะต้องมีการยุติได้แล้ว เพราะนอกจากจะไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แล้วยังเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมาอีกมาก ทั้งนี้ จะต้องหาทางเลือกที่สาม คือกลับไปพัฒนาระบบเอ็นทรานซ์ใหม่ที่ผสมกับคะแนน GPA ที่เรียนในโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนสนใจการเรียนในโรงเรียน แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นการถอยหลังเข้าคลองไปบ้างแต่ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะถ้าเราออกจากคลองมาแล้วแต่ต้องมาเจอพายุใหญ่ก็ต้องมีการทบทวน.
http://www.thairath.co.th/content/edu/146402

สิทธฺอันชอบธรรมของเด็ก ในการรรับเข้าเรียนต่อ

 

วันที่   29    ธันวาคม    พ.ศ.  2553

เรื่อง                                  ขอเสนอการพัฒนาการศึกษา
กราบ เรียน          ฯพณฯ รมต ศธ. คุณ ชินวรณ์ บุณยเกีรยติ
 
                                 ข้าพเจ้า พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ   ชีวพันธ์ศรี   สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง            โทรศัพท์  0812980284     และเพื่อนๆ เครือข่ายผู้ปกครอง     ต้องขอกราบขอบพระคุณ ฯพณฯ อย่างสูงยิ่ง ที่มีความตั้งใจ และจริงใจ ในการแก้ไขปัญหาในระบบการศึกษา ที่หมักหมมมานาน    พวกเราได้ติดตามการจัดการศึกษา ได้ประสบปัญหา หลากหลาย และต้องการจะขอเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อโปรดพิจารณา ดังนี้
1                        เข้าไปสุ่มตรวจในโรงเรียนดัง ที่มีการรับนักเรียน
2                         รับเรื่องร้องเรียน
3                        ขอให้ทุกโรงเรียนประกาศรายชื่อเด็กที่สอบได้ และสำรองรวมทั้งคะแนนที่สอบได้ ทุกคน และ การเรียกตัวสำรองต้องประกาศรายชื่อ ให้สาธารณะรับรู้ เช่นทางเวบไซด์ ปิดประกาศหน้าโรงเรียน
4                        ขอเป็นกรรมการ พัฒนาโรงเรียนคู่ขนาน  
5                         ขอให้ใช้วิชาใน ONET ที่เหมาะสม      และ จะเป็นการเพิ่มการกวดวิชา ONET มากขึ้น   หากโรงเรียนดีเด่นดังจำนวนน้อย แต่ ความต้องการมีมาก           
6                        ขอตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรการศึกษา    ที่สำคัญต้องลดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ซ้ำซาก และจำเป็นน้อยให้ลดลง    แต่หันไปเรียนรู้ที่สำคัญกว่าเช่นเรื่องทักษะชีวิต         โดยตั้งคณะกรรมการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ให้เสร็จภายในสองเดือน ประกาศใช้ในปีการศึกษา 2554 -2555
7                        ขอมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  โดยจะขอจัดทำคู่มือการสอนเด็กให้คิดเป็นมีทักษะชีวิต ไม่นอกลู่นอกทาง    เป็นคนดีมีศิลธรรม มีจิตอาสา   และที่สำคัญเพิ่มศักยภาพเด็กและเยาวชนไทยให้มากขึ้น        และจัดทำคู่มือการกวดวิชา
8                        ในระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ขอให้ยกเลิกการใช้ ONET และการใช้GPA X เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มการกวดวิชา ทำให้ การคิดวิเคราะห์ลดลง (ส่วนของไอคิว) ดังการวิจัยของ PISA   ควรตั้งคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นการปรับระบบแอดมิชชั่น และให้เสร็จสิ้นภายในสองเดือน
9                        ควบคุมราคาค่ากวดวิชา และเวลาปิดเปิด เช่นให้หยุดวันอาทิตย์      เพื่อให้เด็กได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว และเรียนรู้ทักษะชีวิตด้านอื่นๆที่จำเป็น    และในโรงเรียนกวดวิชาที่ใช้วิดีโอเปิด ให้เด็กเรียน ควรลดราคาลงกว่า 70 % เทียบกับการสอนจริง เนื่องจากเป็นการเอาเปรียบนักเรียนมากไป
10                 ควบคุมค่าเล่าเรียน ในโรงเรียนนานาชาติที่มีกำไรสูงมากในการจัดการศึกษา เช่นบางโรงเรียนเก็บนักเรียนปีละ 300,000 บาท ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพียง 100,000 บาท ที่เหลือคือกำไร จะสังเกตว่า โรงเรียนนานาชาติขยายตัวอย่างรวดเร็ว     จึงใคร่ขอให้ทางกระทรวงช่วยกำกับดูแลและควบคุมค่าเทอม โดยให้คณะกรรมการสถานศึกษาร่วมกับเครือข่ายผู้ปกครอง รวมทั้งกระทรวงศึกษาโปรดพิจารณา ออกมาตรการให้กำไรไม่ควรเกิน 10 %   ปัจจุบัน   โรงเรียนานาชาติบางแห่งขึ้นค่าเทอม 10 % ทุกปี
11                  สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ   ได้รับเรื่องร้องเรียน จาก อาจารย์ และครู เรื่องการประเมินที่เพิ่มภาระแก่อาจารย์ มหาวิทยาลัย และครู ทำให้บทบาทในการสอนลดลง จึงอยากจะขอให้จัดตั้งคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอในการประเมินคุณภาพ โดยไม่เพิ่มภาระแก่ครู และอาจารย์มหาวิทยาลัยมากเกินไป
12                 เครือข่ายผู้ปกครองไม่เห็นด้วยที่จะให้การเรียนครู ใช้เวลา หกปี เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จข่ายแก่รัฐบาล   อาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้ปกครอง    ควรปรับปรุงเนื้อหาการสอนและวิธีการสอนนักศึกษาครูให้มีประสิทธิภาพ มากกว่า เช่นใน นิวซีแลนด์ เรียนครูสามปี มีคุณภาพได้
13                 ขอเป็นคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษารอบสอง
                                                         
ทั้งหมดนี้ จึงใคร่ขอกราบเรียนมาเพื่อโปรด พิจารณา      ขอกราบขอบพระคุณ อย่างสูงยิ่ง
                                             
                                                                               ขอแสดงความนับถือ
 
 
พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ  ชีวพันธ์ศรี นายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ  
และเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา    โ ทรศัพท์      081-2980284            
 
 
 
 
                                                               
ผลประเมิน'PISA 2009'ไทยล้มเหลว รั้งท้ายทั้ง'อ่าน-คณิต-วิทย์'-ชินวรณ์จี้แก้ให้ถูกจุด
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รายงานผลการประเมินของ PISA ประจำปี 2552 ซึ่งมีประเทศเข้าร่วมทั้งหมด 65 ประเทศ รวมทั้งไทย โดยประเมิน 3 ด้าน คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผลการประเมินพบว่าในด้านการอ่าน จีนมีคะแนนเฉลี่ยเป็นอันดับ 1 จำนวน 556 คะแนน รองลงมาเป็นเกาหลี ฟินแลนด์ ฮ่องกง ขณะที่คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 493 คะแนน ส่วนประเทศไทย ได้คะแนน 421 คะแนน อยู่ในอันดับช่วงที่ 47-51 จาก 65 ประเทศ อยู่ในกลุ่มเดียวกับตูนิเซีย โรมาเนีย บราซิล โคลัมเบีย และบัลแกเลีย อย่างไรก็ตาม นักเรียนจากกทม.และปริมณฑลมีทักษะการอ่านสูงกว่านักเรียนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะร.ร.สาธิต ส่วนด้านคณิตศาสตร์ จีนได้คะแนนสูงสุด 600 คะแนน รองลงมาเป็นสิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ขณะที่คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 496 คะแนน ส่วนไทย ได้ 419 คะแนน อยู่ในอันดับช่วงที่ 48-62 อย่างไรก็ตาม นักเรียนจากกทม.และปริมณฑลสามารถเรียนรู้ คณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะร.ร.สาธิต เช่นกัน

ส่วนการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ จีน ได้คะแนนอันดับ 1 จำนวน 575 คะแนน รองลงมาเป็นฟินแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 501 คะแนน ส่วนไทย ได้ 425 คะแนน อยู่ในอันดับช่วงที่ 47-49 อย่างไรก็ตาม นักเรียนจากกทม.และปริมณฑลเรียนรู้วิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนในต่างจังหวัด และคะแนนร.ร.สาธิต เทียบเท่าคะแนนเฉลี่ยนานาชาติ ทั้งนี้ ปัญหาของไทยคือขาดครูทุกวิชา ส่วนการกวดวิชาส่งผลกระทบทางลบต่อเด็ก โดยเฉพาะคะแนนการคิดวิเคราะห์ของเด็กลดลง ส่วนการใช้ไอซีทีเสริมการเรียนรู้ ไม่ได้การันตีว่าจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กสูงด้วย อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบหมายให้องค์กรหลักนำผลประเมินไปวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาให้ถูกจุด
 
 
 
 
 
 
 
 
'ไชยยศ'ชงปรับแอดมิชชั่นกลาง
นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้เข้าร่วมประชุม ทปอ. และเสนอให้ ทปอ. ทบทวนเรื่ององค์ประกอบและค่าน้ำหนักในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่น ที่ปัจจุบันใช้ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรม.ปลาย (GPAX) 20% แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET 30% แบบทดสอบวัดความถนัดทั่วไป หรือ GAT 10-50% และแบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ PAT 0-40% ซึ่งทำให้หลายคณะไม่สามารถคัดเลือกเด็กได้ตรงตามความต้องการ
    “ผมเสนอ ทปอ.ใช้ O-NET เป็นองค์ประกอบในการแอดมิชชั่นเท่านั้น โดยไม่ต้องนำมา       คิดเป็นคะแนน เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการสอบ O-NET ไม่ใช่ต้องการนำมาใช้ในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย แต่เป็นการวัดมาตรฐานของโรงเรียนต่าง ๆ พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือ ทปอ.ให้เข้าร่วมกับศูนย์กลางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (รับตรง) ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่กำลังจะดำเนินการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน จะได้ไม่ต้องวิ่งรอกสอบ ขณะเดียวกันขอให้ ทปอ.ช่วยดูแลเรื่องการผลิตบัณฑิตให้ได้คุณภาพและมีมาตรฐานตามที่กำหนดด้วย เพื่อป้องกันปัญหาจ่ายครบจบแน่ซึ่งมีบางมหาวิทยาลัยทำอยู่
   
ด้าน ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวว่า ทปอ.ได้รับข้อเสนอของนายไชยยศไปพิจารณา ซึ่งคงต้องนำเข้าหารือในคณะกรรมการศึกษาระบบแอดมิชชั่นว่า จะสามารถทำได้หรือไม่ก่อน นอกจากนี้ทปอ.ได้เห็นชอบปฏิทินแอดมิชชั่น ปี 2554 ดังนี้ จำหน่ายหนังสือระเบียบการฯ ศูนย์กรุงเทพฯ/ศูนย์ภูมิภาค วันที่ 4-20 เม.ย. 2554 รับสมัคร ทาง www.cuas.or.th วันที่ 11-20 เม.ย. 2554 ชำระเงินค่าสมัครผ่านทางธนาคารหรือที่ทำการไปรษณีย์ไทย วันที่ 11-22 เม.ย. 2554 ผู้สมัครตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการสมัครทาง www. cuas.or.th วันที่ 12-25 เม.ย. 2554 ยื่นคำร้องขอแก้ไขข้อมูล ทางโทรสารหมายเลข 0-2354-5155-6, 0-2576-5555, 0-2576-5777 วันที่ 12-27 เม.ย 2554 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกายทาง www.cuas.or.th วันที่ 8 พ.ค. 2554 สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย มหาวิทยาลัย/ สถาบันอุดมศึกษาที่สอบได้ วันที่ 11-13 พ.ค 2554 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทาง www.cuas.or.th วันที่ 19 พ.ค 2554.
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=42&contentID=112241   
วิกฤติรับตรง! เด็กสละสิทธิจุฬาฯเกือบ 90%

ตามที่มหาวิทาลัยต่างปฏิเสธระบบแอดมิชชั่นส์กลางโดยการหันมารับตรงกันเองโดยมีการรับตรงกันมากถึงประมาณร้อยละ 80% ของจำนวนที่จะรับทั้งหมดโดยในบางคณะเช่น อักษรศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ของจุฬาฯนั้นเปิดรับตรงทั้งหมดไม่มีการรับในระบบแอดมิชชั่นส์กลางเลย โดยการรับตรงนี้จะมีการแยกกันรับสมัครกันเองที่ช่วงเวลาแตกต่างกันและจัดสอบกันเองมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้ผลคะแนน GAT-PATซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ได้ประกาศผลการคัดเลือกและให้นักเรียนไปรายงานตัวแล้ว และผลปรากฎว่าที่คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯนั้นมีนักเรียนมารายงานตัวเพื่อเข้าเรียนไม่ถึงครึ่งของจำนวนที่สอบผ่านข้อเขียนและในจำนวนที่ไม่ถึงครึ่งนี้มีครึ่งหนึ่งที่เข้าสอบแพทย์และทันตแพทย์ของกสพท.ที่ยังไม่ประกาศผลการคัดเลือกซึ่งถ้าได้แพทย์หรือทันตแพทย์ก็จะสละสิทธิการเข้าเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯนี้อีกซึ่งจะทำให้คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ มีคนเข้าเรียนแค่ประมาณ 25% ของจำนวนที่ต้องการจะรับเท่านั้น และที่น่าตกใจคือแผนกคณิตศาสตร์ของคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯนั้นประกาศรับนักเรียน 25 คนมีผู้ผ่านข้อเขียนมาสอบสัมภาษณ์แค่ 8 คนเท่านั้นซึ่งคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯได้รับไว้ทั้งหมดแต่เมื่อถึงเวลารายงานตัวมีนักเรียนมารายงานตัวแค่ 3 คนเท่านั้นถือเป็น 12% ของจำนวนที่ต้องการรับเท่านั้น และใน 3 คนนี้มีคนที่ตั้งใจเรียนจริงๆแค่ 2 คนเท่านั้นเพราะอีก 1 คนกำลังรอผลสอบแพทย์ของกสพท.อยู่
            สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นวิกฤติของการรับตรงของประเทศไทยที่นอกจากจะสร้างภาระให้นักเรียนต้องทิ้งห้องเรียนไปกวดวิชาเพื่อให้มีความรู้ก่อนที่โรงเรียนจะสอนเพราะการสอบเพื่อรับตรงทั้งหมดนั้นจะสอบความรู้ทั้งหมดของม.ปลายในขณะที่นักเรียนเพิ่งจะเรียนในห้องเรียนได้แค่ม.4กับม.5เท่านั้น เป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเด็กที่จนกับเด็กที่รวย และนักเรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการสมัครสอบแต่ละแห่งซึ่งประเมินกันว่าถ้านักเรียนสมัครทุกแห่งจะเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครและเดินทางมากถึง 20000 บาทเพื่อที่จะได้เข้าเรียนในคณะที่ต้องการ และต้องเสียเวลาสอบกันเกือบทุกสัปดาห์ในการเรียนม.6 และการรับตรงยังส่งผลร้ายกับประเทศชาติอีกใหญ่หลวงคือมหาวิทยาลัยต่างๆที่แย่งกันรับนี้จะได้นักเรียนไม่ครบตามที่ต้องการดังตัวอย่างเช่นคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯและจะเกิดกับทุกๆคณะของทุกๆมหาวิทยาลัย
 ทำให้แผนการผลิตบุคคลากรของชาติต้องล้มเหลว และปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือคาดเดาไม่ได้แต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วก่อนปี 2504 จนครม.ต้องมีมติให้ทุกมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปใช้ระบบเอ็นทรานซ์เท่านั้นปัญหาจึงจบไป
          และสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไม่สามารถปล่อยให้มหาวิทยาลัยต่างๆดำเนินการเรื่องการรับนักเรียนกันเองโดยไม่ฟังเสียงสะท้อนจากสังคมอีกต่อไป ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายการเมืองจะได้ใช้ความกล้าหาญใช้อำนาจทางบริหารสั่งให้มหาวิทยาลัยต่างๆเลิกรับตรงกันเองแล้วหันมาใช้ระบบการรับร่วมกันอย่างที่เคยเป็นมา เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่เหลืออยู่

“ชินวรณ์” เปิดยุทศาสตร์สางปัญหาเยาวชน สั่งทุกสถานศึกษาคุมเด็กห้ามมีเซ็กส์ หากพลาดท่าท้องป่อง โรงเรียนต้องคุ้มครองดูแลarticle

วันนี้ (4 ม.ค.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในนโยบายของรัฐบาลในปี 2554 ที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับศธ.ในการเข้ามาดูแลเด็กที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควรและการดูแลเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาและการดูแลครูที่สอนดี  ซึ่งกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมทางเพศโดยใช้ถุงพลาสติกแทนถุงยางอนามัยและเด็กที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรนั้นตนได้มอบหมายในเชิงยุทธศาสตร์แก่องค์กรหลักของศธ.ไปแล้ว

ข้อสอบพลาดซ้ำซาก... บทพิสูจน์คุณภาพสทศ.article

 

http://www.thaipost.net/news/030111/32310

ประเด็นที่เด็กต้องออกมาร้องทุกปี สำหรับการจัดทดสอบต่างๆ ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2553 และประเด็นที่โดนเด็กโวยก็คือ เรื่องการปรับรูปแบบข้อสอบและรูปแบบกระดาษคำตอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ในบางวิชา ที่มีการแจ้งล่วงหน้าแบบกระชั้นชิดทำให้นักเรียนเตรียมตัวไม่ทัน จนทำให้นักเรียนที่ต้องนำคะแนนไปใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่น ต้องเสียประโยชน์

หน้า 7/21
[ก่อนหน้า]   1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21  [ถัดไป]
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เครือข่ายพ่อแม่เยาวชน เพื่อการปฏิรูการศึกษา เลขที่ 51 หมู่ 17บางนาตราด กม. 10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 T 081-298-0284 fax 02-763-7722 email : thai9lee@gmail.com, kamolpar@yahoo.com